สาระน่ารู้

Sunday, 26 August, 2012 - 00:00

เพชรสังฆาต

   ครั้งหนึ่งผมกลับไปบ้านเยี่ยมเตี่ยที่โพธาราม คุยกันได้พักหนึ่งท่านก็ชวนผมให้เดินตามไปหลังบ้าน เมื่อไปถึงข้างๆ ฝาบ้านด้านนอก เตี่ยก็หยุดที่ต้นไม้ต้นเล็กๆ ต้นหนึ่ง ลักษณะต้นเป็นเถาสี่เหลี่ยมใบแตกตามข้อ เตี่ยเอามาปลูก ซึ่งมีไม้ปักไว้รอบๆ ต้น เพื่อกันไก่มันคุ้ยเขี่ย
    "เอ็งรู้จักเอาไว้ไม้ต้นนี้ เขาเรียกว่าต้นเพชรสังฆาต"
    "กูกินเงินคนมาเยอะแล้ว รักษาริดสีดวงทวารชะงัดนัก"
    "มึงจำไว้ อย่าไปบอกใครล่ะ" ท่านกำชับ
    เตี่ย เป็นหมอยาแผนโบราณ ทั้งต้มยาและกวาดยาคอเด็กๆ เมื่อได้ยาขนานใหม่มา เตี่ยจะเรียกผมให้จดลงสมุดตำรายาทุกครั้งไป ผมเองเป็นลูกคนเดียวของเตี่ย แต่ไม่ค่อยสนใจ เพราะไปคิดว่าเตี่ยนี่โบราณ ชอบเล่นพระเครื่องและต้มยาหม้อ เราเป็นคนหนุ่มสมัยใหม่ ผมคิดอย่างนั้น
    ผมมันเลือดครูแรง เมื่อมาเป็นศึกษานิเทศก์เขต อบรมครูครั้งไรก็จะบอกยาตัวนี้ให้ เพราะครูอาจารย์เป็นริดสีดวงทวารกันมาก ถึงครูไม่เป็นก็ให้จำไปบอกชาวบ้านที่เป็น ก็จะเป็นการทำประโยชน์แก่ผู้ปกครองนักเรียน เป็นทางหนึ่งที่เขาจะได้นับถือครู!
    ผมนึกอยู่เสมอว่า เตี่ยเป็นหมอต้องปรุงยาเพื่อหาเงิน ส่วนผมเป็นครูต้องบอกยาเพื่อเป็นทาน เตี่ยกับผมมันคนละอาชีพกัน
    เพชรสังฆาตเป็นชื่อเรียกตามพจนานุกรม แต่ตามชนบทหลายท้องถิ่นเรียกไม่เหมือนกัน เช่น ต้นต่อกระดูก สามร้อยข้อ สันชะอวด สันชะคาด ฯลฯ
    วิธีกิน ตัดเพชรสังฆาตมายาวประมาณ 2 นิ้วฟุต หรือประมาณ 1 ข้อ ควรเลือกระหว่างข้อที่กลางแก่กลางอ่อน เพราะมีฤทธิ์ยาดี ตามปกติแล้วยอดไม่ค่อยจะมีฤทธิ์เท่าไร ยิ่งส่วนโคนยิ่งดี ที่ไม่แนะนำให้ตัดตรงโคนเพราะกลัวต้นจะตาย (ฤทธิ์ยาดีจึงอยู่ที่โคนหรือราก ฉะนั้นยาไทยส่วนใหญ่จึงใช้รากยาประกอบในการต้ม)
    เมื่อได้เพชรสังฆาตมาแล้ว 2 นิ้ว ก็ใช้ใบมีดหั่นให้เป็นชิ้นบางๆ กองไว้ที่แผ่นกระดาษหรือชาม เมื่อหั่นหมดท่อนแล้วก็หยิบกองเพชรสังฆาตที่หั่นแล้วเอาใส่ปาก อย่าเคี้ยวเด็ดขาด! (จะคันคล้ายบอน) แล้วดื่มน้ำตามเข้าไป เพชรสังฆาตก็จะลงไปในท้อง
    ถึงกระนั้นก็จะคันตรงบริเวณคอนิดหน่อย แต่ไม่เป็นไรมากและก็ไม่เป็นอันตรายใดๆ (เว้นไว้จะเป็นคนแพ้ยาตัวนี้จริงๆ)
    ข้อสำคัญต้องกินหลังอาหารเช้า-เย็นวันละ 2 มื้อ อย่ากินตอนท้องว่าง เพราะเพชรสังฆาตจะกัดกระเพาะ กินไปเรื่อยๆ ไม่นานโรคริดสีดวงทวารก็จะหายขาด
    มีจ่าทหารคนหนึ่งทำงานอยู่ที่เขากรวด เป็นริดสีดวงทวารชนิดกลีบมะเฟืองมานาน 10 กว่าปี เขารู้จักผมว่าจะต้องกินเพชรสังฆาตอย่างไร เมื่อกินเข้าไปแล้วรู้สึกดี แต่ความที่เป็นมานาน 10 กว่าปี และมีเลือดออกอยู่เรื่อย จึงคิดว่าถ้ากินทีละมากๆ ก็คงจะหายเร็วกว่ากินยาทีละ 2 นิ้ว
    เขาจึงไปหาต้นเพชรสังฆาตมามากๆ แล้วใส่ครกตำ เอาน้ำใส่ลงไปนิดหน่อย แล้วใช้ผ้าขาวบางคั้นกรองเอาแต่น้ำออกมาได้ครึ่งแก้ว
    จากนั้น เขาตักน้ำมา 1 ขัน พร้อมทั้งขนมทองหยิบ ฝอยทอง มาเรียงไว้ตรงหน้า เพราะที่บ้านทำขนมหวานขายอยู่แล้ว เตรียมเอาไว้กินเพื่อกันเพชรสังฆาตมันคัน
    เขาดื่มน้ำเพชรสังฆาตครึ่งแก้วลงไปในท้อง และดื่มน้ำตามพร้อมทั้งกินขนมด้วย
    คุณจ่าทำอย่างนี้ 3 วัน วันละ 1 ครั้ง ริดสีดวงที่เป็นมานาน 10 ปีหายเด็ดขาด ไม่เคยมาเยี่ยมกรายคุณจ่าเขากรวดอีกเลย!
