Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

รอยด่าง สตง. เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ


 สังคมคาดหวังว่าท่านเคยตรวจสอบทุจริตอะไรต่างๆ มา แต่วันนี้พอท่านกำลังจะถูกตรวจสอบ ทำไมไม่รอการตรวจสอบก่อน ทำไมด่วนตัดสินใจว่าเชื่อตามความเห็นของที่ปรึกษากฎหมายประธานวุฒิฯ ทำไมด่วนตัดสินใจว่าความเห็นของกฤษฎีกาไม่มีอำนาจ อย่าไปมองดูว่ามีไม่มีอำนาจ แต่ต้องมองข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย 

และมองจิตสำนึกว่าควรหรือไม่ควร สตง.ไม่ใช่แค่ตรวจว่าบัญชีรับจ่ายเงิน ต้องตรวจสอบคุณธรรม จริยธรรม ตรวจสอบความโปร่งใสแล้วมามีปัญหากันเองใน สตง. มันก็เกิดรอยด่างรอยตำหนิที่สังคมเริ่มมอง ที่จริงต้นทุนสังคมท่านสูงนะ แต่วันนี้ท่านยึดมั่นถือมั่นอะไร ท่านยึดติดอะไร หรือว่าท่านมีปัญหาอะไรใน สตง.ถึงลุกไม่ได้

ผมไม่ไว้ใจใครจนกว่าผมจะได้ตรวจสอบ วันไหนเรืองไกรพลาดพูดแบบภาษาสมัยสุโขทัยก็ 700 คนพันกว่าตีนกระทืบผมแน่ จริงๆ เพราะเขารู้ว่าขนาดมาจับไม้จับมือผม บอกรู้จักกันนะทีหลังอย่าตรวจ ผมบอกท่านอย่าทำผิด ถ้าท่านทำผิดผมก็ต้องตรวจสอบท่าน ไม่มีเหตุแห่งการยกเว้น ส่วนคนลงโทษท่านเขาจะใช้ดุลยพินิจแค่ไหนอย่างไรผมไม่รู้

     หากยึดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน มาตรา 34 (2) คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ซึ่งอายุครบ 65 ปี เมื่อวันที่ 4 ก.ค.ที่ผ่านมา จะต้องพ้นจากตำแหน่งผู้ว่าฯ สตง.ไปแล้ว นี่ยังไม่นับรวมความเห็นของกฤษฎีกา แต่ทั้งหมดนี้คงไม่มีความหมายอะไร เพราะคุณหญิงยึดเพียงประกาศ คปค. ฉบับที่ 29 และความเห็นของที่ปรึกษากฎหมายประธานวุฒิสภา ยืนยันความชอบธรรมนั่งเก้าอี้นี้ต่อไป

     ยังไม่มีใครเดาได้ว่าปัญหานี้จะจบอย่างไร แต่ความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้วกับองค์กรซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบธรรมาภิบาลหน่วยงานอื่น หรือนี่จะเป็นราคาที่เราต้องจ่ายให้กับบทเรียนกระแสคนดีในช่วงที่สังคมโหมกระพือเรียกร้องผู้ทรงคุณธรรมมาปราบขบวนการโกงชาติ ก่อนเกิดรัฐประหาร 19 ก.ย. โดยไม่ทันได้คิดว่าจะก่อปมปัญหาในวันนี้

    แม้แต่อดีตเด็กปั้นคุณหญิงเป็ด เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ผู้เคยร่วมงานขบวนการปราบโกง ยังต้องออกมาทวงถามถึงความสง่างาม

แยกแยะบุญคุณ-หน้าที่

     "ตอนนั้นเป็นความคาดหวังการสอบทุจริตขบวนการโกงชาติ ซึ่งผมกับคุณหญิงก็ทำด้วยกันมา แต่สิ่งที่ผมเน้นก็คือว่าดีไม่เถียง แต่ยังดีอยู่หรือไม่ ต้องตรวจสอบ คุณไม่ดีมา แต่คุณกลับตัวกลับใจได้หรือยังก็ต้องตรวจสอบ พระเทวทัตเป็นพระที่ดีไหม มหาโจรบรรลุอรหันต์ได้ก็อย่างองคุลิมาล ทุกวันนี้นักการเมืองมีหยุดไหม ในความรู้สึกส่วนตัวผมผมยังเชื่อไม่ได้อย่างนั้นจนกว่าผมจะได้ตรวจสอบพวกเขา จนกว่าจะบอกว่าท่านแบบัญชีทรัพย์สินออกมาดูสิ หรือว่าท่านจะตรวจสอบผมก่อนก็ได้ แต่ต้องลงสัตยาบันกันก่อนนะว่าเอาตั้งแต่ต้นปี 2551 เอาที่มาทรัพย์สินเอาใบเสร็จมาแบกัน ว่าใครมีสมุดบัญชีซุกไว้ ชื่อคนอื่น แต่คุณเป็นผู้เบิกจ่ายได้ ทำเรื่องนี้ซะก่อน ถ้าลงสัตยาบันได้ผมพร้อมเป็นคนแรกเลย"

     ไม่เชื่อใจใครแม้แต่คนสนิทคุ้นเคย

     "ผมก็ตรวจสอบเป็นเรื่องๆ ไง เหมือนเรานั่งคุยกันอย่างนี้จะบอกว่าดูภายนอกเราจะบอกได้ไหมว่าคนนี้ใครสุขภาพดีกว่ากัน ใครมีคอเลสเตอรอลสูงกว่ากัน จะรู้ไหม ต้องตรวจสอบจากอะไร จากเลือด ปัสสาวะ สารคัดหลั่ง ส่งเข้าแล็บ ถึงจะรู้ผล และระยะเวลาที่รอผลนี้จะไปบอกว่าไปเสี่ยงเซียมซีตามวัดหรือว่าไปดูลายมือว่าคนนี้ดวงดี คนนี้ดวงไม่ดี คนนี้สุขภาพดี ผมไม่เชื่อแบบนั้น ผมเชื่อวิทยาศาสตร์ อย่างกรณีคุณหญิงจารุวรรณวันนี้ก็เกิดปัญหาเพราะว่าอะไร เพราะว่าการที่สังคมคาดหวังว่าท่านเคยทำอะไรมาบ้าง ตรวจสอบทุจริตอะไรต่างๆ มา แต่วันนี้พอท่านกำลังจะถูกตรวจสอบทำไมไม่รอการตรวจสอบก่อนล่ะ รอการตรวจสอบว่าผลของกฎหมายท่านยังอยู่หรือไม่อยู่ ทำไมด่วนตัดสินใจว่าเชื่อตามความเห็นของที่ปรึกษากฎหมายประธานวุฒิฯ ทำไมด่วนตัดสินใจว่าความเห็นของกฤษฎีกาไม่มีอำนาจ อย่าไปมองดูว่ามีไม่มีอำนาจ แต่ต้องมองข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และมองจิตสำนึกว่าควรหรือไม่ควร"

     "อันนั้นแหละคือหลักทางศาสนา ท่านเป็นคริสต์ ผมเป็นพุทธ อันนี้คือจริยธรรม แต่ถ้าจะไปเอาความเห็นของคนที่แบ็ก ก็โหออกแรงเหลือเกินว่าใช่แล้ว ไม่ต้องไปฟังคนอื่นแล้ว ยึดมั่นถือมั่นเกินไปหรือเปล่า อันนี้มันเป็นทิฐิที่เป็นมิจฉาหรือเป็นสัมมา ลองคิดดีๆ และเสียงสะท้อนจากสังคมเขาสะท้อนออกมาอย่างไร ถ้าเรายอมรับกระบวนการตรวจสอบ ผมเองก็เคยถูกตรวจสอบ กกต.วินิจฉัยว่าผมมาโดยไม่ชอบ ฝ่ายกฎหมายวุฒิฯ ก็กลัวว่าจ่ายเงินเดือนคุณเรืองไกรเดี๋ยวเกิดศาลตัดสินออกมาไม่ชอบต้องไปเรียกคืน ผมบอกท่านไม่สบายใจใช่ไหม ทำหนังสือให้เลย งดไม่ต้องจ่ายเงินเดือน ผมไม่เดือดร้อน ผมมีกินมีใช้ของผม เมื่อเรายอมรับกระบวนการตรวจสอบ เราก็ไปสู้ตามกระบวนการ หลายคนบอกคุณเรืองไกรไปวิ่งสิ ผมไม่ไป"

