ผู้กำกับเพียรเสียไปไม่ถึง 15 วัน ฝ่ายโน้นลงมาขู่ทันทีเลยบอกว่าให้กลุ่มที่สนับสนุนจ่าเพียรให้ไปรายงานตัวซะพวกโจรจะไม่ยิง พูดอย่างนี้เลย มารายงานตัวเดี๋ยวเราจะพาไปพบโจรแล้วกลับไปอยู่บ้าน ให้กลับตัวกลับใจ ตอนนี้เป็นช่วงกำลังชิงมวลชนอยู่ เราก็ดึงมาฝั่งเราเขาก็ดึงไปฝั่งเขา ... งบประมาณด้านการข่าวน้อย คือเขามองว่าพื้นที่ตรงนั้นเป็นพื้นที่ของทหาร ตำรวจไม่มีหน้าที่ที่จะไปรบ แต่พื้นที่ตรงนั้นเป็นพื้นที่การรบ ทุกคนที่เป็นกองกำลังติดอาวุธมีโอกาสเสี่ยงเท่ากันหมด
ชาวบ้านก็ถามว่าตอนนี้ผู้กำกับเพียรไม่อยู่จะรับไหวเหรอ ผมบอกว่าถ้าใครมาถามอีกก็ให้ตอบไปเลยว่าไหวไม่ไหวพวกเราอย่าให้แตกแยกกัน ถ้ามีข่าวสารอะไรต้องรายงานมา เรื่องนี้เราหยุดไม่ได้ อธิบายให้เขาเข้าใจ ถ้าพวกเราหยุดพวกเราก็ตาย
จำได้ว่าเมื่อครั้งสัมภาษณ์นายกเทศมนตรีเทศบาลนครยะลา นายกฯ อ๋า สำทับว่าถ้ามีโอกาสลงใต้ต้องไปคุยกับ จ่าเพียร เพราะแกบอกว่า "คนนี้แหละตัวจริง" ดังนั้นหลังรู้ข่าวว่า พล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา เสียชีวิต จึงทั้งรู้สึกเสียดายและรู้สึกผิดที่ยังไม่ได้ทำหน้าที่ถ่ายทอดเรื่องราวของวีรบุรุษผู้นี้...วันนี้มีโอกาสแก้ตัวได้สนทนากับ ร.ต.อ.ธนพล เยาวพักตร์ รอง สวป.สภ.ปะแต (ช่วยราชการ กก.สส.ภ.จ.ยะลา) และ ยะฟาร์ ยะโก๊ะ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 8 บ้านคลองชิง ต.บาละ อ.กาบัง จ.ยะลา ทั้งสองคนร่วมทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่และตั้งใจสานต่อเจตนารมณ์จ่าเพียร แต่ด้วยเงื่อนไขหลายอย่างในพื้นที่ โดยเฉพาะความปลอดภัยและงบประมาณ พวกเขาจึงยังไม่มั่นใจนักว่าจะทำหน้าที่นี้ไปได้อีกนานแค่ไหน
สถานการณ์ชิงมวลชน
แม้จะไม่ได้อยู่โรงพักบันนังสตา แต่พื้นที่ ต.ปะแต ในความรับผิดชอบของ ร.ต.ท.ธนพล ก็ถือว่าเป็นทีมงานเดียวกันกับจ่าเพียร
