สาระน่ารู้

Sunday, 22 July, 2012 - 00:00

ซ่าหริ่ม "ชูถิ่น" หอมหวานกลิ่นดอกไม้ หลังอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา

    หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมพาผู้อ่านไปชิมอาหารคาวหลายอย่าง จนคิดว่าถึงเวลาที่จะหาของหวานที่เป็นขนมไทยๆ มาช่วยดับคาวแก้เลี่ยนกันซะหน่อย วันนี้ก็จะพาไปกินของหวานเพิ่มความเย็นสดชื่นท่ามกลางบรรยากาศชุ่มฉ่ำในฤดูฝน ซึ่งมองไปทางไหนก็จะเห็นความเขียวขจีของแมกไม้ที่ได้น้ำฝนหล่อเลี้ยงให้ผลิดอกออกใบชูช่อไสวดูมีชีวิตชีวา
    ดอกไม้ชนิดที่มีกลิ่นหอมก็มีประโยชน์นำไปใช้ทำขนมหวานให้กลิ่นหอมจรุงใจมากยิ่งขึ้น อย่างเช่น ขนมซ่าหริ่ม ซึ่งผมจะขอแนะนำร้านที่ถือได้ว่าอร่อยที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ
    ร้านที่ว่านี้คือ ซ่าหริ่ม "ชูถิ่น" ตั้งอยู่ด้านหลังอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว เป็นร้านเก่าแก่ที่เปิดขายตั้งแต่ปี 2491 จนถึงวันนี้อายุล่วงเลย 60 กว่าปีแล้ว เจ้าของร้าน คือ คุณยายบังอร ศิริวรรณชัย อายุ 79 ปี ทุกวันนี้ยกกิจการให้ลูกชาย คือ คุณสุรพงษ์ ศิริวรรณชัย ดูแลกิจการแทน 
    สำหรับประวัติชื่อร้านชูถิ่น เป็นชื่อที่ตั้งขึ้นโดยคุณแม่เจริญ ศิริวรรณชัย ซึ่งเป็นแม่ของสามีคุณยายบังอร คุณแม่เจริญถือเป็นรุ่นบุกเบิก ตั้งชื่อนี้ขึ้นมาเพื่อต้องการสร้างเกียรติประวัติหรือเชิดชูถิ่นฐานร้านค้าริมถนนตะนาวให้เป็นที่รู้จัก
    เอกลักษณ์ของซ่าหริ่มชูถิ่นคือ ความหอมหวานของตัวน้ำกะทิและเส้นซ่าหริ่มที่กรอบอร่อย ทุกคำที่ตักเข้าปากจะสัมผัสได้ถึงความละเมียดละไมและนุ่มนวลที่ผสมผสานเข้ากันอย่างลงตัวทั้งน้ำกะทิ ซ่าหริ่มและน้ำแข็งป่น ตัวซ่าหริ่มมีสีอ่อนๆ ดูเป็นธรรมชาติ แตกต่างกับหลายร้านที่ใช้สีผสมอาหารให้แลดูสวยงามจัดจ้านเพื่อช่วยดึงดูดสายตาชวนกิน
    ทุกอณูของน้ำกะทิและตัวซ่าหริ่มมีกลิ่นหอมของดอกไม้ 3 ชนิดประกอบด้วย ดอกกระดังงาลนไฟ ดอกมะลิและกุหลาบมอญสีชมพู ซึ่งเป็นสูตรโบราณที่ยังคงสืบทอดมาถึงวันนี้ เคล็ดลับการทำคือ ต้องเตรียมน้ำไว้เพียงครึ่งหม้อเท่านั้น หากใส่น้ำเต็มหม้อก็จะไม่ได้ความหอมเต็มที่ จากนั้นใส่ดอกไม้ทั้งสามชนิดลงไปในหม้อ แล้วปิดฝาทิ้งไว้ 1 คืน
    ตอนเช้านำดอกไม้ออกมาแล้วถึงกรรมวิธีสำคัญคือ การอบด้วยเทียนที่ร้านนี้ทำเองและมีขายด้วย การอบเทียนนี้มีเทคนิคคือ เมื่อจุดเทียนอบจนไฟติดไส้ดีแล้ว ก็เป่าให้ดับแล้วรีบปิดฝาหม้อน้ำทันที ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที กลิ่นดอกไม้ในหม้อนี้ก็จะนำไปใช้ได้ทั้งน้ำกะทิและทั้งแช่ตัวซ่าหริ่มด้วย
    เทียบอบที่ทำขึ้นเองมีส่วนผสมคร่าวๆ คือ ขี้ผึ้งแท้ ผงกำยาน ผงไม้จันทร์หอม ผงต้นชะลูด และน้ำมันหอมระเหยกลิ่นต่างๆ ส่วนไส้เทียนให้ใช้เฉพาะฝ้ายแท้ๆ เท่านั้น ห้ามใช้พวกไนลอนที่มีส่วนผสมของพลาสติกเด็ดขาด เพราะมีกลิ่นเหม็น   
    ขอกล่าวถึงกระดังงาลนไฟ เพราะเป็นหัวใจสำคัญของกลิ่นหอมในขนมซ่าหริ่ม แม้คนไทยจะรู้จักชื่อของต้นกระดังงาเป็นอย่างดี และรู้ว่าดอกกระดังงาจะมีกลิ่นหอมเป็นพิเศษเมื่อถูกนำมาลนไฟ แต่คนส่วนใหญ่ไม่เคยนำดอกกระดังงามาลนไฟพิสูจน์ หากไปซื้อขนมหวานร้านนี้ ลองขออนุญาตเจ้าของร้านไปดูและดมกลิ่นกระดังงาลนไฟให้เห็นกับตาและประจักษ์ชัดที่จมูกว่า กลิ่นจะมีค่าเมื่อถูกลนไฟประดุจดั่งสาวแก่แม่หม้ายที่เคยแต่งงานหรือผ่านผู้ชายมาแล้วย่อมมีเสน่ห์เย้ายวนใจชาย และสามารถปรนนิบัติผู้ชายได้ดีกว่าหญิงสาวที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์
    ส่วนซ่าหริ่มของร้านนี้เหนียวนุ่มอร่อยตลอดทั้งวันโดยไม่เละ แฉะหรือคืนตัวเหลวเป็นน้ำ เพราะใช้แป้งถั่วเขียวที่คัดเลือกเมล็ดพันธุ์ชั้นดีมาเป็นวัตถุดิบ ไม่มีแป้งมันปะปน เนื่องจากมีโรงงานทำแป้งซ่าหริ่มเป็นของตัวเอง ซึ่งสามารถควบคุมคุณภาพได้ และยังมีแป้งสำหรับทำขนมอีกหลายชนิดวางขายในร้านด้วย นอกจากนี้ยังมีขนมอื่นๆ ที่น่าลิ้มลองอีก เช่น วุ้นกะทิ ขนมเปียกปูน ขนมชั้น ตะโก้แห้ว และข้าวตู เป็นต้น
    ส่วนราคาซ่าหริ่มถ้วยละ 25 บาท มีแบบใส่ถุงกลับบ้านขนาด 250 กรัม 65 บาท ขนาด 500 กรัม 130 บาท และขนาด 1 กิโลกรัม 260 บาท พร้อมน้ำกะทิ ร้านนี้เปิดขายทุกวันเริ่มตั้งแต่ 7 โมงเช้า จันทร์-เสาร์ ปิดเวลา 4 โมงเย็น วันอาทิตย์ปิดเที่ยงตรง
    สถานที่ตั้งร้าน เริ่มต้นจากถนนราชดำเนินกลางเลี้ยวเข้าถนนตะนาวด้านอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ตรงไปประมาณ 50 เมตร ปากทางเข้าซอยจะเห็นร้านตัดสูทสมภพเทเลอร์ เข้าซอยนี้แล้วเลี้ยวซ้ายจะเห็นร้านชูถิ่นอยู่ทางขวามือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร.0-2224-1810, 0-2224-1855.
    //////////////////