เวลานี้ถือว่าเป็นเงื่อนไขที่ดีของภาคประชาชนด้วย สุดท้ายภาคประชาชนก็ต้องปฏิรูปตัวเองด้วย เราเสนอให้ปฏิรูปตำรวจ ปฏิรูปนักการเมือง เราก็ต้องปฏิรูปองค์กรภาคประชาชนด้วย ครป.เองก็ต้องปฏิรูป คำว่าปฏิรูปไม่ได้หมายความว่าที่ผ่านมาไม่ดี อาจจะ function กับสถานการณ์ในช่วงนั้น แต่ตอนนี้สถานการณ์มันเปลี่ยนแล้ว กระแสเหลืองแดงก็จะสงบลง ก็จะเป็นเรื่องของความร่วมมือในการตรวจสอบนักการเมืองมากขึ้น..ภาวะปกติจุดนั้นก็น่าจะกลับมาคุยกัน คำว่าคุยกันก็คงยังไม่ต้องเร่งถึงขั้นว่าเราจะมานั่งตั้งโต๊ะเจรจา แต่ว่าเราสามารถทำเรื่องที่ประชาชนทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์ก่อน
ต้องออกแบบการเข้าสู่อำนาจของนักการเมืองใหม่อย่างไร ที่ไม่ใช่ให้กลุ่มก้อนของคนกลุ่มนี้เข้ามาบริหารประเทศ เพราะว่าเรารู้ชัดเจนว่าเพราะคนกลุ่มนี้ทำให้ประเทศวิกฤติ ตอนนี้ดูเหมือนว่าเรากำลังจ้างโจรอยู่กลุ่มหนึ่งเพื่อขึ้นมาประคับประคองประเทศ โดยที่เราต้องใช้ภาษีจำนวนมากให้กับนักการเมืองส่วนนั้นในการไปประคับประคองรัฐบาล
การเอาตัวเองเข้าไปสู่ความขัดแย้งจนกลืนเป็นเนื้อเดียวกับพันธมิตรฯ ทำให้คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ถูกตั้งคำถามอย่างหนักจากสังคม ฝ่าย ครป.เองอาจจะให้เหตุผลว่านั่นคือสถานการณ์การต่อสู้ทางการเมืองที่แหลมคมและหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ ณ ขณะนี้น่าจะถือได้ว่าเป็นเงื่อนไขที่เหมาะสมเพื่อกลับมาโฟกัสบทบาทตรวจสอบที่เข้มข้น ภายใต้การกำหนดทิศทางยุทธศาสตร์ของคณะกรรมการชุดใหม่ที่มี ดร.บัณฑร อ่อนดำ หนึ่งในคณะกรรมการปฏิรูประเทศนั่งเป็นประธาน และ สุริยันต์ ทองหนูเอียด เป็นเลขาฯ ครป.
ดร.บัณฑร อ่อนดำ
ต้อง action ทันที
นอกจากเป็นประธาน ครป.แล้ว ดร.บัณฑร มีชื่อเป็นหนึ่งในกรรมการปฏิรูปประเทศไทย (คปร.) ชุดแฝดอินจันของอานันท์ ปันยารชุน ที่เพิ่งเสนอให้รัฐบาลยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
"ตอนแรกหลายคนไม่เอาเลย ตอนหลังก็ปรึกษาหารือกันนิดหน่อย คุณอานันท์ก็โอเคเอา พอตกลงว่าเอาเสกสรรค์ (ประเสริฐกุล) ก็ร่างหนังสือทันทีเลย แก้ไขกันเดี๋ยวนั้นเลย"
เป็นการหยั่งเชิงรัฐบาลว่าตั้ง คปร.เป็นเพียงสร้างภาพหรือตั้งใจจริงที่จะปฏิรูปประเทศ อีกด้านหนึ่ง คปร.ก็เรียกเครดิตจากสังคม