"ร่วมงานกับผู้กำกับสมเพียรประมาณ 3 ปี แกกลับมาอยู่บันนังสตาอีกครั้งปี 2550 ที่จริงผมอยู่อีกพื้นที่หนึ่ง ผมอยู่ปะแตผู้กำกับอยู่บันนังสตา แต่ว่าเป็นพื้นที่ติดกัน เวลามีข่าวมีอะไรที่เป็นความเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายก็จะร่วมมือกัน"
ก่อนนั้นโรงพักบันนังสตาล้อมรั้วลวดหนาม จ่าเพียรสั่งรื้อตั้งแต่วันแรกที่กลับมารับตำแหน่งผู้กำกับ
"คือตอนนั้นตำรวจบันนังสตายังไม่รู้เลยว่ารบกับใครอยู่ จู่ๆ ก็มีเหตุ วันดีคืนดีก็มาตีโรงพัก ไม่รู้ว่ารบกับใครอยู่ก็เลยป้องกันตัวเองไว้ก่อน อยู่แต่ในโรงพัก รู้สึกว่าจะโดนถล่มโรงพัก 3 ครั้ง คือตั้งรับอย่างเดียว เพราะไม่รู้ว่ารบกับใครอยู่ ไอ้คนที่มายิงโรงพักคนนั้นแหละโจร คิดแค่นั้น"
"ตอนที่แกมาแรกๆ แกจะนำปะทะทุกครั้ง ไปก็ได้ปะทะๆ ได้ตัวผู้ก่อการร้ายทีนี้ตำรวจก็ฮึกเหิม ได้ปืน ว่าเออโจรหน้าตาอย่างนี้นี่เอง มีกองกำลังมีอาวุธจริงๆ หลังจากนั้นชาวบ้านก็ศรัทธาว่าผู้กำกับคนนี้ทำได้จริงๆ คือผู้กำกับแกรบมาตั้งแต่สมัยพูโล เมื่อก่อนโจรอยู่ในป่าเขาแกก็นำกำลังเข้าไปปะทะ คือแกทะเลาะกับโจรมาทุกยุคทุกสมัย ปัจจุบันนี้เป็นโจรในเมือง มันเปลี่ยนรูปแบบใหม่ เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่มีแหล่งข่าวเราไม่รู้หรอกว่าคนนี้เป็นโจรเพราะแต่งตัวเหมือนชาวบ้านธรรมดา วันดีคืนดีก็ใส่ชุดดำไปยิงเขา ยิงเสร็จวิ่งเข้าบ้านเปลี่ยนชุด ถ้าไม่มีแหล่งข่าวไม่มีข้อมูลก็ปราบยาก"
การกลับมาในพื้นที่บันนังสตาอีกครั้งจึงฟื้นยุทธวิธีสร้างมวลชน
"ผู้กำกับแกได้เปรียบตรงที่แกอยู่ที่นั่นมาเกือบ 40 ปี คนรู้จักแกเยอะและเขาเชื่อถือในตัวแกเยอะ เพราะแกปราบโจรมาทุกยุคทุกสมัยตั้งแต่พูโล บีอาร์เอ็น และพอแกกลับมาชาวบ้านก็ให้ข่าวก็นำไปสู่การปะทะหลายๆ ครั้ง แกอยู่ในชุดนั้นตลอดไม่เคยแต่งชุดอื่น กินนอนกับลูกน้อง บางทีก็ปะทะในป่าบางทีก็ในหมู่บ้าน แล้วแต่รู้ข่าวว่าโจรเข้ามาในหมู่บ้านนะ อยู่หลังบ้าน ก็ไปล้อม คือช่วงปี 2550 ที่แกมาบันนังสตาอีกรอบนี่แกปะทะ 7-8 ครั้ง คนร้ายเสียชีวิตประมาณ 22 คน ในเวลาปีสองปี ทีมแกมีตำรวจไม่กี่คนและก็ผู้ใหญ่บ้าน พวก อส."
