Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

คำพิพากษา ยึด 4.6 หมื่นล้าน (1)


การวินิจฉัยปัญหาตามข้อต่อสู้ของผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้าน ตามประเด็นที่ได้โต้แย้งมาเป็นลำดับ

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้หรือไม่

ศาลเห็นว่าประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 เรื่อง การตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ข้อ 5 กำหนดให้ คตส.มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

(1) ตรวจสอบการดำเนินงานหรือโครงการที่ได้รับอนุมัติ หรือเห็นชอบ โดยบุคคลในคณะรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรี ซึ่งพ้นจากตำแหน่ง โดยผลของการปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่มีเหตุอันควรสงสัยว่า จะเป็นไปโดยทุจริตหรือประพฤติมิชอบ

(2) ตรวจสอบสัญญา สัญญาสัมปทาน หรือการจัดซื้อจัดจ้างของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ที่มีเหตุอันควรสงสัยว่า จะมีการกระทำที่เอื้อประโยชน์แก่เอกชนโดยมิชอบ หรือมีการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมีการกระทำที่ทุจริต หรือประพฤติมิชอบ

(3) ตรวจสอบการปฏิบัติราชการใดๆ ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐ ที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมีการกระทำที่ทุจริต หรือประพฤติมิชอบ

(4) ตรวจสอบการกระทำของบุคคลใดๆ ที่เห็นว่าเป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือหลีกเลี่ยงกฎหมายว่าด้วยภาษีอากร อันเป็นการกระทำให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ

ในกรณีที่เห็นว่าการดำเนินการในเรื่องที่ตรวจสอบมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือร่ำรวยผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกติ ให้คณะคณะกรรมการตรวจสอบมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องของผู้นั้น คู่สมรส และบุตร ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะของผู้นั้นไว้ก่อนได้ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามประกาศนี้ นอกจากอำนาจตามวรรคหนึ่ง ให้คณะกรรมการตรวจสอบมีอำนาจตามกฎหมายดังต่อไปนี้ด้วย คือ พระราชบัญญัติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 โดยให้คณะกรรมการตรวจสอบใช้อำนาจของคณะกรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และคณะกรรมการธุรกรรม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 โดยให้คณะกรรมการตรวจสอบใช้อำนาจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประมวลรัษฎากร โดยให้คณะกรรมการตรวจสอบใช้อำนาจของอธิบดีกรมสรรพากรเฉพาะที่เกี่ยวกับการยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สิน ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม คณะกรมการตรวจสอบมีอำนาจพิจารณาเรื่องใดๆ ที่เห็นควรตรวจสอบ เรื่องที่มีผู้เสนอข้อมูล หรือเรื่องที่อยู่ในระหว่างการดำเนินการของหน่วยงานใดๆ และให้มีอำนาจเรียกสำนวนหรือเรื่องที่มีการดำเนินการของหน่วยงานของรัฐ หรือเรียกสำนวนการสอบสวนหรือการตรวจสอบของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน มาพิจารณาและให้ใช้เป็นสำนวนการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบ โดยจะสอบสวนเพิ่มเติมหรือไม่ก็ได้ ในกรณีที่มีเรื่องเดียวกันอยู่ในการดำเนินการของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือคณะกรรมการธุรกรรม ให้ประสานงานเพื่อดำเนินการตามควรแก่กรณี

นอกจากนี้ ข้อ 9 ยังวางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการให้ คตส.มีมติและส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไว้ว่า ในกรณีที่คณะกรรมการตรวจสอบมีมติว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือบุคคลใดทำผิดต่อหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ หรือร่ำรวยผิดปกติ ให้ส่งรายงาน เอกสารหลักฐาน พร้อมทั้งความเห็นไปยังอัยการสูงสุด เพื่อให้อัยการสูงสุดดำเนินการต่อไป ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีการพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 โดยให้ถือว่ามติของคณะกรรมการตรวจสอบเป็นมติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

ในกรณีที่อัยการสูงสุดมีความเห็นแตกต่าง แต่คณะกรรมการตรวจสอบมีความเห็นยืนยันความเห็นเดิม ให้คณะกรรมการตรวจมีอำนาจดำเนินการให้มีการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี แล้วแต่กรณี ในกรณีที่คณะกรรมการตรวจสอบมีมติว่าบุคคลใดกระทำผิดกฎหมาย และเป็นกรณที่ไม่อยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ให้คณะกรรมการตรวจสอบส่งเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกฎหมายที่มีอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานนั้นต่อไป โดยให้ถือผลการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบเป็นการสอบสวนตามกฎหมายนั้น ส่วนอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มาตรา 9 (1) และ (4) ดังนี้

