Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

ทุกฝ่ายได้บทเรียน ธาริต เพ็งดิษฐ์


   รัฐบาลเองก็ได้บทเรียน ฝ่ายเสื้อแดงเองก็ได้บทเรียน ทุกฝ่ายก็ได้มีบทเรียนของตัวเอง ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบอย่างรุนแรงทุกฝ่ายยืนข้างตัวเองและก็มีความเชื่อมั่นของตัวเองแบบสุดโต่ง แต่หลังจากเกิดสถานการณ์สร้างความเสียหายและเจ็บปวด ทุกฝ่ายได้บทเรียน เพราะฉะนั้นขณะนี้ความพยายามของทุกฝ่ายที่จะให้มีการปรองดอง ผมว่าไม่ใช่เฉพาะฝ่ายรัฐบาลหรอกที่อยากปรองดอง ฝ่ายเสื้อแดง นปช.ก็คงอยากปรองดองด้วย เพียงแต่ว่าเราจะหาจุดสมดุลอย่างไร

    วิธีที่ดีที่สุดผมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพกฎหมาย และปฏิบัติตามกฎหมายตามจริงจัง ตรงไปตรงมา กฎหมายนั่นแหละครับคือแกนกลางของการปรองดอง เป็นคัมภีร์ที่ดีที่สุดของการปรองดองในบ้านเมือง คือการเคารพกฎหมาย ถ้าเรายิ่งละเลยกฎหมาย ไม่เคารพไม่ปฏิบัติตาม จะเป็นการซ้ำเติม และก็จะทำให้เกิดความเสียหายในสังคม เช่นเดียวกับหลักการทำงานของเราในดีเอสไอ ความแตกต่างทางความคิดหรือความขัดแย้งมันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ แต่เราก็จะต้องไม่เอาเรื่องความขัดแย้งหรือเรื่องของความเชื่อถือศรัทธาในความคิดมาเป็นอุปสรรคในการทำงาน"

     หน่วยงานหลักที่บังคับใช้กฎหมายกับคนเสื้อแดงในเวลานี้คือกรมสอบสวนคดีพิเศษ แต่การพิสูจน์ความเป็นนิติรัฐ ยิ่งในโมงยามที่บ้านเมืองต้องการบรรยากาศสมานฉันท์ การบังคับใช้กฎหมายยิ่งต้องระมัดระวังไม่ให้กลายเป็นเครื่องมือทำลายล้างอีกฝ่าย ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดี DSI ต้องตระหนักในจุดนี้ และในเวลาเดียวกันก็ยังต้องสร้างความปรองดองในองค์กรที่ยังคงหลงเหลือตะกอนจากกลุ่มอำนาจเก่า

กฎหมายคือแกนกลาง
     "ในเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น คณะกรรมการคดีพิเศษมีมติให้ 4 กรณีเป็นคดีพิเศษ คือ การก่อการร้าย ข่มขู่บังคับรัฐบาล ทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐ การกระทำต่ออาวุธยุทธภัณฑ์ของทางราชการ เราแยกเป็น 4 ประเภทด้วยกัน ใน 4 ประเภทนี่ก็แบ่งชุดทำงานสอดคล้องกันเป็น 4 ชุด ตั้งแต่วันที่ 16 เม.ย.-23 มิ.ย. กรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับโอนคดีอาญาทั้งสถานีตำรวจในนครบาลและสถานีตำรวจภูธรในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดทั้งหมด 162 คดี แบ่งเป็นคดีก่อกาารร้าย 79 คดี การขู่บังคับรัฐบาล 20 คดี การทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐ 51 คดี และการกระทำต่ออาวุธยุทธภัณฑ์ของทางราชการ 12 คดี"
     ในสายตานักกฎหมายไม่น้อยที่มองว่าคดีก่อการร้ายถึงที่สุดแล้วจะมีปัญหาในทางปฏิบัติ อาจจะเอาผิดไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
     "เราก็มีความมั่นใจนะ เพราะว่าในแง่ของการทำสำนวนคดีเราไม่ได้ทำงานตามลำพัง เรามีทั้งสำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยงานความมั่นคงต่างๆ มาทำงานร่วมกับเราเป็นองคาพยพ ไม่ใช่ดีเอสไอทำงานตามลำพัง อย่างการที่ขอออกหมายจับที่ผ่านมาเราก็มีขั้นตอนหลายขั้นตอน สมมติว่าพนักงานสอบสวนที่ร่วมสอบกับอัยการทำเสร็จแล้วเห็นว่าควรจะจับใคร ก็จะต้องไปขอความเห็นชอบจากพนักงานอัยการด้วย ซึ่งปกติงานของตำรวจจะไม่เป็นอย่างนั้น แต่ของเราต้องไปขอความเห็นชอบจากอัยการก่อน จากนั้นก็ต้องไปขออนุมัติจากศาลอีกรอบหนึ่ง ศาลก็จะกลั่นกรองดูพยานหลักฐานต่างๆ ก็จึงออกอนุมัติหมายจับให้ เราระมัดระวังในการทำคดี และขณะนี้ก็มีความมั่นใจในสำนวนการสอบสวน ความผิดฐานก่อการร้ายต้องไปดูประมวลกฎหมายอาญามาตรา 135/1, 135/2, 135/3 จะเห็นว่าองค์ประกอบมันเป็นอย่างไร คนส่วนใหญ่ชอบเข้าใจว่าก่อการร้ายจะต้องแบ่งแยกดินแดน เป็นแบบบินลาดินอะไรอย่างนั้น ไม่ใช่ เดิมความผิดฐานก่อการร้ายไม่มีในกฎหมายไทย เพิ่งจะมีเมื่อเร็วๆ นี้ ถือเป็นกฎหมายใหม่ และเท่าที่ทราบก็เป็นกฎหมายที่เขียนขึ้นสอดคล้องกับของนานาชาติ เป็นกฎหมายที่เป็นสากล ไม่ใช่ว่าบัญญัติขึ้นเฉพาะของเราแบบแตกต่างพิสดาร เรียกว่าสอดคล้องกับหลักสากลเลย การกระทำความผิดที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองที่ผ่านมาก็เข้าลักษณะของก่อการรร้ายอย่างชัดเจน ไม่มีข้อกังขาใดๆ การที่คณะกรรมการคดีพิเศษยกระดับคดีนี้ขึ้นเป็นคดีพิเศษมันก็จะแตกต่างจากคดีสามัญทั่วไป ถ้าคดีสามัญทั่วไปก็จะอยู่กับตำรวจรับผิดชอบ แต่พอมาเป็นคดีพิเศษรับผิดชอบแต่ว่าไม่ได้รับผิดชอบตามลำพัง มันมีพันธมิตรมาร่วมกันทำงานถึง 13 หน่วยงาน (สำนักงานอัยการสูงสุด, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กองบัญชาการตำรวจนครบาล, กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง, กองบัญชาการตำรวจภูธร, กองบัญชาการตำรวจสันติบาล, กรมพระธรรมนูญ, กองทัพบก, สถาบันนิติวิทยาศาสตร์, สภาความมั่นคงแห่งชาติ, สำนักข่าวกรองแห่งชาติ, สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน) ก็ทำให้เกิดความโปร่งใส ครอบงำไม่ได้ มีประสิทธิภาพและก็รวดเร็ว โดยเฉพาะความรวดเร็ว การที่มีพนักงานอัยการมาร่วมสอบสวนมันจะเป็นหลักประกันทั้งประสิทธิภาพและก็คุ้มครองสิทธิเสรีภาพไปในคราวเดียวกัน  คำว่าคุ้มครองสิทธิเสรีภาพก็หมายความว่าถ้าเขาไม่ผิดก็ไม่ควรจะไปลากเขาเข้ามาเป็นแพะเป็นแกะ ทำให้เขาได้รับความเดือดร้อนต้องประกันตัวต้องอะไรวุ่นวาย ไม่ผิดก็ไม่ต้องเข้ามาเลย ถ้าผิดก็ต้องเอาให้ถึงที่สุด เพื่อนำไปสู่กระบวนการพิสูจน์ในชั้นศาลให้ลงโทษให้ได้"
     การก่อการร้ายในนิยามของต่างประเทศชัดเจน แต่สำหรับประเทศไทยเป็นความขัดแย้งทางการเมือง  ข้อหาการก่อการร้ายจึงถูกมองว่าเป็นการนำมาใช้เป็นเครื่องมือกำจัดฝ่ายตรงข้ามความ
     "เรื่องเหตุการณ์ความไม่สงบในบ้านเรามันอาจจะมีพื้นฐานมาจากเรื่องการเมือง  แต่ว่าหลังจากที่มันมีความขัดแย้งการเมืองมาถึงจุดหนึ่ง มันได้ล้ำเส้นของความคิดทางการเมืองเลยเข้ามาใน area ของการก่อการร้ายแล้ว เราจะไปบอกว่าเฮ้ยเรื่องนี้เริ่มต้นมาจากการเมืองเพราะฉะนั้นก็เป็นการเมืองล่ะกัน พูดอย่างนั้นคงไม่ได้ มันได้ล้ำเส้นเข้ามาใน area การก่อการร้ายเราก็ต้องว่าตามกฎหมายบ้านเมืองไป ใครผิดก็ว่าผิด ใครถูกก็ว่าถูก อันนี้ก็เป็นความจำเป็นนะ ในภาวะของความขัดแย้งอย่างมากในขณะนี้ไม่มีอะไรดีเท่ากับการปฏิบัติตามกฎหมาย เพราะถ้ายิ่งเราละเลยไม่เคารพไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย มันจะยิ่งเพิ่มปัญหาหนักให้กับประเทศอีก เพราะว่าเราต้องอาศัยกติกาในการที่จะดูแลสังคม "ในขณะที่มีความขัดแย้งบ้านเมืองวิกฤติแบบนี้ สิ่งที่จำเป็นก็คือต้องปฏิบัติตามกฎหมายและรักษากฎหมาย เพราะกฎหมายเป็นปทัฏฐาน หรือเป็นเครื่องมือที่ทำให้สังคมอยู่อย่างปกติสุข ถ้าเรายิ่งละเลยกฎหมายไม่เคารพไม่ปฏิบัติตาม จะเป็นการซ้ำเติมและก็จะทำให้เกิดความเสียหายในสังคม เช่นเดียวกับหลักการทำงานของเราในดีเอสไอผมก็ถือว่าความแตกต่างทางความคิดหรือความขัดแย้งมันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ แต่เราก็จะต้องไม่เอาเรื่องความขัดแย้งหรือเรื่องของความเชื่อถือศรัทธาในความคิดมาเป็นอุปสรรคในการทำงาน และการทำงานในท่ามกลางความขัดแย้งมันไม่มีใครชอบหมดหรือเกลียดหมด มันต้องมีทั้งคนชอบคนเกลียด สิ่งที่ดีที่สุดในสถานการณ์อย่างนี้ก็คือการปฏิบัติตามกฎหมาย การรักษากฎหมายในหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด"
     อีกด้านหนึ่งการบังคับใช้กฎหมายก็ถูกเอามาใช้กับฝ่ายเดียวและเลือกปฏิบัติ
     "ใครจะมองในมุมสองมาตรฐานหรือไม่ผมคงไม่อยากจะไปวิพากษ์วิจารณ์ แต่ว่าในส่วนความรับผิดชอบของดีเอสไอเราทำงานมาตรฐานเดียวแน่นอน อย่างคดีที่เกิดขึ้นเราปฏิบัติเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้ต้องหาที่เป็นแกนนำหลักแกนนำรองหรือการ์ด หรือคนอื่นๆ ก็ตาม เราปฏิบัติเท่าเทียมกันครับ เท่าที่เรารับผิดชอบอยู่นะ แต่ส่วนคดีเสื้อเหลืองหรือคดีอื่นๆ ที่เราไม่ได้รับผิดชอบผมก็ไม่อาจออกความเห็นได้ว่ามันมาตรฐานเดียวหรือสองมาตรฐาน"