"เรายึดว่าเราไม่พูดตามหลักการที่เป็นปรากฏการณ์ เราจะคุยกันว่าจะไม่มาบอกว่าจังหวัดนั้นจังหวัดนี้ยกเลิก แต่เราเอาตามหลักการว่ามันไม่ควรมี ไม่ใช่ไปเลือกบางจังหวัด อย่าไปเอาเปลือกตรงนั้น เราต้องพูดตามหลักการว่าเราไม่เห็นด้วยในหลักการว่าไม่ควรมีแล้ว ในเมื่ออะไรมันดีขึ้นเยอะแยะแล้ว คือที่ร่างออกมาผมเห็นด้วยว่าเราจะมาบอกแบบรัฐบาลไม่ได้ว่าตอนนี้ยกเลิกไปกี่จังหวัดแล้ว พูดอย่างนั้นไม่ได้ เราต้องยึดหลักการว่าต้องให้เลิก ตรงนี้คุณอานันท์ท่านชัดเจนมาก"
และไม่สอดคล้องบรรยากาศการปรองดอง-ปฏิรูป
"การปฏิรูปมันเกิดไม่ได้ตอนแรก เราจะไม่พูดประเด็นนี้ เราคิดกันหนักว่าจะพูดหรือไม่พูดดีว่ามันเป็นอุปสรรคกับบรรยากาศการปฏิรูป"
การปฏิรูปประเทศอาศัยแค่คณะกรรมการแฝดอินจันคงไม่สำเร็จหากไม่มีการบูรณาการของคณะกรรมการทุกชุดที่รัฐบาลนี้ตั้งขึ้น
"เราทำคล้ายๆ ชุดหมอประเวศคือส่งไปให้คุณอานันท์ คุณอานันท์บอกว่าเขาเป็นแฝดอินจันต้องรอจากหมอประเวศก่อน ตอนแรกผมก็ไม่เข้าใจ ถ้าเขาไม่ส่งมาจะรอไหวเหรอ ตอนหลังผมก็เข้าใจแล้วว่าหนึ่งชุดของคุณอานันท์จะร่างนโยบายและแก้ไขปัญหาเอาไว้เลย เรียกว่า plan of action แต่ตีความว่าถ้า plan of action ก็ต้องทำเลยสิ พวกผมพาชาวบ้านเดินขบวนมาเรียกร้องให้แก้ปัญหาคนยากคนจน ไม่แก้ไขได้ยังไง ทั้งๆ เราก็รู้ว่าเขาแก้ไม่ได้ อย่างเช่นปัญหาเรื่องที่ดิน แต่ประเด็นก็คือเราจะวางกลไกยังไงที่จะให้แก้ไขปัญหาได้ต่อไป เพราะว่ารัฐบาลก็แก้ไม่ได้ แม้แต่ปากมูลยังแก้ไม่ได้เลย แก้ได้แค่จ่ายชดเชย แต่ว่าจะปิด-เปิดเขื่อนยังไม่ได้ ปากมูลนี่สิบกว่าปีแล้วชาวบ้านไม่ได้ค่าชดเชย ผมเป็นที่ปรึกษาสมัชชาคนจนด้วย รัฐบาลพรรคร่วมขณะนี้ที่ตอบสนองสมัชชาคนจนก็คือมีพรรคชาติพัฒนากับพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้นแหละ พรรคร่วมอีก 3 พรรคไม่สนใจเลย รวมทั้งภูมิใจไทย"
เกรงว่าสิ่งที่คณะปฏิรูปเสนอไปจะเป็นแค่แผ่นกระดาษ
"ถ้าเราทำตรงนั้นคงไม่มี เพราะปณิธานของเราคือปฏิรูปประเทศไทย เราจะต้องใช้เวลา ตอนแรกผมก็ยังห่วงว่ามันจะไปเหมือนอดีตที่วางอะไรไว้ก็ไม่มีการสานต่อเมื่อเปลี่ยนรัฐบาล แต่คณะปฏิรูปชุดนี้จะวาง plan of action ไม่ว่ารัฐบาลไหนมาก็ต้องทำอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเราไม่ได้เสนอแค่รัฐบาลอภิสิทธิ์เท่านั้น แต่จะเป็นพิมพ์เขียว เป็นโมเดล และมันก็จะต้องออกมาเป็นพระราชบัญญัติด้วย ตอนแรกยอมรับนะว่ากลัวมันจะออกมาอีหรอบเดิม ไม่มีใคร implement ประเด็นที่จะต้อง question มากก็คือหลังจากทำมาแล้วว่าจะ implement ยังไง นั่นคือประเด็น เราก็พูดอย่างนั้นว่ามันจะเป็นโมเดลและอยู่ 3 ปี อภิสิทธิ์ไปแล้วโมเดลอันนี้ก็ยังอยู่"
