Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

ก้าวข้ามความพ่ายแพ้ ชลวิทย์ เจียรจิตต์


 สถาบันไม่ได้ทำงาน ศาลไม่ทำงาน ศาลต้องรับผิดชอบแนวคิดกับสังคมให้มากกว่านี้ ศาลต้องรับผิดชอบความรู้สึกของคนให้มากกว่านี้ ฝ่ายนิติบัญญัติก็ควรจะต้องขับเคลื่อนมากกว่านี้ ไม่ใช่ take side ตลอดเวลา ประชุมสภาก็ทะเลาะกัน รัฐบาลเองก็ต้องบอกว่าอายุของเราเหลือเท่านี้ เราทำงานเต็มที่เป็นไปได้ไหมว่าสามส่วนนี้ต้องออกมาพูดคุยกันในอาทิตย์หน้า หาทางออกให้กับประเทศชาติ เพื่อให้คนเห็นและมีความหวังว่าผู้ใหญ่ของบ้านเมืองเรายังมีอยู่ ในสังคมยังมีผู้ใหญ่อยู่ มีรัฐบาลอยู่ นี่คือ step แรก step ต่อไปคือแผนปรองดอง เมืองไทยมันต้องมองไปข้างหน้าเมื่อเกิดเหตุการณ์อย่างนี้

     ความฮึกเหิม ความเศร้า ความเคียดแค้น ความชิงชัง เขามีเต็มหัวใจ รัฐบาลยังไม่ได้เยียวยาสิ่งเหล่านี้ รัฐบาลรู้สึกว่าชนะ ไม่ชนะ นี่คือความชนะบนความพ่ายแพ้ของประเทศไทยอย่างแท้จริง ห้ามพูดถึงความชนะ...หลายคนที่เขากลับไปด้วยความชอกช้ำ เขาร้องไห้ เขาพ่ายแพ้ เขาหมดหวัง เขาสิ้นหวัง เขาถูกเหยียดหยามจากหลายคนในหมู่บ้านเขา ชุมชนเขาที่อยู่ฝ่ายตรงข้าม เป็นไงล่ะ รัฐบาลเองก็ต้องทำด้วยหลักการที่ไม่ไปยัดเยียดความรู้สึกว่าเขาพ่ายแพ้อีก วิธีการที่จะทำได้ขณะนี้ หนึ่งต้องตั้งยุทธศาสตร์เยียวยา ด้านเศรษฐกิจก็ว่ากันไป ด้านความมั่นคงก็ว่ากันไป

     ไม่เคยมีผู้ชนะในสงคราม ทุกคนต่างพ่ายแพ้ ประเทศชาติแพ้ ประชาชนแพ้ เหลือเพียงซากปรักหักพังกองอยู่ตรงหน้า ไม่มีใครสักคนรอดพ้นจากบาดแผลของสงครามหนนี้...ไม่แปลกหากจะคร่ำครวญหม่นเศร้า ทว่าอย่าปล่อยให้เป็นประวัติศาสตร์ที่เราไม่เคยเรียนรู้เหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา

     นาทีนี้ประเทศไทยต้องนับหนึ่งมองไปข้างหน้า แต่อย่าให้ความรุนแรงที่เพิ่งเกิดขึ้นเบาหวิวจนไร้ผู้รับผิดชอบ ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ รองคณบดี คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาศรีนครินทรวิโรฒ เรียกร้องทุกภาคส่วนต้องยื่นมือแห่งสันติภาพออกมา มิใช่เวลาของการผลักใสกันและกัน

เยียวยาความรู้สึก

     "ถ้าให้เขาลงดินนี่อันตรายที่สุด แต่ถ้าทำให้เขาอยู่ และยังเจรจาได้ ผมว่าเสียดายที่สุดตรงที่มันพลาดที่เจรจาไม่สำเร็จ แต่มันต้องก้าวไปข้างหน้า ถ้าวันนี้มามัวแต่หาเหตุ มัวแต่ต่อว่ากัน เอาให้จมธรณีไปเลย ไม่ว่าจะเป็นอายัดเงิน จะใช้ข้อกล่าวหาผู้ก่อการร้ายก็ว่าไปนะ คือกลุ่มนี้แน่นอนที่สุดว่าเขาไม่สนใจอะไรแล้ว ไม่สนใจนิติรัฐของบ้านเมืองแล้ว ซึ่งต้องอย่าให้เขาหลบใต้ดิน ที่อย่าลืมคือต้องเยียวยาให้ได้ใจ อย่าลืมว่าวันนี้เขากลับไปด้วยความคั่งแค้นนะ เป็นความรู้สึกคั่งแค้นมากนะคนที่กลับไป และอย่าลืมว่ามันไม่ใช่เป็นแค่ม็อบ 3-4 พันคน มันมีเบื้องหลังอีกมากมายคนที่เอาใจช่วย ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. คนที่ไม่ได้มา คนที่มาแล้วกลับไป อย่าเพียงแค่บอกว่ามันจบแล้ว มันจะไม่จบเลยถ้าหากว่ารัฐบาลกำลังใช้วิธีการเอาอาวุธออกมา เอาอะไรต่ออะไรออกมา โอเคว่ากันไปตามความถูกต้องนะ แต่คนตายเกือบร้อยคน ตรงนั้นรัฐบาลคงจะต้องหามาตรการเยียวยา หรือว่าให้ได้ใจคนเหล่านั้นรู้สึกว่ารับผิดชอบนะ รัฐบาลของผืนแผ่นดินไทยนะ รัฐบาลไม่ใช่พรรคประชาธิปัตย์นะ"

