สาระน่ารู้

Sunday, 22 April, 2012 - 00:00

พระภูมิเจ้าที่ สิ่งเร้นลับหรือกุศโลบาย

    ศาลพระภูมิ คือ ศาลที่สร้างไว้เพื่อให้เป็นที่สิงสถิตของพระภูมิเจ้าที่ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นผู้ดูแลบ้านเรือน เคหสถาน อาคาร สถานที่ต่างๆ รวมทั้งเรือกสวนไร่นา ตามความเชื่อของคนไทยส่วนใหญ่มาตั้งแต่สมัยโบราณจนปัจจุบัน ซึ่งความเชื่อเรื่องพระภูมิเจ้าที่นี้เป็นความเชื่อที่คนไทยทั่วไปทุกภาคของประเทศไทยยึดถือและปฏิบัติบูชาสืบต่อกันมาช้านาน อาจผิดแผกแตกต่างกันบ้านในด้านรายละเอียดเกี่ยวกับการสังเวยบูชาเท่านั้น
    ความเป็นมาของพระภูมิเจ้าที่กล่าวไว้หลายตำนาน ในตำนานพระภูมิเจ้าที่และในคัมภีร์พรหมจุติกล่าวไว้คล้ายคลึงกัน พอสรุปได้ดังนี้
    ตามตำนานพระภูมิเจ้าที่กล่าวว่า "ในกาลครั้งหนึ่ง มีพระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า พระเจ้าทศราช มีพระมเหสีพระนามว่า พระนางสันทาทุกข์ ครอบครองสิริราชสมบัติอยู่ที่กรุงพาลี มีโอรสทั้งหมด 9 พระองค์ เมื่อพระราชโอรสทรงเจริญวัย มีพระปรีชาสามารถ พระเจ้าทศราชจึงให้ไปครอบครองภูมิสถานที่ต่างๆ
    ต่อมาพระเจ้าทศราชหรือพระเจ้ากรุงพาลีมิได้ตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม ทำให้ราษฎรเดือดร้อน ร้อนไปถึงพระนารายณ์ พระนารายณ์จึงอวตารลงมาเป็นพราหมณ์น้อยมาขอที่อยู่ต่อพระเจ้ากรุงพาลีเพียงสามย่างก้าวเพื่อบำเพ็ญพรต พระเจ้ากรุงพาลีทรงอนุญาตให้และหลั่งน้ำอุทกธาราอุทิศ
    พระนารายณ์จึงแปลงกลับเป็นพระนารายณ์ 4 กร และเริ่มย่างก้าว ก้าวไปเพียงก้าวหนึ่งก็หมดเขตพระธรณี จึงขับไล่เจ้ากรุงพาลีให้ออกไปอยู่นอกฟ้าป่าหิมพานต์ เจ้ากรุงพาลีและพระภูมิเจ้าที่เมื่อออกไปอยู่ป่าหิมพานต์ก็ได้รับความทุกข์ อดอยาก จึงกลับมาทูลขอที่ดินกลับคืน พระนารายณ์จึงทรงอนุญาตว่า ผู้ที่จะทำงานมงคลทั้งปวงต้องบูชาสังเวยพระภูมิเจ้าที่ก่อน เพราะเขาเป็นเจ้าของที่ดิน เมื่อบูชาสังเวยแล้วจะเกิดสุขสวัสดิ์พิพัฒน์มงคล
    ส่วนในคัมภีร์พรหมจุติ กล่าวไว้พอสรุปได้ดังนี้
    เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าได้อุบัติขึ้นมาในโลกในสมัยหนึ่งนั้น เจ้ากรุงพาลีซึ่งครองกรุงพาลีได้ทำกรรมเบียดเบียน ริษยา และกล่าวมุสาวาทแก่คนทั้งหลาย เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบจึงคิดทำโทษเจ้ากรุงพาลี โดยทรงขอที่ดินจากเจ้ากรุงพาลี 3 ก้าว เจ้ากรุงพาลีเห็นว่าขอเพียงเล็กน้อยก็ถวายให้ตามที่พระพุทธเจ้าต้องการ พระพุทธเจ้าจึงประกาศแก่เทพยดาให้เป็นพยานว่า เจ้ากรุงพาลีได้ยกที่ให้พระองค์แล้ว 3 ก้าว ประกาศแล้วพระองค์ก็ทรงก้าวเดินไปด้วยพุทธาภินิหารของพระองค์ เมื่อทรงก้าวย่างเพียง 2 ก้าวก็ถึงขอบเขตจักรวาล