     "ต้องปล่อยให้กระบวนการตรวจสอบ คือการปกป้องตัวเองปกป้องได้ แต่ว่าปกป้องโดยอาศัยหลักฐานจากบุคคลที่สาม การตัดสินของบุคคลที่สาม ซึ่งเป็นที่ยอมรับของสังคมไม่ดีกว่าหรือ แทนที่จะไปบอกว่าอยู่ต่อได้ๆ พูดอย่างนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าผมมองถูกมองผิดนะ ไม่ใช่ผมเห็นว่าท่านพ้นหรือไม่พ้น แต่ผมพูดอยู่เสมอว่าเกี่ยวกับกรณีนี้อยากให้ ไม่ว่าจะเป็นรองฯ พิศิษฐ์ หรือคุณหญิงจารุวรรณ หาทางยื่นให้ศาลตัดสิน แต่ขณะที่รอการตัดสินใครควรจะปฏิบัติหน้าที่ ใครควรจะเว้นวรรค เพราะว่า สตง.ไม่ใช่หน่วยงานเอกเทศที่ไม่ได้ deal กับหน่วยงานราชการ ท่านต้องไปตรวจคนอื่นเขา ท่านบอกท่านไม่ฟังกฤษฎีกา แต่คนอื่นเขาต้องฟัง ท่านต้องให้เกียรติเขา เพราะฉะนั้นวันนี้อำนาจหน้าที่เฉพาะอย่างในตำแหน่งผู้ว่าฯ สตง.มันยังขาดช่วงขาดตอนอยู่ ก็เว้นไว้นิด มันไม่ได้ทำให้บ้านเมืองล่มจมแตกสลายไปที่ไหนล่ะ"

     เกิดสุญญากาศสักระยะก็ไม่น่าเสียหายอย่างที่คุณหญิงจารุวรรณเป็นห่วง

     "เฉพาะบางช่วงบางตำแหน่ง แต่การปฏิบัติหน้าที่ของ สตง.เขาก็ไม่เดือดร้อน จะเกิดความสบายใจมากกว่าไหม เอ้าลองคิดกันแบบนี้อาจจะเห็นด้วยไม่เห็นด้วยแล้วแต่ แต่ว่าถามว่าทำอย่างนี้สบายใจหรือไม่ เสร็จแล้วก็รีบเร่งกระบวนการต่างๆ ว่าทำอย่างไรจะเข้าสู่กระบวนการวินิจฉัยได้ ถ้าท่านมองว่าไม่ได้หรอก เพราะอย่างนั้นอย่างนี้ ก็จะกลายเป็นว่าเอ๊ะท่านมีอะไรยึดติดกับตรงนั้น และ สตง.ที่ผ่านมาก่อนที่ท่านจะเป็นผู้ว่าฯ สตง.มีมา 80-90 ปี ไม่ยุ่งไปหมดแล้วเหรอ หลังจากนี้อีกสิบปีไม่มีคุณหญิงแล้วจะไม่ยุ่งเหรอ อีก 5 ปีครบ 70 ไม่ยุ่งเหรอ บ้านเมืองมันขาดคนดีขนาดนั้นเลยเหรอ มันไม่ใช่ ต้องเป็นที่ระบบ ระบบที่มีตัวตายตัวแทนขึ้นมา แต่ว่าระบบนั้นต้องเป็นระบบที่เที่ยงธรรม เป็นระบบที่ดำเนินการไปตามกฎหมาย ไม่เลือกปฏิบัติ"

     ระหว่างนี้ทางออกควรเป็นแบบไหน

     "ผมพยายามช่วยอย่างนี้ หนึ่งเราไปในนามกรรมาธิการ จู่ๆ เราเดินเข้าไปมันก็ไม่ได้ เพราะมันจะเป็นการก้าวก่าย ก็ใช้สถานะของกรรมาธิการ องค์กรตามรัฐธรรมนูญที่วุฒิสภามีอยู่ ไปสอบถามว่ากระบวนการตรงนี้ทำอย่างไร เราไปวันที่ 29 ก.ค. และก็ให้แนวทางเสนอความเห็นไปว่า หลัง 5 ก.ค. ให้รองฯ พิศิษฐ์ถือคำสั่งคุณหญิงปฏิบัติหน้าที่รักษาการผู้ว่าฯ และก็สั่งราชการไป ข้าราชการก็มีปัญหา หน่วยราชการที่เป็นหน่วยรับตรวจของ สตง.ปัญหาก็ไม่น่าจะมี กับอีกแนวทางหนึ่ง 5 ก.ค. ถ้าคุณหญิงมาบอกว่าฉันจะทำต่อ ใน สตง.ก็มีปัญหาแบ่งเป็น 2 ฝ่ายทันที เอ๊ะรับได้หรือรับไม่ได้ นั่นพูดถึงวันที่ยังไม่มีความเห็นกฤษฎีกา และถ้าไปตรวจข้างนอกเขาจะรับได้หรือไม่ได้ ให้แนวไปอย่างนี้"

     "พอวันที่ 6 กฤษฎีกามีความเห็นออกมา มันก็ยิ่งชัดสำหรับคนที่จะต้องติดต่อกับ สตง. มันก็ต้องเลือกแนวทางแรก จนกว่าจะวินิจฉัยว่าพ้นไม่พ้น ซึ่งความเห็นนักกฎหมายก็มองแตกต่างกันไป บางท่านบอกถูกต้องแล้ว แต่ส่วนใหญ่บอกไม่ได้ต้องรอความเห็น เพราะฉะนั้นการส่งความเห็นทำได้อย่างไร ผมก็ยื่นเรื่องร้องไปว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมาย คปค. ฉบับที่ 29 กับ พ.ร.บ.สตง. มาตรา 34 มันขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 301, 302 วันจันทร์ที่จะถึงนี้คิดว่าจะต้องยื่นอีกเรื่องหนึ่งผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้ดูว่าคำสั่งที่ออกมาวันที่ 18 ที่คุณหญิงให้ยกเลิกตำแหน่งรักษาการของคุณพิศิษฐ์ เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายไหม เป็นคำสั่งที่เสียเปล่าหรือไม่ เป็นคำสั่งทางปกครองที่ศาลปกครองจะต้องวินิจฉัย แต่เราในฐานะที่ไม่มีส่วนได้เสีย เพราะเราพ้นจาก สตง.มาแล้ว

     เราเป็นวุฒิสมาชิก แต่เราสามารถใช้สิทธิ์ร้องผ่านผู้ตรวจการได้ ผมจะทำช่องนี้ กระตุ้นว่าอย่างนี้เข้าไหม ถ้าศาลปกครองบอกว่าคำสั่งนี้ไม่ชอบไม่มีผล เป็นการเสียเปล่าเหมือนที่ อ.วรเจตน์ให้ความเห็นมา ซึ่งขัดหรือแย้งกับวุฒิสมาชิกบางคนที่เห็นว่ายังทำหน้าที่ต่อไปได้ ก็จะได้ข้อยุติกัน หรือศาลอาจจะเห็นแย้งกับกฤษฎีกาก็ได้นะ กฤษฎีกาเห็นว่าพ้นไปนานแล้ว ศาลปกครองอาจจะเห็นแย้งหรือเห็นด้วย เพราะความเห็นกฤษฎีกาไม่ใช่ข้อสิ้นสุด กรณีมาบตาพุดศาลปกครองก็เห็นแย้งกับกฤษฎีกา แต่ว่าอันนี้คือช่องทางที่จะหาข้อยุติ"