     ต้องเป็นนายกฯ ของประชาชนทุกคน

     "นายกฯ ตอนนี้ต้องมีวุฒิภาวะพอที่จะมองในมุมมองว่าเราต้องรับผิดชอบร่วมกัน ตอนนี้นายกฯ ก็เริ่มออกมาแถลงในลักษณะผ่อนคลาย คือผมมองว่านายกฯ ควรจะออกมาตั้งแต่วันแรก ไม่ควรนิ่ง พวกเรานักสันติวิธีนี่ปากแทบฉีกนะที่บอกว่าทุกครั้งนะเจรจาๆ ต้องเจรจากัน ความรุนแรง การเผชิญหน้าไม่มีทางแก้ปัญหา แต่ก็ไม่เชื่อ อย่างที่บอกว่าสำนักสันติวิธีหลายที่ตอนนี้ก็ล้มเหลว ในแง่ของการ  convince นายกฯ convince เสื้อแดงไม่ได้ นี่คือจุดที่มันไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น มันเกือบจะได้ๆ แต่มันไม่ได้ เพราะอัตตาของคน ผมก็รู้ว่าพวกเสื้อแดงเขาก็มีหัวหลายหัว แต่เราต้องรู้ว่าคนเหล่านี้เขาร้อน เขาถอยไม่ได้ เสื้อแดงเขาก็มีต้นทุนของเขาอยู่ เขาลงไม่ได้ เขาขี่หลังเสือ เขาลงเขาเจออย่างนี้ไง วันนั้นผมยังมองว่าเขาน่าจะเหลือผู้นำมวลชนไว้สักคนสองคนเพื่อกำราบ แต่คนบางคนก็อาจจะมองว่าเป็นแผนของเขา ทำให้วายป่วง แล้วตอนนี้มันก็ตีกลับมาที่รัฐบาล  เพราะเขาพ่ายแพ้ เขาหมดรูป รัฐบาลจะบูรณะอย่างไรที่เป็นการนับหนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า นะ ฝ่ายนักธุรกิจเขาก็มองว่างานนี้อย่างน้อยต้อง 2-3 ปี เพราะว่ามาตรการ 5 ระดับที่ห้ามเข้าประเทศไทยมีกว่า 20 ประเทศแล้ว รวมยุโรปด้วย ภาพของการเผาโน่นเผานี่ต่างๆ นั่นคือประมาณ 2-3 เปอร์เซ็นต์ของกรุงเทพมหานคร แต่เขาไม่รู้หรอก ก็เหมือนเราเห็นอัฟกานิสถาน เราเห็นปากีสถาน คล้ายกันมันเกิดเป็นหย่อมๆ แต่ความรู้สึกมันไม่ใช่ รัฐบาลต้องประเมินสิ่งเหล่านี้ รัฐบาลต้องประเมินให้มาก อย่าเพียงแค่ว่าวันนี้โอเคแล้ว ชนะแล้ว ปราบเรียบร้อยแล้ว แต่ต้องย้อนกลับไปว่าตอนที่วุฒิภาวะในการเจรจาจนเกือบจะได้ ทำไมเราไม่ผ่อนหนักผ่อนเบา ไม่ยอมผ่อนปรน ใช้หลักของ risk management การจัดการความเสี่ยง ส.ส.ประชาธิปัตย์บอกว่ารู้แล้วว่ามีแผนในการวินาศกรรม ทำไม่เอารถดับเพลิงรอไว้ เมื่อรู้ว่าเขามีแผนเราก็ต้องเตรียมแผน ปล่อยให้ไหม้ 7-8 ชั่วโมงนี่ถือว่าเป็นการจัดการความเสี่ยงที่ล้มเหลวมาก มันต้องเตรียมมาตรการในการจัดการ เราต้องเริ่มต้นมีมาตรการใหม่แล้ว รัฐบาลถ้าเป็นไปได้จะต้องตั้งยุทธศาสตร์"

     "ยุทธศาสตร์ที่หนึ่งก็คือกลุ่มปรองดอง กลุ่มนี้ต้องไม่ใช่กลุ่มที่ประเภทพูดออกมาแล้วมีแต่จะสุมไฟ แม้แต่คุณชวนก็ยังไม่ได้ด้วยนะ ต้องเป็นคนที่มีมาตรฐานเก่าๆ ของพรรคประชาธิปัตย์ ดึงเอาคนเหล่านั้นออกมา คุณพิชัย รัตตกุล พรรคเพื่อไทยก็ดึงเอาคนเก่าๆ ที่ภาพพอจะเป็นไปได้ เป็นผู้ใหญ่ของทั้ง 3-4/ ฝ่าย หรือแม้แต่เสื้อเหลืองก็ต้องดึงออกมา จะมานั่งอยู่ ASTV แล้วคอยหักฮาร์ดคอร์ก็ไม่ได้แล้วละ 4-5 ฝ่ายต้องมีมติร่วมกันแล้ว ผมว่าโรดแม็พของนายกรัฐมนตรีดีนะ และเป็นโรดแม็พที่ทางโน้นก็พอรับได้แล้ว แต่มันก็เพียงแค่ฟันเฟืองและก็เริ่มไขว้เขว เริ่มรู้สึกว่ากลุ่มเสื้อเหลือง เสื้อหลากสี แรงนะ เราต้องเกรงใจเขา คือท่านนายกรัฐมนตรีเป็น leadership มีความเป็นภาวะผู้นำต้องตบโต๊ะและก็ยอมได้ แต่ก็ยอมรับว่าเสื้อแดงเองก็มีประเด็นบางประเด็นที่ไม่พร้อมจะลงได้ คือถ้ามองย้อนกลับแบบนี้มันมองแบบเอาปัญหาไปใส่ปัญหา เราจะไม่ทำแล้ว แต่จะบอกว่านี่คือการประเมินความเสี่ยงของประเทศไทย และการสูญเสียครั้งนี้เป็นการสูญเสียที่ถือว่าประเมินค่ามิได้ ภาวะทางอารมณ์ของคนมันซึมเศร้านะ และยังไม่นับว่าต่อไปลูกหลานเราที่เห็นภาพเหล่านี้เขาจะรู้สึกอย่างไร ว่าทำไมผู้ใหญ่ทำได้ขนาดนี้ และที่แย่ที่สุดความร้าวลึกของคนในสังคม หลายคนก็เคยพูดถึงภาพยนตร์เรื่อง Hotel Rwanda คือมันต้องเปิดฉายให้คนไทยได้ดูกันแล้วตอนนี้ ทีวีช่องไหนจะฉายให้ดูเลยเรื่องราวมันสะท้อนว่าชนชาติเดียวกัน วันหนึ่งก็ออกรายการวิทยุยุให้คนมาฆ่ากัน และก็ฆ่ากันตายเกือบแสนคนเพียงชั่วเวลา 3-4 เดือน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก และมันจะเกิดขึ้นถ้า ณ ขณะนี้ปล่อยให้เป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน และพยายามเอาคนที่เขาแพ้ ถีบเขาส่ง ไล่เขาบอกเขายิงกันเอง บอกเขามีสไนเปอร์ โอเคมันก็แน่นอนมันชุลมุน ก็มีกรณีทหารถูกสไนเปอร์ แต่ต้องไม่ลืมว่าฐานคิดเหล่านี้รัฐบาลเองก็ต้องยอมรับสภาพจริงๆ ว่าเราก็อาจจะมีการเดินเกมผิดพลาดเอาทหารมาจนกระทั่งเขาต้องต่อต้าน และต้องยอมรับว่าการยิงเสธ.แดงในวันนั้นเป็นการจุดความรู้สึกเลวร้ายแล้ว"

     ไม่ว่าฝ่ายไหนยิง

     "เขาบอกยิงกันเองหรือเปล่า อีกฝ่ายก็บอกว่าทหารยิงเพื่อจัดการแม่ทัพก่อน อะไรก็ตามที นั่นแหละเป็นจุดที่คนเริ่มรู้สึกถึงความรุนแรง เสื้อแดงไม่ใช่มีแค่นั้น มันมีขบวนการโยงใยอีกเยอะแยะ ผมเพิ่งกลับมาจากพิษณุโลก ผมก็เห็นมีหลายที่ที่มันปะทุขึ้นมา พูดด้วยความอัดอั้นตันใจ และสองมาตรฐานมันก็มีจริงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เมื่อรัฐบาลประเมินม็อบที่เขาเรียกร้องต่ำไป และประเมินความรู้สึกของคนในประเทศ ต้องนึกถึงวันที่เขาพาเหรดทั่วกรุงเทพฯ ต้องนึกถึงวันที่เขาเข้ามาแล้วมาอยู่ในจุดที่คุมกันได้ และมันยาวมาถึงขนาดนี้เป็นเพราะอะไร เป็นเพราะว่าเราไม่รู้สึกเลยนะว่าการตายของคนวันที่ 10 เม.ย. และการตายของคนเมื่อ 2-3 วันนี้มันเป็นเรื่องที่มีผลกระทบทางจิตใจ อย่างหนึ่งที่ผมตั้งข้อสังเกตที่สำคัญที่สุดคือการตายของคนเกือบร้อยคน เจ็บอีกหลายพันคนมันไม่ impact ต่อระบบการเมืองบ้านเราเลยนะ อันนี้คือเรื่องที่น่ากลัวที่สุดนะ การตายของคนเกือบร้อยคน ไม่มีผล impact ต่อนักการเมืองเลย ไม่ใช่ เพียงแค่การมาบอกว่าเราสงบแล้วนี่คือคอมมิวนิสต์ มันไม่ใช่ นี่ตาสีตาสาตามีตามามาเรียกร้อง เอาความรู้สึกว่าเขาถูก convince มาจากผู้นำ แต่เขารู้ว่ามันมีสองมาตรฐานเกิดขึ้นในสังคมไทย รัฐบาลต้องแก้เรื่องนี้ให้ได้ รัฐบาลต้องมีแผนปรองดองชัดเจน ทั้ง 5 ข้อที่นายกรัฐมนตรีว่ามาผมเห็นด้วย และรัฐบาลไม่ควรจะลืมเรื่องการยุบสภา แต่ขณะนี้ก็เริ่มมีบางเสียงไม่เอาด้วยแล้ว ไม่ต้องยุบ ผมคิดว่าถ้าไม่รีบหาทางปรองดอง ไม่รีบจัดการในการเลือกตั้ง ไม่รีบจัดกระบวนการที่จะแก้ปัญหากลุ่มคนที่อยู่ใต้ดิน จุดเสื่อมของรัฐบาลและก็สงครามประชาชนมันจะเกิดขึ้นอีก ผมไม่เชื่อว่าครั้งนี้มันจะเป็นครั้งสุดท้าย และถ้าเป็นสถานการณ์อย่างนี้ผมคิดว่าความน่ากลัวจะคล้ายสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เราอยู่กันไม่ได้แล้ว"

