สาระน่ารู้

Sunday, 17 March, 2013 - 00:00

เวทีสาธารณะ.

 จากกินละเมียด สู่ขบวนการอาหารท้องถิ่น
ไปทวงคืนระบบอาหาร
กิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา มูลนิธิชีววิถี
    จากการเฝ้ามองขบวนการเคลื่อนไหวอาหารท้องถิ่นของโลกไม่กี่ปีที่ผ่านมา พบว่า ขบวนการอาหารท้องถิ่นได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วกว้างขวางทั่วโลกตะวันตก และเริ่มไปเชื่อมโยงกับขบวนการต่อต้านทุนนิยมโลกาภิวัตน์อย่างน่าสนใจ จากคาร์โล เปตรินี นักหนังสือพิมพ์ชาวอิตาเลียน ผู้ซึ่งชื่นชอบและให้ความสำคัญกับศิลปะการปรุงอาหาร ได้ลุกขึ้นมาเป็นตัวตั้งตัวตีรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ ร่วมอุดมการณ์ เพื่อต่อต้านการคุกคามของ McDonald ยักษ์ใหญ่ธุรกิจอาหารโลกที่มาเปิดสาขาในกรุงโรม เมื่อปี 2529 นำมาสู่การก่อนตั้งขบวนการ Slow food ในปี 2532 เพื่อเป็นขั้วตรงข้ามกับอาหารจานด่วน หรือ fast food และนับตั้งแต่การจัดมหกรรมอาหารช้า และเครือข่ายแผ่นดินแม่ Slow food Festival & Terra Madre
    ในปี 2547 เป็นต้นมา รับรองผู้คนจากทุกสารทิศทั่ว โลกทั้งชาวไร่ชาวนา นักปรุงอาหาร เกษตรกรผู้เพาะพันธุ์สัตว์ ชาวประมง นักเก็บเมล็ดพันธุ์ คนเลี้ยงผึ้ง คนทำขนมปัง นักการศึกษา และนักวิชาการมากมายถึง 170,000 คน (จาก 5,000 คนในปีแรก) เพื่อแลกเปลี่ยนตั้งแต่เรื่องสูตรลับก้นครัว การบริโภคน้ำ อาหารท้องถิ่น ไปจนถึงการสร้างเครือข่ายและวิสัยทัศน์ร่วมกัน
    จากจุดเริ่มต้นสมาคมคนกินมีรสนิยม ได้สร้างแรงบันดาลใจ สร้างความเข้มแข็งและเจริญเติบโตให้กับเครือข่ายผู้ผลิตอาหารท้องถิ่น และขับเคลื่อนให้ “อาหารช้า” หมายถึงอาหารที่ดี-สะอาด-เป็นธรรม อันหมายถึงเป็นอาหารที่มีคุณภาพและรสชาติ “ดี” มีกระบวนการผลิตที่ “สะอาด”
เคารพธรรมชาติ และ “เป็นธรรม” นั่นคือ ผู้ผลิตมีศักดิ์ศรี ได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม และได้รับความนับถือจากผู้บริโภค
    ตั้งแต่ปี 2548-49 เราได้เห็นการขยายตัวของขบวนการอาหารท้องถิ่น ที่มุ่งส่งเสริมการผลิตของเกษตรกรขนาดเล็ก เช่นที่ในอเมริกาเรียก “family farm” ผู้บริโภคหันมาแสวงหาอาหารสด ใหม่ ปลูกจากฟาร์มในท้องถิ่นไม่ไกลจากที่ตนอาศัยอยู่ จากตลาดดัดจริตกินของคนมีเงินรักสุขภาพ จำนวนไม่กี่ตลาด ผู้ผลิตขยายตัว ตลาดชาวนา Farmer market ขยายตัวจากนับสิบเป็นนับพันแห่งทั่วยุโรป และอเมริกาในช่วงเวลาเพียงสามสี่ปี ตามด้วยขบวนการ City Farm และเกษตรกรรุ่นใหม่ ที่คนหนุ่มสาวในเมืองใหญ่เริ่มขยับไปหาพื้นที่ดินทำการเกษตร สร้างระบบอาหารสมาชิก ผัก Community Support Agriculture: CSA ขยายตัวอย่างรวดเร็วในหลายรัฐของอเมริกา
