สาระน่ารู้

Sunday, 17 February, 2013 - 00:00

“ อินไซด์โหรา ” โดย เก่งกาจ จงใจพระ

  ทุกวันนี้ไม่มีอะไรแน่นอน ล้วนอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา การเกิด แก่ เจ็บ ตาย ล้วนเป็นไปตามธรรรมชาติ
    เพื่อนวัยเดียวกันเริ่มทยอยจากไปกันทีละคนสองคน
    ชื่อเสียง ผลงาน ทรัพย์สมบัติที่มุมานะสร้างเอาไว้จนยิ่งใหญ่มากมาย เอาไปไม่ได้สักอย่าง บางคนแม้แต่งานศพก็เหงา
    ที่สำคัญ คนรุ่นใหม่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับผู้ล่วงลับ ทำแบบบริษัทประกัน มาเร็วเคลมเร็ว ตายปั๊บสวด 3 วันแล้วก็ฌาปนกิจประชุมเพลิง
    ญาติ เพื่อนฝูงไม่ทันได้ข่าว ทุกอย่างก็เรียบร้อย เผาเสร็จก็เอาอัฐิอังคารไปลอยน้ำหมด ไม่เหลืออะไรเอาเป็นที่ระลึกให้ลูกหลานกราบไหว้
    มนุษย์ที่เกิดมาแบ่งช่วงชีวิตเป็น 3 ช่วง ช่วงละ 25 ปี
    ตั้งแต่แรกเกิด อายุ 1-25 ปี ถือว่าจบหลักสูตรการเรียนรู้ เพื่อออกไปประกอบอาชีพสร้างฐานะเลี้ยงครอบครัว
    อายุ 26-50 ปี เป็นช่วงที่สร้างฐานะ มีงาน มีครอบครัว มีลูกหลาน มั่นคงเป็นปึกแผ่น ทั้งกิจการ การงาน ชื่อเสียงในวงสังคม
    อายุ 51-75 ปี เป็นช่วงที่เก็บเกี่ยวดอกผลที่ได้สร้างไว้ เพื่อความผาสุกของชีวิต ถ้าไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน
    ซึ่งบางคนก็ต้องฟันฝ่ากับสุขภาพที่ทรุดโทรม ทั้งโรคหัวใจ โรคตับ โรคไต เบาหวาน ความดัน และสารพัดโรคที่สะสมเอาไว้ตั้งแต่วัยหนุ่ม
    แล้วต้องมาทรมานชีวิต อดอยากลำบากทั้งกินทั้งนอน
    มีเงินมากมายแต่กินอะไรไม่ได้ เพราะหมอห้าม แสลงกับโรค จะทำให้ตายไม่สวย (ต้องผ่าตัดคีโมฉายรังสี) ผมร่วงหัวโกร๋น หน้าดำผอมแห้งเหี่ยวเฉา
    บางรายช่วยตัวเองไม่ได้ ต้องไปนอนโรงพยาบาลให้หมอดูแลเป็นเดือนเป็นปี (เพราะมีเงิน) กลัวตาย ลูกหลานเลยส่งให้ไปอยู่ใกล้หมอ (ความจริงเบื่อรำคาญ ขี้เกียจดูแล) เพราะจู้จี้ขี้บ่น
    นี่แหละสัจธรรมของชีวิตยุคปัจจุบัน
ส่วนคนที่รอดพ้นวัย 75 ปีมาได้โดยร่างกายไม่บุบสลาย ถือว่าโชคดีมีบุญ แต่คนอายุช่วง 76-100 ปีเป็นช่วงที่ควรพักผ่อน
    เพื่อดูแลตัวเอง เพราะสังขารที่เริ่มร่วงโรย ทำงานให้น้อยพักผ่อนให้มาก เพราะความเฉื่อยชาล่าช้าของสมอง
    ที่ใช้งานมาหนักเริ่มมีอาการมึนงง คิดอะไรไม่ออก บางคนก็เริ่มหลงๆ ลืมๆ บางรายก็เป็นอัลไซเมอร์
