Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

หลากสี:อย่าซ้ำรอยเดิม วัลลภ ตังคณานุรักษ์


  เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อปกป้องอาณาบริเวณ ยังไม่เรียกว่ามวลมหาชน มันเป็นเรื่องของการรักษาประโยชน์เฉพาะตน แต่เมื่อไหร่ที่เอาประเทศเป็นหลัก นั่นแหละจะเป็นมวลมหาประชาชน แล้วเราจะออกมารักษาประเทศของเรา ซึ่งนี่แหละที่หวังว่ากลุ่มหลากสีจะเป็นอย่างนี้ แต่เป็นบนพื้นฐานที่ไม่ซ้ำรอยเดิม...มันเสี่ยงมาก ทุกๆ วันถ้ามันตูมขึ้นมา พลังมันจะหายหมดจะกลายเป็นความเคียดแค้นว่าทำไมคุณมายิง แม่ที่เคยนั่งอยู่ที่บ้านเห็นลูกตายก็ออกมา มันไปกันใหญ่

 

 กฎอัยการศึกแม้กระทั่งเสื้อเหลืองก็บอกให้รัฐประกาศ ถ้ารัฐบาลมั่นใจว่าเอาอยู่เขาประกาศไปแล้ว แต่เขารู้ว่ามันเอาไม่อยู่และการรบคราวนี้ถ้ารบแล้วเอาไม่อยู่ประเทศไทยเปลี่ยนเลยนะ ฉะนั้นมันจะต้องคุยกัน และเสื้อแดงก็ต้องรู้ว่าสู้จริงๆ คุณสู้ไม่ได้หรอก แต่คนที่ตายคือประชาชนจำนวนมาก

    แม้จะถูกครหาว่าเป็นเหลืองแปลงร่าง แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีพลังบริสุทธิ์จำนวนมิใช่น้อยอยู่ในกลุ่มคนเสื้อหลากสี โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ในสังคมไซเบอร์ ที่โพสต์ status บนเฟซบุ๊กปลุกใจนัดกันออกมาทุกวัน แต่ปรากฏการณ์กลุ่มประชาชนต่อต้านเสื้อแดงที่เกิดขึ้นหลากหลายก็กลายเป็นภาวะม็อบชนม็อบไปโดยปริยาย เพราะการไม่มีแกนนำที่ชัดเจนและขาดระบบจัดการ จึงยากที่จะควบคุมการปะทะ ซึ่งนี่ถือเป็นภาระที่ ครูหยุย เน้นย้ำว่าแกนนำมวลชนแต่ละกลุ่มต้องตระหนักให้มาก

     และถึงจะขึ้นเวทีกลุ่มคนเสื้อหลากสี แต่ ครูหยุย ก็ทำให้มิตรสหายหงุดหงิดไม่น้อย เพราะยืนยันว่าแกนนำไม่มีสิทธิ์นำพาผู้คนไปเดินร่วมกับพันธมิตรฯ หากยังต้องการจะสร้างมวลชนกลุ่มนี้ให้มีพลังพอที่จะดึงกระแสสังคมไทยให้ยึดถือประเทศเป็นที่ตั้ง

    

ชีวิตคนบนสองบ่า

     "พอไปคลุกอยู่สักพักในนั้นจะประกอบด้วยคนสี่กลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มใหญ่สุดคือพวกเยาวชน เป็นกลุ่มใหญ่มาก กลุ่มที่สองก็มีบรรดาคนที่เคยชุมนุมกับกลุ่มเสื้อเหลือง มีอยู่ส่วนหนึ่งเหมือนกัน เพราะสังเกตจากประสบการณ์เห็นชัดว่ามีประสบการณ์มาก วิธีการมุ่ง วิธีการนั่ง การตอบโต้ วิธีของการมีส่วนร่วม กลุ่มสามเป็นเอ็นจีโอ ที่มองไปก็มีองค์กรด้านเด็ก ผู้หญิง สิทธิมนุษยชน พอสมควร นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งซึ่งไม่มากนัก ส่วนที่สามเป็นผู้สูงอายุ ที่คิดมาเพราะเขารู้สึกว่ามันทะลุไปถึงสถาบัน เวลาผมเดินไปจะสังเกตผู้สูงอายุจะจับมือแล้วบอกรักในหลวงนะ ร่วมใจช่วยในหลวง ส่วนบรรดาพวกดาราศิลปินก็มากับกระแสเฟซบุ๊ก พวกนี้มาแล้วก็ไปๆ แล้วแต่จังหวะเวลาเขาว่าง เท่าที่เห็นมีประปรายอยู่ ความหลากหลายแบบนี้ที่มองก็จะเป็นหน้าใสๆ ทั้งนั้น หน้านวลเชียว เจอแดดไม่กี่ทีก็ไปหมดแล้ว เห็นชัด และประสบการณ์เขาก็น้อย อันนี้เป็นความกังวลมากๆ อย่างหลานสาวนี่หน่อมแน้มไม่เคยสนใจการเมืองเลย เขาดูจากเฟซบุ๊ก ก็เริ่มซุบซิบกับลูกสาว ลูกสาวก็เรียกพ่อๆ มาดูเฟซบุ๊ก เฟซบุ๊กมันคืออะไรเราไม่รู้เรื่อง ถึงจะเล่นคอมพิวเตอร์เป็นแต่ธรรมชาติของเราก็กดแต่กูเกิล ลูกสาวก็เปิดให้ดู ไม่ยุบสภาล้านเสียง อ้าวแล้วดูทำไม เนี่ยเขาจะไปราบ 11 กัน ก็นั่งฟังเขา แต่ในการฟังเราก็ห่วง พ่อก็ห่วงลูกกันทั้งนั้น และเพื่อนลูกทั้งนั้นเต็มไปหมดเลยที่จะไปกัน เขาส่งข่าวกันมโหฬาร เราก็บอกจะไปก็ไปแต่ระวังตัวหน่อยก็แล้วกัน แต่ด้วยความเป็นห่วงก็ตามไป แอบตามไป และมันเข้าไปไม่ถึงต้องจอดรถตรงแล้วเราก็เดินเข้าไป โหเดินไปก็เจอคนเยอะมาก เขารู้จักเราแต่เราไม่รู้จักเขาหรอก ครูก็มาด้วยๆ แต่วัยรุ่นนี่ไม่รู้จักเราหรอก ผู้สูงอายุกับวัยกลางคนจะรู้จัก โอ้ยครูมาช่วยๆ บอกไม่ได้มาช่วยหรอกมาดูสถานการณ์หน่อยเผื่อมีอะไรขึ้นมาเราก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่ง ใช้ประสบการณ์ช่วยได้ เดินไปเดินมาเอ๊ะเสียงมันมาจากไหน ก็มาจากรถ  ดูไปที่รถ ไม่มีใครที่เรารู้จัก เดินเข้าไปใกล้หน่อย เอ้ารู้จักนิติธร ล้ำเหลือ คนหนึ่ง สักเดี๋ยวก็เห็นท่านปฐมพงษ์ อ้อรู้จักเพราะเราเคยเป็น สนช.ด้วยกัน คนอื่นๆ เราก็ไม่รู้จักแต่เขารู้จักเราหมด ก็บอกครูมาแล้วมาช่วยกันหน่อย เดี๋ยวผมดูสถานการณ์หน่อย ก็ยืนดู เอ๊ะเรามีความรู้สึกว่าเป็นม็อบบริสุทธิ์ที่ไม่มีระบบการจัดการเลย ใครไปก็จะรู้ คนมาเกาะข้างรถด้วยก็มี ผมไป 2-3 ครั้งคนจะเกาะข้างรถเขย่ารถได้หมด คือถ้าพูดถึงผู้นำม็อบตายง่ายที่สุด ใครมาถึงไหนเราก็ไม่รู้ การ์ดนี่ก็แทบมองไม่เห็น มีการ์ดอาสาจริงแต่ว่ากระจัดกระจาย"