    นอกเหนือจากแนวคิด ”อาหารช้า” โปรเฟสเซอร์ทิม ลาง แห่งภาควิชานโยบายอาหาร มหาวิทยาลัยเมืองลอนดอน Food Policy at City University, London ได้พัฒนาวาทกรรม “ประชาธิปไตยทางอาหาร” ในราวกลางปี 2533 ในการตอบโต้กับการขยายการควบคุมระบบอาหารของบรรษัท และการที่ผู้บริโภคไม่ได้มีส่วนร่วมใดๆ ในระบบอาหาร โดยแนวคิดนี้เสนอว่า พลเมืองมีอำนาจที่จะกำหนดนโยบายด้านอาหาร และปฏิบัติการทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค ระดับชาติ และระดับสากล เป้าหมายของประชาธิปไตยทางอาหารคือ การมีหลักประกันการเข้าถึงอาหาร ที่มี ราคาเหมาะสม ดีต่อสุขภาพ และสอดคล้องกับวัฒนธรรมอาหาร และเน้นความเป็นธรรมทางสังคมในระบบอาหาร เพราะเชื่อว่าอาหารคือ หัวใจของกระบวนการประชาธิปไตย
    เมื่อขบวนการยึดวอลสตรีท Occupied Wall street เริ่มต้นขึ้นในเดือนกันยายน ปี 2554 ขบวนการผู้บริโภคอาหารท้องถิ่น เครือข่ายชาวนาขนาดเล็ก เครือข่ายเมล็ดพันธุ์ Seed Growers ในสหรัฐอเมริกา ก็ได้เข้าร่วมอย่างแข็งขัน ไม่นานก็เคลื่อนเป็นขบวนการยึดคืนระบบอาหาร
Occupied Food System เคลื่อนไหวความคิดทวงคืนระบบอาหารจากการครอบงำของบรรษัทขนาดยักษ์ เดินขบวนไปพร้อมตั้งครัวปรุงอาหารทั้งจากฟาร์มของเครือข่าย และไปเก็บอาหารหมดอายุที่ยังกินทิ้งได้แต่กลายเป็นขยะของซูเปอร์มาร์เก็ต
    ในยุโรปมีการจัดขบวนคาราวาน Good Food March 2012 ทั้งคนกิน-คนปลูกเดินทางร่วมกัน เริ่มต้นจากหลายเมืองในยุโรป มุ่งหน้าสู่กรุง
บรัสเซลส์ในปลายเดือนสิงหาคม 2555 ที่ซึ่งจะมีการตัดสินใจทางนโยบายเกษตรร่วมของสหภาพยุโรป (Common Agriculture Policy: CAP) เพื่อเรียกร้องนโยบายที่จะสร้างระบบอาหารและระบบการผลิตที่ดีหันกลับมามองในบ้านเรา คงไม่อาจคาดหวังได้ว่าการเคลื่อนไหวอย่างมีพลังของขบวนการผู้ผลิตเชื่อมโยง กับผู้บริโภคจะเกิดขึ้นรวดเร็วนัก แต่พัฒนาการที่เรียนรู้ได้จากขบวนการผู้บริโภคในโลกตะวันตกก็บอกย้ำกับเราว่า นี่มิใช่ความฝันที่เป็นไปไม่ได้
    น่าเสียดายว่า บรรดานักสังเกตการณ์สังคม นักวิชาการ สื่อมวลชน ยังมิอาจทำความเข้าใจและร่วมขบวนความคิดได้มากนัก จะเป็นด้วยข้อจำกัดใดคงจะได้วิเคราะห์หาทางปรับปรุงปฏิบัติการกันต่อไป และคงจะเป็นประโยชน์กว่านี้มาก หากการวิเคราะห์วิจารณ์จะช่วยชี้ให้เห็นถึงข้ออ่อนอย่างรอบด้าน แต่การจะทำเช่นนั้นได้ก็ต้องมองให้เห็นที่มา ชุดความคิด และพัฒนาการของขบวนที่ปฏิบัติการอยู่
    “The most political act we do on a daily basis is choosing what to eat” (Professor Jules Pretty, University of Essex, UK)
    "การปฏิบัติการการเมืองอย่างที่สุดที่เราทำเป็นประจำวัน นั้นก็คือ การเลือกว่าจะกินอะไร".