     ถ้าตีความกฎหมายแล้วการยึดสนามบินย่อมเข้าข่ายก่อการร้ายแน่นอน
     "เพราะว่าเราไม่ได้รับผิดชอบ ไปอยู่กับตำรวจ เมื่อเรื่องไปอยู่กับตำรวจผมก็ไม่อยากวิพากษ์วิจารณ์ แต่ยืนยันว่าอะไรที่อยู่ในความรับผิดชอบของดีเอสไอเราก็จะทำเหมือนกัน อย่างเดียวกัน"
     กรณีคุณทักษิณทำได้เพียงการร้องขอความร่วมมือจากต่างประเทศเท่านั้น
     "เรื่องความร่วมมือระหว่างประเทศก็เป็นเรื่องของการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งขณะนี้คุณทักษิณก็มีหมายจับที่ออกโดยศาลอย่างน้อยก็ 5 คดี ก่อการร้ายที่ดีเอสไอรับผิดก็เป็นหนึ่งใน 5 คดีนั้น"
     เมื่อหมอกควันแห่งสงครามคลี่คลาย เข้าสู่โหมดปรองดอง รัฐบาลโยนเรื่องกฎหมายนิรโทษกรรมเพื่อเช็กกระแสสังคม สุดท้ายฝ่ายการเมืองเขาก็ฮั้วกัน
     "เรื่องปรองดอง นิรโทษกรรม ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เห็นด้วย ผมกล้าพูดเลยว่าผมเห็นด้วย การที่จะออกกฎหมายนิรโทษกรรมคนที่กระทำความผิดเล็กน้อย ลุงป้าน้าอาที่ไปร่วมชุมนุม และหลายหมื่นคนกลับบ้าน ในขณะที่อีกกว่า 400 คนถูกขังคุก มันไม่แฟร์ในความคิดของผม และมันก็โทษเล็กน้อยเพียงแค่จำคุกไม่เกิน 2 ปี เพราะฉะนั้นการที่จะมีกฎหมายนิรโทษกรรมมันน่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องและก็เข้ากับบรรยากาศของการสมานฉันท์หรือปรองดอง  ผมไม่ได้คิดว่าตรงนี้คือการฮั้วกันหรือว่าการจะทำให้การบังคับใช้กฎหมายหย่อนยาน ไม่เกี่ยวเลย แต่เราต้องแยกนะครับ พวกที่กระทำความผิดอย่างร้ายแรง เป็นเรื่องก่อการร้ายเรื่องเผาบ้านเผาเมือง เรื่องปล้นสะดม เรื่องทำร้ายอะไรกัน ไม่ได้ พวกนี้ต้องไม่ควรนิรโทษกรรม ก็ต้องกฎหมาย เป็นกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา มันก็มีความชัดเจนอยู่แล้วว่าใครทำผิดอะไรแค่ไหนอย่างไร แต่แน่นอนครับในที่สุดก็เป็นเรื่องของรัฐบาลจะต้องตัดสินใจว่าจะเป็นอย่างไร แต่ถามความเห็นส่วนตัวผมเห็นว่าผมเห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมความผิดเล็กน้อย เงื่อนไขคือเล็กน้อยนะครับ"
     ล่าสุดคือสำนักกฤษฎีกาเห็นชอบแล้ว
     "เราคุยกัน 3 หน่วย มี สมช. (สภาความมั่นคงแห่งชาติ) ดีเอสไอ และกฤษฎีกา คุยกันในแง่ว่าถ้าจะออกกฎหมายทำได้ไหม ฝ่ายเราคือฝ่ายปฏิบัติก็เห็นว่าทำได้ แต่การตัดสินใจต้องเป็นเรื่องฝ่ายบริหารคือรัฐบาล เพราะฉะนั้น ศอฉ.กับรัฐบาลจะว่างยังไงก็เป็นเรื่องของท่าน เราก็หมดหน้าที่ เรามีหน้าที่ศึกษาว่ามันเป็นไปได้ไหมถ้าจะออกกฎหมาย เราก็ให้คำตอบไปแล้วว่าเป็นไปได้ ส่วนการตัดสินใจจะออกกฎหมายหรือไม่เป็นอำนาจของรัฐบาล"
     การตัดสินใจเรื่องนี้คงต้องเอาใจกองเชียร์อย่างพันธมิตร เสื้อหลากสี ที่ออกมาค้านสุดตัวโดยอ้างคำสวยหรูว่าอยากเห็น DSI ใช้กฎหมายอยางเคร่งครัด
     "ถ้าอย่างนั้นผมก็คงไม่พูดว่าผมเห็นด้วยกับการนิรโทษกรรม เพราะถ้าจะ play save แต่นี่มันเป็นความเห็นที่ต้องเคารพกัน ผมก็ขอออกความเห็นในฐานะส่วนตัวอย่างนี้ ตรงไปตรงมา การออกกฎหมายนิรโทษกรรมความผิดเล็กน้อยไม่ได้ทำให้เรื่องการเคร่งครัดกฎหมายเปลี่ยนไปนะครับ เรายังคงดำเนินคดีกับพวกที่กระทำความผิดร้ายแรง อย่างที่เรียนแล้วคือก่อการร้าย ขู่บังคับรัฐบาล ทำร้ายร่างกายประชาชน เจ้าหน้าที่รัฐ กระทำต่ออาวุธยุทธภัณฑ์เผาบ้านเผาเมือง ต้องเข้มงวดครบถ้วนในการดำเนินการ แต่ความผิดเล็กน้อยที่เกิดจากการเข้าชุมนุมซึ่งหลายคนพวกนี้อาจจะเข้าไปโดยไม่ได้เจตนา ลุงป้าน้าอาที่เข้าไปนั่งฟังเขา ถูกเกณฑ์มาถูกอะไรมา คนพวกนี้เราไม่น่าจะให้เขาต้องมีความผิดติดตัว ก็ควระพิจารณานิรโทษกรรมเขา แต่นั่นแหละครับมันก็เป็นความเห็นส่วนตัวของผมในฐานะเป็นข้าราชการประจำคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้มีน้ำหนักหรือมีอิทธิพลอะไร เพราะการตัดสินใจอย่างนี้เป็นเรื่องของรัฐบาล"
     รัฐบาลยังฟังกระแสสังคมอยู่
