Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

ปรับโฟกัสองค์กร สุริยันต์ ทองหนูเอียด


  "ครป.มีทิศทางแนวทางการทำงานที่ชัดเจนอยู่แล้ว เรื่องการรณรงค์ประชาธิปไตย การรณรงค์ประชาธิปไตยมี 2 ส่วน ส่วนแรกก็คือให้ความรู้การแก้ไขปรับปรุงกฎหมายนโยบายจนถึงรัฐธรรมนูญ เพราะ ครป.ตั้งเมื่อปี 2522 สมัย พ.อ.สมคิด ศรีสังคม ก็ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2521 ให้เป็นประชาธิปไตย ซึ่งถ้าไปดูช่วงนั้นก็จะมีนักการเมืองหลายคนไม่ว่าคุณเชาวรินทร์ คุณสุนัย มาผลักดันเรื่องรัฐธรรมนูญ นั่นคือจุดเริ่มต้นของ ครป.กับการเมืองภาคประชาชน ซึ่ง ครป.กลับมารอบหลัง หลังปี 2534 ที่มีการรัฐประหาร 23 ก.พ. นอกจากเรื่องการรณรงค์แก้ไขปรับปรุงกฎหมาย การต่อต้านรัฐบาลเผด็จการ ก็คือการเมืองภาคประชาชน เพราะว่าช่วงหลังปี 2535 องค์กรชาวบ้านตื่นตัวเยอะ ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องภาคอีสาน สกย.อ. การต่อสู้ของกลุ่มประมงพื้นบ้านภาคใต้ หรือว่าเครือข่ายเกษตรกรภาคเหนือ ส่วนหนึ่ง ครป.โดยบุคลากรก็เข้าไปเชื่อมประสานจนเป็นสมัชชาคนจน อันนี้ก็คือบทบาทที่ ครป.ปรับจากประชาธิปไตยโครงสร้าง มาเป็นการเมืองทางตรง ที่ไปสนับสนุนการเคลื่อนไหวขององค์กรประชาชน เพราะว่าช่วงนั้นองค์กรประชาชนยังต้องให้องค์กรประชาธิปไตยหรือว่าองค์กรพี่เลี้ยงสนับสนุนเพื่อการันตีความชอบธรรมบางส่วน และก็เชื่อมพันธมิตรในเมือง ซึ่งช่วงที่พี่สุวิทย์ วัดหนู อยู่ ค่อนข้างจะเป็นประโยชน์กับการเมืองภาคประชาชนเยอะ แกทำได้ดีมาก คุณพิภพ ธงไชย มาในช่วงรัฐธรรมนูญปี 2540 เราไปช่วยระดมข้อมูลและก็มากรองประเด็นตอนนั้นก็ยกระดับไปสู่นโยบาย ตอนทำรัฐธรรมนูญปี 2540 จึงมีประเด็นทางนโยบายที่ยกระดับมาเป็นบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชุมชนมีสิทธิในการจัดการทรัพยากร สิทธิในการชุมนุม สิทธิมีที่ทำกินที่อยู่อาศัย มันมีพัฒนาการของมัน"

     "เพราะฉะนั้นถ้าพูดถึงบทบาท ครป.บทบาทรณรงค์ก็คือทำงานในเรื่องของการรณรงค์การตรวจสอบนักการเมือง การปรับปรุงให้กฎหมายรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย ซึ่งลึกไปที่สุดก็คือต่อต้านรัฐบาลเผด็จการ อันที่สองก็คือเรื่องการเมืองภาคประชาชน ที่หลักๆ เป็นบทบาทไปรับภารกิจในการหนุนเสริมการต่อสู้ของชาวบ้าน ประเด็นคือช่วงที่คุณสุริยะใสไปร่วมกับพันธมิตรฯ มันก็เป็นภารกิจของ ครป.ในการตรวจสอบการใช้อำนาจและก็การได้มาซึ่งอำนาจของนักการเมือง อย่าลืมว่าในช่วงปี 2548-2549 ที่มีการลุกขึ้นของขบวนการประชาชน ก็คือการที่กลไกองค์กรตรวจสอบทั้งหมดมันทำอะไรไม่ได้ เราก็รู้ กกต. ศาลรัฐธรรมนูญ ถูกแทรกแซง หรือกระบวนการอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ สถาบันต่างๆ กองทัพ ตำรวจ แม้แต่เรื่องที่ขึ้นไปสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว เช่นกรณีฟ้องศาลปกครองเรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้า แม้แต่มีคำสั่งศาลนักการเมืองก็ไม่ได้รับผิดชอบต่อการบริหารประเทศ นั่นก็แสดงให้เห็นว่าการตรวจสอบช่วงปี 2548-2549 กินลึกไปถึงวัฒนธรรมการเมืองของนักการเมือง คือการเห็นแก่ตัวของนักการเมือง จนมันมีการพูดเรื่องจริยธรรมคุณธรรมของนักการเมือง คือมันมาจากการไปตรวจสอบ"

     "ดังนั้นเมื่อเราเข้าไปสู่การร่วมขบวนการตรวจสอบตรงนั้นมันก็คือการร่วมหัวจมท้าย ที่จะต้องทำให้ภารกิจการตรวจสอบไปให้ถึงที่สุด ซึ่งก็ไม่มีใครคิดหรอกว่ามันจะไปถึงไหน คิดกันเพียงแต่ว่าหนึ่งรัฐบาลทักษิณบริหารประเทศไม่ได้ เพราะว่าเขาข้ามล่วงนักบริหารที่ต้องคำนึงถึงคุณธรรมในการบริหารประเทศ เพราะฉะนั้นบทบาทที่มันเกิดขึ้นมันก็ไม่เปลี่ยนไปไหน และก็บทบาทปัจจุบัน ครป.ก็ไม่ได้ไปเลือกว่าจะทำกับคนกลุ่มนี้หรือว่าสีนั้นสีนี้ ครป.ก็ทำกับประชาชนทุกกลุ่ม อย่างล่าสุดจัดเวทีเรื่องคดีคนจนในกระบวนการยุติธรรม ความไม่เป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม ก็ทำกับหลายๆ องค์กร"