สายข่าวแม่นทุกครั้ง
"ไม่ค่อยพลาดถ้าไปปิดล้อม บางทีโทรกริ๊งเข้ามา อะไรผู้กำกับ เฮ้ยโจรลงมาสายโทรมา และก็วางแผนแล้วไปกันเลย ส่วนมากจะเป็นกลุ่มกองกำลังมากกว่าว่าเขาลงมาพื้นที่ โจรพวกนี้เขาจะไม่ตั้งฐานเหมือนเมื่อก่อน แอบมานอนตามบ้านเครือญาติ ไม่ปักหลักเหมือนโจรสมัยก่อนที่สร้างฐานสร้างบังเกอร์อยู่ในป่าลึก รบกันจริงๆ แต่โจรสมัยนี้ไม่ใช่ ก็คือมากินข้าวตามบ้านญาติ ถ้าเรามีแหล่งข่าวเราก็จะรู้"
หลังจากไม่มีจ่าเพียรมวลชนอ่อนแอลงไหม
"พวกฝ่ายโน้นก็ลงมาขู่ทันทีเลยบอกว่าให้กลุ่มที่สนับสนุนจ่าเพียรให้ไปรายงานตัวซะพวกโจรจะไม่ยิง พูดอย่างนี้เลย เป็นโต๊ะอิหม่ามด้วยนะที่มาพูด มารายงานตัวเดี๋ยวเราจะพาไปพบโจรแล้วกลับไปอยู่บ้าน ให้กลับตัวกลับใจ (หัวเราะ) ตอนนี้กำลังชิงมวลชนอยู่นะครับ เราก็ดึงมาฝั่งเราเขาก็ดึงไปฝั่งเขา ยังไม่รู้ว่าในอนาคตจะเป็นยังไง แต่ทีมงานของเราถ้าเป็นเมื่อก่อนเราเข้าไม่ถึงก็จะไปอยู่ฝ่ายโน้น ต่อไปก็ต้องคอยดู เมื่อวาน ชรบ.ก็ตายไปแล้วคนหนึ่ง ทีมงานของเราเข้าไปตัดยาง คือ ชรบ.ไม่มีรายได้ เงิน ชรบ.เดือนละ 300 บาท เขาก็ไม่มีรายได้ก็เข้าไปตัดยาง อาวุธก็ไม่มีโดนยิงตาย โจรมากัน 5 คน พอยิงเสร็จกลับไปที่บ้านไปขู่เมียเขาปล้นปืนยาวไปอีก ตอนนี้ทีมงานผู้กำกับสมเพียรอันตราย"
เรียกว่าตอนนี้ผู้กองเข้ามารับผิดชอบภารกิจแทนเต็มตัว
"ผมรับผิดชอบงานในป่า งานการรบโดยเฉพาะ เมื่อก่อนผมอยู่ปะแตแต่ตอนนี้ไปช่วยราชการที่ตัวเมืองยะลา คือปะแตกับบันนังสตาคือทีมงานเดียวกัน พื้นที่มันติดกัน แหล่งข่าวก็ทีมเดียวกันรู้จักกันหมด ตอนนี้ผมไปช่วยราชการที่กองสืบยะลาซึ่งห่างจากบันนังสะตาประมาณ 30 กว่า กม.เวลานี้ผมรับผิดชอบบันนังสตา ปะแต ยะหา คือรับผิดชอบทีมงานของผู้กำกับเพียร ลงมาดูแลแทนแก ก็พยายามให้เขาหาข่าวร่วมทำกิจกรรมกับสายข่าวไม่ให้เขารู้สึกว่าโดนทอดทิ้ง พาพิสูจน์ทราบบ้าง เดินป่าบ้าง ให้เขารู้ว่ายังมีเราอยู่ เรายังไม่ทิ้ง พวกข้าวสารของที่ประชาชนบริจาคมาก็พาไปแจก กระสุนไม่มีก็หาให้"
ไม่กี่เดือนก่อนเพิ่งจะเห็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติออกมาแอคชั่นอยู่ทุกวัน ว่าจะพิจารณาทั้งโครงสร้างปรับกำลังพลและดูแลขวัญกำลังใจเจ้าหน้าที่ตำรวจในสามจังหวัดภาคใต้