     เป็นทางออกให้เจ้าหน้าที่ สตง.ด้วย เพราะเวลานี้สับสนไม่รู้ว่าจะฟังคำสั่งใคร

     "ถูกต้อง มันไม่ใช่สับสนเฉพาะใน สตง. ราชการส่วนอื่นเขาก็งง เพราะว่าถ้าเป็นหน่วยงานเอกเทศไม่ยุ่งกับใคร มีการเบิกจ่ายงบประมาณ อย่างนั้นไม่ยาก แต่อันนี้ไม่ใช่ ท่านจะมารับรองงบการเงินผ่านดินคุณหญิงจารุวรรณเซ็นได้เหรอ ก็เกิดข้อสงสัยแล้ว กระทรวงการคลังกล้าให้คุณหญิงลงนามรับรองไหม เพราะกระทรวงการคลังเป็นเจ้าของงบ รัฐมนตรีคลังต้องยึดกฤษฎีกา เพราะมีมติ ครม.กำกับ จะบอกว่าผมให้คุณเซ็น เพราะผมยึดความเห็นของที่ปรึกษากฎหมายประธานวุฒิฯ ผมก็บอกว่าประธานวุฒิเองจะฟังก็ได้ไม่ฟังก็ได้ เพราะที่ปรึกษากฎหมายเป็นแค่ staff ไม่มี authority เลย นี่เป็นเหตุที่ผมรวบรวมรายชื่อ 17 ส.ว. ถึงไปศาลรัฐธรรมนูญ ว่าเป็นการก้าวก่ายแทรกแซงทางอ้อมกันหรือเปล่า เรายื่นตรวจสอบไป นี่คือระบบตรวจสอบ"

     เป็นความเสียหายของวุฒิสภาที่ไปเพิ่มน้ำหนักให้คุณหญิงจารุวรรณ

     "ฉบับวันที่ 18 ก็ยังอ้างว่าได้ข้อยุติแล้ว บางครั้งก็ไปให้สัมภาษณ์ว่าอ้างได้ พอซักมากๆ ก็บอกว่าเป็นความเห็น เชื่อก็ได้ไม่เชื่อก็ได้ ผมก็ถามว่าแล้วส่งออกไปทำไม เป็นธุระกงการอะไรของเรา และก่อนส่งออกไปได้ถามประธานวุฒิฯ หรือยัง ทำโดยพลการหรือเปล่า เพื่อนสมาชิกหลายคนก็บอกว่ามันไม่น่าจะถูกต้อง ก็เป็นความเห็นส่วนหนึ่ง แต่เราก็ไม่ได้มองว่าพอไม่ถูกต้องแล้วไปตำหนิเพื่อน ไม่ใช่ เราก็บอกว่าเพื่อนเราร้องเรื่องอะไร เพื่อนไปแก้ข้อกล่าวหานะ เพราะเราก็ไม่แน่ใจว่าเรามองถูกมองผิด"

     ท่าทีของกลุ่ม ส.ว.สรรหาส่วนใหญ่ยังหนุนคุณหญิงจารุวรรณ 

     "มองอย่างนี้ไม่แปลกสำหรับสังคมที่มองเข้ามา แต่สิ่งที่ผมยึดปฏิบัติมาตลอดคือว่าผมไม่ได้ไปดูว่าคนนั้นคนนี้คือใคร ผมมองว่ากรณีเนื้อหาของกฎหมายในข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแต่ละกรณีๆ ถ้ากรณีนี้ๆ ในความเห็นผมว่าไม่ถูก เมื่อไม่ถูกผมก็หาเหตุผลว่าถ้าไม่ถูกแล้วมันมีข้อกฎหมายอะไรชี้ช่องทางให้เราตรวจสอบหรือไม่ เราก็ตรวจสอบ ซึ่งมี 2 ช่อง หนึ่งผมร้องในนามตัวผมไปที่ กกต.ให้ กกต.สอบสวน เสร็จก็ส่งศาลรัฐธรรมนูญ ถ้า กกต.เห็นด้วย หรือสองรวมรายชื่อสมาชิก ส.ว.ด้วยกันตรวจสอบกันเองได้ ตอนนี้เพื่อนสมาชิกก็เห็นด้วยเยอะ บางส่วนที่ลงชื่อว่าไม่เห็นด้วย แต่ก็ต้องการให้ตีความ เพื่อจะเกิดบรรทัดฐานว่าอีกหน่อยสมาชิกที่เป็นที่ปรึกษากฎหมาย เป็นที่ปรึกษาของประธาน, รองประธานวุฒิฯ มีอำนาจหน้าที่แค่ไหน"

     "เราก็มาถกกันในความเห็นมุมมอง ท่านเซ็นหนังสือไปให้คุณหญิงในฐานะอะไร ท่านบอกประธานวุฒิฯ ไม่อยู่ ไปต่างประเทศ อย่างนั้นเอาหนังสือมาดู หนังสือที่คุณหญิงมีมามาถึงใคร ถึงคุณไพบูลย์ คุณไพบูลย์ก็สั่งหนังสือออกไป ฝ่ายเลขาฯ ส่งถึงผู้ว่าฯ สตง. ไม่มีหรอกหนังสือถึงประธานวุฒิฯ เลย และคุณหญิงก็ควรจะทำมาถึงประธานวุฒิฯ ทำไมทำมาถึงที่ปรึกษากฎหมายประธานวุฒิฯ หนังสือส่งมา 21 ก.ค. บ่ายสองวันนั้นมีหนังสือตอบกลับไป สตง.ทันที ท่านเป็นกรรมาธิการธรรมาภิบาลและตรวจสอบทุจริตนะครับ อยู่ในคณะคุณรสนา คุณคำนูณ คุณประสาร อยู่ด้วยกันหมด ผมเป็นที่ปรึกษา เพื่อนกันทั้งนั้น แต่ผมบอกว่ามันมีเหตุแห่งการสงสัย เอามาบอกกับสาธารณะ เอกสารทั้งหมดอยู่ในมือผมหมดแล้ว บันทึกประชุม ท่านประชุม 2 หน ทำไมมีความคิดเห็น 2 อย่าง ครั้งแรก 2 ก.ค. ครั้งหลัง 14 ก.ค. พอ 21 ก.ค.มาขอ วันที่ 30 ออกบันทึกเวียนใน สตง.ว่ามีความเห็นเป็นที่ยุติแล้วว่าอยู่ต่อได้"

     "สตง.ไม่ใช่แค่ตรวจว่าบัญชีรับจ่ายเงิน ออกใบเสร็จหรือไม่ มันตรวจสอบการดำเนินงาน ตรวจสอบคุณธรรม จริยธรรม ตรวจสอบความโปร่งใส แล้วมามีปัญหากันเองใน สตง. มันก็เกิดรอยด่างรอยตำหนิที่สังคมก็เริ่มมอง ประวัติท่านก็ดีมา ที่จริงต้นทุนสังคมท่านสูงนะ แต่วันนี้ท่านยึดมั่นถือมั่นอะไร ท่านยึดติดอะไร หรือว่าท่านมีปัญหาอะไรใน สตง.ถึงลุกไม่ได้ ผมก็ยังย้อนไปคิดว่าเหมือนกับวันหนึ่งถ้าท่านสุรยุทธ์บอกว่าเขายายเที่ยงผมคืน แม้อัยการโคราชจะบอกว่าไม่จงใจ แต่โดยความสง่างามมันไม่ควร นักกฎหมายชี้ช่วยแล้วบอกว่าไม่จงใจ แต่แกมาบอกว่ารอกฎหมาย แล้วทนได้ไหมล่ะ สุดท้ายก็ต้องรื้อบ้านออกไป วันนี้กรณีคุณหญิงกระบวนการจะมาชี้มันก็เกิดปัญหา"

     "อะไรทำให้ท่านคิดอย่างนั้น อะไรเป็นเหตุที่ท่านต้องมาแสดงตนจนกระทั่งสังคมตกใจเหมือนกัน สังคมก็ตกใจว่าอะไรเกิดขึ้นกับคุณหญิง ท่านมีปัญหาอะไรใน สตง. ท่านมีปัญหาเกี่ยวกับการสร้างตึกเหรอ ท่านมีปัญหาเกี่ยวกับ ป.ป.ช.ตรวจสอบท่านเรื่องตั๋วเครื่องบินเรื่องงานสัมมนาเหรอ มันก็เป็นเรื่องทั่วไปที่ตรวจสอบและก็แก้ไข คนเราไม่ใช่ว่าจะไม่เคยทำอะไรผิดเลย กฤษฎีกาก็ตีความแล้วว่าทีโออาร์ สตง.ใช้ไม่ได้ ก็แก้เอาสิ ท่านไม่ได้เซ็นสัญญาออกไปนี่ วันนั้นก็ยังบอกว่า สตง.ตรวจจัดซื้อจัดสร้างทั้งประเทศทุกหน่วยราชการ รัฐวิสาหกิจ อย่าผิดเสียเอง วันนี้ถามคุณหญิงว่าเพื่อความสง่างาม โหอ้างความรักชาติ รวมทั้งบอกว่ารอพระบรมราชโองการ อันนี้ไม่ได้นะ ท่านอยู่เหนือการเมือง ต้องคิดว่าอะไรควรอะไรไม่ควร"