     แต่การลงใต้ดินก็ใช่ว่าจะง่าย ชาวบ้านไม่ได้มีขบวนการจัดการที่เข้มแข็งแบบ พคท.

     "เราต้องดูว่าขณะนี้มันไม่ได้อยู่เพียงแค่งบประมาณ เทคโนโลยีเวลานี้ทุกคนมีมือถือ ตอนนี้วิทยุมวลชนอาจจะถูกตัดตอน แต่ม็อบทุกคนจะใช้มือถือและกระจายข่าวเป็นกลุ่มๆ เมสเสจที่เขาได้จากเสื้อแดงคนละประเด็นกับที่เราได้เห็น สองความฮึกเหิม ความเศร้า ความเคียดแค้น ความชิงชัง เขามีเต็มหัวใจ รัฐบาลยังไม่ได้เยียวยาสิ่งเหล่านี้ รัฐบาลรู้สึกว่าชนะ ไม่ชนะ นี่คือความชนะบนความพ่ายแพ้ของประเทศไทยอย่างแท้จริง ห้ามพูดถึงความชนะ รัฐบาลต้องออกมาว่าเราได้ใช้มาตรการทางกฎหมายดำเนินการกับผู้ที่ทำผิดกฎหมายอะไรก็ว่าไป ถ้า ศอฉ.ยังบอกว่าเขาคือผู้ก่อการร้ายอยู่ แรงปะทุเขาจะมีขึ้นมาก ต้องหาทางเยียวยาให้กับเขา คนที่ตาย คนที่บาดเจ็บอยู่ ผมเชื่อมั่นว่าคนที่ลงใต้ดินมันจะไม่ง่ายหรอกถ้าจะไม่มีหัว แต่ผมมีความเชื่อลึกๆ อยู่อย่างหนึ่งว่าถ้าสถานการณ์ยังเป็นอย่างนี้ ยังกล่าวหากันอยู่เรื่อยๆ ผมยังมีความเชื่อว่าเขาก่อม็อบกันแน่นอน ทำไมกลุ่มคนบางกลุ่มไปเผาจวนผู้ว่าฯ โดยที่ปราศจากผู้รักษากฎหมายดูแล นั่นแสดงว่ามันก็มีกลุ่มเสื้อแดงที่ไม่ใช่เพียงแค่ชาวบ้านแล้ว ลามไปถึงข้าราชการและก็นักธุรกิจ ผู้ดูแลรักษากฎหมาย เผาจวนผู้ว่าฯ ด้วยคนร้อยสองร้อยคนจึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มันต้องมีคนรู้เห็นเป็นใจ ที่ผมใช้คำว่าใต้ดินคือการที่เข้าไปควบคุมไม่ได้ อย่าลืมว่าม็อบที่เคยเกิดขึ้นในเมืองไทยสมัยก่อน ยกเว้นม็อบภาคใต้ที่เราไม่สามารถหาคนเจรจาได้ ครั้งหนึ่งมีนายทหารท่านหนึ่งทำท่าจะไปขอเจรจา ซึ่งมันหาหัวไม่ได้ แต่ตอนนี้เสื้อแดงเราจับแกนนำเขาได้ ส่วนมวลชนต้องอย่ามองเอาคนเหล่านี้เป็นผู้ก่อการร้าย เขาอาจจะทำผิดกฎหมาย แต่เขามาเรียกร้องนะ ปิดถนนผิดกฎหมายก็ว่ากัน แต่ยังต้องคุยกันได้ และผมว่ายังต้องใช้แกนนำพวกนี้ในการปรามไม่ให้มวลชนเขาลงใต้ดิน ศัตรูถ้าเปิดหน้าสู้กันมันดีกว่าศัตรูที่ไม่รู้อยู่ตรงไหนและปิดหน้าซุ่มทำร้าย ผู้นำต้องคิดถึงเรื่องนี้ให้มากที่สุด"

