เมื่อพูดถึง จ.ชลบุรี ดินแดนที่โด่งดังไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ พัทยา ที่แทบจะไม่มีชาวต่างชาติคนใดที่มาเยือนประเทศไทยจะไม่รู้จักสถานที่แห่งนี้เลย เพียงแต่สิ่งที่พวกเขานึกถึงอาจเป็นเพียงแค่ภาพของทะเล สายลม แสงแดด และสถานบันเทิงให้ได้ออกไปเฮฮาลั้นลากันยามราตรีเท่านั้น
ถ้าถามคนไทยเองก็คงไม่ต่างกันมากเท่าไรนัก เราก็เช่นเดียวกัน เมื่อไหร่ที่ได้ยินว่าจะไปเที่ยวพัทยา ชลบุรี คงส่ายหน้า มองข้ามสถานที่เหล่านี้ไป แล้วให้เหตุผลว่าไปจนเบื่อแล้ว ถึงไปก็ไม่มีอะไรน่าสนใจแน่ หากแท้จริงพัทยาและเมืองชลนั้นยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่ยังคงความน่าสนใจไว้อีกมากมายหลายแห่งที่เราจะไปสัมผัสกันในการออกท่องเที่ยวทริปนี้ ซึ่งเป็นการเดินทางร่วมกับทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในโครงการ "เที่ยวทั่วไทย สุขใจเสริมมงคล" โดยมี อ.คฑา ชินบัญชร เป็นผู้อาสาแนะนำเส้นทางทั้งหมดให้แก่พวกเรา พาไปท่องเที่ยวยังเกาะสีชัง พัทยา ชลบุรี ตลอด 3 วัน 2 คืน ในสถานที่ที่มีความน่าสนใจ แต่อาจไม่ได้เป็นที่พูดถึงมากนัก
เริ่มการเดินทางเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากคณะของเรานั่งรถออกจากกรุงเทพฯ มายังจังหวัดชลบุรี ก็ได้มุ่งตรงไปไหว้พระเอาฤกษ์เอาชัยกับจุดหมายแรกที่วัดเซียนฮุดยี่ วัดจีนที่ดูผิวเผินแล้วอาจเหมือนกับวัดเล่งเน่ยยี่ แต่วัดแห่งนี้กลับให้ความรู้สึกที่สงบร่มเย็นกว่ามาก เพราะหันซ้ายแลขวาแล้วไม่มีคนพลุกพล่าน บรรยากาศโดยรอบก็โอเค ไม่ตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นธูปให้แสบตาแสบจมูกกันอีกด้วย
หลังจากอิ่มเอมใจกับการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์กันที่วัดเซียนฮุดยี่แล้ว พวกเราก็ได้ตรงดิ่งต่อไปลงเรือที่ท่าเรือเทววงศ์ของอำเภอศรีราชา เพื่อที่จะเดินทางไปเกาะสีชัง เกาะเล็กที่สุดของเมืองชล แต่เต็มไปด้วยความสงบเงียบอีกแห่งหนึ่งของสยามประเทศ ซึ่งทันทีที่เรือเทียบท่าที่เกาะสีชัง สิ่งแรกที่ออกมารอต้อนรับพวกเราคือ เจ้าสกายแล็บ หรือรถสามล้อเครื่องนั่นเอง ที่ต่างมาจอดเรียงรายคอยผู้คนมาเรียกใช้บริการกันอยู่เป็นตับ เนื่องจากชาวบ้านที่นี่จะใช้เจ้าสกายแล็บเหล่านี้แหละเป็นพาหนะสาธารณะหลักในการเดินทางทั่วเกาะ
เมื่อมาถึงเกาะสีชัง สิ่งที่จะพลาดไม่ได้เลยสำหรับการมายังเกาะคือ แวะไปสักการะเจ้าพ่อเขาใหญ่ที่บนยอดเขาคยาศิระ ที่แม้จะเหนื่อยกระหืดกระหอบกับบันไดสูงชันและอากาศที่ร้อนตับแลบ แต่พอขึ้นไปถึงบนยอดเขาแล้วมองกลับลงมา ก็จะได้ชมทิวทัศน์ของเมืองที่ตั้งอยู่บนเกาะสีชังแห่งนี้ตัดกับสีฟ้าของน้ำทะเลลากยาวสุดลูกหูลูกตาไปยังท้องฟ้าสีครามที่อยู่เบื้องบน หนึ่งวันในเกาะสีชัง นอกจากไหว้ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่แล้ว พวกเราก็ยังได้มีโอกาสแวะไปเที่ยวที่วัดถ้ำยายปริก และหอพระจุฑาธุชราชฐานอีกด้วย แถมขากลับระหว่างนั่งเรือออกจากเกาะยังได้ชมความงามของพระอาทิตย์ตกดินกันกลางทะเลให้เคลิบเคลิ้มกับความงามไปตามๆ กัน
