ผู้ใหญ่ยะฟาร์เล่าถึงยุทธวิธีการเข้าถึงมวลชนของจ่าเพียร
"ทีมงานของผู้กำกับหลายคนที่เป็นโจร แต่แกก็พยายามดึงเอามา งานแกที่สำเร็จก็เพราะตรงนี้แหละ เพราะชาวบ้านธรรมดาเขาไม่รู้ว่าความเคลื่อนไหวของโจรเป็นยังไง แกดึงแนวร่วมเข้ามาถึงบอกความเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายได้
อย่างเอาเด็กวัยรุ่นคนนี้มาถามว่าโจรสมัยนี้ปฏิบัติแบบไหน คิดยังไง ข้อมูลที่ได้ก็มาจากพวกเด็กนี่แหละ การจะได้ข้อมูลแบบนี้ไม่ใช่ง่ายๆ มันลำบาก แต่ผู้กำกับแกเก่ง เข้าได้ทุกช่องกับชาวบ้าน คนแก่ก็เข้าได้ วัยรุ่นก็เข้าได้ เด็กก็เข้าได้ เข้าได้หมดทุกกลุ่ม"
"ช่วงนั้นเขาไม่รู้ข้อมูลว่าใครเป็นใคร ก็เจาะไม่ถึงว่าโจรคือใคร บ้านอยู่ตรงไหน ลูกใคร ผู้กำกับสมเพียรมา เอารายชื่อมาดูพ่อก็รู้จักว่าชื่อนั้นลูกก็ชื่อนั้น แกก็ไปหาพ่อเลยบอกให้ลูกมอบตัวซะ แกไปแบบยิงตรงเลย ไม่ต้องอ้อม เด็กคนนี้เป็นคนนี้เพราะแกเคยอยู่พื้นที่นี้หลายปีแกก็รู้จัก แกเข้าถึงเลย ลูกไม่ดีนะเป็นโจรเอามามอบตัวนะ ไปพูดที่บ้านเด็กนี่ผมก็นั่งอยู่ได้ยินเลยแกพูดตรงๆ กับพ่อของเด็กเลย ลูกก่อเหตุตรงนั้นตรงนี้ขอร้องนะอย่าไปก่อเหตุ มันผิดนะ"
"แกอาศัยชาวบ้านมากกว่า เพราะพูดก็พูดนะ เจ้าหน้าที่กับชาวบ้านนี่โจรกลัวชาวบ้านมากกว่า เพราะชาวบ้านรู้จักเขารู้จักหน้าตา แต่เจ้าหน้าที่กับโจรบางทีเดินสวนกันไม่รู้จักว่าใครเป็นใคร ยกมือบ๊ายบาย แต่ชาวบ้านเขารู้ว่าไอ้นี่เป็นโจร โจรถึงกลัวชาวบ้านมากกว่า นี่แหละที่ผมถึงบอกว่าผู้กำกับเพียรฉลาด สนิทกับชาวบ้าน ชาวบ้านเขาก็เชื่อถือ เวลามีอะไรก็จะบอกเออผู้กำกับโจรมันหลบอยู่ตรงนั้นตรงนี้ แต่คนอื่นทำไม่ได้อย่างนี้ คือโจรสมัยนี้ทำงานสบายกว่าเราเยอะ พวกเราทำงานเข้าป่าผูกเปลโดนยุงโดนทากกินเลือด แต่โจรนี่เข้าไปกินข้าวในเมือง ทีมงานเราผูกเปลอยู่ในป่า แต่โจรมันนอนบนบ้าน บางคนอยู่กับเจ้าหน้าที่ก็มีนะ เป็นโจรแกล้งทำตัวดี แต่ว่าใจไปอยู่ทางโน้น โจรไม่มีหมายจับ แบบนี้มีเยอะแยะ"
เจ้าหน้าที่รัฐก็วางใจนึกว่าซื้อใจเขาได้แล้ว