    ถึงวันนี้แกนนำยังคุมมวลชนได้

    "ผมมีความเชื่อว่าแกนนำยังเป็นที่ศรัทธาของกลุ่มฮาร์ดคอร์ ต้องเลือกใช้แกนนำให้ถูก ตอนนี้คุณวีระก็อาจจะเพลี่ยงพล้ำในการที่ถอยออกไป จตุพรอาจจะฮาร์ดคอร์เกินไป ณัฐวุฒิน่าจะมีลูกล่อลูกชนในการพูดคุยได้ ก็น่าจะใช้เขาให้เป็นประโยชน์ อย่าเอาข้อหาอะไรไปใส่เขามากเกินไป เช่นคำพูดที่เขาพูดไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้  และต้องฟังให้ยาวๆ ไม่ใช่ตัดเอามาบางตอน คำว่ายึดอำนาจอาจจะหมายถึงการปฏิวัติหรือเปล่า นั่นแหละครับผมถึงบอกว่าถ้า ศอฉ.เอาเกณฑ์อย่างนี้มันจะจบยาก สิ่งที่ ศอฉ.ควรทำให้เสร็จคือแถลงบูรณะประเทศ หาผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาช่วย จะเป็นรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ฝ่ายความมั่นคง หรือว่าการจะจัดการกับกลุ่มที่ก่อการจลาจลขณะนี้ด้วยอารมณ์หรือด้วยอะไรก็ตามที มีมาตรการอย่างไร สิ่งเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องดำเนินการ ไม่ใช่เพียงแค่ว่า 6 ศพนี่อาวุธน่าจะมาทางนี้ กล่าวหาไปกล่าวหาม เพื่อสร้างความชอบธรรมว่าทหารไม่ได้ฆ่าประชาชน นั่นคือสิ่งที่รัฐบาลกำลังเพลี่ยงพล้ำ คนที่เขาอยู่ในม็อบหรือแม้แต่คนข้างนอกที่เขาอยู่ฝ่ายเสื้อแดงเขาเชื่ออยู่แล้วว่าอะไรเป็นอะไร เสื้อเหลืองเขาก็เชื่อว่ามันทำกันเอง คนเสื้อแดงก็เชื่อว่าทหารยิง ไม่มีทางหรอกที่เราจะโน้มน้าวใจคนที่เขาบิวต์กันมานาน และเขาเห็นมานาน ทฤษฎีอันหนึ่งที่เขาเรียกว่า chaos theory ทฤษฎีผีเสื้อกระพือปีก เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว อย่าลืมว่าความคิดของคน ความคิดเพียงหนึ่งเดียวก็ต้องฟัง ผีเสื้อกระพือปีกที่เมืองไทยอาจจะเกิดพายุที่บราซิลก็ได้ ทฤษฎีนี้ เอ็ดเวิร์ด ลอเรนซ์ บอกเลยว่า ความคิดของคนหนึ่งๆ ความคิดก็ต้องตระหนักเหมือนกับที่นายกรัฐมนตรีเคยพูดว่าเสียงเดียวก็ต้องฟัง แล้วมันตั้งหลายเสียง หลายเสียงเหล่านี้มันมีความเชื่อไปแล้ว มันมีความไม่เชื่อไม่ศรัทธาในรัฐบาลแล้ว หนึ่งคนก็น่ากลัวแล้ว แล้วหลายคนที่เขากลับไปด้วยความชอกช้ำ เขาร้องไห้ เขาพ่ายแพ้ เขาหมดหวัง เขาสิ้นหวัง เขาถูกเหยียดหยามจากหลายคนในหมู่บ้านเขา ชุมชนเขาที่อยู่ฝ่ายตรงข้าม เป็นไงล่ะ คนเหล่านี้ผมไม่เชื่อนะว่าเขาจะกลับมาเป็นเสื้อเหลือง ผมไม่เชื่อว่าเขาจะกลับมารักรัฐบาลโดยง่าย รัฐบาลเองก็ต้องทำด้วยหลักการที่ไม่ไปยัดเยียดความรู้สึกว่าเขาพ่ายแพ้อีก อย่าไปยัดเยียดอย่างนั้น วิธีการที่จะทำได้ขณะนี้ หนึ่งต้องตั้งยุทธศาสตร์เยียวยา ด้านเศรษฐกิจก็ว่ากันไป ด้านความมั่นคงก็ว่ากันไป ส.ส.ทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นพรรคฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล จำเป็นจะต้องรีบประชุมโดยด่วน เพื่อพูดคุยกันอย่างสมานฉันท์ ถึงเวลาแล้วที่ต้องคุยกัน นายกรัฐมนตรีต้องออกมาขอโทษ ผมต้องใช้คำว่าขอโทษกับการประเมินสถานการณ์ที่ผิดไป และก็ยอมรับผิดชอบในเรื่องที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ช่วงนี้ อาจจะเป็นช่วงใดช่วงหนึ่ง หมายถึงลาออกหรือว่ายุบสภาก็ตามที แต่ขณะนี้ขอโอกาสในการจัดการ restore ปัญหาที่รุมเร้า เพราะประเทศต้องมีผู้นำ จะเปลี่ยนม้ากลางศึกคงไม่ใช่ และนายทหารทั้งหมดอาจจะเป็นไปได้ก็ต้องออกมาแสดงถึงความรู้สึกว่าตัวเองจะกระทำหรือไม่กระทำก็ตาม แต่มีคนตาย เคารพในศพเหล่านั้น และก็การเยียวยาของฝ่ายรัฐบาลคงต้องมีมาก ศพละเท่าไหร่ก็ว่าไป รวมทั้งศพนักข่าว อาสาสมัคร พยาบาล ศอฉ.หรือว่าโฆษกหรือว่าที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ อย่าออกมากล่าวหาจนกระทั่งเกินเหตุเกินงาม ไม่อย่างนั้นจะไม่มีทางจบ อย่าลืมว่าวันนี้เขาถูกมัดแล้ว เขาไม่มีสิทธิ์ที่จะมาแก้ข้อกล่าวหาของรัฐบาลที่ออกมาทุกวันได้ แต่อย่าลืมว่าก็มีคนที่เขาเชื่ออยู่แล้ว ที่รัฐบาลไม่ต้องพูดเขาก็เชื่อ ส.ส.ไม่ต้องพูดเขาก็เชื่อ กลุ่มหนึ่งเสื้อหลากสี เสื้อเหลืองก็ตามที แต่กลุ่มหนึ่งถึงอย่างไรผมก็ไม่เชื่อคุณ พูดไปก็ไร้ประโยชน์ เอาความรู้สึกของคนเหล่านี้ที่แพ้คืนกลับมาได้ไหม ถ้ามองไปอย่างนี้ก็จะมีคนบอกว่าโอ้ยไม่ถูกต้องหรอก แหมพวกนี้มันเลวมันต้องจัดการตามกฎหาย ก็ว่ากันไป เผาบ้านเผาเมืองคุณก็ว่ากันไป แต่อย่ามาโฉ่งฉ่างเกินเหตุ อย่าลืมว่าคนเหล่านี้เขาไม่ใช่ผู้ก่อการร้ายที่เข้ามาโดยไม่มีเป้าหมาย เข้ามาโดยแกนนำ แต่ว่าเขาก็มีอุดมการณ์ของเขาระดับหนึ่งและต้องการให้ยุบสภา เขามีความรักในแกนนำของเขา เขามีความเชื่อของเขาว่าสองมาตรฐานเกิดขึ้น อันนี้อย่าไปหมิ่นน้ำใจเขาเกินไป"

     ดำเนินการตามกฎหมายกับกลุ่มฮาร์ดคอร์ แต่ต้องแยกมวลชนที่สูญเสียเพื่อเยียวยา

     "กลุ่มนั้นมันต้องประณามพวกเผาบ้านเผาเมืองต้องตามจับกันไป แต่ผมเห็นแล้วว่าวันนี้เขาตั้งชุดเฉพาะกิจจับแล้ว ก็ว่าไป แต่อย่าโฉ่งฉ่าง อย่าไปทำอะไรที่มันเอิกเกริก แต่กลุ่มที่ต้องเยียวยาความรู้สึกคือกลุ่มที่ญาติพี่น้องเขาตาย ทหารเองก็ต้องมีความกล้า คุณจะฆ่าหรือไม่ฆ่า แต่ว่ามันเกิดความรุนแรงแล้ว ประชาชนตายไปแล้ว ทหารก็อาจจะต้องออกมาขอโทษ หรืออาจจะต้องมาบูรณะอะไรก็ว่าไป ในหน่วยงานชุมชนชาวบ้านจะช่วยเหลือครอบครัวเขาก็ว่าไป ไม่ใช่เพียงแค่ว่าจัดการเรียบร้อยแล้ว อย่างนี้มันไม่ใช่ win-win มัน win-lost และมันจะกลายเป็น lost-lost ต่อไปอีก คือฝ่ายที่เขา lost เขาก็พยายามจะทำให้คุณเป็น lost ด้วย วันที่แกนนำเข้ามอบตัวก็เป็นตัวอย่างแล้วว่าคือเหตุผลที่เขาพร้อมจะออกไปทำอะไรก็ได้โดยที่ไม่ต้องกังวลถึงเงื่อนไขกติกา"