โมเดลนี้ระบบราชการต้องเป็นส่วนหนึ่งที่จะขยับขับเคลื่อน แต่รัฐราชการขณะนี้เป็นอุปสรรคอย่างยิ่ง
"แต่ถ้าข้างล่างเข้มแข็งมันบีบได้ ปฏิรูปราชการปฏิรูปการเมืองมันมาจากข้างบน มันมีวิธีเดียว แต่ชาวบ้านเขาบอกว่าถ้าข้าพเจ้าเข้มแข็ง ข้าพเจ้ามีหลายวิธีที่จะบีบท่าน อย่างเช่นเวลาเราจะทำงานกับราชการก็อาจจะมีหลายวิธี วิจัยร่วมกันไหม ทำงานร่วมกันแล้วมันจะเริ่มเห็นอกเห็นใจกัน บังเอิญมันมีตัวอย่างที่ดี ก็คือมี สกว. ส่วนท้องถิ่นที่จังหวัดเชียงใหม่ เขาก็ส่งเสริมตรงนี้เยอะ เราทะเลาะกันระหว่างชลประทานกับเรา ชลประทานเขาก็พูดแต่เรื่องที่เป็นบวกและมองเราเป็นลบหมด ข้อมูลคนละด้าน แต่พอคุยกันแล้วเราก็ถามว่าป่าบุ่งป่าทาม เราก็บอกว่าถามจริงๆ เถอะชลประทานมองป่าบุ่งป่าทามนี้ยังไง เขาบอกป่าละเมาะควรจะทิ้งไปได้แล้ว เราก็ฟังเขาก่อน เขามองเป็นป่าละเมาะ เราก็บอกไหนชาวบ้านพูดสิว่าป่าละเมาะเป็นยังไง ป่าละเมาะคือชีวิตครับชาวบ้านบอก ถ้าอย่างนี้ก็คือทำลายชีวิตเขาน่ะสิ ถ้าคุณมองเป็นป่าละเมาะคุณก็มองไม่เห็นคุณค่า แต่นั่นคือชีวิตนะป่าบุ่งป่าทาม เขาก็เลยยอมฟังมากขึ้น มันก็เปลี่ยนทัศนคติไป"
อาจารย์บัณฑรทำงานกับภาคประชาชนมาหลายสิบปี เป็นเครดิตส่วนตัวที่ถูกเลือกมาเป็นกรรมการปฏิรูปฯ เพื่อผลักดันให้ภาคประชาชนมีอำนาจต่อรองในการเปลี่ยนโครงสร้างประเทศ
"ตอนแรกคุณอานันท์บอกว่ามันมีภาครัฐกับภาคประชาชน ภาคประชาชนเป็นหางเครื่อง เพราะฉะนั้นที่ผมเอาด้วยกับคุณอานันท์ก็คือว่าจะต้องให้มีภาคประชาชนทั่วประเทศ คือเป็นภาพอีกครึ่งหนึ่งของประเทศ อีกภาพหนึ่งเราคงไม่ทำลายภาครัฐ เราไม่ทำลายรัฐ เรายังต้องการการปกครองที่มีตัวแทนมีระบบราชการอยู่ แต่ว่าเราวิเคราะห์กันมาตั้งนานแล้วว่าระบบราชการมีผลดีผลเสียยังไง ระบบการเมืองตัวแทนมันเบี้ยวไปเบี้ยวมายังไง เราพูดกันมาหมดแล้ว คุยกันมาตั้งแต่ปี 2520 ว่าภาคตัวแทนมีข้อบกพร่องเยอะแยะไปหมด เพราะฉะนั้นควรจะมีทางตรงบ้าง ประชาธิปไตยมันต้องมีองค์กรประชาสังคมที่จะช่วยห้ามล้อ เราก็เลยเห็นว่าคุณอานันท์พูดถูก และมันก็ตรงกับที่พี่น้องปากมูลต่อสู้มา คือตอนแรกพวกเรา วนิดา (ตันติวิทยาพิทักษ์) ก็อยู่ป่ามาก่อน ก็จะชิงอำนาจรัฐเขาก็พูดโดยตรง ตอนนั้นต่อสู้ใต้ดินคือต้องชิงอำนาจรัฐ แต่ตอนหลังเขามาอยู่บนดินแล้วไม่ได้ไปชิงอำนาจรัฐ ก็ขอการมีส่วนร่วม ที่มาเดินขบวนไม่ได้มาชิงอำนาจรัฐ แต่เราขอมีส่วนร่วม"
คณะกรรมการชุดนี้มีทั้งเหลือง-แดง (แม้จะค่อนไปทางเหลือง) ประชุมกันไปก็หลายครั้ง เลยอยากรู้บรรยากาศว่าถกเถียงกันหนักหน่วงแค่ไหน
"บรรยากาศคุณอานันท์พูดชัด คุณอานันท์คงรู้แบ็กกราวด์หมดว่าถ้าจะเชิญมาที่จะทำเป็นนโยบายจะต้องเอานักต่างๆ นักก็คือความเป็นนักวิชาการ นักการศึกษา เขายังถามผมว่าผมจะเรียกคุณนักอะไรเนี่ย เพราะว่าอาจารย์นิธิ (เอียวศรีวงศ์) เขาก็นักประวัติศาสตร์ แล้วคุณจะเป็นนักอะไร ผมบอกผมก็ทำงานเป็นนักสังคมวิทยาชนบทหรือนักพัฒนาชนบท Development Sociology เขาก็เอาตัวนั้น เพราะฉะนั้นที่คุณอานันท์เอาผมเข้ามาก็คือต้องการความเป็นผู้เชี่ยวชาญชนบทของผม ผมเข้าไปในกรรมการชุดนี้ไม่ได้ เข้าไปในนาม ครป. และไม่ใช่ในนามของสมัชชาคนจนด้วย ถ้าผมตั้งตนเป็นตัวแทนไม่มีใครยอมรับหรอก เพราะสองฝ่ายมันจ้องทะเลาะกันอยู่ว่าใครควรเข้า ใครไม่ควรเข้ามาเป็น เพราะฉะนั้นคณะกรรมการชุดนี้ก็มีทั้งนักเศรษฐศาสตร์ นักรัฐศาสตร์ นักการศึกษา แต่ท่านบอกผมว่าไม่ได้เชิญมาเป็นตัวแทนสมัชชาคนจนนะ ไม่ได้เชิญคุณเสกสรรค์มาเป็นตัวแทนคณบดีรัฐศาสตร์ แต่ในฐานะที่เคยมีประสบการณ์ตรงนั้นมาก่อน เขาต้องการประสบการณ์ของแต่ละคน"
"คุณอานันท์ยิ่งยุให้อาจารย์นิธิพูดให้มาก สองสามคนที่เป็นพระเอกอยู่เวลานี้คือนิธิกับเสกสรรค์ และก็อาจารย์ศรีศักดิ์ (วัลลิโภดม) พวกปากกล้า มึงพูดอย่างกูจะพูดอีกอย่างมีอะไรหรือเปล่า (หัวเราะ) ซึ่งผมว่ามันดีนะ แต่คุณอานันท์แกมองอยากจะได้บรรยากาศแบบนี้แหละ อย่างบางทีถ้ามันเกี่ยวกับสายงานของเราผมก็เถียงเหมือนกัน แม้ว่าผมอาจจะเป็นคนประนีประนอม ไม่ท้าทาย และเราก็ยังไม่คุ้นเคย หลังจากนั้นพอเราคุ้นเคย พงศ์โพยม (วาศภูติ) นักรัฐศาสตร์ เมื่อวานเขาบอกว่ามันจะมี topic หนึ่งก็คือการปฏิรูปการปกครองส่วนท้องถิ่น ผมก็เลยขอโทษไปก่อน แล้วก็บอกว่าพวกเราวิเคราะห์กันแล้วว่ารอบแรกที่กระจายคือคอรัปชั่น ระลอกที่สองก็คือกระจาย top down มันไม่ได้กระจายอำนาจเลย บำรุง (คะโยทา) เคยคุยกับผมว่าเวลาจะประชุมมันไม่ใช่ประชุมกันแค่ อบต. อบจ. มันควรจะต้องประชุมกันที่ลานวัด เอาชาวบ้านมานั่งรอบกันหมด ให้ฟัง อย่าทำงุบงิบกัน ชาวบ้านต้องทวงถามผู้บริหารส่วนท้องถิ่นได้ นี่ถึงจะเป็นการกระจายอำนาจที่แท้จริง คุณอานันท์ก็บอกว่าเออที่บัณฑรเขาพูดมาสรุปก็คือมันไปเพิ่มอำนาจให้อำนาจเก่าใช่ไหม กระจายอำนาจจริงหรือเปล่าท่านพงศ์โพยม ผมเลยพูดหมดว่าปัญหาที่ภาคประชาชนเจอมีอะไร คือเราอยากให้โปร่งใส"
แม้หมอประเวศจะพูดแต่แรกว่างานนี้ไม่เกี่ยวกับการค้นหาความจริงกรณี 19 พ.ค. แต่ในความเป็นจริงแล้วภารกิจของคณะกรรมการปฏิรูปเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องลงไปสัมผัสมวลชนเสื้อแดง ซึ่งจะต้องยอมรับการมีตัวตนของพวกเขาก่อน
"เราต้องการเชิญเสื้อแดงมาคุยกับเรา คุณอานันท์บอกแล้วนะจะเชิญเสื้อแดงมา แต่ไม่คุยเรื่องเสื้อแดงเสื้อเหลือง คุยกันเรื่องแก้ไขความเหลื่อมล้ำเท่านั้น แล้วมันจะนำไปสู่เป้าหมายเอง หมอประเวศคุณอานันท์พูดเหมือนกันว่าถ้าเราปฏิรูปตรงนี้มันจะนำไปสู่ความคลี่คลายโดยอัตโนมัติ ผมจะเป็นคนไปเชิญเอง แต่ถ้ามาโดยไม่พูดเรื่องเหลืองแดง มาพูดกันเรื่องความเหลื่อมล้ำเท่านั้น"
ความแตกแยกทางความคิดในช่วง 3-4 ปี ส่งผลสะเทือนให้ภาคประชาชนอ่อนแอลงอย่างมาก
"ตอนนี้เรามีความขัดแย้งสองฝ่ายมีอุดมการณ์ต่างกัน แต่ละคนก็ให้คุณค่าว่าอะไรดี อุดมการณ์แบบไหนจะดี การเมืองแบบไหนจะดี ก็ยอมรับว่าทำงานกันลำบาก ตอนนี้ก็เหมือนกันเราจะไปเยี่ยมพวกเรามีเป็นทั้งเหลืองแดงไม่ได้ร่วมมือกัน และชาวบ้านก็เหมือนกันเหลืองแดงไม่ได้ร่วมมือกัน ที่จริงเรามีประสบการณ์ตั้งแต่ทำเรื่องอินเดีย ปี 2523 ไปทำงานที่ฮ่องกง เราก็ได้ข้อคิดมาว่าความขัดแย้งมันอยู่ข้างบนหมดเลยคือการเมือง ตอนแรกเราไม่เข้าใจไปบอมเบย์ก็ตั้งคำถามว่าทำไมพวกคุณไม่คิดจะแก้ปัญหาสลัมเลยเหรอ เขาบอกไม่ เราต้องไปให้พรรคการเมืองนะก่อนเราถึงจะทำ วันๆ เขารอนักการเมืองแล้วปัญหาที่เราเผชิญอยู่ระดับหมู่บ้านใครจะแก้ รอให้มีอำนาจก่อนถึงจะแก้ เป็นทฤษฎีพึ่งพา"
ในฐานะประธาน ครป.เห็นว่าต้องปฏิรูปการเมืองเป็นเรื่องหลัก เพราะวิกฤติที่เกิดขึ้นมาจากการเมือง