"ตอนนี้ก็ยังเงียบๆ อยู่ ยังเหมือนเดิม อยากให้ผู้ใหญ่ดูแลงบประมาณการข่าว คือทางตำรวจจะมีน้อยมาก งบการข่าวมันมีแต่ว่าถูกจัดสรรไปหลายอย่าง ยาเสพติดบ้างอะไรบ้าง ที่เป็นค่าข่าว คืองบประมาณด้านการข่าวน้อย คือเขามองว่าพื้นที่ตรงนั้นเป็นพื้นที่ของทหาร ตำรวจไม่มีหน้าที่ที่จะไปรบ แต่พื้นที่ตรงนั้นเป็นพื้นที่การรบ ทุกคนที่เป็นกองกำลังติดอาวุธมีโอกาสเสี่ยงเท่ากันหมด"
สภาพความเป็นจริงในพื้นที่ตำรวจต้องรบไม่ใช่อยู่แต่โรงพัก แต่เจ้าหน้าที่หลายคนอยู่ในพื้นที่นานหลายปีจนล้า เพราะมีหลักเกณฑ์ว่าตำรวจ สบ 3 และ สว.ที่ทำหน้าที่สอบสวนถ้าจะโยกย้ายออกจากพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องมีตำรวจนอกพื้นที่เข้ามาทดแทน
"บางคนอยู่สิบปีถึงได้ย้าย ก็ยังไม่มีใครนำเกณฑ์มาใช้ว่า 3 ปี 5 ปี แล้วย้าย ก็ยังเหมือนเดิม บางคนลูกเมียเขาอยู่ภาคเหนือ 2-3 เดือนได้กลับบ้านครั้งหนึ่ง"
ความรุนแรงในพื้นที่กลับมาปะทุหนักไหม
"ถ้าในเขตพื้นที่บันนังสตามีเหตุเกิดขึ้นบ่อย ทหารตายไป 5 คนได้แล้วมั้ง มีกองกำลังเคลื่อนไหวบ่อย ได้ข่าวมาตลอดโผล่ตรงโน้นบ้างโผล่ตรงนี้บ้าง ตอนนี้กลุ่มที่เคลื่อนไหวในพื้นที่มี 5-6 กลุ่ม มีตะเนาะปูเต๊ะ กาจะลากี บางลางบันนังกูแว บาเจาะ กลุ่มละประมาณ 5-6 คน กระจายกันแต่ถ้าทำงานใหญ่ อย่างจะไปถล่มโรงพักถล่มฐานต่างๆ ก็จะมารวมกัน ถ้าปกติก็จะแยกกันก่อเหตุ ยิงชาวบ้านยิงเหยื่อที่ไม่มีทางสู้ก็จะไปแค่ 4-5 คน กองกำลังอายุไม่เกินสามสิบ ส่วนใหญ่จะก่อเหตุในพื้นที่ ยกเว้นงานใหญ่ลงแขกไปตีโรงพักใหญ่ๆ เขาจะสนธิกำลังกัน เหมือนที่ตีโรงพักปะแตกลุ่มมันตาก็ไปช่วย กลุ่มละ 2-3 คนมารวมทีมกัน อย่างกรณียิงรถตู้ 8 ศพที่ปะแตกลุ่มบันนังสตาก็มาช่วย เพราะดูจากปลอกกระสุนเปรียบเทียบ เคสใหญ่ๆ เขาจะรวมทีมกัน ส่วนภาพรวมสถานการณ์ 3 จังหวัดขณะนี้เป็นการก่อเหตุรายวันแล้วแต่เขามีโอกาส เขาจ้องจะทำอยู่ตลอด แต่วันสำคัญก็อาจมีส่วนกระตุ้นให้ทำ โดยหลักแล้วคือมีโอกาสก็ทำ"
ไม่มีจ่าเพียรแล้วการปะทะลดลงเพราะไม่มีข่าวเข้ามาหรือเปล่า
"มีข่าวแต่ไม่ค่อยชัดเจน ผมกับผู้ใหญ่ไปตลอดแต่ว่าไม่ค่อยได้ปะทะ หลังผู้กำกับเสียที่บันนังสตาผมได้ปะทะแค่ครั้งเดียว สมัยแกอยู่สร้างป้อมรักษาความปลอดภัย ป้อมที่แกสร้างไว้เป็นจุดยุทธศาสตร์ของโจรทั้งนั้น เป็นจุดหนักๆ ทุกจุดที่แกไปตั้งป้อม อย่างที่บาเจาะนี่สุดๆ เลยตรงนั้น ทหารจะเข้ากลางวันก็โดนยิง กว่าจะดึงที่บาเจาะขึ้นมาไม่ใช่ง่าย ตอนนี้ป้อมที่บาเจาะก็มีกองกำลังเกือบยี่สิบแล้ว ติดอาวุธหมด ตอนนี้ถือว่าเป็นป้อมที่เข้มแข็งที่สุด"