     ต้องยอมรับว่าคนชั้นกลางเชียร์ให้ปราบและรัฐก็ฉวยจังหวะที่เสื้อแดงเพลี่ยงพล้ำ

     "กลุ่มเหล่านี้ก็มองไปด้านหนึ่งแล้ว คือต้องแยกส่วนให้ดีนะในการมอง มองแบบผู้มีการศึกษา ผมมองว่าต้องประณามแน่นอนพวกเผาบ้านเผาเมือง แล้ว นปช.เสื้อแดงก็ต้องมีความรับผิดชอบเพียงพอที่จะต้องออกมาเรียกร้อง ออกมาบอกว่าเราได้พาประชาชนมาและถึงขั้นเดือดดาล แต่ก็ไม่ใช่ว่าคนเหล่านี้เป็นคนเลวร้ายทั้งหมดที่เราจะต้องถีบเขาทิ้ง และก็ยำเขา เหยียบย่ำเขา ผมอยากให้คนชั้นกลาง ผู้มีวิจารณญาณมีวิธีคิดว่ามนุษย์เรามันมี 30 กับ 70 ไม่มีใครดีหมดร้อยเปอร์เซ็นต์ มันมี 30 เปอร์เซ็นต์เป็นเรื่องของกิเลสสันดานหยาบ 70 เปอร์เซ็นต์ก็พร้อมจะทำความดี แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งแล้วมันก็แน่นอน 30 เปอร์เซ็นต์มันอาจจะปะทุแรง จนทำให้ 70 เปอร์เซ็นต์มันน้อยลง ด้วยอย่างนี้เกิดอารมณ์ขึ้นมา เกิดความเกลียด เกิดความโกรธความชิงชัง ปะทุได้หลายด้าน คนในสังคมโดยเฉพาะคนในกรุงเทพฯ หรือคนในหัวเมืองถ้าเขาไม่ชอบอยู่แล้วเขาก็ไม่ชอบมานานแล้ว เขาก็เร่งให้รัฐบาลต้องจัดการ ยึดทรัพย์ให้หมด เป็นคนที่ไม่ฉลาด จูงจมูกได้ กลุ่มแกนนำก็ได้เงินจากคุณทักษิณ คนที่ไม่เชื่อเขาก็บอกไม่ใช่ เขาต้องการมาตรฐานในการใช้กฎหมายที่ถูกต้อง ฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลเองในฐานะผู้นำของรัฐที่จะทำให้คนเหล่านั้นได้คือว่าต้องวางตัวเป็นกลางด้วย และผมว่าโทนเสียงของนายกรัฐมนตรีในวันนี้ก็ออกมาในทิศทางที่ไม่ประณาม ไม่ใช้วาจาที่สร้างความแตกแยกแล้ว อันนี้เป็นนิมิตหมายที่ดี เอาเป็นว่าสำหรับคนชั้นกลางความเชื่อเหล่านี้ก็เป็นความเชื่อไปแล้ว แต่ผมเชื่อว่าวิจารณาณของคนชั้นกลางยังพอคุยกันได้ ผมก็มองเสื้อเหลืองอย่างเข้าใจเขา และก็มองว่าเขามองคุณทักษิณว่าเลวร้ายที่สุด และก็มองในมุมนั้นมุมเดียว เสื้อแดงก็จะมองถึงรัฐบาลนี้ว่าไม่ชอบธรรม เขาเรียกร้องไม่มาก ผมบอกหลายคนแล้ว เขาเรียกร้องการยุบสภา ฉะนั้นผมมองว่านี่คือการประเมินม็อบต่ำกว่ามาตรฐาน"

     หากรับแผนปรองดองข้อเรียกร้องทางการเมืองของกลุ่มเสื้อแดงก็บรรลุเป้าหมาย

     "อย่างที่ผมบอกว่าเป็นการก้าวพลาดของเสื้อแดงด้วย เป็นการก้าวพลาดของเสื้อแดงจริงๆ แล้วอย่างไม่น่าให้อภัยด้วยนะ วันนั้นน่าจะจบแล้ว ผมก็ต้องบอกว่าคนที่ไม่สามารถ convince น้องๆ ได้คือคุณวีระน่าจะใช้ความพยายามมากกว่านี้ ในการส่งสัญญาณไปหาใครก็ตามที และผมว่าคุณวีระเองก็ประเมินความเสี่ยงแล้วว่าน่าจะเกิดความรุนแรง ทุกครั้งที่รัฐบาลเอาทหารออกมารัฐบาลจะถือไพ่เหนือกว่า เช่นบุกโรงพยาบาลรัฐบาลก็เริ่มฮึ่มๆ แล้ว มีกองเชียร์ทั้งเสื้อเหลืองเสื้อหลากสีว่าปราบๆๆ ผม นักสันติวิธี พระสงฆ์องค์เจ้าบอกว่าอย่าปราบ ปราบมันก็เกิดความเคียดแค้น ไม่มีอะไรเลย ปากแทบฉีกกันเลยนะ คราวนี้ถึงไม่ได้ปราบ บอกว่ากระชับ ควบคุมพื้นที่ ขอพื้นที่คืน แต่ความจริงก็เปรี้ยงๆ มันเกิดความรุนแรง สิ่งที่ นปช.ต้องประเมินและผมว่า นปช.ก็ต้องสลายไประยะยาวเลย บาดแผลครั้งนี้ นปช.เจ็บ เสื้อแดงเจ็บปวด และก็ถือว่าเป็นความผิดพลาด กลับบ้านมือเปล่า บาดแผลเหวอะหวะมาก ยากที่จะคืนกู่กลับเข้ามา จะมีชนักติดหลังว่าคุณคือผู้ก่อการร้ายเผาบ้านเผาเมือง แต่เขาไม่แคร์นะ เขาถือว่ามวลชนของเขาก็ไม่มีทางเปลี่ยนใจไปหารัฐบาล ไปหาเสื้อเหลือง แม้แต่เพื่อไทยจะเลือกตั้งผมนี่มีความรู้สึกว่าคนเหล่านี้ก็จะเลือกเพื่อไทยด้วยความสะใจด้วย แต่มวลชนที่หายไปเยอะที่สุดคือมวลชนในกรุงเทพมหานคร มวลชนในเขตปริมณฑล คนเหล่านี้จะรู้สึกว่าสันติอหิงสาไม่ใช่แล้ว พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ได้เปรียบ ผมคิดว่าพรรคที่จะตั้งขึ้นมาใหม่ ถ้ามีคนดีๆ หรือมีคนที่โดดเด่นอย่างคุณศุภชัย พานิชภักดิ์ คุณปุระชัย ผมไม่เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะชนะแบบถล่มทลายอย่างที่เขาคิดไว้ แต่อาจจะต้องมีพรรคใหม่ขึ้นมา ผมก็ไม่เชื่อว่าจะเป็นพรรคการเมืองใหม่ด้วย ถ้าเป็นคนที่ไม่มีบาดแผล ออกมาก็อาจจะเป็นความหวังของคน"

     อาจมีความพยายามตั้งรัฐบาลแห่งชาติ

     "ผมว่าสถานการณ์บ้านเมืองของไทยนักการเมืองเองก็จะไม่ยอม เดี๋ยวมันก็จะหายลืมไป เก็บกวาดขยะ รัฐบาลก็ชดใช้ไป แล้วก็เป็นตำนานเล่าสู่กันฟัง คุณอภิสิทธิ์ก็จะถูกกล่าวหาอยู่ในสภาว่าคุณเป็นนักฆ่า ถูกเสียดสีตลอดเวลาทั้งชีวิต และต้องคอยตอบคำถามอยู่เรื่อยเหมือนกรณีหนีทหาร อะไรก็ตามที ผมคิดว่ามีความพยายามจะตั้งรัฐบาลแห่งชาติแต่ก็เชื่อว่าจะเป็นไปได้ยากหากไม่มีสัญญาณพิเศษเข้ามา นักการเมืองไม่มีทางทำแน่ อยู่อย่างนี้มีสุขแล้ว"
เดินหน้าปรองดอง