(1) คดีที่มีมูลแห่งคดีเป็นการกล่าวหาว่านายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือข้าราชการการเมืองอื่น ร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น (4) คดีที่ร้องขอให้ทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกติของนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการการเมืองอื่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่น ตามที่กฎหมายบัญญัติ ตกเป็นของแผ่นดิน ดดีนี้ผู้ร้องกล่าวหาว่าผู้ถูกกล่าวหาขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองร่ำรวยผิดปกติ โดยมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมาก หรือได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควร สืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ และมีคำขอให้ทรัพย์สินดังกล่าวของผู้ถูกกล่าวหาตกเป็นของแผ่นดิน เป็นการดำเนินการประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 เรื่อง การตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ ข้อ 9 และเป็นคดีที่อยู่อำนาจพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มาตรา 9 (1) และ (4) กรณีหาใช่เป็นการฟ้องคดีละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐที่จะต้องดำเนินการออกคำสั่งทางปกครองก่อน ซึ่งจะอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครองตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 และพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ประกอบระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับการรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ไม่ ทั้งมิใช่เป็นการร้องขอให้วินิจฉัยถอดถอนจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 140, 208 และ 209 ซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญดังที่ผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านอ้างมาไม่ กรณีตามคำร้องเป็นเรื่องซึ่งอยู่ในอำนาจการวินิจฉัยของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองโดยเฉพาะ องค์คณะผู้พิพากษาจึงมีมติด้วยคะแนนเสียงเอกฉันท์ว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยประการต่อไปมีว่าผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องคดีนี้หรือไม่ ผู้ถูกกล่าวหาโต้แย้งว่าเมื่อคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ออกประกาศ ฉบับที่ 3 กำหนดให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 สิ้นสุดลง ดังนั้นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 จึงถูกยกเลิกและไม่มีผลใช้บังคับ กับความผิดที่ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำมาแล้ว ก่อนที่จะมีการยกเลิกพระราชบัญญัติดังกล่าวนั้น เห็นว่าเมื่อคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คปค. ซึ่งศาลจะใช้ตัวย่อต่อไปในการวินิจฉัย ยึดอำนาจในการปกครองประเทศได้เรียบร้อยแล้ว ก็ออกประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 3 มีใจความสำคัญว่า ให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 สิ้นสุดลง วุฒิสภา สภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรี และศาลรัฐธรรมนูญ สิ้นสุดลงพร้อมกับรัฐธรรมนูญ ส่วนศาลทั้งหลายนั้นนอกจากศาลรัฐธรรมนูญ คงมีอำนาจในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีตามบทกฎหมาย แสดงให้เห็นว่าบรรดาบทบัญญัติ กฎหมายต่างๆ ซึ่งได้ตราขึ้นและมีผลใช้บังคับอยู่แล้ว ในขณะที่มีการยึดอำนาจนั้น หาได้ถูกยกเลิกไปด้วยแต่ประการใดไม่ ดังนั้นแม้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 จะเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเป็นกฎหมายที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 บัญญัติให้ตราขึ้นก็ตาม แต่เมื่อมีการตราขึ้นใช้บังคับโดยชอบแล้ว พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวย่อมมีสถานะเทียบเท่าพระราชบัญญัติทั่วไป กล่าวคือ หากไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดแล้ว ย่อมมีความสมบูรณ์และยังคงดำรงความเป็นกฎหมายอยู่ในตัวเอง สามารถนำไปใช้บังคับแก่กรณีต่างๆ ได้ โดยหาจำต้องอาศัยความดำรงอยู่ของรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจในการตราพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่ การสิ้นสุดของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 จึงไม่มีผลทำให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญสิ้นผลไปด้วย