     ถึงจะแยกแยะเรื่องบุญคุณกับการตรวจสอบ แต่สังคมไทยส่วนหนึ่งอาจจะไม่เข้าใจ เพราะใครก็รู้ว่าเรืองไกรเป็นเด็กสร้างคุณหญิงจารุวรรณ 

     "ความคิดของสังคมบอกว่าคุณหญิงปั้นผมมาสร้างผมมา ผมว่าเราเป็นเพื่อนร่วมงานกันมากกว่า ผมพูดหลายครั้งว่าผมรู้จักคุณหญิงจารุวรรณที่สภา ไม่ใช่รู้จักที่ สตง. รู้จักเพราะคุณหญิงมาช่วยคุณประทิน เป็นอนุกรรมาธิการทุจริตฯ ผมรู้จักเพราะว่าผมมาร้องเรื่องหุ้น โดนเก็บภาษีไม่เป็นธรรม และก็ไปช่วยศึกษากรณีตอนนั้นคุณหญิงเว้นวรรคอยู่ ผมศึกษาดูก็รู้ว่าเอ๊ะข้อกฎหมายของศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไปเอาระเบียบ คตง.มาไม่น่าจะถูกต้อง คุณหญิงถึงเอาผมไปนั่งเป็นที่ปรึกษา อายุ 40 ต้นๆ เป็น 2 ปี ตอนนั้นปี 2545 ผมไม่เคยทำงานเป็นลูกน้องคุณณหญิงใน สตง.มาก่อน ผมเข้าไปเพราะผมอยากกลับไปทำงานที่เก่า และอยากศึกษาหาความรู้ ท่านบอกว่าเรืองไกรรับได้ไม่เกิน 8,000 เพราะงบประมาณมันมีแค่นี้ มาทุกวันแต่เซ็นได้เดือนไม่เกิน 8,000 แล้ววันหนึ่งได้ค่าที่ปรึกษาพันหนึ่ง คนเข้าใจว่ากินเงินเดือนหลายหมื่น"

     "คุณหญิงก็ให้โอกาสผมให้ผมได้กลับไปศึกษางาน อยู่ดีๆ เราไปศึกษางานที่ท่านสั่งลงมาว่าดูกรณีนี้ๆ มันดีกว่าการไปทำงานบริษัทใหญ่ๆ ได้เงินเดือนเป็นแสนอีก เพราะงานตรงนั้นมันเป็นงานสุดยอดของ สตง.แล้ว เจ้าหน้าที่ตั้งแต่ระดับ 10 ลงไปส่งเรื่องขึ้นมา และท่านขอความเห็น เราได้เห็นเรื่องมันได้ความรู้ ดีกว่าเราไปเรียนข้างนอก ตรงนั้นยอมรับว่าท่านให้โอกาส แต่กลับมาว่า ณ เวลานี้พอเห็นว่าเอ๊ะข้อกฎหมายถ้าตีความอย่างนี้เราไม่เห็นด้วย ไม่ใช่ไม่เห็นด้วย เพราะไม่ได้อยู่ด้วยแล้ว คิดจะเนรคุณ แล้วไม่ใช่ หรือคิดว่างวดหน้าท่านเป็นคงไม่เลือกผม แล้วไม่ใช่ เราคิดถึงว่าเอ๊ะข้อนี้ไม่ใช่ มันจะสร้างความลำบากและสร้างความกังวลให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องเขาจะวุ่นวายไปด้วยหรือไม่ เราคิดแค่นี้ 

     กับรองพิศิษฐ์ก็สนิท กับคุณหญิงพอไปเป็นที่ปรึกษาก็เจอกันเกือบทุกวัน คุณหญิงไปไหนก็พาไป เวลาถ่ายภาพออกมาผมก็อยู่ข้างหลังคุณหญิง ขนาดนั้น แต่ไม่เคยใช้ความสนิทไปทำมาหากิน คุณหญิงเคยเรียกไปบอกมีบัตรสนเท่ห์มานะเรืองไกร ผมบอกตรวจสอบผมเลย ถ้าพี่ตรวจแล้วไม่แน่ใจพี่พูดคำเดียวผมเดินออก ผมเป็นที่ปรึกษาผู้ว่าฯ สตง. 2 ปี ตั้งแต่คุณหญิงเข้า และลาออกมาก่อนสมัคร ส.ว. นามบัตรสักใบยังไม่เคยพิมพ์แจก ฉะนั้นที่บอกว่ากรณีคุณหญิงจารุวรรณสังคมจะมองว่าไม่รู้จักบุญคุณ ก็คิดได้ แต่ถ้าจะให้ดีมาสอบถามก็ดี ผมไม่มีปัญหาในสิ่งที่สังคมมอง แต่ถ้าพูดคุยแล้วอาจเข้าใจมากขึ้น"

     ขัดแย้งกันมาก่อนหน้านี้ไหม

     "ไม่มีครับ เพราะเราไม่เคยมีผลประโยชน์ต่อกันเลย ครั้งหลังสุดก็บอกทางรองฯ พิศิษฐ์ไปว่าอย่างกรณีคุณหญิงก่อนจะพ้น และกฎหมาย สตง.ไม่ผ่าน คุณหญิงมีความคิดอยากจะเป็น ส.ว.สรรหาไหม เพราะเราเข้าใจเหมือนกันนี่ว่าท่านจะพ้น แต่ท่านน่าจะเป็น เช่น ป.ป.ช. หรือ ส.ว.สรรหา หรือถ้ากฎหมาย สตง.เสร็จท่านก็ลาออกมาคัดสรรได้ ซึ่งคุณสมบัติท่านได้หมดอยู่แล้ว ก็ค่อยกลับไปสมัคร คตง. เพราะผู้ว่าฯ เป็นไม่ได้อยู่แล้ว กฎหมายเขียนล็อกว่าห้ามเป็นเกิน 2 สมัย ก็พูดคุยกันอย่างนี้" 

 

ดักต้นทางทุจริต

     ถ้าดูมาตราในรัฐธรรมนูญ  ดูเหมือนได้วางกลไกการตรวจสอบทุจริตไว้อย่างเข้มข้น แต่ในทางปฏิบัตินั้นตรงกันข้าม

     "ลูบหน้าปะจมูก เท่าที่เห็นมาหลายคนบอกคนนั้นคนนี้รู้จัก เรียนด้วยกันมา สวนกุหลาบคอนเนกชั่น  เซ็นต์คาเบรียลคอนเนกชั่น วปอ.คอนเนกชั่น พระปกเกล้าคอนเนกชั่น มันไปแบบนี้หมด ระบบอย่างนี้คือมีเพื่อนไม่เป็นไรแต่เวลาปฏิบัติหน้าที่คุณต้องตั้งตัวให้เที่ยง บ้านเมืองมันถึงจะไปได้ อย่างนี้ญาติพี่น้องตำรวจในจังหวัดไม่ต้องจับ จับแต่คนอื่น จรรยาบรรณวิชาชีพหายไปไหนหมด การเมืองก็ take side กันกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ ส.ว.ก็มีกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ มันเข้าไปยุ่งหมด สภามีเหตุการณ์หลายครั้ง 7 เม.ย 7 ตุลา แต่มาตรฐานมันไปคนละชนิด การยึดทำเนียบมาตรฐานก็คนละชนิด"

     ปัญหาอยู่ที่ระบบอุปถัมภ์ เกรงใจกัน

     "นั่นเป็นส่วนหนึ่ง แต่เรามีนักการเมืองพันธุ์ไทยๆ มันค่อนข้างจะเป็นนักโกงเมืองมากกว่านักการเมือง ถามได้ไหมว่า ที่ผ่านมาความเป็นไป ความเป็นอยู่ในชีวิต คุณร่ำรวยมาจากไหน เราไม่มีกระบวนการตรวจสอบ เราจะไปพูดกล่าวหาเลยก็ไม่เป็นธรรม เราจะพิสูจน์ได้มันก็ต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือในการตรวจสอบ แต่ทุกคนพอบอกว่าทำไมไม่ออกกฎหมาย เงียบ ไม่เอา จะมาจากระบบการเลือกตั้ง การแต่งตั้ง หรือการยึดอำนาจ ไม่เคยเห็นคนเหล่านี้จะออกแบบระบบการตรวจสอบ ที่สำคัญคือการตรวจสอบตัวเองก่อนไม่เคยเห็น ทุกคนมองแต่ว่าฉันว่าคนอื่น แต่ไม่เคยตรวจสอบตัวเอง ฉันดีแล้ว ประเทศไทยกลไกมันไม่ได้ถูกออกแบบ คือดูเหมือนเรามีอยู่ การเขียนรัฐธรรมนูญก็หลายร้อยมาตรา แต่หัวใจของปัญหาจริงๆ เรากลับไม่แก้