      หากมองอย่างมีความหวัง ผู้นำที่มีความเสียสละเพียงพออาจจะสมานบาดแผลในสังคมไทยได้  

      "สำหรับคุณอภิสิทธิ์นี่ถือว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ถือว่าสร้างความเข้มแข็งในแง่ของความเป็นผู้นำให้กับเขาสูงมาก แต่บังเอิญมันมีคนตาย มันมีการเผาบ้านเผาเมือง มันถือว่ายุทธศาสตร์ที่เขามี ไม่ว่าจะเป็นการฟังจากหลายด้าน ทั้งฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายที่ปรึกษาด้านการเมืองก็ตาม วุฒิภาวะของคุณอภิสิทธิ์ยังไม่เพียงพอต่อเหตุการณ์รุนแรงขนาดนี้ สังเกตได้จากไหน หนึ่งการเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา การใช้อารมณ์ในการแก้ปัญหา วันที่ 14 พ.ย.เลือกตั้งแต่ต่อมาไม่เอาแล้ว เมื่อเขาไม่เอาเราก็ไม่เอา อย่างนี้ไม่ได้ และคุณต้องประเมินความเสี่ยงว่ามาถึงขั้นปะทุ คนเหล่านี้เขาอยู่กับแดดร้อนๆ เขาอยู่กับกลุ่มมวลชน เขายากกว่าคุณนะ เขาบิวท์มวลชนจะได้อยู่แล้ว แต่คุณมองในมุมที่ที่ปรึกษาบางคนบอกอย่าไปยอม โดยไม่นึกถึงความเสียหาย ผมว่าคุณอภิสิทธิ์ทางที่ดีที่สุดในช่วงระยะเวลาหนึ่งควรประกาศยุบสภา และเปลี่ยนหัวหน้าพรรคคนใหม่ ผมคิดว่าถ้าไม่รีบเปลี่ยนประชาธิปัตย์จะมีปัญหา คุณอภิสิทธิ์อาจจะไปบ่มเพาะอะไรสักพักหนึ่ง ต้องรีบเปลี่ยนหัวหน้าพรรค ผมก็ยังมองไม่เห็นว่าเป็นใครนะ แต่น่าจะเป็นคนที่เป็นที่ยอมรับ ผมว่าคุณศุภชัยน่าจะเป็นได้ และถ้าเปลี่ยนหัวหน้าพรรคคนใหม่ คนในพรรคคงไม่ได้แล้วเพราะ take side หมดแล้ว ถ้าเปลี่ยนหัวหน้าพรรคอาจจะยังรักษาจำนวนเท่าเดิมได้ โดยเฉพาะเสียงในกรุงเทพฯ ถ้าช่วงนี้คุณอภิสิทธิ์เร่งบูรณะเศรษฐกิจ บูรณะความรู้สึกของคนที่เจ็บปวด คนที่สูญเสีย และก็ใช้ความเข้มแข็ง เสียสละ ไม่ใช้อารมณ์ในการตัดสินปัญหา คุณอภิสิทธิ์ต้องคิดว่าเป็นนายกรัฐมนตรีของทุกคนไม่ใช่ของประชาธิปัตย์ ไม่ใช่เป็นพรรครัฐบาลเท่านั้น เขามาเรียกร้องก็ต้องฟังเขา เหตุการณ์ครั้งนี้คนที่มองอยู่ไม่ใช่แค่คนไทยเท่านั้น คนทั่วโลกก็ดู คนทั่วโลกวิพากษ์วิจารณ์ว่าใช้กำลังขนาดนี้ได้ยังไง ข่าวสารข้อมูลมันเร็วมันแรง และมันก็ไม่ง่ายที่จะปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ มานั่งแถลงการณ์ ศอฉ.ว่าวันนี้เราพบแล้วมีกลุ่มสไนเปอร์ แต่ถ้านักข่าวในสนามเขาไม่เห็นล่ะ ผมบอกหลายครั้งแล้วว่าสิ่งเหล่านี้ถ้าไม่พูดได้ก็ไม่เป็นไร ผมเห็นใจทหารเพราะทหารเองก็มีอารมณ์เหมือนกัน เขาก็เจอระเบิดปิงปอง โดนสไนเปอร์หรืออะไรก็แล้วแต่ อารมณ์มันก็ปะทุได้ ตรงนี้มันก็เป็นข้อกล่าวหาว่าทหารใช้ความรุนแรง ฝั่งเขาเชื่อเต็มร้อยแล้ว อีกฝั่งหนึ่งก็ลังเลแต่เขาคงไม่เชื่อว่าทหาร มีความรู้สึกว่าทหารก็ยิง ใช่ แต่ก็จะมีความรู้สึกว่ามันถูกต้องแล้วที่ยิง นี่คือความโหดร้ายทางจิตใจ ซึ่งเป็นเรื่องน่าห่วง ผมยืนยันผมย้ำอีกทีว่าเมืองไทยเราโหดร้ายจนกระทั่งว่าการตายของผู้คนในสังคมมันไม่สามารถสร้างผลกระทบ จิตสำนึกของนักการเมืองแล้ว จริงๆ แล้วคุณบรรหาร คุณเนวิน หรือพรรคร่วมต้องยื่นเงื่อนไขบางอย่างให้คุณอภิสิทธิ์ 4-5 วันจะนั่งดูข่าวทีวีอย่างเดียวได้อย่างไร ต้องจริงใจมากกว่านี้ คุณจะงงกับสถานการณ์นี้ไม่ได้ อดีตนายกรัฐมนตรีก็หลายคน ปล่อยให้เป็นอย่างนี้ไม่ได้ หลังจากคลุกฝุ่นผมว่าต้องชำระสะสางกันให้เรียบร้อย"

     พรรคเพื่อไทยเองก็ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ที่ใช้การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงเป็นเครื่องมือทางการเมือง

     "พรรคเพื่อไทยเขากะว่าครั้งนี้มวลชนเสื้อแดงจะชนะ แต่ยามที่มวลชนเสื้อแดงเพลี่ยงพล้ำไม่มีสักคนเลยที่ออกมาช่วยมาดูแลเขา พรรคเพื่อไทยก็เป็นนักการเมืองที่ผมไม่แน่ใจว่ามีอุดมการณ์ขนาดไหนวันนี้ ผมไม่เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยหลายคนจะอยู่ในพรรคเพื่อไทยอีกหรือเปล่า ขณะนี้ประเมินดูแล้ว จะตายตัวหรือเปล่า เพราะดูแล้วกระแสมันแย่ลง ในช่วง 2 เดือนที่แล้วกระแสดีก็ขึ้นเวทีกันใหญ่ พรรคเพื่อไทยก็ต้องยอมรับความพ่ายแพ้ด้วย ผมมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่ามวลชนเขาไม่เลือกประชาธิปัตย์แน่ๆ ไม่เลือกรัฐบาลแน่ๆ เขาแค้น แต่จะเลือกเพื่อไทยหรือไม่ก็ต้องมีปัจจัยหลายด้าน เช่น ส.ส.กลับไปเยียวยาเขา ไปดูแลเขา ผมคิดว่าเลวๆ ที่สุดเขาก็ยังเลือกอยู่ ในความเห็นของผม แต่ผมมีความเห็นว่าถ้ามันมีพรรคที่อาจจะคนนอกประเทศจัดตั้งขึ้นมาหรืออะไรก็ตามที ผมยังเห็นว่าภาพของคนนอกประเทศขณะนี้ก็เสียหายมาก เพลี่ยงพล้ำมาก แต่ผมก็ยังมีความรู้สึกว่าคนก็ไม่สลายความรักที่มีต่อเขา โดยจิตวิทยานะ คราวต่อไปพรรคทุกพรรคจะไม่ได้คะแนนขาดอย่างเช่นพรรคเพื่อไทย พรรคเพื่อไทยเองคงไม่อยากให้ยุบสภาในเร็ววันนี้ แต่ผมคิดว่าประชาธิปัตย์ต้องการยุบสภาในเร็ววันถ้าเขาเปลี่ยนหัวได้"

     ประเมินว่าจะมีแรงกดดันในพรรค ปชป.