"ใช่ ที่จริงใจเขาไปอยู่ฝ่ายโน้น เยอะด้วย เคยเจอบ่อยแบบนี้ มาเสนอหน้าทำดีที่จริงอยู่ฝ่ายโน้น แบบนี้หนักเลย เวลาเราจะเข้างานวางแผนต่างๆ พวกนี้รู้หมด พอเราออกไปมันก็ไปบอกทางโน้นว่าให้ระวังเจ้าหน้าที่ออกไปแล้ว นี่แหละตัวแสบสุด เราทำงานก็ลำบาก ไปถึงพื้นที่ตัวจริงก็ล่องหนไปหมดแล้ว"
มองย้อนกลับไปทำไมชาวบ้านเชื่อมั่นในตัวจ่าเพียรขนาดนั้น
"ช่วงนั้นพอเรารู้จักก็รู้นิสัยว่าน่าจะเชื่อมั่นแกได้ เชื่อถือได้เพราะแกพูดนี่ไม่มีลูกเล่นหรอก พูดตรงไปตรงมา และก็ไม่เคยถือตัว ไม่เคยเอาเปรียบลูกน้องด้วย แกพูดคำไหนก็คำนั้นแหละ ชาวบ้านเขาเชื่อถือผู้กำกับมาก ถ้าแกรู้จักแล้วแกไม่ทิ้ง แกดูแลถึงที่สุด แรกๆ ที่แกอยู่บันนังสตาผมจำไม่ค่อยได้ ตอนนั้นผมยังไม่รู้จัก ผมมารู้จักกับแกปี 2538 จนถึงปัจจุบันก็สิบกว่าปี ก็ทำงานกับแกมาโดยตลอด เวลามีงานอะไรตรงไหนก็แล้วแกก็จะโทร.มาบอกให้ไปช่วย ที่จริงไม่ต้องบอกผมก็ช่วยอยู่แล้ว เต็มที่ พอแกกลับมาเป็นผู้กำกับแกมาฟื้นมวลชน ตรงนั้นคือจุดสำคัญที่สุด เพราะแกหายไปตั้งนาน ชาวบ้านก็ไม่นึกว่าแกจะกลับมาอยู่อีก เจอคนมาบอกว่าจ่าเพียรมาเป็นผู้กำกับบันนังสตานะ ผมบอกจริงหรือเปล่า เขาบอกว่าจริง ผมสมัครก่อนใครเพื่อนเลย ผมคนหนึ่งล่ะจะคอยช่วย จะร่วมมือกันให้เหมือนเดิม ถ้าแกลงมาผมก็ดีใจตั้งใจจะช่วย ผมถือว่าเป็นลูกพี่ผมคนหนึ่ง สมัยก่อนและผมเชื่อถือมาก ผมก็เคยพูดกับแกว่าตอนแกเป็นสารวัตรอยู่โกตาบารู ตอนนั้นผมไม่มีที่พึง พื้นที่หมู่บ้านผมเป็นพื้นที่ล่อแหลมมากที่สุด ฝ่ายตรงข้ามมาล็อบบี้ชาวบ้าน เดือดร้อนกันทั้งหมู่บ้านเลย ช่วงนั้นผมยังไม่ได้เริ่มทำอะไร พอดีผมก็หาที่พึ่ง มีทีมงานชื่อสมหวังบอกว่าถ้าจะเล่นจริงๆ ไปหาสารวัตรโกตาบารู ผมบอกจะไปได้ยังไงผมไม่รู้จัก ถ้าจะเอาจริงๆ จะนัดให้ไปพบ พอเจอแกถามว่าหมู่บ้านนี้เป็นยังไงบ้าง ก็เล่าว่าหมู่บ้านผมแย่มากๆ เจ้าหน้าที่ไม่ค่อยเข้าไปช่วย ช่วงนั้นประมาณปี 2537-2538 ไม่มีเจ้าหน้าที่เข้าไป แกบอกจะให้แกช่วยยังไง ผมก็บอกผมจะสู้แต่สารวัตรต้องช่วยผมนะ ถ้าผมสู้แล้วอย่าทิ้งผมนะ ถ้าทิ้งผมผมไม่อยู่จะอยู่ยังไง ผมไม่มีที่อยู่ไม่มีที่พึ่ง แกบอกถ้าอยู่กับแกแล้วแกไม่ทิ้ง ผมยังนึกถึงคำนี้จนถึงปัจจุบัน แกจากไปนี่เสียใจมาก คนทำงานไม่น่าไปเร็ว"
ความรุนแรงลดลงอย่างเห็นได้ชัด