     "ก็เป็นได้ รัฐบาลอาจจะต้องดูการตอบรับ เพราะรัฐบาลเขามาจากผู้แทนประชาชน เขาก็ต้องฟังเสียงประชาชนเหมือนกัน และเรื่องนี้ผมก็ค่อนข้างแปลกใจ เมื่อมีการนำเสนอเรื่องนิรโทษกรรมออกไปแทบจะไม่มีเสียงตอบรับเห็นด้วยเลย  ทำให้ผมรู้สึกว่าสังคมอยู่ด้วยความเคียดแค้น ต้องเป็นเอาตายกันอย่างไม่อภัย มันต้องแยกระหว่างความผิดรุนแรงกับความผิดเล็กน้อยที่เกิดจากการเข้าชุมนุม คนไม่แยก"
     เพราะสังคมตัดสินผิดถูกแบบขาวดำไปแล้ว
     "ขาวดำไปเลย คือแดงไปเลย หรือไม่แดงไปเลย คนละขั้วเลย อาจจะถือว่าเป็นบาดแผลของสังคมนะ คงต้องใช้เวลาในการรักษา ผมก็ยังยืนยันครับว่าในสถานการณ์ความขัดแย้งไม่มีอะไรดีเท่ากับการเคารพ และก็บังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีอะไรดีเท่า"
     แต่ถ้ากฎหมายไม่เป็นธรรมกับอีกฝ่าย เขาก็มีสิทธิ์ที่จะแข็งขืนต่อการพิพากษา
     "ไม่หรอกครับ เราอย่ามองว่ากฎหมายใช้เป็นเครื่องมือในการห้ำหั่น ถ้ามองอย่างนั้นก็คือว่าเอากฎหมายกลั่นแกล้ง เช่นคนไม่ผิดก็ไปยัดเยียดข้อหาว่าเขาผิด อย่างนี้เป็นการกลั่นแกล้ง แต่ถ้าใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา คนผิดก็ต้องว่าผิด คนถูกก็ต้องว่าถูก อย่างนี้คือการพยายามรักษาความสงบเรียบร้อยในสังคม ไม่ใช่กลั่นแกล้ง ต้องแยกแยะ แต่ถ้าไปแกล้งจับเขาแกล้งหาเรื่องเขาอะไรอย่างนี้ไม่ใช่ ผมถึงเรียกร้องว่าให้ใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา ก็คือการเคารพและรักษากฎหมาย ไม่ใช่เอากฎหมายมาใช้เป็นเครื่องมือทำลายล้างกัน"
     ข้อหาล้มเจ้าก็ถือเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการใช้กฎหมายเพื่อตามไล่ล่าอีกฝ่าย
     "ผมกลับมองอย่างนี้ครับ ผมมองว่าในคดีล้มเจ้าเมื่อมาเป็นคดีพิเศษแล้ว และก็มี 13 หน่วยงานช่วยกันทำ มันจะเกิดความชัดเจน มันน่าจะเป็นเรื่องดีที่ตัวละครหลายคนที่อยู่ใน mind map จะได้รับการพิสูจน์ว่าตกลงเป็นสีขาวหรือสีดำ ไม่ใช่ตอนนี้เป็นสีเทา เป็น grey area ทำให้มองว่าเอ๊ะใช่-ไม่ใช่ ไม่เป็นผลดี มาพิสูจน์กันให้ชัดไปเลยว่าผิดก็คือผิด ถูกก็คือถูก ผมกลับมองว่าเป็นเรื่องดีนะครับ และก็บ้านเราเรายังมีความจำเป็นที่ต้องรักษาสถาบันไว้ เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์คือความมั่นคงของประเทศ การที่เพิกเฉยกับเรื่องเหล่านี้ก็ดูจะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ก็กลับมาสูตรเดิมก็คือว่าบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา ผิดเป็นผิด ถูกเป็นถูก ก็จะเกิดความสงบสุขขึ้น และก็รักษาสถาบันที่เราเคารพเทิดทูนไว้ได้"
     ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่า mind map ที่ออกมามันคือการเหวี่ยงแห
     "นั่นเป็นเรื่องของฝ่ายความมั่นคงไม่ใช่ดีเอสไอทำ ซึ่งในนั้นก็จะเป็นสีเทา เพราะฉะนั้นก็ถึงเวลาเอามาพิสูจน์ซะว่าคนผิดก็สีดำไปเลย คนถูกก็สีขาว มันก็เคลียร์ ผมว่าดีนะครับ ถ้าไม่มาทำเป็นคดี ปล่อยไว้อย่างนั้นคนในแผนผังจะถูกตราหน้าหมดว่าผิด ซึ่งผมไม่เชื่อว่าผิดทั้งหมด และผมก็ไม่เชื่อว่าถูกทั้งหมด มันมีทั้งถูกทั้งผิดตรงกัน ก็ต้องพิสูจน์กัน เพราะว่าขบวนการล้มเจ้าแต่ก่อนเราพบความผิดมันแยกเป็นคนๆ มันเป็นการทำเฉพาะคน แต่เดี๋ยวนี้มันเป็นขบวนการ มันมีทั้งคนวางแผน คนออกความคิด คนสนับสนุนเงินทอง และก็คนลงมือทำ เพราะฉะนั้นความผิดมันไม่ได้อยู่แค่คนลงมือเท่านั้นแล้ว มันต้องมาต้องรากฐานทั้งหมด"
     สรุปว่าถือเป็นภัยความมั่นคงแห่งรัฐ
     "ใช่ครับ เพราะว่าความผิดในหมวดนี้อยู่ในความผิดของความมั่นคงแห่งรัฐ ทุกประเทศที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์เขาถือว่าเป็นสถาบันที่ต้องมีกฎหมายคุ้มครองเพื่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร เหมือนกันทุกประเทศ"
     งบประมาณ 700 กว่าล้านถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นรางวัลที่รัฐบาลปูนบำเหน็จให้ดีเอสไอ
     "ไม่ใช่ให้รางวัลอะไรเลย มันเป็นงบประมาณปกติ มาจ่ายเงินเดือน ค่าน้ำมัน ค่าทำคดี ค่าเช่าสถานที่  มันเป็นงบปกติของการดำเนินคดี คือทุกหน่วยต้องมีงบ ไม่มีงบประมาณมันอยู่ไม่ได้ และถ้าไปดูก็ไม่ได้ว่ารับมากรับน้อยกว่าทุกปี ไม่ได้เป็นเรื่องที่มีอะไรผิดปกติเลย"