     ยังไม่เป็นระบบยิ่งน่าเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย

     "จะไปไหนมาไหนหมอตุลย์ก็จะบอกเอ้าพรุ่งนี้เราไปนี่ๆ บางทีคนก็จำไม่ได้ คนเขาก็มาถามเราพรุ่งนี้ไปไหน ผมไม่รู้ผมไม่ใช่แกนนำ เอ้าแล้วครูไม่รู้ใครจะรู้ ต้องไปถามหมอตุลย์ผมไม่รู้จริงๆ วันไหนเราพอไปได้เราก็ไป นั่นแหละคือที่มา และพอตอนหลังขึ้นไปพูดเรารู้เลยว่าข้างล่างเวทีนี่เป็นเยาวชนจริงๆ ที่เขาเรียนรู้ข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต แต่ข้อมูลที่ผ่านอินเทอร์เน็ตมันไม่สามารถจะเป็นข้อมูลที่ละเอียดมาก เป็นข้อความสั้นๆ จะล้มเจ้าแล้วจะอะไรแล้ว คือเขาจะรู้ข้อมูลขึ้นมา  ฉะนั้นการให้ข้อมูลเชิงลึกและเชิงเข้าใจมันไม่ง่ายในเวทีไฮด์ปาร์ก คือพูดเอามันไม่ยาก วิจารณ์โน่นนี่ แตงโม สามเกลอหัวขวด พวกนี้ก็เฮกันได้ตลอด ซึ่งมันก็ไม่ยากสำหรับการพูดแบบนี้ แต่จะทำอย่างไรให้เขามีสติ ล่าสุดมีคนพูดบนเวทีที่จตุจักรก็ลองโยนคำถามไปว่าเอาละนี่ผมไปเจอเพื่อนๆ มา เขาบอกวิธีการแก้ปัญหาม็อบ 2-3 ข้อ ลองดูเอาไง เขาบอกข้อที่หนึ่งลุยเข้าไปเลย โหใจเราแว้บ ผมบอกอย่างนี้ไม่ได้ เขาก็ฟังนะ เพราะเราเป็นคนไทยด้วยกัน และคนที่อยู่ในม็อบก็คนบ้านผม ผมคนสุรินทร์ เขามากันเยอะ คนไม่รู้อิโหน่อิเหน่มาเพราะว่าเขาถูกแย่งที่ดินทำกิน ต้องให้ข้อมูลว่าคนส่วนหนึ่งเขาก็มาด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย แต่แน่นอนมีคนบางคนที่พาเขาไปในทางไม่ดี เอ้าถ้าอย่างนั้นมีคนเสนอให้ยิงผู้นำล่ะ คนข้างล่างเวทีก็เฮ บางคนบอกลงขันเลย อย่างนี้ไม่ได้ ความรู้สึกของคนที่มาส่วนหนึ่งมันมีความคับแค้นใจมาก มันไม่ใช่คับข้องใจนะ คับแค้นใจ เพราะฉะนั้นการเสนอแบบนี้บนเวทีอันตราย ผมบอกไม่ได้ เพราะถึงเขาเป็นแกนนำถือไมค์ก็ไม่ใช่ว่าเขาจะเป็นคนเลว เขาอาจะมีความเชื่อแบบนั้นจริงๆ ก็ได้ ถึงยังไงก็ไม่ได้ครับ เขาก็เริ่มหงุดหงิดกันแล้ว เราก็บอกแต่มันก็มีทางนะ คือผมก็ยังเชื่อแบบผมนะ ทุกคนใช้มือถือเป็นกดเลย หาคนที่รู้จัก อยู่ตรงนี้มี 5,000 คนก็กดเลย ถ้าคนเต็มถนนให้หมดเขาก็จะรู้ว่ามันมีคนที่ไม่เอาด้วยกับคุณเยอะขนาดนี้นะ และผมเชื่อว่าเขาจะถอย ผมเสนอเขาแต่เขายังไม่เอา คือพลังบริสุทธิ์ไม่จำเป็นต้องเอาออกมาทุกวัน เช่นเราดีเดย์อย่างเราให้เวลารัฐบาลสัก 10 วัน สมมติพอถึง 10  วันแล้วพอถึงวันเสาร์ที่ 29 ก็ชุมนุม ตั้งแต่เช้า 8 โมงถึง 4 โมงเย็น เราขอถนนหนึ่งสาย รบกวนกราบเท้าเลยว่าเราขอลำบากวันหนึ่ง ตั้งแต่ราชดำเนินทั้งเส้น มาเลยคนที่ไม่เห็นด้วย ถ้ามาไม่มากพอก็เลิกเลย  ให้รู้กันเลยว่าคุณอยากนอนหลับทับสิทธิ์ ก็เลิกกันไป นี่เป็นวิธีแบบผมนะ แต่เราไม่ต้องเคลื่อนเพียงแต่ชุมนุมโดยสงบ  เรามาชัดเจน 8 โมงถึง 4 โมง ขอเต็มถนนราชดำเนินทั้งเส้น ให้เห็นว่านี่คือพวกเราที่ไม่เอาความรุนแรงทั้งหมด ไม่เอาม็อบ หลัง 4 โมงเย็นคุณต้องสลาย ถ้ามาหยอมแยมแบบเดิมก็ตัวใครตัวมัน ก็ต้องแฟร์ๆ ว่าเมื่อเรายังไม่ใส่ใจในพลังเงียบของเรา แต่เราก็ต้องระวังเหมือนกัน มือที่สามอย่าให้มี อันนี้เป็นสิ่งที่ผมห่วงมาก เพราะหลายคนอาจจะไม่เข้าใจว่าแม้เราไม่ใช่แกนนำแต่เมื่อไหร่ที่เราจับไมโครโฟนตรงนั้นความรับผิดชอบมันต้องมี คือบ่าต้องแบก ประทัดนัดหนึ่งที่ดังขึ้น โอ้โหมันจะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่รู้ บอกได้ผมจะบอกว่าใครเอาเด็กมา ไม่ควรเอามา แต่ถ้าเอามาแล้วไปยืนห่างๆ ผู้สูงอายุเขยิบไปห่างๆ มีอะไรเกิดขึ้นมาท่านปลอดภัย  หรือถ้ามีเสียงดังขึ้นมาเสียงหนึ่งทุกคนอย่าวิ่ง หมอบตัวลง นี่คือหลักง่ายๆ เพื่อความปลอดภัย"

     "ผมก็พยายามจะถามเวทีว่าขั้นตอนเขาเป็นไง เดี๋ยวก็เปิดเพลง ใครมาก็ขึ้นเวที เราก็เอ๊ะมันไม่ได้ จู่ๆ ก็มีคนเอาเอกสารมาให้แจก ถามเขาว่าแจกเลยเหรอ อันตราย มันต้องอ่านต้องดูว่าเอกสารเหมาะไม่เหมาะ นี่ก็เป็นเรื่องระบบการจัดการ แต่อีกในแง่หนึ่งมันก็เป็นความงดงามนะว่าความไม่มีระบบแสดงให้เห็นว่ามันเป็นธรรมชาติจริงๆ แต่พอถึงจุดหนึ่งการวางระบบมันต้องมี แต่ผมก็เชื่อว่าเขาพยายามจะมีนะ แต่บังเอิญว่าเราอาจจะห่าง และผมเชื่อว่าหมอตุลย์เองก็เคยมีประสบการณ์ในม็อบเสื้อเหลืองมาก่อน เขาคงอาจจะมีกลุ่มที่เป็นพี่เลี้ยงอยู่ แต่ผมก็ยังกังวลไม่หายแหละ"

     เท่าที่เห็นบนเวทียังมี พล.อ.ปฐมพงษ์เป็นแกนนำ

     "เข้าใจว่าเขาก็ไม่ได้เป็นแกนนำนะ ว่างท่านก็มาพูด หลักๆ คือหมอตุลย์ คือหมอตุลย์นี่เขาเป็นคนดี ผมรู้จักเขาพอสมควร แต่ไม่มีประสบการณ์ คือมันต้องรู้ว่าเราแบกอะไรไว้บนบ่า มันไม่ใช่มีความมัน มองไปข้างล่างขณะที่เราพูด มันกังวลมากๆ มองซ้ายมองขวาตูมขึ้นมาจะไปดูแลเขายังไง เขาไม่มี sense นี่คือที่เรากังวล อาจะมีก็มีน้อย ถ้าจะให้ save ที่สุดพอ 6 โมงแล้วต้องให้กลับบ้าน คือมันจะซ้ำรอยเดิมไม่ได้"

     ทักท้วงไม่ให้ไปรวมกับพันธมิตรฯ เพราะกลัวเสียแนวร่วมคนรุ่นใหม่

     "ผมก็ประเมินไม่ได้หรอกว่าคนจะหายไม่หาย แต่ถ้าประเมินจากตอนเสื้อเหลืองประกาศตั้งพรรคคนส่วนหนึ่งก็ออกนะ นี่ก็เห็น การจะขับเอาคนหลากสีไปอยู่กับเสื้อเหลือง คือต้องเข้าใจก่อนนะว่าเหลืองเขาไม่ได้มีอะไรน่ารังเกียจ เพราะอย่างน้อยความเป็นคนเสื้อเหลืองก็รักประเทศชาติเหมือนเรา และไม่จาบจ้วงสถาบัน อันนี้มีความชัดเจนอยู่ เราต้องเคารพ และก็ประสบการณ์เขาเยอะ แต่สิ่งที่เราจะไปบอกว่าเราจะพาคนทั้งกลุ่มไปอยู่ในโลกไม่มีใครพูดคำนี้นะ แม้กระทั่งกลุ่มเหลืองจะมาบอกว่าเอ้าวันนี้เสื้อเหลืองทั้งหมดจะไปรวมกับกลุ่มหลากสี  มันพูดไม่ได้ แกนนำก็พูดไม่ได้ เพราะเราไม่ได้เป็นเจ้าของชีวิตเขา ถ้าเราบอกว่าโอเควันนี้กลุ่มเสื้อเหลืองมันขึ้นแล้วนะ เราเห็นว่าถ้าไปรวมจะมีพลังมากขึ้น ท่านทั้งหลายคิดเอาเองว่าจะไปหรือไม่ไป เราบอกได้เพียงแค่นี้ เพราะว่ามันเป็นดุลยพินิจ คือผมนี่ก็เหลืองอ่อนๆ นะ แต่ผมไม่มีสิทธิ์จะบอกให้หลานผมไปกับผม เขาอาจจะไม่ไปก็ได้"