     "การต่อสู้ตอนพันธมิตรฯ เราก็พยายามชวนพี่น้องเรามายื่นหนังสือมาขึ้นเวที คือก่อนประกาศมาตรา 7 ทุกคนบนเวทีพันธมิตรฯ ก็คือมหกรรมสีสันทางการเมืองของภาคประชาชน การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เอฟทีเอ ปัญหาหนี้สิน ปัญหาชาวนา แต่พอการต่อสู้มันไปจุดแหลมคมมันก็เป็นเรื่องของการปรับทัศนะของแต่ละองค์กร ซึ่งอันนี้เราก็ให้สิทธิเขา คือเราก็ไม่ได้บังคับจะต้องอย่างนั้นอย่างนี้ และก็เหมือนกับว่าการยืดหยุ่นในพันธมิตรฯ มันก็เปิดพื้นที่ให้ทุกคนแสดงจะยืนอย่างไรก็ได้ แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ได้ไปเป็นอุปสรรคขัดขวาง เขาก็อาจจะไม่สนิทใจในประเด็นบางประเด็น เพียงแต่ว่าวิธีการต่อสู้ก็ว่ากันไป อันที่สองในบางครั้งแม้ว่าชาวบ้านเห็นด้วยกับเรา แต่ว่าชาวบ้านเขาอยู่ในชุมชน สมมติว่าชุมชนเขาอยู่ในตำบลนี้เขามีอยู่ 200 คน แต่ว่าคนในตำบลมีอยู่ 5,000 คน เขามากับเรา 200 คนเขากลับไปไม่ได้ เราบอกไม่ต้องมาหรอกก็สื่อสารพูดคุยกัน วันดีคืนดีก็มีข้อมูลมาให้ อย่างนี้มันคือการทำงานที่ไม่เป็นทางการ หรือว่าหลายคนก็บอกว่าอาจจะมาเยี่ยมแต่ให้ขึ้นเวทีนี่ไม่เอา อันนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นคนละส่วนกัน คือมันมีรูปการณ์การร่วมมือที่ไม่จำเป็นต้องเกาะแน่นกันเป็นหนึ่งเดียวขนาดนั้น แต่ว่าแต่ละส่วนมาเติมเต็มบางเรื่องที่เราอาจจะไม่ทัน"

     สงครามความขัดแย้งสงบ (ชั่วคราว) น่าจะเป็นช่วงเวลาที่ภาคประชาชนต้องกลับมาตั้งหลักกันใหม่

     "ความจริงเหลือง-แดงมันไม่ได้เป็นความขัดแย้ง การลุกขึ้นต่อสู้ของสีเหลืองก็คือการตื่นตัวของคนกลุ่มหนึ่งที่ใกล้ชิดข้อมูลและสามารถวิเคราะห์แยกแยะได้ และก็ไม่ได้บอกว่าถ้าเป็นอย่างนี้แล้วอีกกลุ่มหนึ่งไม่ได้เป็นอย่างนี้ ไม่ใช่ ด้านหลักของพันธมิตรฯ ที่ลุกขึ้นมาสู้ในช่วงปี 2549-2551 ก็คือด้านที่อยู่กับข้อมูล และพร้อมที่จะเสียสละเวลาของตนมาเคลื่อนไหวขับเคลื่อนซึ่งเป็นพลังทางประวัติศาตร์ได้เพราะเนื่องจากว่ามีศักยภาพในการชุมนุมพอ คนจนชุมนุม 99 วันนี่หมดแล้วนะ ทั้งฐานะทางเศรษฐกิจทั้งเรื่องเวลา สมัชชาคนจนจำนวนหนึ่งพบว่าคนจนจริงๆ ชุมนุมไม่ได้ ต้องไปเก็บขยะในซอย คนหมู่บ้านสิรินธรนี่แหละ คนที่ชุมนุมได้คือคนที่มีลูกทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ ส่งให้พ่อมาชุมนุมได้ นี่คือความต่าง ตอนพันธมิตรฯ ชุมนุมคือส่วนหนึ่งเป็นคนชั้นกลาง ส่วนหนึ่งคือคนที่ตื่นตัวและวิเคราะห์แยกแยะได้ว่าเอาบ้านเมืองมาก่อน และก็มาขยับขับเคลื่อนตรวจสอบนักการเมือง"

     "เสื้อแดงเขามาก็เพราะว่าความล้มเหลวของรัฐไทยที่ไปทำการรัฐประหารเมื่อ 19 ก.ย.ที่จริงตอนนั้น ครป.ก็ออกแถลงการณ์คัดค้านการรัฐประหาร ครป.ก็ยังไม่สามารถไปขยับติดตามได้มากเพราะมันก็มี 2 บทบาท โอเคมันเป็นเรื่องของลูกคาบเกี่ยวต่อเนื่อง แต่สิ่งที่เราเห็นก็คือว่าการเคลื่อนไหวของเสื้อแดงก็ค่อยๆ พูดเรื่องปัญหาคนจน แต่ว่าระหว่างการพูดเรื่องคนจนเรื่องความเหลื่อมล้ำ จริงๆ แล้วมวลชนหลักเป็นมวลชนชนบท ผมก็เคยถามพรรคพวกที่เป็น ส.ส.ในพื้นที่ว่าเอ๊ะทำไมพี่ไปเคลื่อนไหวเรื่องเสื้อแดงพี่ไม่พูดเรื่องคนจนเลย เพื่อนผมก็บอกว่าคุณพูดเรื่องทักษิณก็คือเรื่องคนจนนั่นแหละ อย่างนี้มันก็เหมือนกับเอาชาวบ้านไปเป็นเครื่องมือ เวทีที่เขาพูดกันโอเคเนื้อหาก็ว่ากันไปแต่ว่าใจความมันก็คือเรื่องคนจนยังเข้าสู่การเมืองไม่ได้ก็ปฏิรูปประเทศไม่ได้"