    อ.ปรีชา พัฒนวงศ์ อดีตศึกษานิเทศก์จังหวัดราชบุรี รายนี้ก็เข้าใจคิด กินเพชรสังฆาตไม่ให้คันและหายเร็วเหมือนกัน เขาได้เถาเพชรสังฆาตมาแล้วใส่เครื่องปั่นมูลิเน็กซ์ ได้น้ำเพชรสังฆาตมาครึ่งแก้วเหมือนกัน (ได้ทั้งน้ำทั้งเนื้อ) แล้วชงโอวัลตินอีกครึ่งแก้ว เขารวมไปด้วยกันแล้วดื่ม ก็หายเป็นปลิดทิ้ง ผมว่าวิธีนี้เข้าท่าดี
    ทั้ง 2 รายนี้เป็นริดสีดวงมาเกิน 10 ปี จึงใช้วิธีนี้หายเร็ว แต่ถ้าเป็นไม่นานนัก ผมว่าหั่นก็สะดวกดี หรือจะใช้ปั่นหรือตำกินก็ตามใจครับ
    ครั้งหนึ่งผมเดินผ่านซอยสุขสวัสดิ์ แถวบางลำพู เห็นบ้านหนึ่งปลูกต้นเพชรสังฆาตย้อยลงมาที่หน้าประตูเต็มไปหมด เห็นแล้วก็อดสงสัยไม่ได้ ก็ถามคุณยายข้างบ้านว่า
    "คุณยายครับ บ้านนี้เขาปลูกต้นไอ้นี่ไว้ทำไม? ผมถามพร้อมทั้งชี้มือ
    "อ๋อ ลูกสาวบ้านนี้เขาเป็นไซนัส รักษาหมอที่ไหนๆ ก็ไม่หาย เขากินต้นเพชรสังฆาตนี่แหละหาย" คุณยายบอก
    "เมื่อหายแล้ว เขาเลยปลูกมันไว้ที่หน้าบ้านเลย" ท่านเล่า
    ผมก็ถึงบางอ้อทันที ต้นเพชรสังฆาตนี้ไม่เพียงแต่รักษาริดสีดวงทวารหนักเท่านั้น ริดสีดวงอะไรก็หาย ไซนัสนั้นคนโบราณคงเรียกกันว่าริดสีดวงจมูกกระมัง! (ปัจจุบันผมลองเดินไปดูอีกทีที่บางลำพู ไม่มีแล้วต้นเพชรสังฆาตที่บ้านนั้น เพราะมันนานหลายปีแล้ว)
    ผมเอง...เป็นไซนัสมาตั้งแต่อายุ 18-19 ปีโน่น ตอนเป็นครูใหม่ๆ เนื่องจากการเป็นหวัดบ่อยนั่นเอง แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นโรคไซนัส คิดแต่ว่าเราคงเป็นโรคเส้นประสาท เพราะมันมึนงง พูดๆ ไปลืมหมด ทุกข์แทบอยากจะฆ่าตัวตาย!