     หากแกนนำจะไปก็ไป

     "ถูก ไม่ได้เป็นข้อรังเกียจ บางคนบอกครูหยุยพูดอย่างนี้มันเสียแนวร่วม ผมบอกไม่เสียหรอกครับ  ผมก็ไป เหลืองขึ้นผมก็ไป แต่ผมอาจจะไปอีกบทบาทหนึ่ง ไม่ได้ไปขึ้นเวทีเหมือนพวกคุณ ผมอาจจะไปเป็นส่วนของหนึ่งคนในจำนวน 5 หมื่นก็ได้ อันนี้ก็เหมือนกันกลุ่มหลากสีอาจจะบอกได้ว่าก็เป็นกลุ่มเรา เพราะคำว่าหลากสีคือไม่ได้เป็นสีอะไร มันก็ชัดในตัวมันเองอยู่แล้วไม่ใช่หรือ เราไม่ได้เป็นสีลมเราไม่ได้เป็นสีแดงไม่ได้เป็นสีเหลือง เราเป็นหลากสีซึ่งจะเป็นสีแดงสีเหลืองมาปนด้วยก็ได้ แต่เมื่อไหร่ที่หลากสีกลายเป็นสีเหลืองมันก็ไม่ใช่หลากสี ตรรกะง่ายๆ ก็พยายามบอกเขาว่าเรามีสิทธิ์จะไป คุณยังมีสิทธิ์จะไปอยู่แดงได้เลยถ้าคุณเห็นว่าแดงถูกก็ไป มันเป็นสิทธิส่วนบุคคลก็ไป  แต่เราไม่ว่าจะอยู่ในฐานะแกนนำหรือไม่ใช่แกนนำก็ตาม ไม่มีสิทธิ์จะบอกว่ากลุ่มนี้ไป เพราะเรายังไม่มีสิทธิ์บอกให้เมียเราไปกับเราเลย ยังไม่มีสิทธิ์บอกให้ลูกไปกับเราเลย นับประสาอะไรจะบอกให้คนทั้งกลุ่มไปกับเรา เราไม่มีสิทธิ์จะพูดไมโครโฟนว่าเราจะพากลุ่มหลากสีไปรวมกับเสื้อเหลือง คุณไม่มีสิทธิ์จะพูดคำนี้ได้เลย แม้กระทั่งในมูลนิธิผมมีทั้งแดงทั้งเหลือง ผมจะไปบอกเฮ้ยสร้างสรรค์เด็กไปเหลือง ไม่มีสิทธิ์พูดเลย ไม่ได้ หลักมันอยู่ตรงนี้นะ การไม่ไปรวมไม่ใช่รังเกียจ ถ้าไปโดยเสรีภาพส่วนบุคคล อันนี้ไม่เสียหาย แต่ไม่มีสิทธิ์บอกว่าเราจะพาทั้งกลุ่มไป"

     ปรากฏการณ์กลุ่มเสื้อหลากสีหรือแม้แต่กลุ่มอื่นๆ มันถูกมองว่าคือกลุ่มเดียวกับพันธมิตรฯ

     "ความจริงมันคนละกลุ่มเลย โดยเด็ดขาดเลย แต่แน่นอนมันก็มีคนบางกลุ่มที่ไปทุกกลุ่ม มันเป็นธรรมชาติของคนบางกลุ่มแต่ว่าเขาไม่ได้ไปป่วนหรอก อย่างที่สีลมเขาอยากจะเฮไปช่วย ผมเชื่อว่ามีแต่ว่าไม่น่าจะมาก และบังเอิญสื่อก็ไปพาดหัวว่าหลากสีปะทะเลยทำให้น้ำหนักมันเสียลง เพราะผมถูกถามอ้าวทำไมกลุ่มหลากสีของครูไปอยู่สีลม มันไม่เกี่ยว เป็นธรรมชาติของคนส่วนหนึ่งในนั้นที่ไม่เห็นด้วยกับความรุนแรง ส่วนหนึ่งที่ผมไปร่วมกับกลุ่มเสื้อหลากสีคือผมรับไม่ได้กับความกักขฬะ คือผมมีความรู้สึกว่าย้อนหลังไปสักอาทิตย์ที่ผ่านมา บนถนนเต็มไปด้วยอะไรแดงไปหมดเลย ผูกผ้าแดง และเขาใช้อำนาจกับคน ไปถึงก็บีบแตร ใครบีบแตรกลับก็ลงมาชกทุบเขา เท่าที่รู้บางทีก็ไปซื้อข้าวมันไก่ไม่จ่ายตังค์บอกว่าช่วยชาติอย่างนี้ คือมันเหมือนเราเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน นี่คือสิ่งที่เรารับไม่ได้ ถึงเราจะรู้ว่ามวลชนเสื้อแดงจำนวนมากที่มาเพราะเขามีปัญหาจริงๆ แต่เราจะปล่อยให้มีอันธพาลไม่ได้ แล้วต่อไปมันจะเป็นยังไงรู้ไหม มีคนคนหนึ่งทำผิดหนีเข้าไปในม็อบจะตามไปจับได้ยังไง กลายเป็นเขตอิสระ กฎหมายไม่สามารถบังคับใช้ได้ มันไม่ได้ แม้สมมติว่าเราเป็นหนึ่งในเสื้อแดงเราก็ไม่ยอม คุณออกไปทำผิดข้างนอกเราจะจับส่งเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเลย เรารู้เราต้องจับส่งเลย เราจะไล่มันให้เอา ต้องอย่างนี้ เพราะว่าอะไรรู้ไหม ไม่อย่างนั้นมันเสีย เราปล่อยอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ก็จะเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน ผมว่าที่คนจำนวนมากเขาออกมาเพราะเขารับอันนี้ไม่ได้"

     กระแสมันตีกลับ จากที่ได้รับความเห็นใจจากคนชั้นกลางในช่วงแรก

     "ตอนนี้เห็นไหมบนถนนแทบไม่มีใครกล้าใส่แดงเลย แท็กซี่เคยติดธงแดงก็ปลดออก เพราะเขารู้ว่าสังคมข้างนอกไม่เอากับความก้าวร้าวหยาบคายแบบนี้ ส่วนเรื่องความเดือดร้อนอีกเรื่องหนึ่งนะ อย่างภาพอริสมันต์ขู่เจ้าหน้าที่ กกต.ต่อโทรศัพท์เดี๋ยวนี้ๆ พฤติกรรมแบบนี้มันอันธพาลชัดๆ เลย แบบนี้คนมันรับไม่ได้ อย่างน้อยเขาก็อายุมากกว่าเรา เขาเป็นผู้ใหญ่ ผมยังชอบณัฐวุฒินะ บางทีเจอตำรวจยังหวัดดีครับพี่ ขอบคุณครับ เรียกว่าเขาก็ยังไม่ได้ใช้อำนาจกับเจ้าหน้าที่ มันต้องมีบุคลิกแบบนี้ คือประท้วงได้แต่ความรุนแรงในการแสดงออกต้องไม่มี เพราะถ้าผู้นำหยาบคายข้างล่างก็หยาบคายตาม อันนี้มันธรรมดาเลย แม้กระทั่งในกลุ่มคนหลากสีถ้าขึ้นไปพูดหยาบคายผมก็รับไม่ค่อยได้นะแต่ไม่รู้จะเตือนกันยังไง  คือถ้าเราไม่ชอบเขาหยาบคายเราก็ไม่ควรไปหยาบคาย ถ้าเราไม่อยากให้ชาวบ้านเขาด่าเราว่าเราไปทำความเดือดร้อนบนถนนเราก็ไม่ควรจะไป เช่นยกตัวอย่างไปชุมนุมที่อนุสาวรีย์ชัยฯ ผมไม่ค่อยเห็นด้วย ครั้งแรกมันโอเคแต่ครั้งที่สองคนเขาด่าเราเยอะนะ แต่อย่างจตุจักรนี่เข้าไปได้เลยมันเหมาะ มีที่จอดรถ ไปรถไฟฟ้าได้ แต่ที่ชุมชนไม่ควร อันที่สองที่บอกเขาคือห่างจากกลุ่มเสื้อแดงได้เท่าไหร่ยิ่งดี มันไม่จำเป็นต้องไปอยู่ใกล้กันนี่ ไม่มีประโยชน์อันใดทั้งสิ้นเลย ไปก็เท่ากับยั่วยุให้มาตีกัน แล้วถ้าตีกันจริงๆ เราก็ตาย เราสู้ไม่ได้หรอก เพราะของพวกเรามันหน่อมแน้ม ประสบการณ์ของวัยใสไม่มีอะไรหรอก"

     ครูหยุยยังเห็นว่านัดชุมนุมใหญ่ครั้งเดียวจะมีพลังกว่า

     "ให้เห็นว่าเราไม่เอาคุณจริงๆ แต่ว่าเราจะต้องมีเสียงพอนะ ถ้าไม่พอก็ยกให้เขาไปเลย คือเมื่อเราเป็นพลังเงียบแล้วเรายังไม่รู้ร้อนรู้หนาวก็ไม่รู้จะทำยังไง จะให้ประชาชนมาสู้รบปรบมือเหรอ มันไม่ได้ มันไม่ใช่หน้าที่ของประชาชนที่จะไปสู้รบปรบมือ เรามีรัฐ รัฐก็ต้องทำหน้าที่ แต่ก็ต้องให้เวลารัฐ ผมยังเห็นว่าต้องให้เวลารัฐ แต่ไม่ใช่ว่าขีดเส้น 7 วัน 9 วัน ผมไม่เห็นด้วย เพราะว่าอะไร เพราะเราไม่ได้เป็นรัฐเราไม่รู้หรอกว่ามันยากมากนะ ผมแวะเวียนไปดูพวกเสื้อแดงบ่อยนะ โดยคนก็ไม่รู้แต่ผมก็ต้องระวัง มองไปนี่ชาวบ้านจริงๆ และคนที่ตายก็ชาวบ้าน ไม่มีหรอกผู้นำตาย  ผมไม่เคยเห็นเลยไม่ว่าจะม็อบอะไรก็ตาม ม็อบเหลืองม็อบแดงไม่เคยมีผู้นำตาย พฤษภาทมิฬก็ไม่มีผู้นำตาย นี่คือสิ่งที่เราเรียนรู้ว่ามันไม่ใช่ ใครที่จะใช้ประชาชนมาเป็นกันชนโล่มนุษย์เราไม่ยอมทุกฝ่ายแหละ ไม่ว่าจะเป็นแดงหรือเป็นหลากสี หรือเป็นสีลม ชาวสีลมก็ไม่ควรจะขนาดนี้ ความเห็นผมท่านก็ควรตั้งมั่นในที่ของท่าน"