     "เรื่องของคนเสื้อเหลืองเคลื่อนไหวก็คือเรื่องของการตรวจสอบเรื่องการใช้คุณธรรมในการปกครองประเทศ เพราะฉะนั้นทั้งสองส่วนเมื่อเอามารวมกันก็คือเรื่องออกแบบการเมืองใหม่ การเมืองซึ่งไม่ใช่การเมืองใหม่ของพรรคการเมืองใหม่นะ คืออาจจะคล้ายกันก็ได้นะ แต่ว่าในความหมายนี้คือการเมืองที่ภาคพลเมืองภาคประชาชนเข้ามาตรวจสอบนักการเมืองเข้ามาควบคุมการใช้อำนาจของนักการเมืองอย่างเอาจริงเอาจัง เพราะว่าตอนที่เราปฏิรูปการเมืองครั้งแรก ปี 2540 เราก็ปฏิรูปแก้ตัวหนังสือ พอได้รัฐธรรมนูญแล้วต่างคนก็ต่างกลับบ้าน ปรากฏว่านักการเมืองได้ชิ้นปลามันไป คือได้ประโยชน์ทั้งหมด ผูกขาดทั้งหมด กว่าเราจะรู้ตัวได้ก็เกือบสาย คือถ้าไม่มีการขยับของพันธมิตรฯ ในปี 2548-2549 บ้านเมืองก็ไม่แน่ใจว่าจะไปทางไหน นี่ไม่ได้หมายความว่าเราจะมาพูดให้มันเว่อร์ไป แต่ว่าดูจากประสบการณ์ในต่างประเทศ บ้านเมืองฉิบหายก่อนแล้วค่อยมาเคลื่อนไหวมันไม่ทันการณ์"

     "ต้นทุนของสังคมตั้งแต่ 2548 จนถึงปัจจุบันเพราะว่าการตื่นตัวของคนชั้นกลางในเมือง กับการตื่นตัวของคนในชนบท นี่คือต้นทุนของประชาธิปไตย ที่จะต้องรวมกันในทุกส่วนเพื่อให้เนื้อหาของประชาธิปไตยของประเทศมันเดินต่อไปได้ ถ้าเนื้อหาของสองส่วนมารวมกันได้ มันก็ไม่ต้องมาพูดแล้วว่าเหลืองกับแดงจับมือกันหรือเปล่า อย่างการพูดว่าต้องยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่คณะกรรมการปฏิรูปเสนอมันก็คือการพูดที่ให้ประโยชน์กับประเทศ มันไม่ต้องมาพูดมาเพื่อแดงหรือเพื่อเหลือง แต่มันพูดว่าเพื่อประชาธิปไตยที่เราอยู่ในระบอบประชาธิปไตยและมีกฎหายฉบับหนึ่งมาเป็นข้อจำกัดการใช้สิทธิ์ แม้ฝ่ายรัฐจะบอกว่ามันไม่กระทบกับสิทธิมนุษยชน แต่ในความเป็นจริงมันกระทบกับภาพลักษณ์ประเทศ มันกระทบต่อเศรษฐกิจ นี่คือตัวอย่างว่าถ้าเราพูดในสิ่งที่ทุกฝ่ายเห็นด้วยและเป็นประโยชน์ของส่วนรวมเราก็ข้ามพ้นเหลืองแดงไปได้"

     เมื่อเป็นเลขา ครป.เต็มตัว และเจ้าตัวพยายาม fade ภาพแกนนำพันธมิตรฯ ภาคเหนือออกไป แต่แน่นอนว่ายังคงมีคำถามจากหลายฝ่าย แม้จะออกมาเคลื่อนไหวประเด็นสาธารณะที่ไม่ติดยี่ห้อเสื้อเหลือง

     "การตั้งคำถามเป็นเรื่องดีนะ และการตรวจสอบองค์กรประชาธิปไตยก็ควรทำ เราก็ต้องตรวจสอบตัวเองอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เลือกที่จะมาทำงาน ครป.อีกครั้งหนึ่งหลังจากที่เคยทำอยู่ตอนเป็นนักศึกษา ทำงานกับพี่น้องคนชนบท ตลอดเวลาสิ่งที่เราเห็นก็คือว่าปัญหามันไปติดที่นโยบายที่มันไม่มีความแน่นอน มีการเลือกปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ ปัญหาพวกนี้ต้องแก้ไขที่โครงสร้าง ก็คิดว่าถ้านำมาสังเคราะห์แล้วเสนอให้ปฏิรูปโครงสร้างโดยรวมก็น่าจะเป็นบทบาทที่เหมาะกับ ครป. อีกอย่างเราก็มีเพื่อนทั้งในส่วนขององค์กรพัฒนาเอกชน นักกิจกรรม สื่อสารมวลชน หรือว่าหลายๆ เขาก็โตขึ้น วันที่เราอยู่ สนนท. เพื่อนเราก็อาจจะเป็นนายร้อย วันนี้เพื่อนเราอาจะเป็นสารวัตรแล้ว มันก็จะมีกระบวนการเรียนรู้และปรับไปตามสภาพ และคิดว่าวิกฤติของประเทศใน 5 ปี 10 ปี ยุทธศาสตร์มันต้องวางยาว ครป.ก็ควรจะวางยุทธศาสตร์ไว้ 5 ปี 10 ปีเหมือนกันเพื่อที่จะให้มันพัฒนาไป"