โรคแทรก DSI
     เมื่อมานั่งเก้าอธิบดีดีเอสไอ แทน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เมื่อเดือนตุลาปีที่ผ่านมา ธาริตถูกมองว่าเป็นสายตรงประชาธิปัตย์ แต่แบ็กกราวด์ของเขาเรียกได้ว่าเติบโตในยุคทักษิณ เพราะถูกเรียกมาช่วยงานด้านกฎหมายให้กับ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ที่สำนักนายกฯ
     "ผมก็ถือว่าผมได้เรียนรู้และก็โชคดีได้ทำงานร่วมกับหมอมิ้งค์และอาจารย์พันศักดิ์ (วิญญรัตน์) ทั้งสองท่านเป็นคนเก่ง ก็อย่างนี้แหละครับข้าราชการประจำ การเมืองใครไปใครมาเราก็ต้องทำงานด้วย ผมก็ถือว่าเจริญเติบโตและได้ดีในสมัยท่านสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และก็สมัยท่านทักษิณเพราะว่า period คุณทักษิณยาว ผมก็ได้เติบโตในช่วงนั้น ผมทำงานกับฝ่ายการเมืองทุกฝ่ายมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นผมก็ถือว่าธรรมดาและผมถือว่าผมรับได้ในกติกาว่าฝ่ายการเมืองมีอำนาจย้ายฝ่ายประจำได้ เมื่อเรายอมรับในกติกานี้เราก็จบ ไม่ต้องคิดอะไร เมื่อฝ่ายการเมืองเปลี่ยนไปเขาก็ย้ายเราได้ และเมื่อเขาย้ายเราเราก็ไม่ยี่หระหรือเราไม่กลัวเรื่องการถูกย้าย จบ แต่ถ้าเรากลัวสิครับ เรายึดแน่นกับตำแหน่ง ฉันต้องอยู่นะต้องอะไรนะ เราก็หวาดระแวงไปหมดและเราก็ไม่กล้าทำอะไร และในที่สุดสถานการณ์บ้านเมืองแบบนี้ไม่รู้ใครจะชนะใครแพ้ ก็ใส่เกียร์ว่าง และจะเกิดอะไรขึ้นครับถ้าทุกฝ่ายใส่เกียร์ว่างกันหมด บ้านเมืองอยู่ไม่ได้หรอกครับถ้าเป็นอย่างนั้น ผมถือว่าผมทำตามหน้าที่ และผมก็ยังเชื่อว่าใครที่มาเป็นอธิบดีดีเอสไอในสถานการณ์อย่างนี้ต้องทำเหมือนผมแน่นอน ผมไม่ได้คุยว่าผมเป็นฮีโร่ซูเปอร์แมนมาทำอะไรที่พิเศษกว่าคนอื่น ไม่ใช่หรอกครับ ผมเชื่อว่าใครเป็นผมก็ต้องทำอย่างนี้ อยู่ที่ไหนก็ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด อยู่ ป.ป.ท.ผมก็ทำงานของผมปกติอย่างนี้แหละครับ ถ้าเราอยู่ที่ไหนเรามีหน้าที่แล้วเราไม่ทำ เราอยู่ไปวันๆ หนึ่งหรือเข้าเกียร์ว่าง ผมว่ามันน่าละอายใจนะ ที่พูดทั้งหมดผมไม่ได้อวดอ้างอวดดีนะครับ และผมก็เชื่อว่าผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเยอะแยะครับที่ทำดีกว่าผมมากมาย ผมก็ถือว่าเราก็พยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุด"
     ตัวอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษถูกเปลี่ยนทุกครั้งที่เปลี่ยนรัฐบาล
     "ฝ่ายบริหารคือรัฐบาลเขาเป็นผู้ใช้อำนาจในการบริหารอยู่แล้ว ดีเอสไอก็เป็นกลไกหนึ่งของฝ่ายบริหารที่ใช้ในการสร้างความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถ้าเป็นการทำเพื่อให้ความสงบสุขความเรียบร้อย เราก็ต้องยอมรับว่าฝ่ายบริหารมีสิทธิที่จะใช้หน่วยบังคับใช้กฎหมายให้เกิดประโยชน์ได้ แต่ถ้าจะใช้เป็นเรื่องกลั่นแกล้งเรื่องทำลายล้างกันก็ไม่ถูกต้อง และดีเอสไอคงไม่เป็นเช่นนั้น ผมยังยืนยันครับว่าดีเอสไอ ในห้วงเวลาอื่นที่ผมไม่ได้รับผิดชอบผมก็ไม่อาจจะไปพูดได้ แต่ว่าในส่วนที่ผมรับผิดชอบขณะนี้ผมไม่ได้ถูกครอบงำหรอกครับ และเราก็ทำงานตรงไปตรงมา ผมยืนยันโดยเฉพาะอย่างเช่นการออกหมายจับคุณทักษิณ ไม่มีใครมาสั่งเลย และผมก็ไม่ได้สั่งลูกน้องหรือคนทำงานด้วย ตอนเสนอขออนุมัติศาลออกหมายจับล็อตแรกไม่มีชื่อคุณทักษิณ ก็ว่าไป พอล็อตที่สองผมนั่งประชุมอยู่ห้องนี้แหละ เขาก็พูดขึ้นมาว่ามีชื่อคุณทักษิณนะ ผมก็บอกว่าเฮ้ยเรื่องใหญ่นะ เอาพยานมาดูกันซิ ก็มากางดูกัน พยานหลักฐานต่างๆ พอดูกันเสร็จก็บอกว่าเอ้าเมื่อยืนยันก็เอา เดี๋ยวลองไปฟังสิว่าอัยการเขาจะว่ายังไง อัยการก็เห็นชอบ พออัยการเห็นชอบก็ไปสู่ศาล ศาลก็อนุมัติ ไม่ใช่การเมืองมาสั่ง ไม่มีหรอกครับ"
     ต้องยอมรับว่าบทบาทหนึ่งในคณะกรรมการ ศอฉ.ของธาริต ดูเหมือนจะออกตัวแรงประหนึ่งเป็นนักการเมืองในรัฐบาลมากกว่าเป็นข้าราชการประจำ