"จุดนี้ที่แกเก่งผมยอมรับเลย แกเข้าพื้นที่ครั้งสุดท้ายที่บันนังสตาเพราะชุมชนของแกเดิมๆ มีอยู่แล้ว พอเข้ามาอีกครั้งแกก็โทร.มาหาผมว่าเออกลับมาอยู่บันนังสตาเต็มตัวแล้วผู้ใหญ่ ผมบอกผมรู้แล้วเดี๋ยวผมไปเยี่ยม ไปเยี่ยมแกก็คุยว่าจะวางแผนยังไงเนื่องจากบันนังสตามันหนักกว่าเพื่อน ผมก็ว่าแล้วแต่ผู้กำกับจะเอายังไง ผมว่าเต็มที่เพราะมีทีมงานเยอะแยะที่จะสนับสนุนให้ เอายังไงผมก็ตามนั้นแหละ"
ก่อนปี 2550 สถานการณ์พื้นที่บันนังสตาถือว่ารุนแรงมาก
"ก่อนแกจะเข้าไปชาวบ้านแถบบันนังสตา 80 เปอร์เซ็นต์อยู่กับฝ่ายตรงข้ามรัฐ เกือบหมดแหละพูดง่ายๆ เวลาเจ้าหน้าที่เข้าไปหมู่บ้าน เด็กๆ เห็นเจ้าหน้าที่เข้าไปวิ่งเข้าบ้านเลยไม่อยากยุ่ง ทหารนี่เขาเรียกหมู ตำรวจเขาเรียกขี้ยา พอเห็นทหารนี่เด็กบอกหมูมาแล้วๆ คือผู้ใหญ่สอนให้เด็กพูด ผมได้ยินอย่างนี้แล้วรู้สึกเสียใจมากเลย หมูมาแล้วขี้ยามาแล้ว สอนไม่ดี ก็เลยคิดว่าจะทำยังไงดี พอผู้กำกับสมเพียรเข้ามาบันนังสตาอีกครั้งผมกับแกก็ขี่รถเข้าไปตระเวนในหมู่บ้าน คนแก่วัยรุ่นนี่ไม่ต้องพูดถึงเขาไม่สนใจอยู่แล้ว ส่วนเด็กก็อย่างที่ผมเล่าว่าเรียกเจ้าหน้าที่แบบนั้น มันหนักจริงๆ ถามว่าตรงไหนที่เคยมีทีมงานของผู้กำกับอยู่มาก่อนก็เข้าไปเยี่ยมให้หมด เข้าถึงให้หมด เพราะตรงนี้แหละที่แกทำได้ถึงสำเร็จ ก็อยู่จนถึงประมาณปลายปี 2550 ปีแรกปะทะกันใหญ่โตเลย เดือนหนึ่ง 2-3 ครั้ง ช่วงปีแรกคงจำได้ที่มีกรณีวิสามัญ 19 ศพ เวลามีปะทะอะไรแกโทร.มาผู้ใหญ่มาช่วยหน่อย ผมก็ไปทุกครั้ง ให้บอกก็แล้วกัน ผู้กำกับคนนี้ผมถือเหมือนพ่อผมคนหนึ่ง ในใจผมคิดอย่างนั้นแหละ"
พล.ต.อ.สมเพียรใช้วิธีดึงผู้นำชุมชนหลายคนที่เคยอยู่กับฝ่ายตรงข้ามเข้ามาร่วมทำงาน
"แกก็จัดตั้งชุดต่อต้านขึ้นมาหลายจุด 2-3 จุด ที่ตาเนาะปูเต๊ะ ที่บียอ และที่กาจะลากี แกไปสร้างกับมือแกเองขึ้นมา เป็นกลุ่มต่อต้านผู้ไม่หวังดี พอหลังจากนั้นแกก็เชิญผมว่าวันนี้จะเปิดป้อมยามตรงนั้นตรงนี้นะผู้ใหญ่มาด้วยนะ ผมก็ไป ผมตั้งใจจะช่วยจริงๆ เรื่องนี้ ดูเฉยๆ ไม่ได้ สงสารชาวบ้านโดนรังแกอย่างนั้นอย่างนี้มีเหตุการณ์ทุกวัน"