     "เวลานี้ถือว่าเป็นเงื่อนไขที่ดีของภาคประชาชนด้วยสุดท้ายภาคประชาชนก็ต้องปฏิรูปตัวเองด้วย เราเสนอให้ปฏิรูปตำรวจ ปฏิรูปนักการเมือง เราก็ต้องปฏิรูปองค์กรภาคประชาชนด้วย ครป.เองก็ต้องปฏิรูป คำว่าปฏิรูปไม่ได้หมายความว่าที่ผ่านมาไม่ดีนะ ก็อาจจะ function กับสถานการณ์ในช่วงนั้น แต่ตอนนี้สถานการณ์มันเปลี่ยนแล้วนี่ ผมคิดว่ากระแสเหลืองแดงก็จะสงบลง ก็จะเป็นเรื่องของความร่วมมือในการตรวจสอบนักการเมืองมากขึ้น ในส่วน ครป.ความเป็นคณะกรรมการมันน่าจะมีรูปร่างมีองค์กรมีกระบวนการที่ชัดเจนขึ้น"

      การที่ ครป.ยึดโยงกับตัวบุคคลอย่างพี่พิภพ-สุริยะใส เมื่อการต่อสู้ทางการเมืองเข้มข้นมันมีผลกระทบต่อองค์กร

     "คือความแหลมคมมันไปตามสถานการณ์ ความเชี่ยวชาญชำนาญทรรศนะทางการเมืองมันก็เป็นสิ่งที่สังคมอยากได้ comment เราอาจจะไม่จำเป็นต้องแหลมคมขนาดนั้น แต่ว่าทำอย่างไรให้การทำงานในเชิงคณะกรรมการ และก็จะใช้โครงการเหล่านี้เป็นตัวขยับงานของ ครป.เพื่อให้องค์กรฟิต ฟิตองค์กรใหม่ก็คือทำโครงการออกมาเพื่อจะ support ตอนนี้คิดไว้ 5 โครงการ โครงการแรกคือริเริ่มการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน โครงการที่สองคือการผลักดันเรื่องการปฏิรูปประเทศ โครงการที่สามเรื่องการกระจายอำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเรามี อบต.เพื่อประชาชนของคุณบำรุง คะโยทา อันที่สามคือศึกษาเรื่องกลไกการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม การตรวจสอบ ไปดู ป.ป.ช. สตง. แม้แต่กรรมการสิทธิฯ เราก็ต้องไปดู ไปดูเรื่องที่ประชาชนไปร้อง อันที่สี่เราพยายามทำให้เครือขายจังหวัดมันเกิด อย่างที่ลำปาง พิษณุโลก นครศรีธรรมราช อีสานก็มีช่องโหว่เยอะ เราต้องพยายามไปอุด แต่ว่ากรรมการเราก็มีทั้งบางทั้งเข้มทั้งหนา ในทางการเมือง หลายคนมาเป็นกรรมการแล้วถูกพรรคพวกต่อว่าอยู่เหมือนกัน อย่างนี้ไปรับมาเป็นกรรมการ ครป. หรือว่าบางคนไปตั้งฉายาว่า ครป.ชุดอนุรักษ์ กลายเป็น conservative committee เราก็ยินดีให้พรรคพวกตรวจสอบ"

     โครงการที่ห้าคือการศึกษาทำสื่อสารสมัยใหม่กับการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน อย่างตอนนี้กรณีแก่งเสือเต้นก็ขึ้นเฟซบุ๊กแล้ว หรือตอนนี้พูดเรื่องทีวีชุมชน มันมีอำนาจการสื่อสารสมัยใหม่ที่เราเอามาใช้ประโยชน์ได้ ครป.ก็ต้องบริการกับพรรคพวกเราในส่วนนี้"

     "เป้าหมาย ครป.ชัดเจนคือสร้างการเมืองภาคประชาชนและตรวจสอบการใช้อำนาจของนักการเมือง คุณสุริยะใส คุณพิภพ เข้าไปทำด้านนี้เป็นด้านหลัก อีกด้านหนึ่งอาจจะไม่มีใครทำเพราะว่ามันไม่มีความเป็น committee เพราะฉะนั้นถ้าเราเอาความเป็นคณะกรรมการมาแชร์ภารกิจกัน"

     เมื่อเป็นองค์กรภาคประชาชนที่ต้องเว้นระยะให้เหมาะสมจากอำนาจการเมือง แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะตัดขาดสัมพันธ์กับพรรคการเมืองใหม่

     "กับพรรคการเมืองใหม่ ก็ต้องบอกว่า ครป.เป็นองค์กรอิสระจากนักการเมือง แต่ว่าการมีเพื่อนเป็นนักการเมืองเป็นเรื่องปกติ หน้าที่เราก็ต้องตรวจสอบพรรคการเมืองใหม่ด้วย เรากำลังเสนอเรื่องที่มาของนักการเมือง เรากำลังเสนอเรื่องการเข้าสู่อำนาจของนักการเมือง ซึ่งพรรคการเมืองใหม่เขาตั้งพรรคขึ้นมาเขาก็ต้องเข้าสู่อำนาจทางการเมือง เพราะฉะนั้นอันไหนที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเราก็ต้องแสดงทรรศนะในเชิงของการตรวจสอบแน่นอน สองก็คือผมว่ามันมีทิศทางที่ดีขึ้น สัญญาณที่ดี ที่คุณสนธิกับคุณวีระและพรรคพวกได้ไกล่เกลี่ยคดีกัน 7-8 คดี ผมว่านี่คือความร่วมมือที่ไม่จำเป็นจะต้องมานั่งโต๊ะเจรจาทางการเมืองเหมือนกับกบฏสองฝ่ายมาคุยกัน แต่ว่าทิศทางอนาคตจริงๆ แล้วพรรคพวกเราส่วนหนึ่งก็อยู่ฝ่ายเสื้อแดง ถ้าพูดกันตรงๆ สุดๆ ก็คืองานของเราที่มันไม่ต้องกับต้องปะทะกันถึงขั้นว่าแดงเหลืองตีกันกลางเมืองก็เพราะว่ามีคนสองฝ่ายที่เคยมาด้วยกันอยู่ด้วยกัน ตั้งแต่ 14 ตุลา จนถึงพฤษภา มาแยกกันชัดเจนก็ตอนการตรวจสอบนักการเมืองสมัยคุณทักษิณนั่นแหละ พูดง่ายๆ คือหลัง 19 ก.ย. ก่อนนั้นไม่เคยมีเรื่องนี้เลย โอเคว่า 19 ก.ย.ก็เป็นจุดเปลี่ยนของประเทศจนไม่อาจจะกลับมาที่เดิม ในกลุ่มต่างๆ ที่มีเพื่อนนักกิจกรรมอยู่ด้วยกัน"