     รัฐเองก็กำลังถูกแรงกดดันจากประชาชนอีกด้านหนึ่ง

     "ผมถึงเห็นใจ เพราะรัฐเองเท่าที่เรารู้ลึกๆ ภายในรัฐก็ไม่เป็นเอกภาพ ไม่เป็นเอกภาพทางความคิดอันที่หนึ่งเลย อันที่สองไม่เป็นเอกภาพในทางกำลัง อันนี้ต้องยอมรับความจริง เมื่อไม่เป็นเอกภาพจะให้เขาพั้วะพะๆ  มันไม่ได้หรอก อันที่สามคือ ณ วันนี้กับคราวที่แล้วมันต่างกันนะ จำนวนคนชุมนุมไม่เหมือนก่อน จำนวนเยอะมาก และจุดนั้นอับมาก เกิดอะไรขึ้นแค่เหยียบกันตายนี่ก็สาหัส สองคนที่ชุมนุมเขาสู้แล้ว เขาตั้งใจสู้ ฉะนั้นความรุนแรงมันต้องมากกว่าปกติ คือถ้าเป็นม็อบทั่วไปที่ตูมๆ แล้วหมอบก็ไม่เท่าไหร่แต่นี่เขาวิ่งสวนเลย เป็นความรุนแรงที่ต้องประเมิน อันที่สามคือแน่นอนว่าเขามีอาวุธแน่ จะเป็นฝ่ายไหนไม่รู้ และอาวุธทหารก็หายไปเยอะ ดูจากเอ็ม 79 ที่ยิงกันเยอะแยะหรือแม้เสื้อแดงไม่ได้ทำก็มีคนพร้อมจะยิงเข้ามาตรงกลางเสมอ ฉะนั้นเรื่องแบบนี้มันไม่ง่าย ที่จะบอกให้รัฐทำอย่างนั้นอย่างนี้ ฝ่ายที่อยากเร่งให้ปราบผมก็เข้าใจเขานะ บางทีมันต้องใจเย็นๆ ผมก็ไม่ได้มีความคิดอะไรมาก ถ้าคิดแบบผมตอนนี้ก็คือว่าถนนราชประสงค์ทั้งเส้นธุรกิจใหญ่แถวนั้น ณ วันนี้ผมว่าเขาก็เสียหายแต่เขาก็ยังมีสายป่านที่ยาว ถ้าเทียบกับการตายของคนผมคิดว่าตรึงแบบนี้ไว้ระยะยาวๆ น่าจะดีกว่า ในความเห็นผม สิบยี่สิบวันนี่ตรึงให้หนักเลยไม่ให้เข้าไม่ให้ออก น่าจะเป็นทางที่ดี และก็คุยกันเท่าที่คุยได้ และผมเชื่อว่าอารมณ์ก็จะลง อย่าไปยั่วอารมณ์ก็จะลง"  

     "แต่ผมว่ามันน่าจะผ่านไปได้จริงๆ โดยไม่ใช้กำลัง เห็นไหมว่าวันที่ 10 เราเห็นว่ามันน่าจะนองเลือดต่อมันก็ผ่านมาสิบวัน ผมยังเชื่อแบบนี้นะ ฉะนั้นผมคิดว่าขณะนี้รัฐก็ต้องบอกให้ชัด ว่าขณะนี้รัฐประเมินแล้วถ้าเราใช้กำลังเข้าไปสลายจะมีคนล้มตาย ซึ่งเราเชื่อว่าเราก็ไม่ชอบ เพราะเป็นคนไทยทั้งหมด และก็ต้องให้คนที่ใจร้อนให้เข้าใจด้วย ข้อที่สองเราก็ขอร้องม็อบว่าท่านอย่าได้ขยับเลย เพราะถ้าท่านไม่เคลื่อนเราไม่ทำอะไร พูดให้ชัด และต่างจังหวัดก็เหมือนกันคุณไม่มีสิทธิ์ไประรานทหาร ไม่มีสิทธิ์ไปตรวจค้น ไม่ใช่บ้านป่าเมืองเถื่อน นี่ก็ไม่ได้ พูดขีดเส้นให้ชัดว่าบางเรื่องเรายอมได้แค่นี้ ผมว่าอย่างนี้โอเคนะ"

     นี่อาจจะเป็นการการหาทางลงให้เสื้อแดงด้วย เพราะเริ่มมีคำถามถึงแกนนำว่าต้องรักษาชีวิตมวลชนให้มากกว่านี้

     "ใช่ เมื่อคืนผมยังฝันเลย อันนี้ฝันจริงๆ นะว่าคนที่เป็นเครือญาติของผู้นำม็อบมานั่งอดข้าวประท้วงนะ ผมเป็นผู้นำแล้วแม่ผมนั่งประท้วงผมจะเลิกไม่เลิกเนี่ย มันก็น่าคิดนะ เพื่อให้สงบสันตินี่ก็เป็นวิธีหนึ่ง นี่ฝันจริงๆ เมื่อคืน อาจจะเพราะคิดมาก ผมยังเห็นว่ามันก็ยังมีทางออกเยอะถ้าคนให้เวลารัฐสักพักหนึ่ง และรัฐก็มีมาตรการอะไรที่ชัดเจนแบบนี้ ส่งสัญญาณที่ชัด ซึ่งผมก็ยังรู้สึกขอบคุณศาลแพ่งนะที่บอกว่าต้องเป็นไปตามขั้นตอน แต่หลายคนอาจจะไม่สะใจก็ไม่เป็นไร แต่ก็ไม่ใช่ว่าม็อบจะทำอะไรตามสบาย ก็ต้องอยู่ในกรอบตามขั้นตอน ผมยังยืนยันว่าต้องเจรจา ไม่ใช่เอากำลังไปทลายเขา เขาก็ต้องลุยกลับ มันก็ไม่ต่างกันหรอก จะบีบก็บีบได้แต่ก็ว่าจะมีคนตายกลุ่มหนึ่งแหละ ยกตัวอย่างจะลุยตรงสีลมมันก็ไมใช่ว่าแคบ พื้นที่ปีกมันกว้างมาก หรือคุณจะมาตรงมาบุญครองซึ่งปีกตรงนั้นมันแคบแต่มันก็ไปโป่งตามซอย มันไม่ง่ายหรอก คุณจะให้เขาถอยยังไง เอาน้ำฉีดเอารถเข้าไปมันก็จะมีคนบางคนที่อาสาบุกเข้าไปหาโล่ ไปนอนขวางรถ คุณจะเหยียบเขาเหรอ คุณไม่เหยียบเขาก็ปีนขึ้นรถ คือมนุษย์พอมาถึงจุดบ้าจุดหนึ่งตัวเองก็เป็นอาวุธได้นะ ซึ่งตัวที่เป็นอาวุธนี่แหละน่ากลัวสุด ไม่ต้องมีระเบิด เหมือนกับไปนอนขวางทางรถไฟ"

 

 

     มีความคาดหวังให้กลุ่มประชาชน (บริสุทธิ์) จะมีพลังพอเป็นมวลมหาชน

     "ตอนนี้มันยังไม่เป็นมวลมหาชนถ้าเทียบกับ 14 ตุลา นั่นเป็นพลังของนิสิตนักศึกษา เหมือนเฟซบุ๊กตอนนี้ แต่คราวนั้นเป้ามันชัด ไม่มีความขัดแย้งแตกแยก มีเป้ารบกับทหารเป็นหลัก ออกมาและไม่คิดว่าจะมีความรุนแรง และขบวนการจัดตั้งก็ไม่มีอะไรมาก ค่อยๆ ขยับหลายๆ สายมารวมกัน จุฬาฯ ก็มาทางหนึ่ง รามก็มาทางหนึ่ง ธรรมศาสตร์ก็มาทางหนึ่ง เหมือนน้ำหลายสายไหลมารวมกันเป็นแม่น้ำสายใหญ่ แล้วเคลื่อนตัวไป นั่นคือมวลมหาประชาชน อันนี้อาจจะเหมือนเหมือนกัน เพียงแต่เป็นแม่น้ำสายเล็กๆ มารวมเป็นบ่อๆ อย่างเช่นสีลมเขาก็รวมเพื่อปกป้องอาณาเขตเขา คนสีลมส่วนหนึ่งก็อาจจะไปอยู่ในหลากสี อาจอยู่ในสีเหลือง หรืออาจจะอยู่ในสีแดงที่ไปรวมกับราชประสงค์ ซึ่งคนสีลมก็มีคนราชประสงค์ส่วนหนึ่งที่เดือดร้อน เขาก็ต้องการยันไม่ให้มายุ่งกับผลประโยชน์ของชุมชนเขา มันเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ณ วันนี้ ถ้าไม่มีการประกาศว่าจะบุกสีลมคนสีลมก็จะไม่รวมตัว สมมติราชประสงค์บอกเราจะไปที่ใหม่คือเยาวชน โหคนเยาวชนจะต้องมีกลุ่มเยาวราชขึ้นมาทันที มันก็เหมือนกัน เขาเรียกว่าเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อปกป้องอาณาบริเวณ ซึ่งอันนี้ยังไม่เรียกว่ามวลมหาชน มันเป็นเรื่องของการรักษาประโยชน์เฉพาะตน แต่เมื่อไหร่ที่เอาประเทศเป็นหลัก นั่นแหละจะเป็นมวลมหาชน แล้วเราจะออกมารักษาประเทศของเรา ซึ่งอันนี้นี่แหละที่ผมหวังว่ากลุ่มหลากสีจะเป็นอย่างนี้ แต่เป็นบนพื้นฐานที่ไม่ซ้ำรอยเดิม ไม่ปิดถนนจนคนเดือดร้อนไปทั่ว แต่เราขอคนกรุงเทพฯ หนึ่งวันเท่านั้น แสดงพลังว่าถนนทั้งสายเราขอและก็ บอกล่วงหน้าว่าเราจะมาเส้นนี้"