    เช่นเดียวกับผู้เขียน ปีนี้เริ่มอายุย่างเข้า 76 ปี เริ่มมีปัญหานอนไม่ค่อยหลับ มีอาการท้องผูกตามมา ต้องกินยาระบายบ่อยๆ
    กินอาหารไม่อร่อย ไม่รู้รส สุขภาพก็เริ่มปวดเมื่อยตามตัวตามกล้ามเนื้อ มีอาการมึนหัวคิดอะไรไม่ออก
    หมอบอกให้พักผ่อนมากๆ กินอาหารประเภทพืชผักผลไม้มากๆ ให้ลดเนื้อสัตว์ทุกประเภท เพราะอาหารยุคนี้ล้วนมีสารเคมีนานาชนิดเจือปน
    จึงทำให้อาหารที่กินเข้าไปไม่มีคุณภาพ บั่นทอนสุขภาพ
    จึงทำให้ฉุกคิด ต้องหันมาดูเรื่องอาหารที่กินเข้าไป อยากจะรู้ว่าให้คุณหรือให้โทษต้องดูที่อุจจาระที่ถ่ายออกมา
    ในคัมภีร์ธาตุบรรจบ โรคอุจจาระธาตุเป็นโรคที่รักษายากกว่าโรคทั้งปวง
    มนุษย์จะป่วยเริ่มจากธาตุโรค สมุฏฐานโรค อายุโรค กาลโรค และฤดูโรค คนที่รักษาโรคเหล่านี้หายได้จึงจะสามารถพยาบาลโรคอุจจาระธาตุได้
    โรคอุจจาระธาตุ หมายถึง โรคท้องเดินและโรคท้องผูกเรื้อรัง
    สาเหตุ 1.เป็นไข้ที่มีพิษจัดและเรื้อรัง ธาตุต่างๆ ยังแปรปรวนวิปริต อุจจาระยังไม่เป็นปกติ
2.กินอาหารที่แปลกไปกว่าที่เคย หรือกินอาหารที่เคยกินนั้นมากเกินกำลังไฟธาตุ เช่น เนื้อสัตว์ดิบ เนื้อสัตว์ที่มีคาวมาก ไขมันต่างๆ หรือของหมักดองบูดเน่า
    ธาตุนั้นก็วิปริตแปรปรวน กระทำให้ท้องขึ้น อืดเฟ้อ เรอเหม็นเปรี้ยว (กรดในกระเพาะมาก) จุกเสียดแทง (แก๊สดัน) อุจจาระวิปริตต่างๆ
3.ธาตุสมุฏฐานทั้ง 4 หย่อน กำเริบ พิการ ตามจักรราศี 12 วัน เดือน ปีเกิด
4.พิกัดธาตุสมุฏฐาน เตโช 3 วาโย 3 อาโป 3 ถูกกระทบ ทำให้ธาตุสมุฏฐานปถวี ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งโรคถูกกระเทือนไปด้วย และทำให้สมุฏฐานอื่นกำเริบหนักขึ้น
เรียกว่า มหาสันนิบาต หรือสันนิบาตกองใหญ่
โรคอย่างนี้รักษายากกว่าโรคทั้งปวง ถ้าให้ยาแล้วไม่ทุเลา มีอาการเรื้อรังต่อไปอีก จะทำให้เกิดกลิ่นร้าย 4 ประการ ดังนี้
1.กลิ่นปลาเน่า เกิดจากอาโปสมุฏฐานมีอาการเสมหะมาก ลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรัง มะเร็งลำไส้ใหญ่ 2.กลิ่นหญ้าเน่า เกิดจากเตโชสมุฏฐาน อาหารไม่ย่อย เป็นไข้ 3.กลิ่นข้าวบูด เกิดจากวาโยสมุฏฐาน เป็นหวัด เจ็บคอ ปวดเมื่อย มีไข้ กระเพาะ ลำไส้เล็กอักเสบ 4.กลิ่นซากศพที่เน่าโทรม เกิดจากกำเดาสมุฏฐาน เสมหะสมุฏฐานร่วมปถวีธาตุ จะมีอาการเจ็บในอก เจ็บในท้อง มือบวมเท้าบวม และบางทีบวมทั่วร่างกาย
ในอนาคตถ้าคอลัมน์นี้ขาดหายไปบ้าง ก็ต้องทราบว่าผู้เขียนอยู่ในช่วงฟื้นฟูสุขภาพตามแนวทางโหราเวช.