เช้าวันรุ่งขึ้นจากโรงแรมที่พัก พวกเราก็ขึ้นรถเดินทางกันต่อไปยังเขาชีจรรย์ สถานที่ที่เป็นหน้าผาสูงขนาดใหญ่ซึ่งได้ถูกแกะสลักเป็นพระพุทธฉายที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยการแกะสลักนี้ได้แกะสลักด้วยการใช้เทคโนโลยีการยิงแสงเลเซอร์ ภาพที่ออกมาจึงประดุจดั่งภาพที่เราเห็นกันชินตาในหนังจีนกำลังภายใน
ในบริเวณใกล้เคียงกันกับเขาชีจรรย์นี้เองยังมีทัศนียภาพอันน่าสะดุดตาของไร่องุ่นซิลเวอร์เลคที่เห็นมาแต่ไกล โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเจ้าบ้านกังหันลมที่ดูจะโดดเด่นเป็นพิเศษท่ามกลางทุ่งดอกไม้นานาสายพันธุ์ ที่ถูกขนาบไปด้วยไร่องุ่นกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา โดยไม่เพียงแต่ไร่องุ่น บ้านกังหันลม และส่วนที่ตกแต่งไว้ให้เป็นจุดบันทึกความทรงจำของนักท่องเที่ยวเท่านั้น ยังมีแปลงเกษตรสาธิตผักปลอดสารพิษให้ได้เรียนรู้ความเป็นมา จนถึงวิธีการดูแลรักษาจะแปลงสาธิตแห่งนี้อีกด้วย
ที่ไร่องุ่นซิลเวอร์เลคนี้เอง ยังมีร้านขายของฝากที่ได้จากผลิตภัณฑ์ทีทำจากองุ่น ซึ่งในร้านที่ให้ซื้อหาของฝากแห่งนี้เองได้ถูกตกแต่งให้เต็มไปด้วยของเล่น รวมไปถึงนางกวักของร้านเองยังไม่ใช่ภาพของผู้หญิงใส่ชุดไทยนั่งพับเพียบกวักมือที่เราเคยเห็นกันชินตา หากแต่เป็นซูเปอร์ฮีโร่ขวัญใจเด็กๆ อย่าง ไอ้มดแดง ทำท่าทางเต๊ะท่าเท้าสะเอวโบกมือ ยืนยันได้ถึงความแปลกแตกต่างได้เป็นอย่างดี
ตกช่วงบ่ายของวันได้ไปต่อกันที่อาณาฟาร์มปลาการ์ตูน ก่อนจะมุ่งหน้าเดินทางไปยังเกาะแสมสาร เพื่อไปดำน้ำ กอดน้ำ กอดทะเล กอดทราย กอดหอย กอดปู กอดปลา กอดปะการัง กอดร่มชูชีพ กอดตู้คอนเทนเนอร์กันที่ช่องแสมสาร สถานที่ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วประเทศ หลังจากมีชาวบ้านไปค้นพบตู้คอนเทนเนอร์ปริศนาใต้ทะเล ครั้งนี้เราจึงหวังลึกๆ ว่าอยากจะลองที่จะดำน้ำลงไปชมความแปลกที่อยู่ผิดที่ผิดทางของเจ้าตู้คอนเทนเนอร์นี้ด้วยตาของตัวเอง
เมื่อเดินทางมาถึงเกาะแสมสาร บริเวณที่ชายหาดเทียนของเกาะ ก็ได้มีพี่มนุษย์กบหรือหน่วยซีล ซึ่งเป็นหน่วยรบที่มีการฝึกฝนความสามารถ ตลอดจนสมรรถภาพทางร่างกายหนักที่สุดในประเทศไทย คอยต้อนรับและดูแลอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยว และผู้คนที่ได้มาเยี่ยมเยือนยังเกาะแสมสาร โดยพี่ๆ เจ้าหน้าที่จากหน่วยซีลยังได้บรรยายแนะนำถึงวิธีการดำน้ำตื้น หรือ "สนอร์เกิล" ในสถานที่ต่างๆ ที่มีความน่าสนใจของเกาะ และความรู้เรื่องปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวอันเกิดจากปัญหาโลกร้อน ที่ทำให้อุณหภูมิของน้ำทะเลเปลี่ยนแปลงไป