       วันก่อนกรรมาธิการงบประมาณมา มี ป.ป.ช. กกต. ผู้ตรวจการแผ่นดิน ก็พูดปัญหาว่ามันมีคดีค้างเพราะเราปล่อยให้คดีมันเข้ามา ป.ป.ช.ถ้าจะตรวจสอบการยื่นบัญชีทรัพย์สินเขาบอกให้ตรวจสอบความถูกต้องกับความมีอยู่จริง แต่คุณดูแต่ความมีอยู่จริง อย่างผมบอกว่าผมยื่นไปผมมีเพชร 10 กะรัต ถ่ายรูปยื่นรายงานไป แต่ความถูกต้องคุณไม่เคยถามว่าเพชรเอามาจากไหน ใบเสร็จอยู่ไหน นี่คือความถูกต้อง ผมอยากรู้ว่าคุณซื้อจากร้านในไทยหรือจากต่างประเทศ ถ้าซื้อในไทยผมจะไปเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มคนขายเพชร ผมจะไปเก็บภาษีเงินได้เขา ถ้าซื้อต่างประเทศคุณลักลอบศุลกากรหรือเปล่า ไม่ใช่แค่ถ่ายรูปมา"

     "อย่างรัฐมนตรีองอาจที่ผมยื่นร้องไป คุณลงทุน 15 ล้านเป็นสด ป.ป.ช.ก็ไม่ตรวจ มีอำนาจหน้าที่ทำไมไม่ขอข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามา ผมถามว่าเงินลงหุ้นลงด้วยอะไร พอเขียนใบรับค่าหุ้นเป็นเงินสด ผมก็นึกถึงว่านี่ มี.ค.2553 คุณเอาเงินสดๆ ไปลง แก้ข้อกล่าวหาว่าเป็นเงินช่วยแต่งงาน ทุกคนใส่ซองเงินสดเหรอ ไม่มีเช็คของขวัญเลยเหรอ เป็นไปได้ยังไง fact finding อย่างนี้ทำไมไม่ทำ"

     เลยต้องมาทำหน้าที่นี้เสียเอง

     "ผมก็ไม่ใช่ผู้วิเศษวิโสจะไปเป็นแจ็กผู้ฆ่ายักษ์ แต่ว่าเราศึกษาเราก็ดูจากตัวอย่างการทุจริตคอรัปชั่นของต่างประเทศ เรื่องเล็กๆ ก็เป็นเรื่องที่ไปจับอาชญากรรมได้ เราก็พยายามจะชี้ให้เห็น ไม่อยากให้ถูกมองว่า เฮ้ย! บ้านเราอยู่ได้แค่นี้ ช่องว่างของคนรวยก็รวยขึ้นๆ คนจนขายซีดีไม่กี่แผ่นถูกจับ แต่คนที่ค้าขายร่ำรวยมีเงินไปซื้อนั่นซื้อนี่เราไม่เคยไปตรวจสอบ กระบวนการตรวจสอบในภาคสังคมเรายังไม่เข้มแข็ง และคนที่จะเข้าไปหลายๆ คนพยายามจะเข้าไปในฐานะเอ็นจีโอ เข้าไปในฐานะว่าฉันอยู่ข้างประชาชน แต่เข้าใจกระบวนการตรวจสอบหรือเปล่าและมีจิตใจอยู่บนความเป็นกลางจริงหรือเปล่า บางคนไปยึดติดในความคิดความเห็นของตัวว่าฉันจะชี้ถูกชี้ผิด ทั้งๆ ที่กระบวนการยุติธรรมมันมีอยู่ อย่างสิ่งที่ผมทำผมจะเป็นคนอยู่ต้นเรื่อง คือร้องผิด-ถูกผมไม่รู้หรอกนะ แต่ผมเห็นว่าเข้ากรณีเข้าข้อกฎหมายผมจะร้องไป และผมก็จะบอกทุกครั้งว่าผู้ถูกร้องต้องให้ความเป็นธรรม เขาแก้ข้อกล่าวหา กระบวนการตรวจสอบไต่สวน เช่น ป.ป.ช. กกต. ตำรวจ สตง. ก็ไปตรวจ และดุลยพินิจเป็นของท่าน ผมจะไม่ไปยุ่งล่ะ ยกเว้นว่าไปแสดงตัวยืนยันคำร้องของผม กฎหมายที่มีอยู่ต้องใช้กับทุกคน"

     สงสัยว่ายื่นร้องไปสารพัดเรื่อง มีคนเอาข้อมูลมาให้หรือ

     "ไม่ อย่างนั้นจะไม่ใช่วิสัย หนึ่งข้อมูลสาธารณะปรากฏทางไหน สื่อ ถ้าสื่อปรากฏ มีเลขที่หนังสือ มีภาคสแกน หรือมีเพื่อนสมาชิกเอามาให้ หรือเราค้นหาในเว็บไซต์ได้"

     หลักๆ คือเน้นดูบัญชีทรัพย์สิน

     "ผมจะเทียบไว้เป็นไฟล์ๆ ในคอมพิวเตอร์ผมจะมีระบบแยกไว้ สมัยก่อนนักการเมืองจะแยกเป็นแฟ้ม เป็น hard copy  แต่เขาเอาไว้พูดคุยต่อรองกัน เฮ้ย! ผมมีข้อมูลนี้ๆ นะ แต่ถ้าเราจับมือกันตั้งรัฐบาล ผมจะเก็บไว้ก่อนยังไม่แฉ นี่คือเท่าที่ทราบว่าผมจะแยกเป็นไฟล์ไว้ รัฐธรรมนูญ 2550 มันมีข้อดีในเรื่องการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน เราเห็นอันนี้คือ data เราก็เก็บและเราก็ดูว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญให้สิทธิอะไรบ้าง เราก็เอาเรื่องพวกนี้มาเข้าไฟล์ ยกตัวอย่างรัฐมนตรีองอาจ พอเรารู้ว่าท่านเป็น ส.ส.กทม. พอเรารู้ว่าท่านเป็นรัฐมนตรี การเปรียบเทียบเกิดแล้ว ต่างเวลา เราก็ดูแล้ว 18 หน้าแรกตอนเป็น ส.ส. กับ 18 หน้าหลังตอนเป็นรัฐมนตรี อะไรแตกต่างกันบ้าง เราก็เก็บ record บังเอิญก็มีหนังสือพิมพ์มาลงว่า เอ๊ะ!ทำไมมีทรัพย์สินเพิ่ม 10 กว่าล้าน  พูดถึงรัฐมนตรี 2 คน คุณองอาจกับคุณไชยยศ เราก็เทียบ เอ๊ะ! หุ้นตัวนี้มาจากไหน มันไม่ปรากฏที่ ป.ป.ช. ผมก็ให้เจ้าหน้าที่ผมเข้าเว็บของกระทรวงพาณิชย์ กรมพัฒนาธุรกิจ บริษัทเพชรประกายมีที่มาที่ไปยังไง พอมาดูรายชื่อผู้ถือหุ้น ตอนแรกมี 2 คน คุณองอาจเข้าไปอีกสองเป็น 4 คน จู่ๆ คุณองอาจเพิ่มเงินเข้าไป 15 ล้าน มันมาจากไหน อย่างนี้เรา
อยากให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ มีวิสัยทัศน์ในเรื่องการตรวจสอบ ไม่ใช่รับมาแล้วติ๊กๆ ตามรายการแล้วใส่แฟ้ม"

     ได้ยินว่าแค่เห็นงาช้างบ้านรัฐมนตรีในรายการทีวี ยังมาเช็กว่าแจ้งในรายการทรัพย์สินหรือเปล่า