     "ทิศทางเป้าหมายผมคิดว่าก็ยังมีจุดยืนใกล้เคียงกันเรื่องการเมืองภาคประชาชน เพียงแต่ว่าเมื่อทั้งสองฝ่ายไปในจุดการต่อสู้ที่แหลมคมก็ถอยออกมาไม่ได้ มันเป็นลูกติดพัน แต่ว่าเมื่อการเมืองมันเข้าสู่ภาวะปกติผมคิดว่าจุดนั้นก็น่าจะกลับมาคุยกัน คำว่าคุยกันก็คงยังไม่ต้องเร่งถึงขั้นว่าเราจะมานั่งตั้งโต๊ะเจรา แต่ว่าเราสามารถทำเรื่องที่ประชาชนทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์ก่อน พอเราทำโครงการริเริ่มการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน นี่เป็นโครงการแรกหลังจากสมัชชาเสร็จ จะไปทำงานกับสมาชิก 10 จังหวัดที่เป็นสมาชิกเก่าของ ครป. ด้านหนึ่งก็ไปรื้อขบวนของตัวเองด้วย ด้านที่สองก็ไปรับทราบความขัดข้องในระหว่างการเคลื่อนไหวที่เฮ้ย ครป.มันขึ้นบนเกินไปหรือเปล่า เมื่อไหร่มันจะกลับลงมาข้างล่าง ก็จะต้องกลับไปคุย ใช้เงื่อนไขเรื่องการปฏิรูปการเมืองเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญไปคุย เราจะใช้เวลาสัก 6 เดือนไปรับฟังแล้วค่อยมาสังเคราะห์ว่าอันที่ไหน ครป.ไปทำงานกับเครือข่ายแล้วจะต้องแก้ไขบ้าง ซึ่งเราก็มีตุ๊กตาเป็นบางข้อ เช่นที่มาของนักการเมือง เรื่องพรรคการเมือง เรื่องกฎหมายเลือกตั้ง หรือว่าปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ทำอย่างไรให้ ป.ป.ช.มีศักยภาพในการดูแลคดี รวมทั้งเรื่องอื่นๆ ความยากจนความเหลื่อมล้ำ"

      ตกลงว่า ครป.ยอมให้แก้รัฐธรรมนูญได้? ต้องถือว่าเซอร์ไพรส์เพราะที่ผ่านมาคัดค้านเรื่องนี้มาโดยตลอด

     "ตอนปี 2550 เราก็รับโดยเงื่อนไขว่าให้แก้ แต่ว่าที่ ครป.ไม่ให้แก้ตอนที่ไปร่วมกับพันธมิตรฯ ก็เพราะว่านักการเมืองจะแก้เพื่อตัวเอง แก้เรื่องนิรโทษกรรม ไม่มีใครไปแก้ว่าให้ชาวบ้านรักษาทรัพยากรในสิทธิชุมชนท้องถิ่น ไม่มีนักการเมืองพูดสักคนเลย ว่าจะปฏิรูปที่ดินตามรัฐธรรมนูญมาตรา 84 กระจายการถือครองที่ดินให้ชาวบ้าน เก็บภาษีที่ดิน ไม่มีนักการเมืองคนไหนพูด นักการเมืองพูดแต่ว่าขอให้ฉันสะดวกขึ้น เข้าสู่อำนาจได้ง่ายขึ้นและไม่มีใครตรวจสอบได้ มาตรา 190 ติดขัด แก้เสีย อย่างนี้ ถ้าแก้แบบนี้ ครป.ก็คัดค้าน แต่ถ้าแก้เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับการเมืองภาคประชาชน แก้เพื่อปฏิรูประบบการเข้าสู่อำนาจของนักการเมือง ไปจัดบทบาทให้นักการเมือง ทำงาน function กับปัญหาของประเทศ อันนี้เราจะแก้"

     ถูกวิจารณ์แรงถึงขนาดให้ตัดคำว่ารณรงค์เพื่อประชาธิปไตยออกไปเลยก็มี
     "ให้เปลี่ยนเป็นคณะกรรมการรณรงค์เพื่อรัฐประหาร ความขัดแย้งมีสองส่วนที่นำไปสู่การสร้างวาทกรรมโจมตีกัน เป็นความขัดแย้งเชิงความเกลียดชัง ความขุ่นเคืองที่ตัวเองรู้สึกว่าไม่ได้มีส่วนในการนำเสนอ หรือนำเสนอแล้วเขาไม่รับฟัง แต่อีกด้านหนึ่งสถานการณ์มันลากพาไป และก็ต้องบอกว่ามันก็ไม่ได้เลวร้ายกับงานที่ ครป.ทำ เพราะถ้าบอกว่าตรวจสอบก็ต้องไปให้สุด และสิ่งที่พรรคพวกโจมตีกล่าวหาก็ต้องมานั่งถกเถียงกันอยู่เหมือนกันว่าประชาธิปไตยของแต่ละประเทศ อันไหนที่สมบูรณ์แบบที่สุด อเมริกาก็มีปัญหา ญี่ปุ่นก็มี ประชาธิปไตยที่เหมาะสมกับประเทศไทย ที่จะเอาบ้านเมืองไปรอด แต่โอเคสิ่งที่พรรคพวกแลกเปลี่ยนและกล่าวหามาก็เป็นเรื่องปกติแต่หน้าที่เราตอนนี้คือมุ่งที่โครงการที่เรากำหนดยุทธศาสตร์ 5 โครงการให้มันเกิดผลเกิดข้อมูลหนึ่ง และข้อมูลชุดนี้จะเป็นเรื่องของการออกแบบสังคมใหม่ ตั้งแต่เรื่องวิถีชีวิตความเชื่อ ทำอย่างไรให้คนในสังคมชนบทอยู่ได้ ทำอย่างไรคนชั้นกลางกับคนจนไม่ทะเลาะกัน ทำอย่างไรกระบวนการเข้าสู่อำนาจของนักการเมืองโปร่งใสและเป็นประชาธิปไตย"