    ดังนั้นเจ้ากรุงพาลีและพระภูมิเจ้าที่ก็ไม่มีที่อยู่ต้องออกไปนอกเขตจักรวาล เมื่ออยู่นอกเขตจักรวาลก็อดอยากในเครื่องสังเวย เพราะไม่มีคนบูชา เจ้ากรุงพาลีจึงใช้ให้พระภูมิเจ้าที่มาทูลขอเครื่องสังเวยและขอที่ดินคืน พระพุทธเจ้าจึงทรงมีพุทธานุญาตว่า "ต่อไปนี้ถ้าผู้ใดจะสร้างบ้านเรือนหรือก่อพระเจดีย์ ปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ สร้างพระวิหาร ทำสถานที่ปลูกสร้างศาลา ปั้นพระพุทธรูป บวชพระภิกษุ หรือทำการมงคลใดๆ ก็ให้จัดที่เป็นที่ตั้งศาลพระภูมิ กว้าง-ยาวพอสมควรไว้ในบริเวณมงคลพิธี"
    จากตำนานความเป็นมาของพระภูมิเจ้าที่นี้ ทำให้ความเชื่อเรื่องพระภูมิเจ้าที่สืบทอดกันต่อๆ มาในสังคมไทยจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ จึงมีการตั้งศาลพระภูมิปรากฏให้เห็นในบริเวณบ้านเรือน เคหสถาน และสถานที่ต่างๆ เช่น สถานที่ราชการ บริษัทเอกชน โรงแรม ฯลฯ และประชาชนผู้มีความเชื่อถือเลื่อมใสศรัทธาก็จะบูชาสังเวย บนบานศาลกล่าวให้พระภูมิบันดาลให้ได้สิ่งที่ปรารถนา เมื่อสำเร็จสมความปรารถนาก็จะมีการสังเวยแก้บน
    การตั้งศาลพระภูมินั้นจะตั้งเองตามใจชอบโดยการไปซื้อหามาตั้งไม่ได้ เพราะเชื่อกันว่าถ้าตั้งศาลพระภูมิไม่ถูกต้องตามตำราและพิธีการแล้ว จะนำความพินาศมาสู่ครอบครัวได้ ดังนั้นจะต้องตั้งโดยมีผู้รู้และเชี่ยวชาญมาทำพิธีให้ถูกต้องทุกประการ นับตั้งแต่การตั้งให้ถูกทิศ กำหนดวันที่เป็นสิริมงคล การบวงสรวงอัญเชิญที่ถูกต้อง และเมื่อตั้งศาลพระภูมิแล้วจะต้องทำการสักการบูชาและกล่าวคาถาให้ถูกต้องด้วย
    ส่วนวัน เดือน ที่ห้ามตั้งศาลพระภูมิ คือ
    - เดือน 1, 5, 9 ห้าม วันพฤหัสบดี วันเสาร์
    - เดือน 2, 6, 10 ห้าม วันพุธ วันศุกร์
    - เดือน 3, 7, 11 ห้าม วันอังคาร
    - เดือน 2, 4, 8 ห้าม วันจันทร์
    การสักการบูชาพระภูมิเจ้าที่นั้น เจ้าของบ้านจะต้องสักการะด้วยธูปเทียนทุกวันในเวลาค่ำ และสักการบูชาเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ครอบครัวและบ้านเรือน เมื่อครบรอบปีของการตั้งศาลหรือวันขึ้นปีใหม่ด้วย
    และในการสักการบูชาพระภูมิเจ้าที่นั้น นอกจากจะสักการบูชาด้วยธูปเทียนแล้ว จะต้องบูชาด้วยคาถาด้วยจึงจะสมบูรณ์ คาถานี้มีหลายบท แล้วแต่จะบูชาในเวลาและโอกาสใด เมื่อจะกระทำการมงคลใดๆ ก็ดีจะต้องบูชาพระภูมิเจ้าที่
    เครื่องเซ่นพระภูมิเจ้าที่ หรือเรียกว่าเครื่องบัตรพลี ได้แก่ อาหารคาว-หวาน แล้วแต่จะจัดหรือบนบานไว้ บัตร แปลว่า ใบ หมายถึง ใบไม้ คือใบตองกล้วยนั่นเอง ภาชนะที่ใส่เครื่องเซ่นจะใช้ใบตองกล้วยเย็บเป็นกระทง พลี แปลว่า เซ่น
    เครื่องบัตรพลี หมายถึง กระทงเครื่องเซ่น เวลาจะถวายเครื่องเซ่นก็จะจัดเครื่องเซ่นใส่กระทงแล้ววางในถาด (อาจทำจากหยวกกล้วย) แล้วจึงนำไปถวาย (ในชีวิตประจำวันปัจจุบันใช้ภาชนะที่เป็นถ้วยเล็กๆ)
    ในการถวายเครื่องสังเวยพระภูมิเจ้าที่จะต้องวางเครื่องเซ่นในทิศทางที่เป็นปลายเท้าของเจ้ากรุงพาลีเท่านั้น ท่านจึงจะให้พรเป็นสิริมงคล ถ้าไปวางทางทิศที่เป็นหัวนอนท่านจะสาปแช่งและไม่รับเครื่องสังเวย ดังนั้นผู้ที่ปรารถนาจะอยู่เย็นเป็นสุขจะต้องศึกษาว่าวันไหนเจ้ากรุงพาลีนอนหันศีรษะไปทางทิศใด เท้าไปทางทิศใด และเข้าถวายให้ถูกทิศ ดังนี้