ส่วนที่ผู้ถูกกล่าวหาต่อสู้ในคำคัดค้านว่า คตส.และคณะอนุกรรมการไม่ได้มีอำนาจตรวจสอบไต่สวนและกระบวนการตรวจสอบไต่สวนกระทำนอกขอบอำนาจของประกาศของ คปค. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร่องต่อศาลได้นั้น เห็นว่าตามประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 ข้อ 5 ให้อำนาจ คตส.ในการตรวจสอบการดำเนินงานหรือโครงการที่ได้รับอนุมัติหรือเห็นชอบ โดยบุคคลในคณะรัฐมนตรี ซึ่งพ้นจากตำแหน่งโดยผลของการปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะเป็นไปโดยทุจริตหรือประพฤติมิชอบ ตรวจสอบสัญา สัญญาสัมปทาน หรือการจัดซื้อจัดจ้าง ของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการกระทำที่เอื้อประโยชน์แก่เอกชนโดยมิชอบ หรือมีการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย หรือมีการกระทำทุจริตหรือประพฤติมิชอบ ตรวจสอบการปฏิบัติราชการใดๆ ของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐ ที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการดำเนินการที่มิชอบด้วยกฎหมาย หรือมีการกระทำที่ทุจริต หรือประพฤติมิชอบ รวมทั้งมีอำนาจตรวจสอบการกระทำของบุคคลใดๆ ที่เห็นว่าเป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย หรือรีบเร่งกฎหมายว่าด้วยภาษีอากร อันเป็นการกระทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ นอกจากนี้ ประกาศฉบับดังกล่าวยังให้ คตส.มีอำนาจพิจารณาเรื่องใดๆ ที่เห็นควรตรวจสอบ เรื่องที่มีผู้เสนอข้อมูล หรือเรื่องที่อยู่ระหว่างการดำเนินการของหน่วยงานอื่น อันเป็นการเปิดกว้างให้ คตส.มีอำนาจตรวจสอบได้ทุกเรื่อง เห็นควรตรวจสอบ ดังนั้นประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 จึงเป็นประกาศที่ให้อำนาจ คตส.ตรวจสอบการกระทำของบุคคลใดที่เกี่ยวข้องกับการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ โดยมิได้กำกับให้การตรวจสอบเฉพาะคณะรัฐมนตรีคณะใดคณะหนึ่ง หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง การตรวจสอบไต่สวนของ คตส.ในคดีนี้จึงเป็นการดำเนินการภายในขอบอำนาจตามประกาศ คปค.ที่ให้อำนาจไว้แล้ว