"สมัยผู้กำกับอยู่ส่วนมากแกก็ใช้เงินส่วนตัว เพราะกับนายแกก็ไม่ค่อยไปสุงสิงเท่าไหร่ แกก็จะทำตามลำพังแก แกจะไปปิดล้อมบางทีแกไม่บอกหน่วยทำเอง แกทุ่มเทจริงๆ กับลูกน้อง ใจถึง เหลือแต่พวกเราตอนนี้ไม่มีแก ก็อย่างว่าตอนนี้น้ำมันยังต้องควักกระเป๋าเอง ไปเจอสายข่าวก็ควักกระเป๋าเราเอง ไม่ไหว นี่ผมพูดตรงๆ เลยไม่ไหวจริงๆ เวลาไปเจอสายข่าวเรามันก็ต้องมีเล็กๆ น้อยๆ น้ำใจ ซื้อขนมซื้อหนังสือฝากให้ลูกของเขา นี่ผู้กองธนพลแกออกพื้นที่ทุกวันก็ต้องจ่ายทุกวัน ลูกน้องเล่าให้ฟังว่าสงสารผู้กองจริงๆ งบกองกลางไม่มี ค่าน้ำมันก็ยังต้องออกเองทุกวัน ไปหาข่าว อย่างน้อยก็ควรจะช่วยค่าน้ำมัน ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปผู้กองก็เหลือแต่ตัวแหละ เหมือนผู้กำกับเพียรที่ขายปืน ในหนังสืองานศพครบ 100 วันที่เล่าว่าแกขายปืน ผมอยู่ในเหตุการณ์ตอนนั้น เมียแกบอกพ่อขายปืนส่วนตัวทำไม ขายของส่วนตัวทำไม ผู้กำกับบอกจะให้ทำยังไงเงินไม่มี แล้วสายข่าวมาจะเอาเงินที่ไหนไปให้ นี่ผู้กองแกก็ขายปืนไปหลายกระบอกแล้ว"
"ถ้าขาดการดูแลเมื่อไหร่เขาก็ไป เข้าทางโจรพอดี การดูแลตรงนั้นต้องใช้งบประมาณ อย่างที่ผู้กองว่าแค่มีข้าวสารกับน้ำบูดูเขาก็อยู่ได้ ชรบ.เงินเดือน 300 จะซื้ออะไรได้ แล้วที่อยู่ตามป้อมอีกหลายสิบเขาก็ไม่มีเงินเดือน จะเอาที่ไหนไปให้ลูกเมีย ไปไหนมาไหนก็ต้องไปเป็นทีม ไปคนสองคนก็โดน อันตราย"
เวลานี้เจ้าหน้าที่เข้าหมู่บ้านยังปลอดภัยไหม
"ต้องระวังตลอด ตอนผู้กำกับมีชีวิตอยู่โจรจะลงมาอยู่ในหมู่บ้านน้อยมาก มันกลัว พอหลังจากผู้กำกับเสียไม่ถึง 15 วัน สายโทร.มาบอกว่าลงมาอยู่ในหมู่บ้านเต็มหมดแล้ว ลงมาเล่นฟุตบอลในหมู่บ้านเลย ถ้าไม่ติดหมวดธาม (ร.ต.ท.ธาม ลอยสะเทื้อน) แต่งงานได้หลายคนเลย หมวดธามบอกรอก่อนๆ โจรลงมาอยู่เต็มแล้ว หมวดธามแกเป็นเจ้าของพื้นที่ตรงนั้น แกบอกผู้ใหญ่รอก่อนนะ สุดท้ายปิดล้อมได้คนเดียว เขารู้ตัว ผู้กำกับเสียไม่ถึง 15 วันลงมาเล่นฟุตบอลในหมู่บ้าน มาขู่ชาวบ้านด้วยว่าไม่ต้องพูด ถ้าเห็นก็อยู่เฉยๆ มีตาทำให้ตาบอด มีหูทำให้หูหนวก มีปากทำให้ใบ้ พูดขู่อย่างนั้นเลยกับชาวบ้าน ชาวบ้านก็ไม่รู้ยังไง โดนโจรขู่ก็กลัวกันอยู่แล้ว เพราะอะไร โจรไม่ใช่มันขู่ แต่มันทำจริงๆ นั่นแหละที่มันทำเจ้าหน้าที่ทั้งยิงตั้งตัดหัว มันโหดจริงๆ น่ากลัวจริงๆ มันทำเพื่อจะให้ชาวบ้านกลัว"