     ครป.ทำงานกับภาคประชาชนมายาวนาน แต่ทิศทางในช่วงหลังดูเหมือนเปลี่ยนไปเชื่อมั่นในพลังของคนชั้นกลางมากกว่า

     "การตรวจสอบระดับล่างเยอะกว่าการตรวจสอบระดับบนนะ ชาวบ้านตื่นตัวไปยื่นหนังสือขอให้ตรวจสอบเปิดเผยโครงการที่มีผลกระทบต่อชุมชนของเขา การใช้สิทธิตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร หรือว่ามีอะไรที่พิรุธชาวบ้านก็ลุกขึ้นมาตรวจสอบแต่มันไม่เป็นข่าว บางครั้ง ครป.ก็ทำหน้าที่เป็นนายสถานี ให้ ครป.ไปยื่นให้กรรมการสิทธิฯ หรือว่าพาไปรัฐสภา แต่ว่าการตรวจสอบอย่างนี้เป็น case by case แต่พอคนพูดเรื่องการตรวจสอบจะมุ่งไปที่การทุจริตโครงการอย่างเดียว"
     หลังประกาศกำหนดทิศทางการทำงานภายใต้กรรมการชุดใหม่ ครป.ได้เสนอยุทธศาสตร์ปฏิรูปประเทศอย่างรอบด้านไว้ด้วย
     "ปฏิรูปประเทศว่าด้วยความเหลื่อมล้ำความยากจน ความไม่เป็นธรรม ปฏิรูปการเมืองว่าด้วยการตรวจสอบ การสร้างองค์กรประชาชนให้เข้มแข็ง คือองค์กรประชาชนพอสร้างขึ้นมาแล้วถูกทำลายเพราะว่าหนึ่งรัฐเองก็จ้องอยู่แล้ว อันที่สองมันไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐที่ชัดเจน มีอคติต่อการเคลื่อนไหวขององค์กรชาวบ้าน ขาดการสนับสนุนในเชิงการยกระดับการให้ความรู้ อย่างถ้าเราดูการต่อสู้ของแก่งเสือเต้น โครงการนี้มีมาตั้งแต่ปี 2523 ชาวบ้านมาลุกขึ้นเรียกร้องสมัยรัฐบาลชาติชายที่ไปชุมนุมสัญจรเชียงใหม่ จนถึงปัจจุบันต้นทุนการต่อสู้ของชาวบ้านผมว่าน่าจะเกิน 10 ล้านแล้วมั้ง จากการที่ชาวบ้านต้องแบกข้าวสารมาเจรจามาตั้งกรรมการ ได้กรรมการมาพิสูจน์ตั้งแต่เรื่องแผ่นดินไหว จนถึงปลาที่หายไป ต้นน้ำป่าสักทอง ก็ศึกษาหมดแล้วบนโลกยกเว้นอวกาศ ก็ยังมีนักการเมืองจะสร้าง ทั้งๆ ที่ตอบไม่ได้เลยเรื่องรอยแยกแผ่นดินไหว ตอบไม่ได้เรื่องปัญหาทางสุขภาพ ไม่ตอบอะไรเลย แม้แต่นักวิจัยที่เป็นดอกเตอร์มาทำ ไม่ว่จะเป็น อ.ปริญญา นุตาลัย ผู้เชี่ยวชาญเรื่องแผ่นดินไหว หรือว่า อ.สุธาวัลย์ เสถียรไทย อ.ศุภวิทย์ เปี่ยมพงศ์ศานต์ คือทำให้เห็นว่าชาวบ้านรวมตัวและต่อสู้มาตลอด มีขบวนการปกป้องใช้สิทธิ์ความชอบธรรมของชุมชนตามรัฐธรรมนูญ ใช้ครบทุกอย่างแล้ว แต่ปรากฏว่าวันหนึ่งนักการเมืองเดินมาบอกว่าจะสร้าง ถามว่ามันจะต้องเผากันอีกกี่ครั้ง นักการเมืองถึงจะยอมรับฉันทานุมัติ ซึ่งมันจะมีอีกหลายๆ ที่"
     "ที่เราคุยกันมันมีสถานการณ์ในประเทศใหญ่ๆ อยู่ 7-8 ประเด็น ตั้งแต่ประเด็นความขัดแย้งเรื่องสถาบันของชาติ วิกฤติเรื่องการจัดการทรัพยากร วิกฤติเรื่องการกระจายอำนาจ วิกฤติเรื่องรัฐธรรมนูญ หรือว่าวิกฤติเรื่องความคิดของคนในสังคม อันนี้มันก็คือเรื่องที่ยังไงเราก็ต้องเจอ และจะข้ามไปยังไง อย่างตอนนี้ที่คิดว่าเป็นเรื่องที่ ครป.ยึดเป็นทิศทางหลักก็คือเรื่องของรัฐธรรมนูญ ที่เราตั้งขึ้นเป็นภารกิจหลัก เราคิดว่าควรจะมีการศึกษา ทบทวน ตั้งแต่การเขียน การใช้ โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญปี 2540 และรัฐธรรมนูญ 2550 เพราะผมถือว่าสองฉบับนี้น่าจะก้าวหน้าที่สุดแล้วเท่าที่มีรัฐธรรมนูญในประเทศไทยมา ก็ควรจะต้องมา match กัน การเอามา match กันมันจะต้องมาริเริ่มการทบทวนการใช้รัฐธรรมนูญโดยประชาชน ไม่ใช่โดยนักการเมือง เพราะว่าที่เราเห็นคือนักการเมืองต้องการเอาบางมาตราที่ตัวเองรู้สึกติดขัดในการเข้าสู่อำนาจ แต่เราดูแล้วรัฐธรรมนูญทั้ง 2540 และ 2550 ไม่ว่าจะออกแบบ ส.ส.มายังไง ก็คือกลุ่มคนกลุ่มเดียวกันที่เข้ามาใช้อำนาจ เพียงแต่สลับกันขึ้นบริหารประเทศเท่านั้นเอง"