     "ถ้าไม่เปลี่ยนคุณอภิสิทธิ์จะถูกแรงกระหน่ำเรื่องของคนตาย พรรคเพื่อไทยไม่ต้องพูดถึง โดนเต็มๆ นปช.เสื้อแดงหมดความชอบธรรมในการจะออกมาสร้างม็อบอีกแล้ว มาตรการหลายๆ อย่างคงจะโดนตัดตอนหมด สังคมไทยต้องการฮีโร่ในขณะนี้ สังคมไทยต้องการคนที่พอจะให้ความหวังกับเขาได้ ที่เข้าได้ทั้งแดงและเหลือง พอที่จะสมานทั้งสองฝ่ายได้ แต่คนที่ผมพยายามนั่งนึกอยู่มันไม่มี เรา take side กันหมดแล้ว วันนี้สังคมเดินมาถึงคนถามว่าคุณเสื้อสีอะไร บางคนก็แอ๊บมั่ง แอบๆ บ้าง บางคนแอบด่าอภิสิทธิ์แต่เจอหน้าสวัสดีครับ บางคนก็ด่าออกรายการทีวี อีกวันเอ้าไปชมเขาแล้ว คือการตระหนักคิดอย่างนี้มันก็เป็นการขาดความจริงใจนะ ในแง่ของการให้มุมมอง ผมคิดว่าถ้านักวิชาการและนักวิเคราะห์สังคมยังออกมาเพื่อความสะใจก็ง่าย อย่างเช่นโอ้ยมันเลวมาก จัดการให้จบ ทำไมบางคนไม่อยากดูช่อง 11 ทำไมยังพอดู TPBS ได้ ทำไมยังพอดู NATION ได้ คนต้องการดูทั้งสองฝ่าย หลังๆ ช่อง 11 ถึงตระหนัก เขาก็กลัวโดนทุบเหมือนกัน นี่คือนโยบายของผู้บริหารที่ผิดพลาดของสื่อมวลชนด้วย"

     เป็นเวลาที่ทุกองคาพยพในสังคมไทยต้องออกมาทำหน้าที่ และใช้วิกฤตินี้กลับสู่หลักของความยุติธรรม

     "ผมมองมุมมองของสถาบันทางสังคมที่ต้องเข้มแข็ง คือนักสังคมวิทยาเวลามองอะไรมองมิติทางหน่วยงาน มิติทางสังคมจะมีสถาบันหลักอยู่คือตุลาการ นิติบัญญัติ บริหาร บ้านเมืองเราไม่ได้มีแค่คุณปณิธานกับเสธ.ไก่อู นายพลไม่กี่คนเท่านั้น หรือหมอพรทิพย์เท่านั้น ไม่ได้ ผมคิดว่ามันถึงเวลา นี่คือภาวะที่เลวร้ายที่สุดในสังคมไทยแล้ว ความแตกแยกของประชาชนมากขนาดนี้ ศาลคุณต้องออกมาว่าต่อจากนี้ไปกระบวนการยุติธรรมต้องจัดการให้เรียบร้อย นิติบัญญัติ ส.ส. ส.ว.ทั้งหมดคุณต้องพยายามทำหน้าที่ของคุณ แต่คุณ take side กันหมด ฝ่ายรัฐบาลเองก็ต้องมองตัวเองให้เป็นหลักว่าพรรคทุกพรรคคุณไม่ใช่ว่าเป็น ส.ส.หรือเป็นรัฐมนตรีเท่านั้น การเป็นรัฐมนตรีคือเป็นเสนาบดีนะ นายกรัฐมนตรีเป็นของทุกคนนะ ผมมีความรู้สึกว่าควรที่จะใช้พลัง จะที่ไหนก็ตามที นั่งเรียงกัน ตอนนี้มันก็เหมือนปฏิวัติกันมากี่วันแล้วล่ะ วันนี้ต้องออกมาแถลงร่วมกันว่าจะทำอะไรอย่างไร ดังนั้นแล้วผมเห็นว่าสถาบันไม่ทำงาน ศาลไม่ทำงาน ศาลต้องรับผิดชอบแนวคิดกับสังคมให้มากกว่านี้ ศาลต้องรับผิดชอบความรู้สึกของคนให้มากกว่านี้ ข้อกล่าวหาสองมาตรฐานนี่ศาลเต็มๆ นะ ฝ่ายนิติบัญญัติก็ควรจะต้องขับเคลื่อนมากกว่านี้ ไม่ใช่ take side ตลอดเวลา ประชุมสภาก็ทะเลาะกับรัฐบาลเองก็ต้องบอกว่าอายุของเราเหลือเท่านี้ เราทำงานเต็มที่ เป็นไปได้ไหมว่าสามส่วนนี้ต้องออกมาพูดคุยกันในอาทิตย์หน้า หาทางออกให้กับประเทศชาติ เพื่อให้คนเห็นและมีความหวังว่าผู้ใหญ่ของบ้านเมืองเรายังมีอยู่ ในสังคมยังมีผู้ใหญ่อยู่ มีรัฐบาลอยู่ นี่คือ step แรก step ต่อไปคือแผนปรองดอง เมืองไทยมันต้องมองไปข้างหน้าเมื่อเหตุการณ์อย่างนี้ ถ้านายกรัฐมนตรีจะทำให้สำเร็จนะก็คือว่าดึงกลุ่มเสื้อแดง เสื้อเหลือง เสื้อหลากสี กลุ่มคนทั่วไปเอามาสัก 100 คน เอามาพูดคุยกัน ต้องมีประเด็น นายกรัฐมนตรีต้องใช้วุฒิภาวะเหมือนตอนที่คุยกับคุณวีระคุยกับแกนนำตอนเจรจาครั้งแรก ตอนนั้นผมถือว่าบรรยากาศดีมากนะ แต่ไม่ใช่บรรยากาศแบบรอบที่สอง คือคุณอภิสิทธิ์เป็นคนดีนะ เป็นคนฉลาดมาก แต่ว่ารอบไม่จัด นายกฯ ฟังที่ปรึกษามากเกินไป เจอคน convince ข้างหลัง 3-4 คนก็เปลี่ยน ถ้าเขารอบจัดมากกว่านี้เขาจะ success มาก ฉะนั้นผมจึงมองว่าถ้าดึงคนที่หลากหลายส่วนมาได้ เร็วและชัด กลุ่มเหล่านี้ก็จะสมานฉันท์ได้"