     ครูหยุยบอกว่าการใช้ความรู้สึกรักชาติบางทีก็ต้องระวังไม่ให้เลยเส้นไปถึงคลั่งชาติ

     "เราจะต้องชัดเจนสองสามข้อ ข้อที่หนึ่งเราไม่เอาความรุนแรง คือข้อนี้ต้องมาก่อน เป็นพลังที่บอกทั้งรัฐและเสื้อแดงว่าเราไม่เอาความรุนแรง เราต้องการสันติภาพกลับมาสู่ประเทศไทย เราเป็นคนไทย ต้องไม่มีสีเสื้อ ให้เห็นว่านี่คือพลังมหาศาลขนาดไหนว่าเขาไม่เอานะ ฉะนั้นแดงก็ควรจะเลิก ทหารก็ควรจะเข้ากรมกอง อาจจะเป็นทางออกก็ได้ว่าคนมาเยอะขนาดนี้โอเคผมกลับกรมกองซะ เสื้อแดงอาจจะประกาศโอเคเราสลาย อาจจะเกิดปรากฏการณ์นี้ก็ได้ คุณอย่าดูถูกนะว่าคนเต็มถนนมันอาจจะเป็นสัญญาณโดยไม่ต้องมีคำประกาศ ตัวคนที่อยู่บนถนนจะเป็นตัวประกาศเองว่าสันติภาพภาพมาแล้ว ว่าเราทั้งหมดไม่เอาความรุนแรง"

 

ถึงที่สุดพรรคร่วมถอนตัว

     ครูหยุยยังเชื่อว่าถึงจุดหนึ่งการเมืองจะแก้ด้วยการเมือง

     "ผมยังเห็นว่าถ้าดูตาม timing เวลาอย่างที่ท่านบรรหารพูดก็โอเค 6 เดือนก็เลือกภายใน 60 วัน ก็รวมแล้ว 8 เดือน มันก็ใกล้ 9 เดือน มันไปได้ ไม่ได้มีอะไรที่น่ากังวล แต่ไม่รู้ว่ารัฐบาลจะเอาด้วยไหม ประกาศเลยว่าเรายุบสภาแน่นอนวันนี้ และมีขั้นตอนหนึ่ง สอง สาม สี่ แถลงพร้อมกันหมด"

     รัฐบาลอาศัยกลไกทหารตำรวจไม่ได้เลย

     "อย่าลืมว่าพอเจ้าหน้าที่ต้องมาอยู่ตรงนี้มาก เขาก็ไม่ได้ไปดูแลประชาชนด้านอื่นนะ ฉกชิงวิ่งราวซึ่งอันนี้เป็นภาพที่เราไม่เห็นนะ ดังนั้นรัฐต้องประชุม ครม.ด่วน และเอาให้ชัดว่าจะเอายังไง ออกตารางเลยว่าจะต้องทำอะไรบ้าง ประกาศเลยว่ารัฐจะเดินอย่างนี้แหละ ชุมนุมก็ชุมนุมไป แต่ว่าถ้าคุณจะกรุณาก็ย้ายจากราชประสงค์ แต่เราจะดูแลจัดห้องน้ำห้องท่า และดูว่ารัฐทำจริงไม่จริง ดูทีละ step เลย ถ้าไม่เป็นจริงคุณลุยเราได้เลย ผมว่าอย่างนี้มันก็เป็นทางออกได้ ซึ่งนายกฯ เองก็บอกว่ามีแล้ว road map ก็บอกไป คำประกาศของรัฐและแถลงข่าวคุณจะโกหกประชาชนได้เหรอ แน่นอนว่ากลุ่มหลากหรือประชาชนที่เขาไม่อยากให้ยุบสภาเขาอาจจะไม่พอใจ แต่มันเป็นทางลงอันหนึ่ง ซึ่งก็เป็นข้อเสนอที่เคยคุยกันแล้ว นี่เป็นทางออกหนึ่ง ไม่เช่นนั้นมันจะมาทางออกที่สองที่จะไม่ให้เกิดสงครามกลางเมือง ซึ่งผมเชื่อว่าจะไม่เกิด มันจะมีบางพรรคถอนตัว ถอนเมื่อไหร่คุณก็ต้องยุบ และผมเชื่อว่าถอนแน่"

     แต่พรรคร่วมก็ตั้งเงื่อนไขแก้รัฐธรรมนูญก่อน

     "2 มาตรา 190 กับเขตเลือกตั้ง ที่จริงไม่แก้ 2 มาตรานี้ก็ได้ มาตรา 190 สนธิสัญญากับต่างประเทศไม่ต้องแก้ก็ได้ ใครมาเป็นรัฐบาลก็แก้ทีหลัง กับเลือกตั้งเขตเล็กเขตใหญ่ก็ไม่ได้กระทบอะไร เรื่องนิรโทษกรรม ยุบพรรค คุณบรรหารก็ไม่ได้พูดเลยนะ คุณบรรหารนี่เป็นตัวแปรนะ ถ้าท่านบอกว่าโหบ้านเมืองเป็นแบบนี้ไม่ไหวแล้ว เราออกจากรัฐบาล อยู่ตรงกลาง คุณยุบแน่ครับ และจะเร็วกว่าด้วย คือประชาชนต้องเข้าใจความเป็นจริงด้วยว่าการยุบสภามันมีสองกรณี หนึ่งคือเกิดวิกฤติขึ้นมาทันทีในพรรคร่วมรัฐบาล สองคือเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจ เช่น ปฏิวัติเสร็จตั้งรัฐบาลมา 2 ปีเสร็จแล้วยุบสภา ตอนนี้มันคือภาวะอันนั้น และผมเชื่อว่าพอถึงวิกฤติหนึ่งเขาต้องถอนตัว เพราะว่าเขาก็ไม่อยากเห็นสงครามกลางเมือง"

     รอถึงตอนนั้นคุณอภิสิทธิ์ก็ไม่เหลือเครดิตแล้ว

     "คุณอภิสิทธิ์จะเสียหาย แต่ผมก็เข้าใจเขานะ เขาเป็นคนดีนะ แต่ว่าเป็นคนดีที่ยังไม่เคยผ่านประสบการณ์ที่มันรุนแรงแบบนี้ และคนเป็นนายกฯ ช่วงนี้ใครมานั่งแทนคุณอภิสิทธิ์ก็เหมือนกันแหละ จะตกที่นั่งเดียวกัน นี่ด้วยความเข้าใจจริงๆ แต่มันจะเกิดเหตุการณ์มีพรรคร่วมถอนตัว นี่ก็เป็นทางที่สอง ทางที่สามที่ผมฝันก็คือว่า เกิดม็อบบริสุทธิ์เต็มถนนว่าไม่เอาคุณ และคุณดูเลยคนที่ไม่เอาคุณขนาดนี้แล้วจะยังทนดื้อต่อไปเหรอ"

     ทางออกนี้ดีไม่ดีจะกลายเป็นม็อบชนม็อบ

     "เราก็ต้องมั่นใจว่าเราไปอยู่ที่ไหนที่มันไกลจากเขา และเราก็ประกาศตัวชัดเจนว่า 8 โมงถึง 4 โมงเย็นกลับบ้าน ครั้งเดียว เป็นม็อบแสดงพลังครั้งเดียว ผมอยากจะเห็นแบบนี้ ผมไม่อยากเห็นทุกวันๆ มันเสี่ยงมาก ทุกๆ วันถ้ามันตูมขึ้นมา พลังมันจะหายหมดเลยนะ  มันจะกลายเป็นความเคียดแค้น ว่าทำไมคุณมายิง แม่ที่เคยนั่งอยู่ที่บ้านเห็นลูกตายก็ออกมา มันไปกันใหญ่เลยครับตอนนี้ มันสร้างความแค้น ซึ่งก็นัยเดียวกัน ถ้าเราไปทำกับแดงก็เหมือนกัน เกิดความแค้น มาทำกับสีลม  สีลมก็เกิดความแค้น พอแค้นมากๆ มันก็ปะทะ และต่อไปทหารก็จะเอาไม่อยู่ มันจะตรงข้ามกับฟิลิปปินส์ ฟิลิปปินส์ทหารรบกัน ประชาชนเดินบนถนนขวางทหารไม่ให้รบกัน ของเรามันกลายเป็นประชาชนรบกัน ทหารอยู่ตรงกลาง เพื่อไม่ให้ประชาชนรบกัน จะตรงข้ามกับฟิลิปปินส์ อันนี้น่ากลัว ฟิลิปินส์มันยังเป็นประชาชนอยู่ตรงกลาง บอกทหารอย่ายิงกันนะ เอาอำนาจบริสุทธิ์ไปชนะอำนาจของทหาร แต่ของไทยมันจะกลายเป็นอำนาจบริสุทธิ์ของทั้งสองฝ่าย แต่มีทหารอยู่ตรงกลาง ซึ่งมันจะน่ากลัว"