"พวก ชรบ.ในป้อมนี้จะเดินป่าพิสูจน์ทราบ และก็หาข่าว ส่วนมากโจรจะเป็นญาติกับคนในพื้นที่ทั้งนั้น เด็กที่ผู้กำกับเพียรที่สร้างไว้ก็เป็นคนในพื้นที่เหมือนกัน มีการเคลื่อนไหวก็จะรู้ทันที แต่ว่าตอนนี้ปัญหาคือบางป้อมไม่มีงานทำ วัยรุ่นที่แกดึงมาไม่มีรายได้กลับบ้านก็กลับไม่ได้ บางคนบ้านอยู่ห่างจากป้อมประมาณไม่ถึง กม.ไม่เคยกลับบ้านเลย ขนาดพี่สาวเขาแต่งงานยังไม่กล้าไปเลย ถ้าไปเขาก็มีโอกาสโดน เพราะพวกนี้เขาเปิดหน้าชกเลย คือออกมาต่อต้านอย่างชัดเจน ก็อันตรายด้วย กลุ่มนี้คือกลุ่มที่เราจะต้องดูแล เพราะหายากคนที่ออกมา กลุ่มนี้ผมว่าน่าจะบรรจุให้เขาเป็น อส.ทั้งหมด ตอนนี้ อส.อำเภอมีเกือบสองร้อยทำอะไรได้บ้าง กินเงินเดือนทุกเดือนแต่งตัวโก้หรูอยู่ในอำเภอ เกือบสองร้อยแต่ว่าไม่เคยมีผลงานเลย ไม่เคยให้ข่าวไม่เคยแจ้งข่าว"
เมื่องบประมาณมีน้อย แต่การทำงานในพื้นที่ต้องอาศัยสายข่าวจากชาวบ้าน หลายปีที่ผ่านมาภาระนี้จึงตกอยู่กับจ่าเพียรที่ต้องควักเงินส่วนตัวเลี้ยงลูกน้อง เวลานี้ ร.ต.อ.ธนพลก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน
"ชาวบ้านบางคนมาจากปะแต มาหาผมที่ยะลา เขาขี่มอเตอร์ไซค์กันมา 30-40 กม.และชาวบ้านเขาก็ไม่มีรายได้ ก็ต้องควักกระเป๋าเองผมก็ต้องเติมน้ำมันให้เขาตอนนี้ปืนส่วนตัวผมขายไปหลายกระบอกแล้ว รถเก๋งก็ขายไปแล้ว มาแรกๆ จบใหม่ๆ ก็ซื้อรถเก๋งคันหนึ่งอยากมีรถเหมือนเพื่อน เท่ ตอนนี้ขายไปแล้ว ปืนที่ซื้อสะสมตอนนี้ก็ค่อยๆ ทยอยขาย คือเราจะทิ้งสายข่าวไม่ได้ ถ้าเราทิ้งสายเราก็บอด แล้วใครจะไปหาข่าวให้เรา กับเจ้าหน้าที่ชาวบ้านเขาก็ไม่มาพูดกับเราอยู่แล้ว ต้องใช้สาย ตอนนี้สายก็โดนไปหลายคนนะ ขนาดเราเองจะเข้าหมู่บ้าน เข้าทางหนึ่งก็ต้องออกอีกทาง ถึงจะปลอดภัย"
สถานการณ์อย่างนี้จะยันอยู่ได้นานแค่ไหน
"ตอนนี้ผมก็พยายามหาทางออกหลายๆ ด้าน พยายามหาการสนับสนุนจากภายนอก นายกฯ อ๋า (พงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ-นายกเทศมนตรีเทศบาลนครยะลา) ก็ช่วยเยอะ ค่าข้าวสารผมก็ไปขอทางพ่อค้าเพื่อมาดูแลตรงนี้ ลำพังเงินเดือนผมคงไม่พอ เพราะแต่ละเดือนเฉพาะค่าข้าวสารก็เกือบ 2 หมื่น เฉพาะค่าข้าว ป้อมละ 2 กระสอบ คือที่ป้อมที่ผู้กำกับสมเพียรสร้างไว้จะมีวัยรุ่นที่แกดึงมา ซึ่งไม่มีงานทำไม่มีรายได้ ป้อมหนึ่งมี 10 คน ทำงาน 4 คน อีก 6 คนไม่มีรายได้ไม่มีงานทำ ไม่มีอาหาร พวกนี้เขาอยู่ง่ายมีแค่ข้าวสารเขาสามารถตำน้ำพริกกินปลาเค็ม แต่ถ้าไม่มีข้าวสารเขาจะเดือดร้อน ค่าน้ำมันตอนนี้ผมก็ควักเงินส่วนตัว น้ำมันหลวงชุดผมจะเบิกได้ประมาณ 150 ลิตรต่อเดือน ถ้าคิดเป็นเงินก็ไม่กี่บาท"