     "ใช่ อันนั้นรู้สึกจะเป็นท่านเสนาะ ก็เหมือนกรณีนายกสมัคร นี่เห็นแว่บเดียว วันที่ท่านทำรายการชิมไปบ่นไปที่บ้าน นักข่าวก็ไปล้อมปีนรั้วถ่ายออกมา เราก็เก็บข้อมูล แต่พอท่านมาตอบรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ทำได้ ทำไมผมจะทำไม่ได้ เราก็เช็กเจอข้อมูลและเราเห็นว่ามันไม่ใช่ เราก็ทำหน้าที่ แต่ทุกวันนี้คนยังเข้าใจว่าเรืองไกรทำเพราะมีคนแบ็กดี โอ้โหอยากมีมากเลยเพราะเราจะได้บอกว่าท่านช่วยแบ็กคนอื่นให้ทำอย่างนี้เยอะๆ ไม่อย่างนั้นเราก็ทำคนเดียว ที่ผมเน้นมากตอนนี้คือการตรวจสอบที่เป็นอยู่ กฎหมายเขียนว่าเข้าและออก และหลังจากอีก 1 ปี แต่ตอนเข้าคุณก็ไม่ดูว่าความถูกต้องมายังไง มี 200-300 ล้าน เสียภาษีหรือเปล่า 

      ผมท้ากันทั้งสภาว่าเอามาเปิดเลยย้อนไป 5 ปี เสียภาษีกันถูกต้องหรือเปล่า พอผมพูดเรื่องนี้ในสภา บอกเรืองไกรพูดอะไร ผมบอกเอาใหม่ๆ เอาแค่ปีเดียว ปีที่ผ่านมาไปแสดงที่มาของทรัพย์สินที่ยื่น ป.ป.ช.เอาไหม ก็ไม่เอา แล้วมันจะไปตรวจสอบใคร นี่คือต้นทาง ทีนี้ระหว่างทางผมเป็น ส.ว.มา 3 ปีแล้ว แต่มันเป็นเรื่องเฉพาะกิจในการต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินแต่ก็เป็นเฉพาะราย แต่สิ่งที่กฎหมายควรจะมีคือต้องตามเป็นระยะเวลาทุกๆ ปี ผมรับเงินเดือน ส.ว.ทั้งปีประมาณล้านนิดๆ ก็ยื่นบัญชีทรัพย์สินพร้อมแบบภาษี มีรายได้อื่นไหม ก็ยื่นสิ อย่างนี้คือทุกคนทำเป็นมาตรฐานเดียวกัน การตรวจสอบว่าการเป็นคนดีหรือการไม่โกง ตรวจสอบระหว่างงวดทุกๆ ปี มันไม่มี มันก็เกิดปัญหา"

     "เช่นเดียวกับทุกวันนี้ ถามว่าการที่คนเข้าใจว่าขบวนการทุจริตคอรัปชั่นมีเฉพาะยุคระบอบทักษิณ มันใช่อย่างนั้นหรือเปล่า ก่อนคุณทักษิณมาบ้านเมืองมันเป็นการบริหารโดยนักการเมืองที่ซื่อสัตย์สุจริตมาทั้งนั้นเลยใช่ไหม ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้ง ลากตั้ง ปฏิวัติยึดอำนาจ คนพวกนี้ไม่เคยมีพฤติกรรมร่ำรวยผิดปกติเลยใช่ไหม และหลังจากระบอบทักษิณทุกวันนี้การทุจริตคอรัปชั่น การจัดอันดับในสถาบันเพิร์กเรามีอันดับดีขึ้นใช่ไหม ข้อเท็จจริงไม่ใช่ อันดับตกลงมากกว่าเก่าอีก เมืองไทยไม่มีการจรวจสอบแต่เมืองนอกเขาตรวจสอบเรา เขามองเราอยู่"

     "เราควรจะต้องเซตระบบตรวจสอบให้มันมีระบบตัวตายตัวแทน ผมไม่อยู่ก็มีระบบการตรวจสอบแบบผมยังคงอยู่เพราะอะไรรู้ไหม เพราะความอยากในกิเลสตัณหามันกระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทุกคนพอพูดว่าจะไปดูงาน ถามว่าไปไหนดี ยุโรป อเมริกา แต่ดูงานเป็นแค่ส่วนหนึ่ง ส่วนใหญ่ก็เที่ยว ผมถึงพยายามเสนอแก้รัฐธรรมนูญตรวจได้ทุกปี เสนอให้คนที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินต้องเปิดเผยให้ประชาชนเห็น ให้เขายื่นแล้วคุณไม่เปิดคุณจะให้เขายื่นทำไม เก็บไว้ดูเองเหรอแทนที่คุณจะใช้แนวร่วมของประชาชนคอยตรวจสอบ นั่นคือระบบ เราต้องการระบบ ต่อให้มีอย่างผมอีก 50 คน แต่เครื่องมือในการตรวจสอบไม่มี ก็ไม่มีประโยชน์"

     ต้องยอมรับว่าช่วงแรกๆ สังคมมองว่าเป็นฮีโร่ แต่เมื่อตรวจสอบสารพัดเรื่องกลายเป็นว่าหยุมหยิมไปหรือเปล่า เหมือนอย่างเรื่องชิมไปบ่นไปของอดีตนายกฯ สมัคร จนคนจำนวนไม่น้อยรู้สึกว่านายกฯ ทำกับข้าวออกทีวีผิดตรงไหน

     "นี่คือเรื่องถูกใจกับถูกต้อง เพราะบางครั้งร้องหลังๆ อาจจะเป็นคนที่ถูกร้องและเป็นคนที่ถูกใจเขา เขาก็เลยว่าเรื่องนิดๆ หยุมหยิม ถามว่าเอาตะหลิวผัดกับข้าวมันเรื่องนิดเดียวไหม ถ้ามองมันก็เรื่องนิดเดียว แต่ตอนนั้นทุกคนเป็นแจ็ค ผู้ที่ถูกใจก็บอกดีแล้วเป็นแจ็คผู้ฆ่ายักษ์ ไม่เกี่ยวเลย ผมมองมุมมองต่างจากท่านนายกฯ สมัคร ท่านทำคุณประโยชน์ไว้เยอะแยะ ท่านแพ้คดีผม ท่านไม่สบาย ผมเคยไปยกป้ายด่าว่าเขาเหรอ ผมยังว่าคนที่ทำว่ามันไม่ใช่นิสัยของคนไทย ใช้อารมณ์ใช้กิเลสตัณหาตัดสินคนไม่ได้ ใช้ปัญญาสิ ใช้ปัญญาในการตัดสินเขา และต้องยอมรับข้อแก้ต่างของเขา แยกแยะให้เป็น เหมือนกับตอนนี้สังคมไม่แยกแยะ 

      อย่างที่ผมไปงานเสวนาก็บอกว่าเรืองไกรเสื้อแดง ไม่ใช่ ผมบอกคุณจตุพร คุณณัฐวุฒิ ถ้าท่านทำผิดผมก็ตรวจสอบท่าน วันนี้ผมก็ไม่เคยถอนเรื่องที่เคยร้องเพื่อนพ้องน้องพี่ของท่าน จักรภพขายหุ้นแล้วเอาเงินไปไหน ผมก็ยังปล่อยเรื่องไว้ ป.ป.ช. หรืออย่างสมัยก่อนประชาธิปัตย์เดินมาหาอย่างนั้นอย่างนี้  แต่วันนี้ถ้าท่านทำไม่ถูกผมก็ตรวจท่าน ผมไม่รู้หรอก เหมือนอย่างนายกชวน ท่านไม่ได้เป็นรัฐมนตรีแต่ผมเห็นว่าเอ๊ะ! มันเข้ากรณีผมก็ร้องท่าน กรณีบางท่านมันไม่น่าจะใช้ผมก็ไม่ร้องแม้จะเป็นข่าว รัฐมนตรีไชยยศ แต่กรณีคุณหญิงกัลยาดูหุ้นแล้ว 500 ล้าน เป็นไปได้อย่างไร ชำระเงินค่าหุ้น 80-90 ล้านเป็นเงินสด เราก็ร้องว่าซุกไหมเพราะศาลวินิจฉัยว่าคุณทักษิณซุกหุ้น เอ๊า! กรณีมันไม่ต่างกัน อันนั้นเป็นหมื่นล้าน อันนี้ 400-500 ล้าน แต่ข้อกฎหมายมันมียกเว้นจำนวนเงินเหรอ"