สังคมไทยลืมง่าย กลัวไหมว่าวันหนึ่งเรื่องราวของวีรบุรุษจะเป็นเพียงสายลมพัดผ่าน
"คนอื่นจะยังไงไม่รู้ แต่สำหรับผมผมไม่ลืม อีกกี่ปีข้างหน้าก็ไม่ลืม คิดถึงทุกวัน คนทำงานอย่างนี้หายากนะ ไม่เจออีกแล้ว ทำงานแบบตรงไปตรงมา กับชาวบ้านก็สนิทจริงๆ อยู่บันนังสตาไม่ใช่ว่าแกจะอยู่นิ่ง กลางคืนก็ไป สองสามคนเข้าไปหมู่บ้าน ไปนอนด้วยกันกินด้วยกันอยู่ข้างใน ไม่ใช่มานอนสบายที่บ้าน แกเข้าไปกับทีมงานข้างในหมู่บ้าน เข้าออกๆ เรายังเสียวๆ เลยเข้าไปกลางคืน แต่แกไม่กลัว แกถือว่าแกเชื่อใจคนข้างในหมู่บ้าน ถ้าเขาไม่เชื่อใจชาวบ้านเขาไม่เข้าไปหรอก มันเชื่อใจจริงๆ กับชาวบ้าน"
ตอนนี้ชาวบ้านและทีมงานต้องระวังความปลอดภัยมากขึ้น
"ความปลอดภัยมันไม่ปลอดภัยอยู่แล้ว ต้องระวังตัวตลอด ไม่รู้วันไหนจะโดน ผมนี่ก็ไม่รู้วันไหนจะโดน ตอนนี้ฝ่ายโน้นก็ประกาศแล้วผู้กำกับไม่มีแล้วตายแล้ว ผู้ใหญ่คลองชิงจะทำให้เหมือนผู้กำกับเพียร จะระเบิดให้ได้ เขาบอกว่ายิงไม่เข้า ไม่ใช่ไม่เข้า ยิงไม่โดน ยิงเข้าแต่ไม่โดน (เปิดให้ดูแผลเป็นจากรอยกระสุนที่แขน) เขาประกาศบอกจะทำให้เหมือนผู้กำกับเพียรจะระเบิด ก็ต้องระวังกันมากขึ้น เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าลูกพี่ไม่อยู่ มันต้องเล่นแน่ๆ ผู้กำกับเพียรเองแกก็ระวังตัวอยู่นะตอนนั้น แกก็รู้อยู่ว่ามีคนจะเล่นแกอยู่ เพราะจะระเบิดแก 2 ครั้ง ครั้งแรกระเบิด แต่ว่าไม่เป็นอะไร โดนรถ ครั้งที่สองไปเจอหลุม"
ผู้ต้องหาคดีวางระเบิดรถจ่าเพียรเชื่อว่าไม่ใช่เป็นตัวการใหญ่
"เช็กจากการติดต่อทางโทรศัพท์ น่าจะเป็นคนดูต้นทาง ไม่ใช่ตัวกดระเบิด ไม่ใช่ตัวยิง อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่กลุ่มที่ยิงน่าจะเป็นกลุ่มติดอาวุธอยู่ในป่า คนนี้น่าจะเป็นคนไปดูต้นทางให้ ทีมงานแถวนั้นเขาบอกว่าพวกสังหารผู้กำกับเป็นพวกที่เคลื่อนไหวในป่าที่ตะเนาะปูเต๊ะ"
ผู้ใหญ่ยะฟาร์เล่าย้อนวันที่ พล.ต.อ.สมเพียรกลับจากกรุงเทพฯ หลังมาร้องเรียนเรื่องแต่งตั้งโยกย้ายไม่เป็นธรรมที่ สตช.