     "เราเป็นหน่วยบังคับใช้กฎหมายและมันมีการกระทำผิดกฎหมายกลางบ้านกลางเมืองแล้วเราเพิกเฉย ใส่เกียร์ว่าง แล้วสังคมจะอยู่ยังไง ผมว่าไม่ใช่ เราก็ต้องทำหน้าที่ และที่สำคัญคดีทั้งหมดที่เกิดขึ้นมากมายผมไม่ได้ทำงานตามลำพังนะ เรามีทีมทำงานตั้งเยอะแยะเป็นหลายร้อยคน และยังหน่วยอื่นๆ อีก 12 หน่วยมาร่วมกับเรา ผมไปบัญชาการไปสั่งการทั้งหมดเป็นไปไม่ได้หรอกครับ เพราะฉะนั้นคงไม่ใช่การกระทำของผมตามลำพังเท่านั้น"
     อย่างการออกทีวีแถลงข่าวหลายครั้งก็ถูกมองว่าออกจะ 'ดรามา' มากไปหน่อย โดยเฉพาะคดียิงอาร์พีจีกระทรวงกลาโหมที่ระบุว่าเป้าหมายคือวัดพระแก้ว แต่หลังจากนั้นในสำนวนคำร้องของ DSI กลับไม่มีการบรรยายประเด็นนี้
     "มันก็เป็นตามข้อเท็จจริง ผมไม่มีความจำเป็นจะต้องไปปรุงแต่ง ผู้ต้องหาที่ถูกจับได้เขาให้การกับชุดจับกุมในทันทีที่ถูกจับว่าเป้าหมายก็คือวัดพระแก้ว และคดีนี้มันเป็นคดีพิเศษขึ้นอยู่กับดีเอสไอ ถ้าผมไม่รับผิดชอบพูดมันจะเอาใครพูด ผมก็ต้องรับผิดชอบออกมาพูด การพูดของผมก็ต้องพูดบนพื้นฐานของความเป็นจริง เมื่อข้อเท็จจริงเขายอมรับอย่างนั้นเราก็ต้องพูดอย่างนั้น จริงอยู่ครับหมวกใบหนึ่งของผมอยู่ในฐานะเป็นกรรมการ ศอฉ. แต่ว่าทุกหน่วยที่เป็นหน่วยความมั่นคงหน่วยบังคับใช้กฎหมาย ผบ.ตร. อัยการสูงสุด แม่ทัพนายกองทั้งหลายก็อยู่ใน ศอฉ.หมด เพราะว่า ศอฉ.เป็นศูนย์รวมของการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ที่สำคัญการเป็น ศอฉ.และเป็นดีเอสไอด้วยมันไม่ได้มีประโยชน์ขัดแย้งนะครับ มันไม่ใช่เป็นประโยชน์ทับซ้อนและก็ขัดแย้งกัน มันเป็นงานสอดคล้องกันด้วยซ้ำไปที่จะแก้ปัญหา ผมจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวอะไรเลยถ้าไม่ถูกยกระดับเป็นคดีพิเศษ เป็นคดีสามัญปกติก็เป็นเรื่องของท่าน พล.ต.อ.ปทีป เรื่องของ ผบ.ตร. แต่เมื่อมาเป็นคดีพิเศษผมในฐานะหัวหน่วยก็ต้องรับผิดชอบ มันไม่มีทางเลือกและผมเชื่อว่าใครก็ตามที่มาทำหน้าที่แบบผมก็ต้องทำอย่างนี้ ไม่มีทางเลือกที่จะทำอย่างอื่น"
     เลยถูกวางตัวให้ออกหน้าแถลงข่าวคู่กับ พ.อ.สรรเสริญ
     "ในที่ประชุม ศอฉ.โดยหลักแล้วท่านสรรเสริญเขาเป็นโฆษกก็จะว่ากันไป แต่พอมาเกี่ยวกับคดีมันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนในทางคดี คุณสรรเสริญท่านไม่ได้เป็นผู้ทำคดี ในที่ประชุมก็ตกลงกันว่าอะไรเป็นเรื่องของคดี ซึ่งเป็นคดีพิเศษนะ ผมก็จะไปโบ้ยไปโยนกลับให้เป็นของคุณสรรเสริญหรือว่าให้ลูกน้องให้ใครต่อใครมาพูดก็เท่ากับผมเอาตัวรอด มันก็ไม่ได้ครับ ในภาวะอย่างนั้นผมว่าผมต้องรับผิดชอบ ผมจึงเชื่อว่าไม่ว่าใครมาเป็นผมก็ต้องทำเหมือนกัน"
     เวลา 7 ปีที่ธาริตอยู่กับ DSI รวมทั้งเป็นหนึ่งในผู้ร่างกฎหมายก่อตั้งองค์กรนี้ แน่นอนเป็นเวลาที่นานพอจะเรียนรู้ว่านี่คือหน่วยงานที่เป็นมือไม้ทางกฎหมายของรัฐบาล หากวันหนึ่งวันใดที่การเมืองอีกขั้วเข้ามามีอำนาจ วันนั้นเขาอาจจะไม่ได้นั่งเก้าอี้นี้อีกต่อไป เช่นเดียวกับที่สุนัย มโนมัยพิบูลย์ เคยถูกเด้งในยุคพรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาล และ พ.ต.ท.ทวี สอดส่อง หลุดจากเก้าอี้เมื่อประชาธิปัตย์เข้ามามีอำนาจ
     "ผมไม่มีปัญหาเลยครับ เพราะว่าการที่ผมมาเป็นอธิบดีดีเอสไอผมก็ไม่ได้วิ่งเต้นมา รัฐบาลนี้ตอบได้ว่าผมไม่เคยไปขอใครหรือยังไง ผมเป็นเลขาธิการ ป.ป.ท.(คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ) ผมก็มีความสุข ได้ทำงานอย่างที่อยากทำ เพราะ ป.ป.ท.ผมก็มีส่วนก่อร่างสร้าง ทั้งเป็นผู้ร่างกฎหมาย ลงไปทำเอง ผมก็กำลังสนุกกับงานของ ป.ป.ท.อย่างมากเลย ถือว่าอยู่ดีมีสุขเลยว่างั้นเถอะ แต่พอถูกย้ายมาที่นี่ผมก็มีความหนักใจนะครับ เพราะว่าต้องมารับผิดชอบองค์กรใหญ่กว่า ป.ป.ท.เยอะ แต่ว่าเมื่อได้รับความไว้วางใจก็ถือเป็นหน้าที่ต้องทำ และผมก็บอกกับตัวเองกับครอบครัวตลอดเวลา ผมถือว่าการนั่งเก้าอี้อธิบดีดีเอสไอคือการ count down คือการนับถอยหลัง เพราะฉะนั้นทุกวันผมถือว่าผม count down อยู่ตลอดเวลา เมื่อการเมืองเปลี่ยนแล้วประสงค์จะเปลี่ยนผม ตราบใดที่ประเทศนี้เราถือว่าฝ่ายการเมืองย้ายฝ่ายบริหารได้ เราก็ต้องรับกติกา ย้ายผมเมื่อไหร่ผมก็พร้อม ผมก็ไปทำหน้าที่อื่น ยังไงก็เป็นซี 10 อยู่ดี เพราะว่าเขาไม่มาลดจากซี 10 เป็นซี 9 หรอก ก็ย้ายจากหน้าที่นี้ไปทำอีกหน้าที่หนึ่ง ก็มีอะไรให้เราทำอยู่ดี เงินเดือนก็เท่าเดิม ไม่เห็นต้องคิดอะไร"