     ยืนยันว่าไม่ใช่เสื้อแดง

     "ไม่ได้ขึ้นเวทีเลย เวทีที่เคยขึ้นคือเวทีพันธมิตรยึดทำเนียบ พา ส.ว.เข้าไป ว่าคุณไปทำเนียบเสียหาย คุณสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล บอกว่าเรืองไกรกบฎ ผมบอกท่านไปฟ้องเราก็ยอมให้ตรวจสอบ ผมร้องท่านสุรยุทธ์หลังจากพ้นตำแหน่งเพราะเขายายเที่ยง ท่านเป็นเสื้อเหลืองเสื้อแดงล่ะไม่เกี่ยว วันที่ผมไปงานเสวนาผมก็บอกความเห็นควรยุบสภา ผมพูดวันนั้นกับคุณทักษิณ วันนั้นโฟนอินผมก็บอกว่าประเด็นนี้ผมไม่เห็นด้วย ทฤษฎีวัวกินหญ้าของ คตส. ก็เป็นความเห็นของผม ผมพูดก่อนศาลตัดสินและผมก็ยังบอกว่ากรณีลูกท่านซื้อหุ้นราคาถูกประเด็นนี้ต้องเสียภาษี ผมยังเห็นแย้งกับท่านนะแต่ตรงนี้ไม่เป็นข่าวไง คนเลยไปเบี่ยงประเด็นมาตีว่าเรืองไกรเป็นหางแดงและก็เอาประเด็นนี้มาต่อว่าเรืองไกรรับเงิน ไปฮ่องกง ไปมาเก๊า ก็ไปรับเงิน พอเห็นเงินบัญชีบอกว่าจะเอาเงินไปฝากจากไทยธนาคารไปไว้แบงก์กรุงเทพ บอกภรรยาว่าตามให้หน่อยว่า ถ้ามีหุ้นกู้มีพันธบัตรออกมา ผมรับปากผู้จัดการแบงก์กรุงเทพสาขานั้นแล้วว่าผมจะช่วยเขาทางนี้ เขามีโควตาการขายซึ่งเราถือว่าเป็นเรื่องสุจริตของเรา  เราไม่ได้เล่นหุ้น เพียงแต่จะปล่อยเงินที่ deal มาอยู่ออมทรัพย์ ดอกเบี้ย 3 สลึงหรือ 1 บาท เราก็พยายามหา คนไม่รู้เรื่องก็ไปตี"

     เขาอธิบายกรณีเงินเข้าบัญชีแบงก์กรุงเทพ 25 ล้านในคอลัมน์ของปานเทพ พัวพงษ์พันธ์

     "เช็คเราเข้าบัญชีเรามันเป็นเรื่องได้ยังไง ผมเอาหลักฐานส่ง ป.ป.ช. ป.ป.ช. ก็ไปสอบแบงก์เรียกสลิปเงินฝากได้ ฝากจากเช็คแบงก์หนึ่งตัดเข้าออมทรัพย์ มันก็ต้องเสียค่า transfer 15 บาท และเงินก้อนนี้มาจากเงินฝาก 40 ล้านที่มัน deal ผมถึงบอกอยากรู้ไหม 40 ล้านมาจากไหน ก็เอาแบบภาษีมาตรวจสิคุณจะตรวจภาษีผมตั้งแต่ปี 2526 เลยก็ได้ ครั้งแรกที่ผมมีเงินเดือนจาก สตง. นี่คนฝากก็เป็นภรรยาผมเป็นคนนำเช็คไป pay in วันนั้นผมจำแม่นเลยภรรยาผมโทรมาบอกว่าผู้จัดการกับผู้ช่วยซึ่งบังเอิญชื่อคุณแดง ผู้จัดการบอกว่าคุณแดงอยากเจอคุณเรืองไกรนานแล้ว ผมบอกโอเคผม deal แล้วนะจะโยกมาให้ 30 ล้าน ผมก็เลยเอาเช็คฝากเข้าไป 25 ล้าน ก็ทิ้งไว้แบงก์เดิม 15 ล้าน หลักฐานส่งให้ ป.ป.ช.หมด และเรื่องนี้ก็มาตรวจสอบผมไม่ถูก เพราะว่าคุณได้ข้อมูลมาโดยไม่ชอบ ไม่ใช่ข้อมูลที่ผมยื่นซึ่งผมเรียกร้องให้ยื่นทุก 1 ปี แต่โอเคเมื่อสังคมอยากตรวจสอบถือเป็นกรณีศึกษาผมก็ส่งหลักฐานให้ ทำให้เลย"

     คงเพราะมีโจทก์เยอะ

     "คือเนื่องจากเราตรวจสอบคนอื่นมาเยอะ เวลามันเกิดอะไรสังคมเขาจะคอยดูว่า เฮ้ย! ไอ้นี่มันของแท้ไหม เป็นพวกจอมปลอมหรือเปล่า มันมีหางซ่อนไว้เป็นสีแดงหรือไม่ เราก็เข้าใจกระแสความรู้สึก"

     ทั้งเหลือง-แดง หรือสีอื่นก็คงไม่มีใครไว้ใจดึงมาเป็นพวกเหมือนกัน

     "ดีแล้วเพราะว่าผมก็ไม่ไว้ใจเขาจนกว่าผมจะได้ตรวจสอบเขา ผมก็พูดในสภาหลายที วันไหนเรืองไกรพลาด พูดแบบภาษาสมัยสุโขทัยก็ 700 คน พันกว่าตีนกระทืบผมแน่ จริงๆ เพราะเขารู้ว่าเรืองไกรขนาดจับไม้จับมือ ผมตอบยังไงรู้ไหม เขาบอกรู้จักกันนะทีหลังอย่าตรวจ ผมบอกท่านอย่าทำผิด นาทีนั้นก็ยอมรับแต่ใจเขาคิดอะไรก็ไม่รู้ ฉะนั้นเราก็บอกว่าถ้าท่านทำผิดผมก็ต้องตรวจสอบท่าน ไม่มีเหตุแห่งการยกเว้น ส่วนคนลงโทษท่านเขาจะใช้ดุลยพินิจแค่ไหนยังไงผมไม่รู้"

 

                         เข้าใจแต่ไม่เข้าร่วม                        
     ถึงจะมีเหยื่อหลุดจากเก้าอี้สำคัญๆ ไปนับสิบคน แต่เอาเข้าจริงก็เหมือนจะไม่มีใครเจ็บแค้นอาฆาตจอมแฉคนนี้ ตรงกันข้ามผู้ถูกร้องบางคนยังพูดคุยกันดีด้วยซ้ำ

     "เพราะผมไม่เคยไปตบทรัพย์ไปกลั่นแกล้งเขา หรือเขามาขอผมก็พูดกับเขาดีๆ ไม่ได้มีปัญหาอะไร บางท่านก็เดินมาขอ บอกเรืองไกรพรรคพวกกันอย่างนั้นผมก็เสียคนสิ คนต้นเรื่องแต่ไปลูบหน้าปะจมูก ผมจะเป็นเสียเอง แต่ถ้าไม่มีเหตุไม่มีกรณีผมก็ไม่ยุ่ง เวลาผมร้องเวลาให้ถ้อยคำไม่ใช่สนุกนะ ผมต้องไปลงชื่อถ้าเท็จนี่ผมติดคุกนะครับ บางคนบอกเห็นผมทำอย่างนี้อยากดัง สนุกเหรอ ไม่ใช่ ผมเสียเวลาเสียเงิน กลางค่ำกลางคืนผมต้องมาหาข้อมูล แต่ผมอยากบอกว่าอย่าหวังกับผมคนเดียว ถ้าเห็นโมเดลนี้ชอบ ช่วยกันทำ ที่ถามว่ามีผู้ใหญ่หนุนไหม อยากมี เพื่อที่ผู้ใหญ่จะได้เอาบารมีไปชวนคนมาทำอย่างนี้ ถ้าเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีผมอยากให้มาช่วยทำกับผม แต่หลายคนบอกคุณเรืองไกรไปทำเถอะ ไม่กล้า เอ้า! อย่างนี้มันก็แย่สิ บางคนบอกสนับสนุนเต็มที่คุณเรืองไกร แต่พอขอชื่อ ไม่ดีกว่า อย่างนี้เหรอครับคำสัตย์ปฏิญาณที่แถลงไว้ตอนรับตำแหน่ง พูดไปลืมหมดแล้ว จะปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัติของกฎหมาย พอพูดอย่างนี้บอกผมมีเอกสิทธิ์ เอกสิทธิ์ท่านต้องไม่เลือกปฏิบัติ ความเป็นอิสระมันต้องกึ่งกลาง เขาให้ท่านมาทำหน้าที่เป็นตัวแทนปวงชนชาวไทย ไม่ว่าท่านจะสรรหา เลือกตั้ง แบ่งเขตปาร์ตี้ลิสต์ ท่านแค่พูดๆ ไปต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ แต่ถึงเวลา ลืมหมดแล้ว อย่างนั้นเหรอ"

     เจ้าตัวเองยังบอกว่าถูกมองเป็นแกะดำในหมู่เพื่อน ส.ว.