     "สิ่งที่ ครป.กำลังคิดก็คือว่าจะต้องออกแบบการเข้าสู่อำนาจของนักการเมืองใหม่อย่างไร ที่ไม่ใช่ให้กลุ่มก้อนของคนกลุ่มนี้เข้ามาบริหารประเทศ เพราะว่าเรารู้ชัดเจนว่าเพราะคนกลุ่มนี้ทำให้ประเทศวิกฤติ ตอนนี้ดูเหมือนว่าเรากำลังจ้างโจรอยู่กลุ่มหนึ่งเพื่อขึ้นมาประคับประคองประเทศ โดยที่เราต้องใช้ภาษีจำนวนมากให้กับนักการเมืองส่วนนั้นในการไปประคับประคองรัฐบาลอภิสิทธิ์ ทั้งๆ ที่เราเองก็ไม่แฮปปี้กับพวกนี้ แต่เรารู้สึกว่าประเทศขณะนี้ยังจำเป็นต้องให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ทำงานอยู่ ในสถานการณ์ขณะนี้ แต่เราก็ต้องไปแก้ในจุดที่มันเป็นการบริหารของพรรคร่วมรัฐบาล และแม้แต่พรรครัฐบาลเอง ในเรื่องคอรัปชั่น ซึ่งเราพบว่ามีหลายโครงการแค่เซ็นเอ็มโอยูก็ใช้ไปแล้ว 200 ล้าน หรือว่าแค่ทำร่างทีโออาร์ ทำการศึกษา มีเยอะมากโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรฯ โครงการเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรน้ำ เหล่านี้คือสิ่งที่เราคิดว่า ครป.ต้องมาสร้างกลไกในการติดตามตรวจสอบการบริหารโครงการขนาดใหญ่เพิ่มมากขึ้น"
     การออกแบบการเข้าสู่อำนาจของนักการเมืองมุ่งไปที่ลดทอนอำนาจ
     "เราต้องมาศึกษารูปแบบที่สอดคล้องกับวิถีคนไทยและเป็นรูปแบบที่เป็นสากลด้วย คือถ้านักการเมืองมีอำนาจตั้งแต่กวาดถนนจนถึงไปอนุมัติโครงการระดับประเทศได้ คือกินรวบทั้งหมดมันก็ไม่มีทางแก้ปัญหาได้ มันต้องมาจัดบทบาทใหม่ว่าจริงๆ แล้ว ส.ส.ควรทำอะไร รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งควรทำอะไร จะทำยังไงให้กลไกอิสระมันตรวจสอบได้ ป.ป.ช.คนเดียวรับผิดชอบ 4 จังหวัด ตรวจสอบการคอรัปชั่นขององค์กรท้องถิ่น มีเรื่องประมาณ 5,000 เรื่อง ถ้าพูดกันตรงๆ มันทำไม่ได้หรอก ถามว่า ป.ป.ช.ที่มีกันอยู่สิบกว่าคนจะมีศักยภาพอย่างไร ก็ต้องมาเสนอให้ปฏิรูป ป.ป.ช. เรากำลังคุยกันว่าจะต้องเอางานขององค์กรอิสระซึ่งมาจากรัฐธรรมนูญปี 2540 มาดู ถ้ากลไกมันพิการก็ต้องเสนอให้ปฏิรูป"
     สงสัยว่ารูปแบบการเข้าสู่อำนาจของนักการเมืองที่ ครป.กำลังออกแบบ จะถอดมาจากสูตรการเมืองใหม่ที่พันธมิตรฯ เคยเสนอ
     "ถ้าหมายถึง 70:30 มันเป็นแค่ตุ๊กตา เป็นการถกเถียงเรื่องที่มาของนักการเมือง จริงๆ ในต่างประเทศก็มีทั้งที่มาโดยการสรรหา กับที่มาจากการเลือกตั้ง ก็ต้องมาคุยกันว่าสรรหานี่เป็นการเลือกตั้งหรือเปล่า ถ้าสรรหาไม่ยึดโยงกับประชาชนไม่ใช่เป็นการเลือกตั้ง การสรรหาที่ยึดโยงกับประชาชนคือการเลือกตั้ง หมายถึงว่ามีระบบ primary vote มีระบบการเลือกตั้งจากระดับล่างแต่เป็นการเลือกตั้งแบบสรรหา จะต้องมาคุยกัน คือมันถูกโจมตีด้วยตรรกะในเชิงของอคติ มันเป็นข้อเสนอที่พันธมิตรฯ ขณะนั้นกำลังคิดกันประชุมและก็เห็นว่าควรเสนอตุ๊กตาให้สังคมถกเถียง เมื่อสังคมไม่รับก็ต้องจบ ที่ผมพูดว่าควรมาดูที่มาของนักการเมือง ก็ต้องมาดูพรรคการเมือง กฎหมายพรรคการเมืองบ้านเราต้องบอกว่าตั้งยาก มันหยุมหยิมไปหมด และเผลอๆ ยุบเป็นแถว"
     ตอนนี้ยุบพรรคก็ไม่มีความหมาย