เพียงไม่นานหลังจากฟังบรรยายความรู้เบื่องต้นเกี่ยวกับเกาะและการดำน้ำจากเจ้าหน้าหน่วยซีล พี่ๆ เจ้าหน้าที่ก็ได้พาขึ้นเรือต่อไปจุดดำน้ำตื้นที่สวยที่สุดของของแสมสาร ดำน้ำชมความสวยงามที่เปรียบเสมือนอีกโลกหนึ่งภายใต้เส้นแบ่งของผืนน้ำ ในโลกท้องทะเลนี้เต็มไปด้วยหมู่ปลาหลายหลากสายพันธุ์ที่ว่ายเวียนวนกันไปมา รวมไปถึงปะการังต่างๆ ที่ในบางช่วงจะสังเกตได้อย่างชัดเจนถึงสีที่เปลี่ยนเป็นสีขาวของพวกมัน
แม้จะสวยงามเพียงใด แต่การที่จะได้เห็นภาพของความสวยงามเป็นสัญญาณบ่งบอกได้ว่าสิ่งเหล่านี้คงมีไม่ให้เราได้ดูได้เห็นอีกไม่นาน ก่อนที่พวกมันจะตายจากท้องทะเล อย่างไรก็ตาม ก่อนกลับยังเสียดายอยู่บ้างตรงจุดที่เจ้าหน้าที่ได้พาเราไปดำน้ำไม่ใช่จุดเดียวกันกับจุดตกของตู้คอนเทนเนอร์ก็ตาม แต่เพียงแค่นี้ก็ทำให้มีความสุขสนุกจนล้นปรี่แล้ว
เวลาแห่งความสุขของการออกท่องเที่ยวดำเนินมาถึงวันสุดท้าย ก่อนที่จะกลับกรุงเทพฯ พวกเราก็ได้มีโอกาสไปแวะเที่ยวกันที่ปราสาทสัจธรรม ปราสาทไม้ที่เกิดขึ้นจากการแกะสลักและใช้วัสดุที่ทำจากไม้ทั้งหมด ที่ตั้งตระหง่านโดดเด่นอยู่ริมทะเล บริเวณแหลมราชเวช ในอำเภอบางละมุง โดยปราสาทแห่งนี้จากการมองด้วยตาเปล่าจะสังเกตได้อย่างชัดเจนถึงความยิ่งใหญ่อลังการของสถานที่แห่งนี้ อย่างไรก็ตาม การก่อสร้างปราสาทแห่งนี้ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ดีนัก เพราะจะเห็นว่าตามแต่ละซอกมุมของตัวปราสาทจะมีช่างแกะสลักคอยแต่งแต้มแกะสลักไม้ให้กับปราสาทแห่งนี้อย่างวิจิตรงดงาม และเพื่อเป็นการป้องกันอุบัติเหตุ การเข้าชมภายในปราสาทสมาชิกทุกคนจึงต้องสวมหมวกนิรภัยป้องกันตลอดเวลา
แม้ภายนอกปราสาทจะมีอากาศร้อนถึงร้อนมากที่สุด แต่พอได้สวมหมวกเดินขึ้นบันไดเข้าไปในปราสาทแล้วกลับไม่รู้สึกถึงความร้อนแรงของอากาศ หากแต่เป็นความรู้สึกสดชื่นร่มเย็นเข้ามาแทนที่ โดยภายในของปราสาทสัจธรรม อ.คฑา และวิทยากรประจำสถานที่ก็ได้มาร่วมกันบรรยายให้ฟังถึงความสำคัญ ความหมายของสถาปัตยกรรมในจุดต่างๆ ตามทิศทั้งสี่ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของฟ้า ดิน พ่อ แม่ พระอาทิตย์ พระจันทร์ และดวงดาว
ก่อนสั่งลาทริปท่องเที่ยวในครั้งนี้ ก็ยังได้มีโอกาสแวะไปช็อปปิ้งซื้อของฝากขึ้นชื่อประจำเมืองชลที่ตลาดหนองมนอีกด้วย สำหรับเราแล้วเป็นการเดินทางที่จดจำมิรู้ลืม ทำให้ได้มองเห็นพัทยา ชลบุรี และเกาะสีชัง สถานที่ที่เราเห็นกันชินตาในอีกแง่มุมหนึ่ง ซึ่งต่างไปจากภาพที่เราเคยจินตนาการขึ้นมาได้เป็นอย่างดี.