    วันอาทิตย์ เจ้ากรุงพาลีนอนศีรษะไปทางทิศบูรพา เท้าไปทางทิศประจิม
    วันจันทร์ เจ้ากรุงพาลีนอนศีรษะไปทางทิศอาคเนย์ เท้าไปทางทิศพายัพ
    วันอังคาร เจ้ากรุงพาลีนอนศีรษะไปทางทิศทักษิณ เท้าไปทางทิศอุดร
    วันพุธ     เจ้ากรุงพาลีนอนศีรษะไปทางทิศหรดี เท้าไปทางทิศอีสาน
    วันพฤหัสบดี    เจ้ากรุงพาลีนอนศีรษะไปทางทิศประจิม เท้าไปทางทิศบูรพา
    วันศุกร์ เจ้ากรุงพาลีนอนศีรษะไปทางทิศพายัพ เท้าไปทางทิศอาคเนย์
    วันเสาร์ เจ้ากรุงพาลีนอนศีรษะไปทางทิศอุดร    เท้าไปทางทิศทักษิณ
    ความเชื่อเรื่องพระภูมิเจ้าที่นี้นับว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของคนไทยส่วนใหญ่ทั่วไปในทุกภาคของประเทศ แม้จะไม่ได้สืบเนื่องมาทางพุทธศาสนาโดยตรงก็ตาม แต่ก็มีความสัมพันธ์กันในด้านที่มาของพิธีบูชาและในฐานะที่เป็นพิธีมงคล และมักจะปฏิบัติควบคู่กันไปกับพิธีทางศาสนาพุทธ ดังจะเห็นว่าเมื่อมีการตั้งศาลพระภูมิในบ้านเรือน เคหสถานก็จะมีการนิมนต์พระสงฆ์มาทำพิธีทางศาสนาและถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ด้วย
    ในวันสำคัญทางพุทธศาสนา เช่น วันพระ ตรุษ สงกรานต์ นอกจากจะไหว้พระสวดมนต์แล้ว ก็จะมีการไหว้ศาลพระภูมิด้วย แม้กระทั่งในวันตรุษ สารท ของชาวจีน เมื่อทำพิธีไหว้เจ้าและไหว้บรรพบุรุษแล้วก็จะไหว้ศาลพระภูมิด้วย
    ในชนบท ความเชื่อเรื่องศาลพระภูมิที่ยังมีอิทธิพลมาก ชาวบ้านจะเชื่อกันว่าพระภูมิเจ้าที่จะคุ้มครองป้องกันอันตรายจากสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ที่จะเข้ามาภายในอาณาเขตบ้านเรือน เช่น ภูตผีปีศาจจะไม่กล้าเข้ามาในเขตบ้าน เพราะกลัวพระภูมิเจ้าที่ พระภูมิเจ้าที่นอกจากจะคุ้มครองป้องกันภัยแล้วยังจะขับไล่สิ่งที่ชั่วร้ายให้พ้นไปอีกด้วย
    ดังนั้น การที่มีศาลพระภูมิอยู่ในบ้านจึงทำให้เจ้าของบ้านอบอุ่นใจ ว่ามีผู้คุ้มครองให้ปลอดภัยจากภยันตรายทั้งหลายทั้งปวง การสร้างศาลพระภูมิไว้ในบ้านเพื่อให้เป็นที่อยู่ของพระภูมิเจ้าที่จึงไม่ได้เป็นเรื่องเสียหาย กลับเป็นผลดีในด้านจิตใจของเจ้าของสถานที่
    นอกจากนั้นการตั้งศาลพระภูมิและการปฏิบัติต่อพระภูมิเจ้าที่ที่ปฏิบัติสืบเนื่องกันมาแต่โบราณ เท่ากับเป็นการให้สัญญาแก่ตนเองและพระภูมิเจ้าที่ ว่าปฏิบัติตนตามสัญญาอย่างสม่ำเสมอตามสัจจะที่ตั้งไว้ และจะต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง ใช่สักแต่ว่าทำให้เสร็จไปอย่างขอไปที
    นับเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งของคนโบราณที่จะฝึกคนในเรื่องความวิริยอุตสาหะ ความอดทน ความเพียรพยายาม ความตั้งใจจริงที่ทำตามสัญญาที่ให้ไว้ และผู้ที่สามารถปฏิบัติตนเองได้เช่นนี้ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ย่อมประสบผลสำเร็จได้ทั้งสิ้น.