"ตอนแกมาร้องเรียน แกเล่าให้ฟังว่าเออผู้ใหญ่ขอย้ายนะ ผมก็ว่าย้ายเราไม่ว่าหรอก แต่ว่าอย่าทิ้งพวกเรานะ ไปอยู่ตรงไหนก็มาดูแลพวกเราด้วย แกบอกแกไม่ลืมคอยดูก็แล้วกัน แกจะลงมาดู แต่ว่าแกอยากพักผ่อน แก่แล้วอยากไปอยู่กับลูกเมีย หลังๆ แกบอกย้ายไม่ได้ไม่มีชื่อ ไปไม่ได้ผู้ใหญ่ไม่มีชื่อ คำสั่งไม่มีชื่อ ผมก็เงียบ ถ้าย้ายไม่ได้ก็ทำงานต่อ ผมก็พูดกับแกอย่างนั้น อยากหยุดก็หยุดไม่ได้ก็ทำต่อ ได้แค่ไหนก็แค่นั้นแหละ"
"ผมอยากบอกพวกเราในทีมว่าอย่าไปท้อ ลูกพี่เราไม่อยู่อย่าไปอ่อนแอ ให้เหมือนเดิม งานเราไม่ต้องเปลี่ยนแปลง ถ้าเราเปลี่ยนแปลง ถ้าเราเฉยพวกเราโดน เราจะตายมากขึ้น ตอนที่ผู้กำกับอยู่แบบไหนก็ต้องอยู่แบบนั้นแหละ เพราะถ้าพวกเราหยุด พวกเราเงียบ พวกเราจะตายไม่เหลือ เราต้องให้เหมือนตอนที่ผู้กำกับยังอยู่ ให้เหมือนว่าแกยังอยู่ เรื่องแหล่งข่าวต้องให้เหมือนเดิม ถ้าหยุดเมื่อไหร่เราจะเสียเปรียบ ผมบอกอยู่ตลอดว่าพวกเราอย่าแตกแยกนะ ให้อยู่เหมือนเดิม ถ้าพวกเราแตกแยกเมื่อไหร่ก็โดน เพราะโจรมันจ้องอยู่ทุกวัน ไม่ใช่เราไม่รู้ เรารู้ ถ้าเราระวังตัวฝ่ายโน้นจะทำอะไรมันก็คิดหนัก ถ้าทำแล้วเขาไม่ปลอดภัยเขาก็ไม่ทำอยู่แล้ว จะทำอะไรสักอย่างถ้าไม่ปลอดภัยเขาก็ไม่ทำ เพียงแต่พวกเราสามัคคี เรื่องที่มันเกิดมันก็ขึ้นได้อยู่แล้ว แต่ว่าถ้าเขาจะทำต้องคิดก่อนว่าจะปลอดภัยไหม เวลาจะเข้าไปซุ่มโจมตี จะสูญเสียไหม เขาก็คิดเหมือนเรานั่นแหละ"
หากวันหนึ่งเจ้าหน้าที่รัฐไม่เห็นถึงความสำคัญของสายข่าวทีมนี้ล่ะ
"ก็มีคนถามผมนะ ชาวบ้านก็ถามว่าตอนนี้ผู้กำกับไม่อยู่จะรับไหวเหรอ ผมบอกคนนั้นว่าถ้าใครมาอีกก็ตอบไปเลยว่าไหวไม่ไหว พวกเราอย่าให้แตกแยกกัน ถ้ามีข่าวสารอะไรต้องรายงานมา เรื่องนี้เราหยุดไม่ได้ อธิบายให้เขาเข้าใจ ถ้าพวกเราหยุดพวกเราก็ตาย ถ้ามีอะไรอย่าเงียบ รายงานข่าวเข้ามา นี่ที่ชาวบ้านเขาถาม"
ทั้งกำลังพลและงบประมาณลงไปมหาศาล แต่คนในพื้นที่ 3 จังหวัดก็ยังไม่มั่นใจว่าสถานการณ์จะดีขึ้น มีปัจจัยหลายอย่างนี้ที่ผู้ใหญ่ลำบากใจจะพูด เอาเป็นว่าสถานการณ์จะเป็นอยู่อย่างนี้อีกหลายปีในสายตาแก