    สมัยนั้น คิดแต่เรื่องบ้านเมือง เกลียดความไม่ยุติธรรม ประสาทเลยไม่ดีไปกระมัง ไปซื้อยาตามร้านที่เป็นยาน้ำกิน เขียนไว้ว่ายาบำรุงประสาทมันก็ไม่หาย กินหมดไปหลายขวด
    มาเป็นศึกษานิเทศก์จังหวัดก็ยังเป็นไซนัสอยู่ เวลาบรรยายๆ ยังลืมคำบรรยายหมด ฉะนั้นใครเชิญบรรยายต้องเอาน้ำร้อนมาให้ผมกิน หรือจะเป็นโอวัลตินร้อนดูจะดี คือไม่มีอาการเย็นนั่นเอง ถ้าอากาศเย็นก็จะมึนทันทีตรงระหว่างคิ้ว ฝนฟ้าครึ้มมาเป็นงงมึนหมดสภาพ ไม่อยากจะทำอะไรทั้งสิ้น นี่แหละไซนัส
    คนเป็นไซนัสจึงเป็นคนที่น่าสงสารจริงๆ ผมว่าเป็นริดสีดวงทวารยังจะดีกว่า เพราะมันอยู่ที่ก้น ไอ้นี้เหมือนมันบังคับสมอง บังคับความคิดให้ฟั่นเฟือน เบื่อหน่ายทุกสิ่งทุกอย่างไปหมด
    ผมเชื่อ นักศึกษาบางคนถ้าเป็นไซนัสมากๆ การเรียนก็จะไร้ผล ดีไม่ดีจะสอบตกเอาด้วย
    ตอนหลังผมรู้ก็ต่อเมื่อมีเด็กผู้หญิงเจ้าของบ้านที่ผมเช่าอยู่ เขาเรียนหนังสืออยู่ที่จุฬาฯ เขาบอกว่าเพื่อนๆ เป็นไซนัสกันมาก เพราะอยู่กันดึกและเป็นหวัด เวลาไปไหนมาไหนต้องใช้ยาวิคอุดจมูก อาการที่เขาเล่าเหมือนที่ผมเป็นทุกอย่าง
    พอผมรู้อย่างนั้น ผมก็ไปที่โรงพยาบาลราชบุรีให้เอกซเรย์ทันที ปรากฏว่าเป็นไซนัสแน่ มีน้ำหนองขังอยู่แถวบริเวณแก้ม เท่านั้นยังไม่พอ ผมไปโรงพยาบาลศิริราชอีก เอกซเรย์ผลออกมาเหมือนกัน ผมเป็นไซนัสและก็หายโดยใช้เพชรสังฆาต ยาตัวนี้แหละครับ
    ผมหั่นกินเช้า-เย็น ครั้งละยาว 2 นิ้วหลังอาหาร และเวลาปวดไซนัสขึ้นมา เวลาฟ้าครึ้มๆ ฝนจะตก ผมก็หั่นเพชรสังฆาตใส่ปากเอาน้ำดื่มตามเข้าไป ไซนัสก็จะหยุดมึนทันที
    ตั้งแต่ผมใช้เพชรสังฆาตกินเข้าไป ไม่ช้าไม่นาน ไซนัส...ตัวดีก็ไม่เคยมาเยี่ยมผมอีกเลย จนทุกวันนี้ครับ
    ต้นเพชรสังฆาตยาตัวนี้มันขึ้นตามวัด ตามรั้วบ้านที่เขาเอามาปลูกไว้ ฉะนั้นจึงมีไม่มาก
    ไหนๆ ก็พูดเรื่องยาแล้ว ก็ขอพูดถึงเรื่องต้นยาอีกต้นหนึ่งคือ "บอระเพ็ด" ซึ่งใครๆ ก็รู้จักดี เถาลำต้นเป็นตุ่มๆ และมีรสขม!
    ใครที่เป็นโรคกระเพาะ ไม่ต้องไปกินยาที่ไหนให้เสียเงินมาก เอาบอระเพ็ดนี่แหละหั่นเข้าปากแบบกินเพชรสังฆาตนั่นแหละ แต่บอระเพ็ดกินก่อนอาหาร เพราะมันไม่ได้กัดกระเพาะ แต่ไปช่วยกระเพาะให้ปกติดี คนเป็นโรคกระเพาะหาย คนโบราณกินบอระเพ็ดอย่างเดียวอายุถึงยืน เพราะระบบในท้องดี
    ผมขอแนะนำให้หามาปลูกกันไว้ตามข้างรั้วบ้านเรา ถึงเราจะไม่เป็นโรค ก็ให้คนเป็น! ก็จะเป็นทานชนิดหนึ่งที่ช่วยผู้อื่นได้ หรือไม่ก็เอาไปปลูกที่วัดใกล้บ้าน เพราะวัดเป็นศูนย์รวมของหมู่บ้าน การปลูกก็ปลูกง่าย เพียงตัดเถายาให้ติดมาสัก 2-3 ข้อ แล้วปักลงดินให้ดินกลบข้อแรกเท่านั้น ข้อต่อไปยาก็จะแตกกิ่งก้านขึ้นมาเอง
    ทั้งเพชรสังฆาตและบอระเพ็ด ปัจจุบันมีชนิดแคปซูลขาย ถ้าใครกลัวคันและขมก็ไปซื้อยาผงเป็นแคปซูลกิน ถ้าถามว่าสดกับแห้งไหนสรรพคุณดีกว่ากัน ก็ต้องตอบว่า ปลาสดย่อมอร่อยกว่าปลาย่างแน่ครับ
    ยาไทยหาง่ายถูก ใครๆ ก็มีโอกาสหายโรคได้!
                    ประวิทย์ จำปาทอง