     "ทหารคราวนี้จะว่าเขาเสียศักดิ์ศรีไหม ก็ถูก โดนไล่ลงจากรถ ซึ่งทหารหนุ่มจำนวนมากแค้นมาก ยิงนายทหารหนุ่มตาย มาทำร้ายทหารเล็กๆ ความเคียดแค้นในหมู่ทหารหนุ่มอาจจะนำไปสู่การปฏิวัติ ซึ่งก็ได้กลิ่นอยู่ แต่เมื่อไหร่ที่ปฏิวัติมันจะรบกันสามฝ่าย ก็คือแดงส่วนหนึ่งกับทหารส่วนหนึ่ง และทหารที่ปฏิวัติส่วนหนึ่ง คือสองฝ่ายแรกจะรุมทหารที่ปฏิวัติ คำถามคือว่าแล้วจะเอาอยู่ไหม ยกตัวอย่างง่ายๆ มีคนเสนอว่าให้ประกาศกฎอัยการศึก ประกาศเมื่อไหร่ก็เหมือนปฏิวัติดีๆ นี่เอง แต่มันต่างกันตรงที่ว่ารัฐบาลยังอยู่ แต่ต้องปฏิวัติ เพราะว่าเอาไม่อยู่ หมดทางเลยนะครับ ต้องปฏิวัติเอาไม่อยู่แล้ว เพราะมันคืออันเดียวกัน เพียงแต่ว่าอัยการศึกนั้นรัฐบาลยังอยู่ แต่ปฏิวัติคือรัฐบาลไม่มี กฎอัยการศึกสภาฯ ยังอยู่ ปฏิวัติสภาฯ ไม่มี กฎอัยการศึกแม้กระทั่งเสื้อเหลืองก็บอกให้ประกาศนะ ถ้าเขามั่นใจว่าเอาอยู่เขาประกาศไปแล้ว แต่เขารู้ว่ามันเอาไม่อยู่ และการรบคราวนี้ถ้าพูดอย่างผมวาดภาพนะ ถ้ารบแล้วเอาไม่อยู่ประเทศไทยเปลี่ยนเลยนะ ฉะนั้นผมคิดว่ามันจะต้องคุยกัน และเสื้อแดงก็ต้องรู้ว่าสู้จริงๆ คุณสู้ไม่ได้หรอก แต่คนที่ตายคือประชาชนจำนวนมาก แล้วพอตายเปรียบเทียบอย่างกรือเซะก็ได้ ลูกหลานเขาตายเยอะ เครือญาติเขาก็เป็นศัตรูกับรัฐหมด มันก็จะเหมือนกันคนเสื้อแดงอีสาน สมมติคนสุรินทร์บ้านผมตาย 70 คน ญาติเขาเท่าไหร่ มีศัตรูเพิ่มขึ้นอีกเท่าไหร่ ทันทีจากคนที่ตาย และจังหวัดอื่นอีกล่ะ อันนี้มันจะซ้ำรอย ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะมาฆ่ากันเอง"

     ต่อให้สลายได้ก็จะเกิดเป็นขบวนการต่อต้านอำนาจรัฐ

     "ถูก ซึ่งแน่นอนหลายคนก็บอกว่ามันใช้เวลาสมานฉันท์ได้ ผมก็ไม่ว่าอะไร ในเสื้อเหลืองคราวที่เกิดปัญหา ญาติผมคนหนึ่งแน่นิ่งอยู่ที่โรงพยาบาล เป็นน้องสาวเลยอยู่ที่โคราช เราก็เข้าใจว่านั่นคือความรุนแรงที่ไม่คุ้ม มันไม่ควรไปซ้ำรอย แต่แน่นอนวันที่ 10 เม.ย. มันเป็นอุบัติเหตุจริงๆ ที่เราไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น ใครมีเจตนาทำให้เกิด แต่ก็นั่นแหละรัฐปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ ทั้งเวลาที่เริ่มเข้าไปปฏิบัติการ และถ้าจะสลายทำไมสลายที่นี่ ไม่สลายราชประสงค์ให้มารวมที่ผ่านฟ้าฯ นี่คิดแบบผม เอ๊ะทำไมสลายที่นี่ให้ไปรวมที่ราชประสงค์ เพราะเรารู้ว่าสลายที่นี่เมื่อไหร่ เขาก็ต้องไปที่ราชประสงค์แน่นอน หลังจากเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย. ผมเคยเสนอว่าตอนนี้คุยกันไม่ได้หรอกแกนนำ เสนอมาเลยฝ่ายละ 4 คนที่คุณเห็นว่าเป็นฝ่ายคุณ นั่งคุยกันที่ไหนก็ได้ ฝ่ายละ 4 คนไปทำทุกเรื่อง ไปคุยว่าจะลงกันยังไง ไปเถียงกันให้พอ เถียงแล้วกลับไปคุยใหม่ แต่แน่นอนฝ่ายแดงอาจจะคุยยาก เพราะมีคุณทักษิณอยู่ต่างประเทศคอยชี้ว่าเอาไม่เอา แต่อย่างน้อยถึงจุดหนึ่งผมเชื่อว่าคนต้องเอาประเทศมากกว่าทักษิณ ผมยังเชื่อนะว่าถึงจุดหนึ่งเราต้องเอาประเทศมากกว่าทักษิณ เพียงแต่ว่าจุดนั้นมันยังมาไม่ถึง แต่ครั้งนี้ผมก็เชื่อว่าแกนนำก็กลัวตาย เป็นผมผมก็กลัวตาย เพราะเขารู้ว่าตอนนี้ถ้าเขาเคลื่อนเมื่อไหร่เขาก็ตาย และผมเชื่อว่าก็มีคนต้องการจะเล่นแกนนำมากกว่าเล่นประชาชน อันนี้พูดกันตรงๆ ซึ่งเขาก็รู้ คือก็มีบางส่วนที่คิดว่าเมื่อแกนนำล้มไม่มีใครถือไมโครโฟน ขึ้นมาก็ล้มอีก มันก็จะนอนราบกับพื้น แล้วก็จับให้หมด เลิกกันไป เขาเชื่ออย่างนั้นว่ามันเป็นวิธีที่น่าจะทำได้ หมายถึงว่าถ้าถึงขั้นตะลุมบอน ซึ่งถ้าเทียบเคียงกับว่าลุยเข้าไปหาชาวบ้านเลย มันก็น่าคิดเหมือนกัน"

     ถึงจะประกาศตัวว่าเหลืองอ่อนๆ แต่ครูหยุยก็เข้าใจความจำเป็นของชาวบ้าน ขณะที่คนชั้นกลางในกรุงเทพฯ ตัดสินใจพวกเขามาเพราะเงินและโง่

     "ตอนนี้ชาวบ้านกลับไปเยอะ ผมมีเพื่อนบุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ นั่งคุยกันเขาบอกกลับไปเยอะ กลับด้วย 2-3 เหตุ หนึ่งกลัวตาย อันนี้จริง เพราะเขาไปเขาก็ไปด้วยวัฒนธรรมอีสานที่เป็นระบบบุญคุณ คือคนอีสานนี่เขาถูกทิ้งมาตลอดนะ เราคนอีสานเรารู้คนอีสานถูกทิ้งมาตลอด รัฐบาลชุดไหนก็ไม่เคยดูแลคนอีสานเลย เป็นเนื้อเป็นหนังเลย มาฮือฮายุคชวลิต ที่ว่าจะผันแม่น้ำ ก็รู้ว่าเออน่าจะเป็นนายกฯ ที่ช่วยคนอีสานได้ แต่ก็ช่วยไม่ได้ แต่พอทักษิณมา เขาไปใช้ทฤษฎีคล้ายเอ็นจีโอทำ ก็คือทำทุกอย่างไปหารากหญ้า ไม่ใช่เงินตัวเองหรอกนะ เอาเงินหลวง แต่คนก็คิดว่าเงินทักษิณ ทุกอย่างลงไปคนมันเห็นรูปธรรมทันที อยากได้บ่อก็ได้บ่อ อยากได้สหกรณ์ก็ได้สหกรณ์ อยากได้เงินกองทุนก็ได้ คือสารพัดมันจะได้ไปหมด และยังไปทำโมเดลที่ร้อยเอ็ด แบบนี้มันเป็นรูปธรรมชัด แท็กซี่จำนวนมากที่มาจากร้อยเอ็ดสมัยหนึ่งพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ามีแท็กซี่ยุคไหนได้นั่งใกล้กับนายกฯ ไม่เคยมี คือคนบางคนมันไม่มีอะไรมากนะ แค่เขาได้รับการยอมรับ โหมันถวายชีวิตเลย ฉะนั้นคนอีสานส่วนหนึ่งมีสิ่งนี้อยู่ รู้สึกว่าเขามีบุญคุณกับเรา มีส่วน และได้รับข้อมูลว่าเขาถูกรังแก ความรู้สึกนี้มันขึ้น มันต้องเข้ามา แต่พอเข้ามาแล้วภาวะความรุนแรงที่เขาเห็นว่าเพื่อนฝูงตาย มันไม่คุ้ม ด้วยความกลัวนี่ต้องเข้าใจ ส่วนหนึ่งก็มาเพราะสตางค์ พวกนี้ไม่คุ้มอยู่แล้ว มอเตอร์ไซค์รับจ้างจำนวนหนึ่งก็มาเพราะสตางค์ พอโป้งๆๆ ตาย ไม่เอาแล้ว วันละพันน้ำมันเต็มถัง ไปอยู่เหมือนเดิมดีกว่า มันไม่คุ้ม คุยกับวินแถวนี้บางคนบอกหนึ่งพันน้ำมันเต็มถังผมไม่เอา ตายแล้วไม่คุ้ม พิการก็ขับรถไม่ได้ จำนวนหนึ่งก็ถอยแบบนั้น อีกจำนวนหนึ่งเขาก็รู้สึกว่าเขาได้ข้อมูลมากขึ้น และหลายคนก็เฮิร์ตจากเหตุการณ์ 10 เมษา ว่าเอ๊ะทำไมต้องยิงพวกเราขนาดนี้"