     "ตอนนี้หลายคนเข้าใจมากขึ้น เข้าใจในตัวผมมากขึ้น แต่เข้าร่วมกับผมยังไม่มากเท่าไหร่ มีบ้างหลายคนเขาก็อาจจะมีความคิดที่มันคงต้องใช้ความรู้สึก หรือจะเรียกว่าความบ้ามากขึ้นมากอีกหน่อย บางคนอาจจะมองว่าไอ้นี่มันบ้า มันเป็นแกะดำอะไรอย่างนี้หรือเปล่าก็ไม่รู้ และหลายคนก็บอกว่าทำเพื่ออยากจะขายสำนวนอะไรอย่างนี้หรือเปล่า มีหลายครั้งที่คนมาขอเรืองไกร ขออย่างนั้นอย่างนี้ได้ไหม ผมบอกไม่ได้ ท่านคุยกับผมไม่ได้หมายความว่าผมไม่ตรวจท่าน บางคนเดินมาคุณเรืองไกรเรารู้จักกันนะ มีอะไรผมบอก ถ้าท่านถามนะอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าท่านไม่ถามแล้วท่านทำไปผมถามว่าท่านกับผมต่างกันตรงไหน แล้วพี่น้องประชาชนขับรถฝ่าไฟแดง ตำรวจจับมันต่างกันตรงไหน"

     แสดงว่ามีหลายคนเข้ามาทักทายเพื่อหวังไม่ให้ตรวจสอบ

     "อย่างนั้นเลย ผมตรวจสอบคนนี่ไม่ใช่ว่าผมไปเกลียดชังเขา หรือไม่ตรวจเพราะว่าเป็นเพื่อนเขารักเขา ไม่ใช่ ก็ตัวผมผมยังตรวจตัวเองได้เลย แต่ถ้าท่านถามว่าผมจะทำอย่างนี้ สมาชิกหลายคนเดินมาถาม เขาจะตั้งผมเป็นกรรมการเป็นอะไรไหม เป็นส่วนราชการหรือเปล่า ไม่ได้นะขัดรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าทำไปแล้ว เหมือนตอนซื้อปืนเห็นมันลดราคาซื้อกันใหญ่ ผมเห็นเข้ากรณีผมก็ร้อง ทุกคนมาโหเรืองไกรร้องเหรอ เดือดร้อนกันเป็นร้อยคนเหรอ ผมบอกอ้าว! ผมก็ไม่เห็นอยากจะซื้อเลยปืนเอาไปทำไม ก็ไหนบอกเราเป็นคนดีซื่อสัตย์สุจริต กลัวอะไร บางคนมีอยู่ 5 กระบอกไม่พออยากมีอีก แต่พอร้องแล้ว กกต.บอกว่าไม่ใช่ก็จบ กกต.ก็ว่าไปสิ ท่านมีอำนาจมากกว่า

     "แม้กระทั่งคุณหญิงบางครั้งก็อาจจะบอกว่าเรืองไกรตรวจประชาธิปัตย์อะไร เขายังไม่ได้ทำงานอะไรอย่างนั้นอย่างนี้ ผมก็บอกว่าผมทำหน้าที่ของผมปกติ ผมอยู่ตรงนี้ผมก็ต้องมีอิสระในการเป็นสมาชิกวุฒิสภา ใครจะมาบอกยังไงก็แล้วแต่ นั่นคือช่วงตั้งแต่คุณอภิสิทธิ์ขึ้นมาใหม่ๆ ท่านก็ถามว่าเรืองไกรไม่คิดว่าควรจะให้ทำงานก่อนเหรออะไรอย่างนี้ ผมบอกมันคนละกรณีกัน ก็สมัยก่อนนายกสมชายกับนายกสมัครไม่เห็นใครบอกผมอย่างนี้นี่ คุณสมัครเป็นแป๊บเดียว นายกสมชายถ้าไม่ยุบพรรคก็ไปนะ ผมเชื่อว่านายกสมชายหลุด หลุดเพราะผม แต่นี่เพราะเหตุของการยุบพรรคมีมาก่อน"

     "มันเป็นเรื่องแปลกมากนะ  พรรคที่คนกล่าวหาเขาว่าเป็นกลุ่มการเมืองทักษิณคอนเน็กชั่น กลับมีจิตใจเป็นนักเลงมากกว่า คำว่านักเลงคือเขาแฟร์ ไม่ค่อยมีใครมาบอกผมอย่างนั้นอย่างนี้ ขณะเดียวกันรัฐบาลปัจจุบัน บางคนกลับมาพูดโน่นนี่ เรืองไกรเป็นพวกกันทำไมมาทำอย่างนี้ ผมบอกก็กรณีมันถูกไหมล่ะ ผมถามว่ากรณีที่นายกสั่งให้ไปตรวจงบกระทรวงสาธารณสุข มีที่ไหนเอาเงินโรงพยาบาล 4 โรงพยาบาลไปซื้อรถคันหนึ่ง เงิน 2-3 ล้านซื้อรถตู้โฟล์ค และทางรายงานบอกว่าเอามาให้รัฐมนตรีขณะนั้นใช้ ผมบอกว่าเป็นเจตนาที่อาจจะไม่ค่อยชอบ ผมอ่านรายงานแล้วผมคิดอะไรรู้ไหม เอ๊ะ! โรงพยาบาล 4 จังหวัด มาลงบัญชีรถคันเดียวได้ยังไง หมายความมันแยกกันโรงพยาบาลละล้อเหรอ สมุดทะเบียนรถมันมีอันเดียว ผมบอกให้เพื่อนสมาชิกวุฒิสมาชิกไปตรวจดูสิว่าลงบัญชีได้ยังไงนี่คือมุมมองผม รายงานออกมาอย่างนี้ผมก็ต้องตรวจ เขาบอกอันนี้เป็นเงินสำรอง ใช่ แต่วิธีบันทึกบัญชีอย่างนี้มันไปไม่ได้"

     "นี่คือส่วนตัวที่ผมสัมผัสมาอย่างนั้น แม้กระทั่งบางเรื่องที่ถูกตรวจสอบเขาก็บอกว่า เพราะเหตุผมไปตรวจมันเลยมีแรงกดดันลงมาว่าคุณเรืองไกรนี่แรงเกินไป มันแปลว่าวันหนึ่งคุณสนับสนุนสนุนเพราะว่าเขาตรวจคนที่คุณไม่ชอบ วันหนึ่งพอมาตรวจคนที่คุณคาดหวังจะให้เขาบริหารคุณก็บอกว่าไม่ได้นะต้องสั่งสอนเรืองไกร อันนี้ที่ได้ยินมานะ ผมบอกไม่เป็นไร ถ้าสรรหาผมไม่ชอบอีก 73 คนก็เดือนร้อนเหมือนกัน คนวินิจฉัยข้อกฎหมาย กรรมการสรรหาจะอยู่เป็นสุขเหรอ ผมเชิญเป็นพยานหมดนี่ สุดท้ายศาลยก อันนี้คือเสียงที่ได้ยินมากระทั่งมีถึงขนาดว่าออกไปเถอะเดี๋ยวค่อยสรรหามาใหม่  ถ้าผมผิดนะไม่ต้องมีใครมาบอกผม ผมสตาร์ทรถกลับบ้านเลย"



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์