ผู้กองธนพลบรรจุครั้งแรกที่ ต.ปะแต ตั้งแต่ปี 2547 และยังไม่เคยขอย้ายไปไหน
"สงสารชาวบ้าน ถ้าเราไปเหมือนว่าเราทิ้งเขา เราเห็นแก่ตัวเราสบายคนเดียวแต่คนข้างหลังล่ะ ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ใช่คนไม่ดี เขาเป็นคนดีเขาเดือดร้อนเขาน่าสงสาร เวลาผมไปปะแตต้องมีอะไรติดไม้ติดมือมาตลอด สะตอดองบ้างฝากมา และถ้าเราออกมาคนใหม่เข้าไปชาวบ้านเขาก็ไม่เชื่อใครง่ายๆ ผมไปปะแตนั่งเล่นนอนเล่นได้ ผมมาอยู่ยะลาชาวบ้านมาประท้วงขอผมกลับไปอยู่ที่เดิม คือนายเขาเป็นห่วงผม ตอนนี้ผมโดนผู้ต้องหาร้องเรียน นายเป็นห่วงดึงมาไว้ก่อนเพราะเกิดมีการฆ่าคนบริสุทธิ์ในพื้นที่เขาจะโยนให้เราได้ นายเขาเลยกันออกมาก่อน อยู่มา 6 ปีไม่เคยขอย้าย ที่ไปประจำอยู่ยะลาก็นายย้ายให้ ขอไปอยู่บันนังสตาแล้วนายไม่ให้ไป"
"ผมขับรถจากยะลาไปปะแตทุกวัน ต้องเปลี่ยนรถ บางทีเอารถลูกน้องไปบ้างรถตัวเองบ้าง เคยโดนระเบิด 2 ครั้ง ครั้งแรกหลังจากปะทะได้ศพโจรมันก็แค้นจะเล่นผมให้ได้ ลูกน้องไปเจอหญ้าคาผิดปกติข้างทาง เอาเครื่องตรวจระเบิดก็ดัง ลูกน้องมุงอยู่ 6-7 คนแต่มันไม่กดระเบิด ลูกน้องมาตามผมว่ามีอะไรอยู่ใต้ถนน ผมก็เดินเข้าไปดู อีกก้าวเดียวจะถึงระเบิดก็ขึ้นตรงหน้าผม คือถ้าผมก้าวอีกก้าวเดียวก็เสร็จ ครั้งที่สองโดนระเบิดที่สวนศรีเมือง เป็นชุดที่เข้าไปช่วยผมก็คิดว่าระเบิดหมดแล้ว หลายคนเข้าไปดู มี ตชด.คนหนึ่งไปเหยียบ ก็ระเบิด"
"ผมก็จะสานต่ออุดมการณ์ของผู้กำกับเพียร สิ่งที่แกสร้างไว้ทำไว้ ผมก็จะเดินตามรอยแกให้ดีที่สุด แต่ในส่วนงบประมาณที่จะลงมาสนับสนุนก็ต้องขึ้นอยู่กับส่วนกลาง นายเขาก็มองพื้นที่ตรงนั้นเป็นพื้นที่การรบของทหาร เราไม่มีหน้าที่ตรงนั้น แต่แหล่งข่าวทั้งหมดเขาศรัทธาในตัวผู้กำกับเพียร เขาศรัทธาในทีมงานผู้กำกับเพียร สมมติว่าถ้าอยากให้ได้ศพโจรก็ต้องพึ่งแหล่งข่าวทีมนี้ ต้องซื้อใจกัน เขาเชื่อใจทีมผู้กำกับเพียรแล้ว"
มีตำรวจหลายคนอยากเป็นวีรบุรุษอย่างจ่าเพียรแต่ไม่อยากตายอย่างนี้
"เป็นเจ้าหน้าที่ต้องเตรียมใจกับเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับว่าตายแล้วเขานึกถึงไหม ตายแล้วมีคุณค่าไหม ไม่ใช่ตายแล้วเขาสมน้ำหน้า".