"ผมว่าถ้าอยู่อย่างนี้อีก 10 ปีข้างหน้าก็ยังไม่จบ อยู่อย่างนี้แหละ ตูมตามๆ เพราะหนึ่ง คือพูดไปมันก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ หนึ่งมันอยู่ที่ผู้นำ ตรงนี้แหละที่สำคัญที่สุด อยู่ที่กำนันผู้ใหญ่บ้านมันอ่อนแอเกินไป เราดูแล้วว่าทำไมโจรถึงอยู่ในหมู่บ้าน ถ้าผู้นำเข้มแข็งจริงๆ จะอยู่ได้ยังไง แต่ถ้าผู้นำเข้มแข็งโจรมันจะคิดว่าอยู่แล้วต้องระวัง ถ้าผู้นำอ่อนแอทำงานไม่ได้"
"ปะทะครั้งล่าสุดโจรมานอนข้างบ้านผู้ใหญ่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านไม่แจ้ง โจรนอนอยู่เป็นอาทิตย์แล้วผมยังรู้เลยว่าโจรนอนอยู่ตรงนั้น ที่บาเจาะ ขนาดผู้กองแกยังรู้มาตั้งหลายวันแล้วว่าโจรนอนอยู่ตรงนั้น ผู้ใหญ่บ้านบ้านติดกับโจรทำไมจะไม่รู้ ผมไปยิงหลังบ้านผู้ใหญ่คนนั้นแหละ 2 ครั้งแล้วได้ 2 ศพ โจรอยู่หลังบ้านผู้ใหญ่ไม่เคยรายงาน ตัวเองไม่สู้ก็ไม่เป็นไร แต่ให้ข่าวกับเจ้าหน้าที่แล้วกัน ไม่ใช่ทำเป็นเงียบไม่รู้ไม่เห็น นี่มันหนักเกินไป ในหมู่บ้านเราไม่รู้ไม่เห็นนี่ไม่ได้ สมมติหมู่บ้านผมบ้านกี่หลังคาเรือนผมต้องรู้ ประชากรเท่าไหร่เราต้องรู้ ถ้าไม่รู้จะเป็นผู้นำได้ยังไง เราต้องรู้บ้านนาย ก. นาย ข. อยู่ตรงไหน เราหลับตานึกได้เลยอยู่ตรงนั้นๆ และคนนอกเข้าออกในหมู่บ้านไม่รู้ได้ยังไง ต้องรู้ ถ้าเราประมาทตรงนี้เรียบร้อยเลย หมู่บ้านผมเฝ้าเวรยามอยู่ที่ป้อม ชรบ.ทุกวัน เห็นคนเข้าออกไปบ้านใคร ธุระอะไร ต้องให้ถึงขนาดนั้นแหละตอนนี้ ถ้าไม่ถึงขนาดนั้นเราเสียเปรียบ ตามไปดูเลยว่ามาบ้านใคร ต้องตามให้ใกล้ชิดเลย ถ้าเราประมาทพังหมด ถ้าเกิดอะไรขึ้น ก็คนที่เข้ามานั่นแหละ ไม่ใช่ว่าใครเข้าออกก็เฉย คือให้ผู้นำเข้มแข็งถึงจะควบคุมได้ เพราะโจรมันอยู่ในหมู่บ้าน แต่บางคนกำนันผู้ใหญ่บ้านเฉย โจรได้ใจก็ลงมือ ผมจับมาเยอะแล้ว แต่ตอนนี้ผมไม่เอาเรื่องจับแล้วอันตราย อันตรายจริงๆ ผมถามว่าก่อนจะเข้าหมู่บ้านทำยังไง หนึ่งโต๊ะอิหม่าม สองผู้ใหญ่บ้าน ถ้าดึงได้สองคนนี่จบ เขาได้เป็นของเขาแล้ว เพราะถ้าสองคนนี้ยอมก็สบายเลย คนในสามจังหวัดเขาเชื่อผู้นำ ศาสนาเขาสอนให้เชื่อผู้นำ ถึงตอนนี้จะยังอยู่กับฝ่ายเรา แต่ผมก็บอกผู้กองให้ช่วยดูแลให้ทั่วถึงหน่อยเท่านั้น ถ้าพวกเราไม่ดูแลเขาอาจจะแตกแยกได้ เพราะตอนนี้กำลังดึงมวลชน เขาก็ดึงอยู่ ถ้าเราทิ้งเลยอาจจะไปทางโน้นหมด".