     ส่วนหนึ่งก็เริ่มคลางแคลงใจกับความรุนแรงที่แฝงในกลุ่มม็อบ

     "อยู่ในม็อบ และเขารู้สึกว่าวัตถุประสงค์มันเปลี่ยน ตอนนี้ม็อบส่วนใหญ่เป็นม็อบกรุงเทพฯ คนสลัมนี่เยอะมาก ผมมีสลัมที่ดูแลอยู่ 20 ชุมชนรอบกรุงเทพฯ ใน 20 ชุมชุมนี่ทุกชุมชนครึ่งหนึ่งเลยไปอยู่ที่ม็อบ บางคนก็เก็บขวดขาย บางคนขี่ซาเล้ง พวกนี้ทั้งนั้นเลย แม้แต่คนในหมู่บ้านผมเอาตีนตบใส่ผม เขาก็พูดกันทหารมันฆ่าประชาชน พูดกันทุกวัน บางทีเราก็ถามที่ป้าพูดเนี่ยป้าเห็นหรือเปล่า ก็เขาบอกมาอย่างนี้ นี่ก็เป็นข้อมูลที่ใส่มาได้อย่างเป็นระบบค่อนข้างมาก"

     สลับกับอีกด้านก็มีชุดข้อมูลเรื่องชาติ สถาบัน

     "อันนี้ไม่เถียงเลย แต่กลุ่มเฟซบุ๊กมันจะได้เปรียบเขาหน่อย มันมีคนเถียงกันในนั้น ยกตัวอย่างลูกสาวผมมีเพื่อนคนหนึ่ง นั่นแดงจ๋า เขาก็เถียงกันในเฟซบุ๊ก เราก็อ่าน เขาด่าถึงพ่อเลย ช่างเขาหนูก็ว่าไปพ่อไม่เกี่ยว มันก็เถียงกันไปเถียงกันมา ฝ่ายนั้นก็เอาหลักฐานว่าตายเพราะยิงมาจากฝ่ายทหารมาให้ดู ทางนี้ก็เอาของรัฐบาลมาฉายให้ดู มันก็อยู่ในเฟซบุ๊กกันนี่แหละ ฉะนั้นมันได้ข้อมูลกันพอสมควร วัยรุ่นได้ข้อมูลพอสมควร เถียงกันเราก็นั่งฟัง แต่ข้ออ่อนก็คือว่ามันเริ่มไปสู่ถ้อยคำที่หยาบคายมากขึ้นๆ อันนี้ที่น่ากังวล คือพอเริ่มเถียงกันมากๆ มันใช้อารมณ์ คือถ้าเป็นพันธมิตรฯ นี่เรื่องชาติ สถาบัน จะกินใจคนที่มีอายุ ในเฟซบุ๊กก็ไม่ต่างกันนะ มาเพราะในหลวงทั้งนั้นเลยนะ เรื่องสถาบันทั้งนั้นเลย เท่าที่คุยกับพวกแกนนำพวกเฟซบุ๊กทั้งหลาย คือเขารับได้กับการชุมนุมนะ เขารับได้กับการประท้วงนะ ประท้วงเดือดร้อนเป็นเรื่องธรรมดา พอเข้าใจ แต่พอกระทบเรื่องสถาบันนี่เขาไม่ยอมเลย"

     "ตอนนี้ผมเชื่อว่าคนจำนวนหนึ่งในเสื้อแดงเขาหลุดจากคุณทักษิณได้พอสมควร แกนนำหลายคนก็หลุด แต่ปัญหาก็คือว่าผลประโยชน์มันยังเยอะ แต่ว่าความกลัวไม่เข้าใครออกใครหรอก เพราะสุดท้ายคนจะรู้ว่าเขาไม่ได้พูดถึงประเทศชาติเลยนะ ชีวิตมีค่ามากกว่าเงินสิบล้านห้าสิบล้าน ผมยังเชื่อว่าสุดท้ายเขาจะรู้ว่าชีวิตมีค่ามากกว่า หรือได้มาพอแล้วล่ะ ต่อไปนี้เอาชีวิตไว้ดีกว่า ผมเชื่อว่าเป็นอย่างนั้น แต่ส่วนใหญ่ก็ยังไม่ได้รู้สึกอย่างนั้น ยังรู้สึกว่าถูกรังแก เพราะว่าเขาฟังอยู่ทุกวัน ฟังข้อมูลว่าทหารจะมาล้อมเอาเฮลิคอปเตอร์มา คนเราพอกลัวถึงจุดหนึ่งมันจะไม่กลัวแล้ว ทางรอดเดียวคือสู้ ณ วันนี้ผมว่าเขาไปถึงจุดนั้นแล้ว ไม่อย่างนั้นเขาไม่ตั้งกำบังขนาดนี้หรอก นั่นคือจุดหนึ่งเขาจะสู้แล้ว ซึ่งถ้าทำให้คนจนตรอกไม่ได้นะ ผมจึงไม่เห็นด้วย"

     ในฝ่ายที่เห็นว่าระบอบทักษิณเป็นภัย คาดหวังว่าหลังรัฐประหาร 19 กันยา จะ set อำนาจใหม่และสลายความขัดแย้งได้ โดยไม่คิดว่าสังคมไทยจะมาเป็นอย่างทุกวันนี้ ครูหยุยเองก็คาดไม่ถึงเช่นกัน      "ตอนนั้นมองไม่ชัดขนาดนี้ รู้เพียงแต่ว่าทักษิณเป็นเหมือนลัทธิหนึ่ง ขึ้นมาในกลุ่มคนจำนวนมากเลย เป็นลัทธิทักษิณเลยที่มันจับต้องได้ คือนโยบายของทักษิณเป็นเหมือนรัฐบาลทั่วไปที่ประกาศนโยบาย แต่รูปธรรมของทักษิณลงมามันหนักกว่านโยบาย ฟรีคือฟรี ให้คือให้ คือคนมันเกลียดนักการเมืองมานาน นักการเมืองเอาแต่โกงอย่างเดียว และฝีปากก็หรูไปทุกพรรค แต่ทักษิณมันตรงกันข้ามนะ เขาฉลาดเขาไม่ใส่เสื้อนอกประชุมกับเรา ผมเป็นเอ็นจีโอเจอครั้งแรกเขาถกแขนเสื้อใส่ยีนส์ เฮ้ยคุยกันได้เว้ย ในใจเราคิดเอานายกฯ ใส่ยีนส์ ความรู้สึกมันธรรมดาจัง บุคลิกของเขาเป็นบุคลิกที่มันธรรมชาติและซื้อใจคนได้มาก มันเป็นลัทธิทักษิณแบบหนึ่ง และเขาใช้แนวคิดเอ็นจีโอหมดเลย บ้านเอื้ออาทรบ้านมั่นคงก็มาจากแนวคิดของสลัมอ่อนนุช ที่เคยเก็บขยะกันขายซื้อที่แล้วมาสร้างบ้านกัน คนรอบทักษิณเขามีสามวง วงแรกคือวงใกล้ชิดมากๆ วงนี้เป็นทั้งทุนทั้งเพื่อนสนิท วงสองคือแนวคิดพวกเอ็นจีโอ แนวคิดนักวิชาการ พวกคอมมิวนิสต์เก่า ซึ่งพวกนี้จะให้ยุทธศาสตร์ยุทธวิธี และเวลาทักษิณจะเอาโปรเจ็กต์พวกนี้ คุณทำแค่นี้เหรอ เช่น ผมไปช่วยเขาเรื่องสภาเยาวชน เขาบอกครูหยุยจะเอาแค่นี้เหรอ ได้ไหมสักสามหมื่นคน โอ้โหเราเคยทำสามร้อย บอกสามหมื่นเรากุมขมับเลย คือเอ็นจีโอเราไม่เคยคิดอะไรที่เป็น mass ใหญ่ๆ เราคิดแต่เล็กๆ พอไอเดียเรามันใช่ เขาบอกของคุณถูกนะ รวมเด็กเป็นกลุ่ม แต่มันไม่มีพลัง มันน้อยไป เอาไปเลยสิบล้าน เราเคยทำแต่ล้านเดียว นี่คือคิดแบบเขา แนวคิดเขาไม่ได้มีอะไรใหม่ แนวคิดเอ็นจีโอเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เลยที่เอาไปทำกับชาวบ้าน แต่แทนที่จะมีหมู่บ้านเดียว สามหมื่นหมู่บ้านเลยได้ไหม นี่คือคิดแบบเขา ตอนนั้นผู้นำมันสนุกกันใหม่ๆ ลงบ้านเราๆ แล้วลงเร็ว แต่คนที่รับไม่สนใจหรอกว่าคุณจะกินเท่าไหร่ มันเป็นเรื่องปลายทางมาก สนใจแต่ว่าเงินก้อนนี้มาลงแล้ว นี่มันเป็นลัทธิ ตอนนั้นมันมีความรู้สึกว่าเอ็นจีโอจำนวนมากพอใจมากเลยว่าไอเดียเรามันได้รับการขยายต่อๆ มันเป็นสิ่งที่หวังมานานแล้วไงว่าสิ่งที่เราทำจะเป็นโมเดลที่รัฐบาลเอาไปทำต่อ นี่เป็นแนวคิดเอ็นจีโอนะ ในเมื่อทำมันก็ไปได้ไกลไปได้เร็ว"