"ผมอยากจะอ้างคณะกรรมการทุกชุดที่คุณอภิสิทธิ์ตั้งมา ไม่ว่าจะเป็นชุดของ ดร.คณิต ชุด ดร.สมบัติ ชุดท่านวิศิษฐ์ มาถึงชุดคุณอานันท์กับคุณหมอประเวศ ผมคิดว่าถ้ามองคณะกรรมการที่รัฐบาลตั้งมา งานของเราตอนแรกจะโยงการเมืองเป็นหลัก ประชาธิปไตยเป็นหลัก รัฐธรรมนูญ หลังจากนั้นพอมาถึงจุดหนึ่งเราจึงจะเอาปัญหาของชาวบ้านเข้ามาในระยะที่สองของ ครป. บุคลากรของเราที่มาจาก สสนท.ใกล้ชิดกับสมัชชาคนจนมาก งานของเราขณะนี้งานที่เป็นการเมือง นโยบายก็คงจะเล่นกับคนชั้นสูงคนชั้นกลาง เพราะว่ามันเป็นเรื่องการเมือง แต่ชาวบ้านเขาเรื่องปากท้องเป็นหลัก แต่ว่าเราก็ต้องกระตุ้นเขาด้วย เพราะฉะนั้นงานของ ครป.ที่จะต้องไปร่วมกับงานปฏิรูปประเทศไทย ปลอดหรือไม่ปลอดจากรัฐบาลก็แล้วแต่ เราคงจะทำตรงนั้นด้วย เช่น เราวิเคราะห์กันว่ามันมีการเมืองแบบไหน เพราะในสมัยหนึ่งที่เราอธิบายกันมา เราจะเห็นได้ว่ามันเป็นเรื่องทักษิณ จนมีขบวนการเสื้อเหลืองออกมาคัดค้านการผูกขาดทางการเมือง ครป.เรา against ตรงนั้นมาตลอด นั่นเป็นการเมืองที่เราทำงาน เพราะฉะนั้นเราจะหลุดพ้นจากการเมืองไม่ได้ ถ้าพ้นการเมืองไม่ได้เราก็คงจะต้องต่อสู้ต่อไป ซึ่งเราก็วิเคราะห์ว่าปัญหาเราตอนนี้คือความแตกแยกความคิดทางการเมือง การเข้าสู่อำนาจทางการมือง เราต้องดูรัฐธรรมนูญ งานตรงนี้จะเป็นงานของ ครป.ที่เกี่ยวกับการเมือง นอกจากนั้นเราก็ต้องเสริมในส่วนขององค์กรอิสระ มันเกี่ยวโยงกัน จะตรวจสอบนักการเมืองและองค์กรอิสระด้วย เพราะมันเป็นองค์ประกอบทางการเมืองหมด"
"ในเรื่องคนชั้นล่างปัญหาคนยากจน ซึ่งเราก็เห็นพ้องกับชุดของคุณหมอประเวศ คือปัญหาเรื่องที่ดิน เรื่องน้ำ ทรัพยากรธรรมชาติ เราก็ร่วมงานกับเขามาอยู่แล้ว เราก็คงจะต้องเข้าไป organize ให้ข้อมูลกับสังคมว่าปัญหาของคนยากคนจนมีอะไรบ้าง งานอีกอันหนึ่งของเราก็คืออันนี้ องค์ประกอบของเราคือมีใจสาธารณะ เราวิเคราะห์กันในที่ประชุมว่าพวกหนึ่งก็ทำงานกันกับภูมิภาค อีกพวกหนึ่งก็เป็นคนชั้นกลาง ถ้าจะเคลื่อนเรื่องการเมืองก็จะต้องให้คนในส่วนกลางไปช่วยด้วย ภาพต่อไปนี้เราก็คิดว่าปฏิรูป เราเน้นหนักการเมืองก่อน ถ้าจะสรุปก็คือเน้นหนักด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ส่วนบนนี่เป็นเรื่องการเมือง pure แต่มันก็ต่อเนื่องกัน เพราะฉะนั้นบทบาทของเราเราจะรณรงค์ให้การศึกษา ประสาน เราไม่ได้ทำคนเดียว อย่างตอนที่รณรงค์รัฐธรรมนูญ 2540 เราก็เป็นตัวประสานองค์กรประชาธิปไตยต่างๆ เข้ามาด้วยกัน เราคงจะต้องทำหน้าที่ประสานต่อไป".