       ผมถือว่าเก้าอี้นี้เมื่อมานั่งให้ระลึกอยู่เสมอว่าคือการ count down เพราะฉะนั้นเมื่อผมถือว่าวันหนึ่งผมต้องลุกแน่นอน ช้าเร็ว ดังนั้นผมไม่สนใจ คือทำงานอย่างสบายใจว่าจะอยู่หรือไปก็ไม่เป็นไร เมื่อเราไม่กลัวซะอย่างมันก็ทำงานอย่างสนุก และก็ทำงานโดยที่ไม่ต้องไปพะวงอะไร แต่ถ้าเรากลัวว่าเราจะถูกย้ายจะอะไรต่างๆ เราจะทำงานลำบาก ต้องกลัวเดี๋ยวฝ่ายการเมืองเขาจะไม่ชอบ เดี๋ยวเปลี่ยนฝ่ายเขาจะมาย้ายเรา คิดมากทำงานลำบาก"
     ดีเอสไอที่เกิดในสมัยทักษิณเป็นนายกฯ โครงสร้างบุคลากรส่วนใหญ่ดึงมาจากตำรวจ ตะกอนอำนาจเก่าจึงยังตกค้างอยู่มาก 
      "ความคิดที่ต่างกัน โดยเฉพาะขณะนี้สังคมมีความคิดที่ต่างขั้ว มันเป็นเสรีภาพซึ่งทุกองค์กรมี ดีเอสไอก็ไม่ต่างจากองค์กรอื่น ก็จะต้องมีคนที่คิดต่าง สีแดง สีเหลือง สีน้ำเงิน หลากสี เหมือนกันแหละ แต่ผมก็เชื่อว่าคนในดีเอสไอ ส่วนมากๆ เลยนะครับ เขาแยกระหว่างความรับผิดชอบในการงานในหน้าที่กับความเชื่อความศรัทธาในสีของตัวเอง และเราก็พยายามพูดจากันตลอดครับว่าเราต้องแยกเอาความฝักใฝ่ฝ่าย เอาไว้เป็นเรื่องของส่วนตัว ส่วนเรื่องของส่วนรวมคือเรื่องของการทำงานเราต้องทำงานอย่างตรงไปตรงมาตามกฎหมาย ตามระเบียบข้อบังคับ หรือพูดง่ายๆ ก็คือตามวิชาชีพของเรา เพราะถ้าเราเอาเรื่องของความเชื่อดังกล่าวมาปนกับงาน มันจะเกิดความเสียหายมาก เดี๋ยวทำอะไรไปก็เออ ต้องจัดการเสื้อแดงนะ หรือต้องช่วยเสื้อแดงนะ อะไรอย่างนี้ มันก็จะขัดแย้งและทำงานลำบาก เพราะฉะนั้นเราก็เลยพูดจากันว่าวิธีที่ดีที่สุดก็คือว่าเราต้องแยกเอาความรักความชอบออกจากงาน และก็ทำงานอย่างมืออาชีพตรงไปตรงมา ขณะนี้ผมเชื่อว่าองค์กรของเราก็ได้ขับเคลื่อนตามแนวทางนี้ และเราก็ไม่ตำหนิกันหรอกครับ เราก็รู้ว่าคนนี้ชอบเสื้อแดงคนนี้ชอบเสื้อเหลือง แต่พอถึงเวลามาทำงานกันก็ทำแบบมืออาชีพ ทำตามหน้าที่ ก็จบครับ"
     แต่ก็อดรนทนไม่ได้ปรอทแตกจนต้องแถลงข่าวแฉว่ามีอดีตบิ๊กดีเอสไอตั้งวอรูมคอยดีสเครดิต
     "มันก็มีโรคแทรกบ้างครับ ธรรมดาเพราะว่าองค์กรทุกแห่งก็ต้องมีบ้าง ก็ถือว่าดีเอสไอก็ถูกแทรกแซงบ้าง และเมื่อถูกแทรกแซงมันก็จะเป็นการดิสเครดิตหรือลดความน่าเชื่อถือ เพราะฉะนั้นเราก็จำเป็นที่จะต้องออกมาทำอะไรบ้างในฐานะผู้นำหน่วย ผมก็ออกมา อาจจะเรียกว่าออกมาแรง ในลักษณะของการทักท้วงและก็การบอกกันตรงๆ ว่าอย่าเข้ามายุ่ง คือใครจะทำอะไรผมไม่สนใจแต่อย่าเข้ามายุ่งกับความรับผิดชอบของผมละกัน ถ้าเข้ามาแทรกแซงเมื่อไหร่ผมก็ไม่ยอม มันต้องมีการทำอะไรออกมาบ้าง ผมถือว่านี่คือการป้องกันตัวอย่างหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าได้ผล"
     ถือว่าเป็น case ที่อึดอัดมากที่สุดแล้ว
    "มันจะว่าอึดอัดมากก็คงไม่ใช่แต่ว่าเป็นกลไกที่ผมคิดว่าผมต้องทำมากกว่า มันเป็นการทำเพื่อการดิสเครดิตเพราะว่ามันมีคดีเกี่ยวกับเรื่องยุบพรรคประชาธิปัตย์ และก็ชุดพนักงานสอบสวนเขาถอนตัว ซึ่งถอนตัวก็เป็นเรื่องที่ถูกร้องเรียนเขาก็ถอนไป แต่ปรากฏว่ามีการปล่อยข่าวว่าเพราะผมไปแทรกแซงผมไปอะไรต่างๆ ผมก็มองว่าอย่างนี้มันก็เป็นการดิสเครดิตกัน ซึ่งก็ไม่ถูกต้อง และเมื่อสืบสาวราวเรื่องแล้วมันก็ไปเกี่ยวกับอดีตผู้บริหารบางคน ผมก็ต้องออกมาปราม ออกมาบอกว่าผมไม่โอเคนะที่จะทำอย่างนี้ และก็ผมไม่ยอมด้วยที่จะให้มาเชื่อมสายสัมพันธ์กันแล้วก็มาดิสเครดิต ก็จำเป็นต้องออกมาพูดอย่างนั้น"
      เพราะถูกครหาว่าแทรกแซงการสอบสวนหลังจากเรียกสำนวนคดียุบพรรคประชาธิปัตย์กลับมาพิจารณา
     "มันเป็นเรื่องปกติเลยครับ เพราะว่าเราเป็นหัวหน้าหน่วยรับผิดชอบและในการร้องเรียนเราจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการสั่งสำนวนในความถูกในอะไรต่างๆ แล้วเราไม่เรียกสำนวนดู มันเป็นเรื่องผิดปกติ ไม่เรียกนี่ผิด ปกตินะครับ เรียกน่ะปกติ เพราะเราต้องเอามาตรวจสอบครับ เราเป็นหัวหน้าหน่วย ไม่ตรวจสอบได้ยังไง".