     "ประเด็นต่อไปคุณอภิสิทธิ์ต้องพยายามขับเคลื่อนนานาชาติให้ได้ ให้ต่างประเทศกลับมาเชื่อถือประเทศไทย คุณกษิตไม่ควรเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแล้ว ตราบใดที่เขายังแยกเรื่องส่วนตัวออกจากงานของประเทศชาติไม่ได้ และทะเลาะกับคนอื่นไปทั่ว นักการทูตเขาไม่ทำกัน ผมว่าคนที่ดีกว่าหลายเท่าก็มีหลายคน คนที่ดีกว่าคุณกษิตหลายๆ คนในพรรคประชาธิปัตย์มีเยอะ โดยสรุปผมมองว่าพรรคประชาธิปัตย์เองก็ต้องปรับตัวมาก"

     แม้ทุกฝ่ายจะเห็นตรงกันว่าสังคมไทยไม่ควรปล่อยผ่านและต้องเรียนรู้จากความขัดแย้งครั้งนี้ แต่คงไม่ง่ายนักในบรรยากาศที่ยังยากจะให้อภัย-ความเคียดแค้นยังไม่สลาย

     "ถ้าดูขณะนี้สื่อมวลชนมีความสำคัญมาก ผมคิดว่าอันหนึ่งที่พอจะขับเคลื่อนสังคมไทยตอนนี้ได้คือศาสนา คนไทยยังมีความเชื่อในพระสงฆ์องค์เจ้า เชื่อในโต๊ะอิหม่าม เชื่อผู้นำคริสตศาสนา พระไพศาล ท่าน ว.วชิรเมธี พระดุษฎีฯ พระที่มีปัญญา และโต๊ะอิหม่ามหลายท่านพูดดี ศาสนาคริสต์บาทหลวงหลายคนพูดดี เริ่มต้นกันอย่างนี้ก่อน และก็รัฐบาลส่งสัญญาณให้กับทีวีทุกช่องเลยนะ ว่าตอนนี้เราขอมิติในการแก้ปัญหาสังคมไทยอย่างสร้างสรรค์ เช่นทีวีไม่กล่าวร้ายกันสักเดือนนะ รายการทีวีที่ไม่กระแนะกระแหน ลองดูสิว่าเริ่มค้นทำได้ไหม หามิติข่าวอย่างสร้างสรรค์เช่นเอาเยาวชนมาคุยกันดูว่าเราจะแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์อย่างไร เชิญ ส.ส.ทั้งฝ่ายรัฐบาลฝ่ายค้านมาคุยกัน แต่อันนี้มันก็จะเหมือนกับว่าข่าวร้ายลงฟรีข่าวดีเสียตังค์ มันก็ยากเหมือนกันแต่สื่อต้องพยายามทำตรงนี้ ถ้าเราจะมองไปข้างหน้า"

     "ระหว่างนี้พยายามอย่าเอาทหารลงไปในชุมชน แต่รัฐต้องจัดนักพัฒนาสังคมลงเข้าไปรับฟังเขาให้มากที่สุด ทำวิจัยครั้งใหญ่ของประเทศชาติเลย ลงเข้าไปฟังชุมชนทุกส่วนว่าเขามีความไม่สบายใจกับรัฐบาลยังไง ความไม่พอใจต่อสังคมยังไง ความไม่พอใจต่อสองมาตรฐานยังไง อย่าเอาทหารอย่าเอานักวิชาการลงไปเพราะว่าความน่าเชื่อถือไม่มีแล้ว เอานักพัฒนา พระ ครู ที่เขาคุ้นเคยเข้าไปคุยกับเขา ลองดูสิว่ามันพอที่จะเยียวยาอะไรเขาได้บ้าง และภายในเดือนสองเดือนนี้ลองดึงเอาเขากลับมา จะเห็นชัดเจนว่าเขาคิดยังไง และดึงคนให้ถูก และหนนี้ผมว่าเราต้องปฏิรูปสื่อด่วน การที่เอาคนสองคนมาทะเลาะกันในรายการ เอาทั้งเสื้อแดงเสื้อเหลืองมาแสดงความคิดเห็น มันทำให้คนไทยได้เห็นความรู้สึกของอีกฝ่าย และฝ่ายที่เป็นทั้งเหลืองและแดงเขาก็รู้สึกผ่อนคลาย ได้ระบายออก"

     รัฐบาลต้องมีนโยบายปฏิรูปทุกภาคส่วนในสังคมด้วยความจริงใจ

     "ถูกต้อง มันเกิดสงครามกลางเมืองไปแล้ว ส.ส.พรรคเพื่อไทยก็หมดความชอบธรรมในการอยู่เบื้องหลัง พรรคประชาธิปัตย์ก็เอาแต่พูดสร้างความแตกแยก เลิกได้แล้ว ส.ส.กลับมาประชุมสภากันในอาทิตย์หน้า ประชุมวิสามัญเร่งด่วน ส.ว.ก็ว่ากันไป มาคุยกันในสภา ไม่ใช่มีแต่ภาพ ศอฉ.ทั้งวัน จะมามัวกอดซากปรักหักพังอยู่ไม่ได้ นักธุรกิจเองก็ต้องคลำแขนคลำขาตัวเองว่าเรายังไปได้อยู่นะ ทุกอย่างมันน่าจะกลับมาตั้งหลักกันให้เร็ว ศอฉ.น่าจะจบบทบาทลงได้แล้ว ทบทวน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ด้วย มันจะสงบได้ก็ต้องพยายามอย่าให้กฎหมายมาเป็นเครื่องมือในการทำให้เกิดความรุนแรง มาตรการการเยียวยาของผู้สูญเสียต้องมี ตำรวจนิติเวชควรจะเป็นทีมพิสูจน์ผู้เสียชีวิตน่าจะดีกว่าที่จะเลือกใช้แต่คนที่ดี เด่น ดัง เอาเป็นว่าเฉพาะหน้าทุกฝ่ายตอนนี้ก็ต้องให้กำลังใจให้คุณอภิสิทธิ์หายุทธศาสตร์ที่แก้ปัญหาประเทศให้ชัดเจน ศึกครั้งนี้ก็ถือว่าเป็นบทเรียนของชีวิต ให้ใช้อำนาจตัวเองที่มีอยู่ให้มากที่สุดเพื่อคืนความชอบธรรมให้กับชาวบ้าน นักธุรกิจที่สูญเสีย กลุ่มคนที่มาประท้วงแล้วเขาสูญเสียพ่อแม่พี่น้องเขา ความรู้สึกของคนที่เขาสูญเสียเขาพ่ายแพ้กลับไป และก็ระบบการเมืองที่อาจจะไม่ค่อยแน่นอนถ้ามีอำนาจก็
ทำซะ เช่นจะยุบสภาเมื่อไหร่อะไรอย่างไร แผนปฏิรูปประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการ และก็อย่าไปฟังอะไรที่มันเป็นเรื่องฮาร์ดคอร์มาก สุดท้ายอยากจะฝากนายกฯ อภิสิทธิ์ถ้าจะทำได้ก็คือว่าความรู้สึกของคนในประเทศชาติไม่ต้องการความขัดแย้งอีกแล้ว ไม่ต้องการการสูญเสียอีกแล้ว คุณอภิสิทธิ์ควรจะต้องเริ่มที่ตัวคุณอภิสิทธิ์เอง ฟังที่ปรึกษาที่มีคุณค่า เอาจิตสำนึกของตัวเองมาเป็นที่ตั้งในการแก้ปัญหา อย่างเช่นแผนปรองดองซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ผมต้องปรบมือให้อย่างแท้จริงและมันเกือบจะได้อยู่แล้ว อันนี้คือบทเรียนของชีวิตอย่าให้พลาดพลั้งอีก".



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์