     มันปลดล็อกจากที่เคยต้องเจอในรัฐบาลยุคก่อน

     "รัฐบาลจะไปคิดพอให้ทำกูได้เท่าไหร่ ทำแล้วคอรัปชั่นได้เท่าไหร่ ได้กี่เปอร์เซ็นต์ มันมีตรงนี้อยู่ตลอด หรือแม้กระทั่งรัฐบาลในปัจจุบันก็คล้ายกัน หลายเรื่องบอกไปก็ขอไปดูหน่อย พอบอกไปดูหน่อยเราก็รู้แล้ว ก็เข้าอีหรอบเดิม เราอาสากระทั่งว่าเอาไหมผมจะไปทำให้เลย รวมเรื่องเด็กรวมกลุ่มกันทำได้เลย แล้วกระทรวงว่าไง จบแล้ว มันต่างกันมากกับวิธีการทำงานแบบทักษิณ คือเขารู้ว่าไปตามล็อกเดิมมันไม่สำเร็จ เขาจะไปล็อกใหม่ นี่คือวิธีเขา ฉะนั้นมันเลยกลายเป็นลัทธิ แต่เราอยู่ใกล้เราก็เห็นเร็วหน่อย เอ๊ะเรารู้สึกว่ามันไม่ใช่ เราก็หลุดมาเร็วหน่อย คือมันแล้วแต่ว่าใครจะทันอะไรแค่ไหน ไม่ใช่ว่าเราฉลาดกว่าคนอื่น แต่เราเห็นว่าบางอย่างมันไม่ใช่ ฉะนั้นผมคิดว่าคนจำนวนมากติดกับตรงนี้ และมันก็ออกมาไม่ทัน"

     "ถ้าคุณปฏิวัติตอนนั้นแล้วคุณทำอะไรหลายอย่างที่ไม่ให้สิ่งที่คนเขาเคยได้หายไปมันจะไม่แรงขนาดนี้ แต่ต้องยอมรับความจริงเหมือนกันว่ายุคที่ตั้งขึ้นมาเป็นรัฐบาลใหม่นี่ทำอะไรไม่ได้เลย ทำอะไรไม่เป็นเลย เพราะไปใช้ระบบราชการแบบเดิม เขาใช้คำว่าอำมาตย์เข้ามานี่มันตรงใจชาวบ้านมาก พวกที่ตั้งมาก็อำมาตย์ทั้งนั้นเลยและก็ไม่รู้จักชาวบ้าน คือพอปฏิวัติโป้งเขาก็ดูว่าจะเอายังไง พอตั้งมาแต่ละคนก็ราชการเก่าทั้งงนั้น และก็คิดแบบราชการล้วนๆ เลย พอถึงประชาธิปัตย์ เนื่องจากเขาต้องเดินตามรอยของระบบราชการเป็นหลักมันก็เลยยังช้า ไปทำหลายเรื่องคล้ายของทักษิณเดิมและขยายมากขึ้นมันก็ยังไม่ทันใจ ติดโน่นติดนี่ บางโครงการยังเบิกไม่ได้ เพราะมันติดระบบมาก ยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม ยุคทักษิณสำนักงบประมาณไม่ใช่เป็นใหญ่ เมื่อก่อนนี่ใหญ่มาก ไม่ให้ซะอย่างนายกฯ ก็นายกฯ ทำอะไรไม่ได้ ยุคทักษิณสำนักงบประมาณเล็กไปเลย คือมันต้องประเทศเป็นหลัก งบประมาณต้องตอบสนอง ยุคคุณอภสิทธิ์สำนักงบประมาณก็ยังเป็นใหญ่ นี่เป็นปัญหาที่ยังติดมันอยู่ แต่เขาอาจจะระวังเรื่องคอรัปชั่นมากด้วย"

     แม้จะเปลี่ยนขั้วอำนาจ แต่ความขัดแย้งของประชาชนจะยังอยู่อีกยาว

     "ผมยังเชื่อว่าไปได้นะ สถาบันยังอยู่ได้ เพราะสถาบันก็ปรับตัวตลอด มันอาจจะเป็นการลองใจประเทศไทย เหมือนกับคนเราวัยหนึ่งพอเราจะเปลี่ยนช่วงวัยเรามีนั่นนี่มากระทบ จะคล้ายๆ กัน มันเป็นการเปลี่ยนช่วง และผมเชื่อว่าถ้ามองในแง่ดีมันเป็นการตื่นตัวตามกระบวนการมีส่วนร่วมที่ใหญ่มากในประเทศไทย เป็นการก้าวกระโดดไปสู่การมีส่วนร่วม แต่บังเอิญว่ามันกำลังผ่านขวากหนามสำคัญ คือความรุนแรง ถ้าพ้นตรงนี้ไปได้เชื่อว่าต่อไปนี้การบริหารประเทศแน่นอนอาจจะยากขึ้น เพราะคนเริ่มตื่นตัวมากขึ้น แต่ในแง่หนึ่งแต่ละจังหวัดจะก้าวกระโดดไปสู่การพัฒนาแบบพึ่งตัวเองมากขึ้น หลายจังหวัดอาจจะเรียกร้องการเลือกตั้ง ไม่ใช่มลรัฐนะ แต่เป็นผู้ว่าฯ เหมือนกรุงเทพฯ หรือแต่ละตำบล อบต.จะเริ่มเข้มแข็งมากขึ้น แน่นอนความขัดแย้งกันระหว่างสีใน อบต. อบจ.ก็ยังจะมีอยู่ แต่มันก็เป็นช่วงผ่าน ทุกประเทศมันก็มีอย่างนี้ สงครามกลางเมืองหลายประเทศก็มาจากอย่างนี้ แต่เรื่องอะไรเราจะไปซ้ำรอยเขาล่ะ เราสามารถที่จะอยู่ด้วยกันได้โดยไม่ต้องมีสงครามกลางเมืองได้ไหมล่ะ แต่ถ้าเราประคองวิกฤติที่มีอยู่เวลานี้ไม่ได้นี่ ต่อไปมันจะไปรบในท้องถิ่น ซึ่งอันนี้น่ากลัว คนอื่นจะมองต่างยังไงผมไม่รู้ แต่ผมมองว่าม็อบราชประสงค์ไม่น่ากลัวเท่าม็อบขอนแก่น ไม่น่ากลัวเท่าม็อบเชียงใหม่ เพราะนี่มันเป็นความหลากหลายมาปนกัน แต่ตรงนั้นมันเป็นกองกำลังที่ชัดเจน และเกิดคนขอนแก่นจำนวนหนึ่งไม่เอาด้วยล่ะ แล้วคุณจะไปห้ามเขายังไง ตรงนั้นมันไกลระบบมากเลย มันจะรบกันหนักเลย เชียงใหม่ตอนนี้ประกาศแล้วว่าจะทำลายสถานประกอบการของอีกฝ่ายหนึ่ง โอ้โหสถานประกอบการนี่มันหมายถึงของเอกชนด้วยนะ ไม่ใช่เฉพาะสถานที่ราชการ นี่มันเป็นสงครามกลางเมืองชัดๆ เลย ซึ่งผมเห็นว่าตรงนั้นน่ากลัวกว่าราชประสงค์ มันจะเป็นสงครามกองโจรแต่ละจังหวัดๆ เลย มันไปปริในต่างจังหวัด ก็เป็นความท้าทายรัฐบาลหน้าว่าจะทำยังไงให้ความปริมันลดลง ด้วยการไปดูแลทุกข์สุขชาวบ้านให้มากขึ้น ตอนนี้เราดูแลทุกข์สุขของตัวเองมากไป ต้องใช้เวลาไปดูแลชาวบ้านมากขึ้น แม้จะซ้ำรอยเดิมทักษิณก็ไม่เสียหายนี่ อะไรที่เขาดีๆ ก็ทำตามเขาไป ผมไม่เคยรังเกียจเลยว่านี่มันประชานิยม เมื่อประชาชนเขานิยมก็ให้เขาไปสิ เพียงแต่ว่าต้องดูแลอย่าให้ไปคอรัปชั่น ภายใต้ประชานิยมก็ต้องให้เขาพยายามพึ่งตัวเองด้วย".

 



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์