                    /////////////////////

ล้อมกรอบ

                    สังคมขี้ระแวง

     พลันที่ชื่อ คณิต ณ นคร เป็นประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ ก็ถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสมเพราะมีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับหลายคนในซีกอำนาจรัฐ รวมถึงอธิบดี DSI ผู้นี้ที่ถูกตู่-จตุพร เรียกว่าเป็นมือขวา ดร.คณิต สมัยเป็นอัยการสูงสุด           
     "พูดคำว่ามือขวาอาจารย์คณิตผมอาย (หัวเราะ) เพราะว่าอาจารย์คณิตท่านเป็นปรมาจารย์ที่ทุกคนยอมรับอย่างมาก ผมก็คงเป็นในฐานะลูกศิษย์และในฐานะผู้เคยทำงานให้ผู้บังคับบัญชาคืออาจารย์คณิต ผมก็มีความเคารพศรัทธาและก็เชื่อมั่นในท่าน และก็เชื่อว่าคณะกรรมการที่อาจารย์ท่านกำลังทำอยู่จะทำความจริงให้ปรากฏ และก็ช่วยกันสร้างความปรองดองแก่บ้านเมือง ผมก็มีความมั่นใจในอาจารย์ เราก็กำลังรอลุ้นดูอยู่ว่าคณะกรรมการที่เป็นองค์ประกอบของอาจารย์จะมีใครบ้าง ทุกฝ่ายก็เอาใจช่วย แต่ผมว่าคณะกรรมการชุดนี้โดยเฉพาะอาจารย์คณิตเป็นอาจารย์สอนกฎหมายซึ่งเป็นที่ยอมรับ มีความซื่อสัตย์สุจริต และก็เป็นแม่แบบที่ดี ท่านก็จะช่วยกันสร้างกฎเกณฑ์ของการปรองดองภายใต้กติกาของกฎหมายได้อย่างดี ทุกฝ่ายก็เอาใจช่วยกันครับ"
     ก็พยายามเดินสายพบทุกฝ่าย
     "อาจารย์พบทุกฝ่าย ผมเพิ่งรู้ว่ากลางวันนี้อาจารย์เพิ่งไปทานข้าวกับหมอประเวศและก็ไปพบคุณสนธิ ก็ดีออก อาจารย์เหมือนช็อปปิ้งฟังหลายๆ ฝ่าย"
     เป็นภาวะที่ทำงานลำบาก เพราะสังคมเวลานี้ตั้งคำถามกับตัวบุคคลที่จะเข้ามาเป็นคนกลาง
     "มันเป็นสังคมแห่งความระแวงไปแล้ว เราก็ต้องช่วยกันลดตัวนี้ลง และก็ถือว่าเราต้องอยู่ด้วยกันได้ ลดความระแวงให้น้อยลง และก็โน้มความรู้สึกที่ดีเข้าหากัน มันก็จะอยู่กันได้ ก็เข้าสูตรเดิมที่ผมเสนอก็คือเคารพในกติกาของบ้านเมือง มันก็จะอยู่กันได้"
     การปรองดองอาจจะเป็นแค่ฝันของคนชั้นกลาง แต่สำหรับพี่น้องเสื้อแดงมันก็แค่สถานการณ์กลับไปตั้งรับเพื่อรอเวลา
     "ผมเชื่อว่าสถานการณ์จะดีขึ้นนะครับ เพราะว่ารัฐบาลเองก็ได้บทเรียน ฝ่ายเสื้อแดงเองก็ได้บทเรียน ทุกฝ่ายก็ได้มีบทเรียนของตัวเอง ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบอย่างรุนแรงทุกฝ่ายยืนข้างตัวเองและก็มีความเชื่อมั่นของตัวเองแบบสุดโต่ง แต่หลังจากเกิดสถานการณ์สร้างความเสียหายและเจ็บปวด ทุกฝ่ายได้บทเรียน เพราะฉะนั้นขณะนี้ความพยายามของทุกฝ่ายที่จะให้มีการปรองดอง ผมว่าไม่ใช่เฉพาะฝ่ายรัฐบาลหรอกที่อยากปรองดอง ฝ่ายเสื้อแดง นปช.ก็คงอยากปรองดองด้วย เพียงแต่ว่าเราจะหาจุดสมดุลอย่างไร ผมในฐานะนักกฎหมายและในฐานะผู้บังคับใช้กฎหมาย ผมก็ขอเสนอในมุมของผมว่าวิธีที่ดีที่สุดผมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพกฎหมาย และปฏิบัติตามกฎหมายตามจริงจัง ตรงไปตรงมา กฎหมายนั่นแหละครับคือแกนกลางของการปรองดอง เป็นคัมภีร์ที่ดีที่สุดของการปรองดองในบ้านเมือง คือการเคารพกฎหมาย นี่คือมุมมองของนักกฎหมายครับ นักรัฐศาสตร์นักเศรษฐศาสตร์จะมองปรองดองแบบไหนก็แล้วแต่ แต่ว่ามุมมองของผมก็คือว่าไม่ต้องทำอะไรมากหรอ ช่วยกันรักษากฎหมายเคารพกฎหมายและก็ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ตรงไปตรงมา"
     ตราบใดที่ยังมี พ.ร.ก.ฉุกเฉินกดเขาไว้ คำถามคือจะปรองดองได้ยังไง
     "ก็มันยังไม่ปกตินะครับขณะนี้ กฎหมายตาม พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินมันก็เป็นกฎหมายอย่างหนึ่ง ถ้าเราเคารพกฎหมาย ถ้าฝ่ายเสื้อแดงเห็นว่า เออฝ่ายบริหารเขามีความจำเป็นเขาใช้ เราก็ยอมรับในกติกา ก็จบและก็ทำสถานการณ์บ้านเมืองให้มัน down ลง อย่าให้มันเกิดเหตุวิกฤติ รัฐบาลก็ไม่สามารถจะใช้ไปได้นานเท่าไหร่หรอกครับก็ต้องเลิก พอเลิกแล้วก็ไม่ใช่ว่าเมื่อเลิกแล้วฝ่ายเสื้อแดงก็ไชโยโห่ฮิ้วมันไม่ใช่ ก็จะได้ก่อม็อบเหรอ ไม่ใช่ ก็พยายามทำอยู่ในกรอบของกฎหมาย ชุมนุมได้แต่ต้องชุมนุมโดยสงบ โดยเปิดเผยและก็ปราศจากอาวุธ อย่าไปปิดกั้นจราจรอย่าไปทำแบบอดีตที่ผ่านมา ทำในสิ่งที่กฎหมายให้ทำได้ ถ้าอะไรที่กฎหมายให้ทำได้และก็ทำในกรอบมันก็คือความสงบสุข ก็อย่างที่ย้ำแหละครับว่าในฐานะนักกฎหมายและผู้บังคับใช้กฎหมายผมก็เรียกร้องให้ทุกฝ่ายอยู่ในกติกา ก็คือการช่วยกันรักษากฎหมายปฏิบัติตามกฎหมาย สังคมก็จะสงบสุขขึ้น".

 



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์