////////////
ล้อมกรอบ
ลูกแม่ทัพภาค
'แยกทรายออกจากกรวด' คือยุทธวิธีปฏิบัติงานในพื้นที่ความรับผิดชอบของผู้กองธนพล ภายใต้แนวนโยบายของ พล.ต.ต.สายัณห์ กระแสแสน ผบก.ภ.จว.ยะลา โดยเปรียบเจ้าหน้าที่เป็นตะแกรงที่ต้องแยกทราย (ผู้หลงผิด ถูกบังคับข่มขู่) ออกจากก้อนกรวดซึ่งก็คือแกนนำผู้ก่อความไม่สงบ แต่ขณะนี้ปัญหาใหญ่อยู่ที่มีแกนนำจำนวนมากที่มีหมายจับแต่เจ้าหน้าที่ทำอะไรไม่ได้ เพราะอ้างว่าผ่านหลักสูตรอบรมของกองทัพมาแล้ว จนผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่เรียกกันติดปากว่า 'ลูกแม่ทัพภาค'
"ตอนนี้มันมีกองกำลังที่มีหมายในปะแตหนีไปอยู่ที่ปัตตานี สายข่าวผมรายงานว่าไปอยู่ที่โน้นผมก็ตามไปจับตัว เขาเอาใบประกาศที่บอกว่าผ่านการฝึกอบรมส่งเสริมสันติสุข ผมก็สงสัยว่าจะพาคนคนนี้เข้ามาอบรมทำไมไม่ตรวจสอบดูก่อนว่าเขามีประวัติยังไง มีหมายจับมีหมาย พ.ร.ก.หรือไม่ พวกนี้เวลาไปเจอด่านทหารเขาก็ยื่นบัตรลงชื่อพลโทเลย แล้วพลทหารจะกล้าแตะเหรอ ตั้งด่านไปก็เท่านั้น"
"วันก่อนผมจับที่บ้านเนียง ยาแก้ไอ 200 ขวดและก็ปืน คือสายรายงานว่าเขายิงปืนในหมู่บ้านผมขับรถตาม เขาจอดรถแล้ววิ่งหนีผมตามไปจับได้ในบ้านพร้อมอาวุธปืน พออีกวันหนึ่งเขาไปหารองแม่ทัพฟ้องร้องว่าผมเอาปืนจ่อหัว ยังดีที่วันนั้นมียาแก้ไอมีปืนมีของกลาง นายผมเรียกพบผมก็เล่าความจริงให้ฟัง และก็เลยบอกไปว่าถ้าทำแบบนี้แล้วถือว่าผมทำไม่ถูกต้องต่อไปผมไม่ถือแล้วปืนถือหนังสติ๊กแล้วกัน"
"อีกอย่างตอนนี้มีนโยบายปรองดองสมานฉันท์ผู้ต้องหามีเงิน 8 แสนก็ประกันได้แล้วนะ กลุ่มโจรที่ผมตามไล่ล่าแล้วส่งเข้าเรือนจำเขาให้ประกันตัวหมด ตอนนี้วงเงินประมาณ 8 แสน และพอประกันออกมาเขาก็มาข่มขู่แหล่งข่าวผมที่ให้ข่าวผมไปจับ สายข่าวนี่โดนข่มขู่กันหมด"
คดีประเภทไหนที่ได้ประกัน
"เคสแรกยิงทหาร เคสที่สองระเบิดทหาร ทหารบาดเจ็บ และเคสที่สามยิงผู้ใหญ่บ้าน ก็ได้ประกันหมด ในพื้นที่ปะแต สายข่าวเขาก็กลัวมาก ต่อไปใครจะมาให้ข่าว คือการจะแก้ปัญหาเราต้องแยกคนดีออกจากคนไม่ดี คนไม่ดีมีนิดเดียวเราจับได้เอาไปควบคุมไว้ก่อนรอให้ศาลพิพากษา คือแยกคนไม่ดีออกไป สองคือการวิสามัญในสถานการณ์ที่มันจำเป็นเพราะเราต้องดูแลคนดี อย่าเอาคนไม่ดีมาปนกับกันคนดีเพราะพวกนี้จะข่มขู่ชาวบ้าน ตอนนี้พอจับโจรตามหมาย พ.