     "ยุบก็ไม่มีผลตอนนี้พรรคมันเป็นอมตะไปแล้ว กินน้ำอมฤตเข้าไป เลยจำเป็นที่จะต้องมาดูว่าทำอย่างไรให้สาขาอาชีพสามารถตั้งพรรคการเมืองได้ง่ายขึ้น แต่ตอนนี้ปัญหาประเทศเรามันแก้ด้วยยาขนานเดียวไม่ได้แล้ว ไม่ใช่พอประชาชนตั้งพรรคได้จะแก้เรื่องวิกฤติการเมืองได้ ไม่ใช่ เพียงแต่ทำอย่างไรให้ขบวนการรวมกลุ่มก้อนของประชาชนทั้งการเมืองภาคประชาชนกับการเมืองของพรรคการเมืองมันสอดคล้องคู่ขนานไปได้ ของเราที่เป็นอยู่พรรคการเมืองพรรคใหญ่มีอำนาจมาก แต่ภาคประชาชนยิ่งถูกย่อยให้เล็กลง มันไม่มีกระบวนการสร้างองค์กรประชาชนขึ้นมาตรวจสอบองค์กรการเมืองอย่างมีกลไกที่ชัดเจน มีแค่การเดินขบวนแต่พอประชาชนเดินออกจากศาลากลางจังหวัดอำนาจก็หมด ขนาดมติ ครม.ออกมาแต่ทันทีที่ประชาชนเดินออกจากทำเนียบรัฐบาลก็สูญสลายไปพร้อมกัน"
      "เพราะไม่ว่าจะรัฐบาลไหนที่เข้ามาบริหารประเทศก็ไม่เคยเคารพความต้องการของประชาชน มันเลยเป็นเงื่อนไขให้นักการเมืองกลุ่มหนึ่งหยิบมาเป็นข้อต่อสู้และก็เป็นเงื่อนไขของการเผาราชประสงค์ที่ผ่านมา ถ้านักการเมืองทำตั้งแต่ตอนชาวบ้านเรียกร้อง ไม่ต้องรอให้มาทวงถามมันก็ไม่มีปัญหา ก็ไม่มีขบวนการที่เอาชาวบ้านมาเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ ต้องมาคุยกันในส่วนนี้ว่าถ้ายังไม่ปฏิรูประบบการเมือง ที่มา เรื่องพรรคการเมือง วิธีการเลือกตั้ง บทบาทที่ต้องกำกับ ส.ส.ควรทำแค่ไหน และมีหน้าที่อะไรบ้าง เข้าใจว่าตั้งแต่ปี 2548 มา กฎหมายที่เกี่ยวกับภาคประชาชนยังไม่ออกเลยมั้ง พูดได้เลยว่าการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติล้มเหลว การทำหน้าที่ของฝ่ายบริหารล้มเหลว เพราะไม่สามารถบริหารราชการได้ เดินทางไปเชียงใหม่ไม่ได้ ไปภาคอีสานไม่ได้ และบริหารก็ล้มเหลว เครื่องมือของรัฐบาลก็คือใช้กฎหมายในการบริหารประเทศ เอาง่ายๆ รัฐบาลมีนโยบายเรื่องโฉนดชุมชน ปรากฏว่าในกระทรวงทรัพยากรฯ ที่มีคุณสุวิทย์ คุณกิตติ ไม่ยอมรับนโยบายนี้ นั่นคือมันบริหารไม่ได้ มันกลายเป็นบริหารผลประโยชน์พวกพ้องของนักการเมือง"
      "หรือแม้แต่เรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งซึ่งจากที่เราทำงานกับคนจนมาตลอด คือตัวบุคลากรแม้แต่ผมเองหรือแม้แต่อาจารย์บัณฑรก็คืออยู่กับคนจนอย่างน้อย 20 ปี เราทำงานกับสมัชชาคนจนมาถึงวันนี้ก็สิบกว่าปี สิ่งที่เราเห็นคือเรื่องกระบวนการยุติธรรมกับคนจนจำเป็นที่จะต้องปฏิรูป คำว่าปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมก็คือตั้งแต่เรื่องการตั้งข้อหา บางทีความผิดนิดเดียวตั้งข้อหาหนักมาก จนไม่สามารถสู้ได้ ตั้งข้อหาหนักก็ประกันตัวยาก สิทธิในการต่อสู้ก็น้อยลง กระบวนการยุติธรรมก็ไม่มีมาตรฐาน บางทีรูปคดีเดียวกันแต่ตัดสินต่างกัน กรณีที่ดินที่ลำพูน การกระทำเหมือนกัน แปลงแรกศาลยกฟ้อง เห็นว่าจำเลยไม่มีเจตนาที่จะเข้าไป อีกแปลงหนึ่งลงโทษเต็ม ทนายคนเดียวกันผู้ต้องหาชุดเดียวกัน อย่างนี้เป็นต้น"   
     "มันต้องมีกระบวนการยุติธรรมที่ชาวบ้านเข้าถึงได้มากกว่านี้ จนชาวบ้านเขาพูดว่าการไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมคือความยุติธรรมอย่างหนึ่ง ไม่ต้องไปหาตำรวจไปต้องไปหาศาล ก็คือความยุติธรรมใต้ดิน ก็จ่ายนอกระบบไป อันนี้ก็คิดว่าน่าจะเป็นประเด็นที่จะรวบรวมข้อหนึ่งของภาคประชาชนในการปฏิรูปเรื่องกระบวนการยุติธรรม ในด้านหนึ่งเราบอกว่ากระบวนการตุลาการเป็นที่พึ่งของสังคมได้มากที่สุด แต่ว่าก็ต้องทำให้คนจนพึ่งได้ด้วย วันนี้คนจนรู้สึกว่าไปไม่ถึง ความเหลื่อมล้ำกับความเป็นธรรมน่าจะไปด้วยกัน".

 



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์