ร.ก.ก็ปล่อย ชาวบ้านเขาบอกทำไมถึงปล่อย คือชาวบ้านเขาอยากอยู่แบบสงบสุข มีอยู่คนหนึ่งในพื้นที่ปะแตก่อเหตุมาอย่างโชกโชนแต่พนักงานสอบสวนไม่ได้ออกหมายจับ ผมไปจับตัวได้ที่ยะหริ่งก็เอากลับมา มาอยู่กับทหาร มาอบรมอยู่ได้สักพักตอนนี้เข้าป่าไปอีกแล้ว เขาก็ยอมรับนะว่าเคยก่อเหตุตรงไหนบ้าง เคยติดอาวุธถือเอ็ม 16 ตั้งฐานปฏิบัติอยู่ในป่า"
"ตอนนี้โจรรู้แล้วกฎอัยการศึก 7 วัน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน 30 วัน ไม่พูด 37 วันก็ได้กลับบ้านแล้ว ถือว่าไปพักร้อน พอปล่อยก็กลับมาก็มาบ้าน จับแล้วก็ปล่อยๆ โจรในยะลาผมว่าที่เข้มแข็งที่สุดและมีอาวุธเยอะที่สุดก็ที่บันนังสตา เพราะปืนที่ปล้นๆ ไปไม่รู้กี่กระบอกแล้ว ที่ยึดจากทหารไป ฆ่าทหารครั้งแรก 13 ศพ อีกครั้ง 10 ศพ ปล้นอีก 8 กระบอก ปล้นอุทยานที่ธารโต 30 กระบอก ได้กลับคืนมากระบอกหนึ่งตอนเราวิสามัญ"
ต้องถือว่าสมัย พล.ต.ท.อดุลย์ แสงสิงห์แก้ว ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า (ศปก.ตร.สน.) วางยุทธศาสตร์ให้ตำรวจทำงานเชิงรุกมากขึ้น ช่วยลดการสูญเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่ได้มาก
"ท่านเป็นคนที่ช่วยลดการเจ็บการตายของตำรวจ เป็นคนแรกที่เอาตำรวจมาฝึกหลักสูตรจู่โจม ฝึกตลอดทั้งปี ก่อนหน้านั้นตำรวจตั้งรับอย่างเดียว คือตำรวจเราสอนแค่รบในเมือง จับ ไม่ได้สอนให้รบอย่างทหาร ท่านอดุลย์เอาหลักสูตรจู่โจมมาฝึกให้กับตำรวจ ให้รบได้อย่างทหาร ก็ลดการสูญเสีย ทุกครั้งที่มีการปะทะตำรวจก็จะไม่ถูกแย่งปืนเพราะมียุทธวิธีในการรบ เมื่อก่อนนี่โดนซุ่มโจมตีโดนแย่งปืนตลอด หลังๆ นี้โดนซุ่มโจมตีแต่ว่าสามารถตอบโต้ได้ อย่างมากเราก็เสียเราก็เจ็บแต่ว่าปืนอาวุธไม่สูญเสีย"
"ไม่มีใครบอกได้ว่าสถานการณ์อีก 5 ปีจะเป็นยังไง ไม่มีใครตอบได้ เพราะตอนนี้มีทุกวัน วันไหนไม่มีเหตุการณ์จะผิดปกติ วันก่อนผู้หญิงมุสลิมท้อง 6 เดือนขี่มอเตอร์ไซค์จะมายะลา ผู้หญิงมุสลิมเป็นคนขับแต่ว่าไม่คลุมผ้า หญิงแก่ไทยพุทธนั่งซ้อนท้าย จะมาเที่ยวงานหลักเมืองยะลา โดนยิงเพื่อสร้างสถานการณ์ แค่คิดว่าไม่คลุมหน้านี่ไทยพุทธแน่นอน".