ในส่วนการยื่นขอคำร้องขอพิสูจน์ทรัพย์สิน ผู้ถูกกล่าวหาได้ขอยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ.2550 โดยอ้างพยานบุคคลมาท้ายคำร้องด้วย ในการพิจารณาคำร้องขอพิสูจน์ทรัพย์สินของผู้ถูกกล่าวหา ในวันที่ 12, 19 และ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2550 ในวันที่ 12 ตุลาคม 2550 ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาขอเลื่อนการพิจารณาคำร้องออกไปอีก โดยอ้างว่าพยานเอกสารที่สำคัญและจำเป็นอยู่ในความครอบครองของทางราชการ และบุคคลภายนอก จึงยังไม่ได้มา และขอให้หมายเรียกเอกสารกับขอให้ยกเลิกนัดในวันที่ 19 ตุลาคม ที่ได้นัดไว้แล้ว ซึ่งคณะอนุกรรมการพิจารณาคำร้องขอพิสูจน์ทรัพย์ก็อนุญาตให้เลื่อนนัด และให้นัดเพิ่มเป็นวันที่ 27 พ.ย.2550 ตามที่ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาต่อมาในวันที่ 26 ตุลาคม 2550 ผู้ถูกกล่าวหาขอเลื่อนนัด โดยอ้างว่าขอถ่ายเอกสารจากหน่วยราชการแล้วแต่ยังไม่ได้รับ คณะอนุกรรมการพิจารณาพิสูจน์ทรัพย์ อนุญาตให้เลื่อนนัดไปเป็นวันที่ 27 พ.ย.50 แต่เมื่อถึงวันที่ 27 ดังกล่าว ผู้ถูกกล่าวหาขอเลื่อนนัดและกำหนดวันนัดใหม่อีก โดยอ้างว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.ไม่อนุญาตให้คัดเอกสาร เนื่องจากต้องดำเนินการมอบอำนาจใหม่ ให้มีการเลื่อนนัดออกไปวันที่ 26 ก.พ.51 ตามวันว่างของผู้ถูกกล่าวหา และให้นัดพร้อมเพื่อตรวจพยานเอกสารในวันที่ 11 ก.พ.51 ครั้นถึงวันนัด ตรวจพยานเอกสารผู้ถูกกล่าวหาขอให้เรียกพยานเอกสารจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. คณะอนุกรรมการพิจารณาคำร้องขอพิสูจน์ทรัพย์เห็นว่าเอกสารเป็นเอกสารที่ คตส.มีอยู่แล้ว จึงให้มาตรวจดูก่อน และกำชับให้ผู้ถูกกล่าวหาตั้งคำถามพยานล่วงหน้า 3 วัน กับให้เตรียมพยานมาให้พร้อมในวันนัด แต่เมื่อถึงวันนัดในวันที่ 26 ก.พ.2551 พยานที่เรียกมาให้ถ้อยคำก็ไม่มา ผู้ถูกกล่าวหาขอให้เลื่อนนัด โดยอ้างว่าพยานจะมาในวันที่ 12 มี.ค.2551 ครั้นถึงวันนัด สามารถไต่สวนพยานได้เพียงปากเดียว และเลื่อนนัดพิจารณาออกไป หลังจากนั้นก็มีการไต่สวนพยานตามคำขอของผู้ถูกกล่าวหาต่ออีกหล่ายนัด จนถึงวันที่ 23 มิ.ย.2551 ผู้ถูกกล่วหาแถลงขอนำคำให้การของ น.ส.อรัญญา คงเจริญสถาพร ที่เคยให้การในสำนวนคำร้องขอพิสูจน์ทรัพย์ ของผู้คัดค้านที่ 2 มาเป็นพยานของผู้ถูกกล่าวหาด้วย ซึ่งคณะอนุกรรมการพิจารณาพิสูจน์ทรัพย์ก็อนุญาต แต่ผู้ถูกกล่าวหายังคงติดใจขออ้างพยานอีก 8 ปาก และขอนัดเพิ่มรวม 4 นัด แต่เนื่องจาก คตส.จะหมดวาระการทำงานในวันที่ 30 มิ.ย.2551 จึงส่งสำนวนพร้อมเอกสารทั้งหมดให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ดำเนินการต่อ เห็นว่าในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาการตรวจสอบพยานหลักฐานและเอกสาร และการขอตรวจพิสูจน์ทรัพย์สินในชั้นคณะอนุกรรมการพิจารณาคำร้องพิสูจน์ทรัพย์นั้น ปรากฏว่าคณะอนุกรรมการไต่สวนได้มีการประชุมพิจารณาเป็นลำดับมา และมีมติที่กระทำไปโดยมีเหตุผลประกอบการพิจารณา ทั้งยังได้ให้โอกาสแก่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นเวลาพอสมควรแล้ว เมื่อเห็นได้ว่ามีพยานเพียงพอแล้ว ก็มีอำนาจที่จะงดการไต่สวนในส่วนพยานหลักฐานของผู้ถูกกล่าวหา แม้คณะอนุกรรมการไต่สวนเห็นว่าการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาจะมีการประวิงการให้การ ทำให้การไต่สวนชักช้า จะไม่ไต่สวนพยานหลักฐานนั้นก่อนก็ย่อมได้ ทั้งข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่ามีการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบแต่อย่างไรด้วย ในส่วนของการขอพิสูจน์ทรัพย์สินนั้น คณะอนุกรรมการไต่สวน คณะอนุกรรมการพิจารณาคำร้องขอพิสูจน์ทรัพย์ ก็ได้ให้โอกาสที่จะนำพยานหลักฐานของผู้ถูกกล่าวหาเข้าไต่สวนพอสมควรแล้ว โดยให้เรียกพยานและอนุญาตให้เลื่อนนัดไปหลายครั้ง ตามที่ผู้ถูกกล่าวหาร้องขอ หรืออนุญาตให้ผู้ถูกกล่าวหานำคำให้การพยานบางปากที่เคยให้การไว้อีกสำนวนหนึ่งมาเป็นพยานในสำนวนของผู้ถูกกล่าวหาตามที่ร้องขอ ตลอดจนส่งพยานเอกสารเพิ่มเติมเป็นระยะตลอดการพิจารณาคำร้องของผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งก็ได้รับอนุญาตตลอดมา ถือได้ว่าคณะอนุกรรมการไต่สวนและคณะอนุกรรมการพิจารณาคำร้องพิสูจน์ทรัพย์ได้ให้โอกาสแก่ผู้ถูกกล่าวหาในเรื่องดังกล่าวนี้ โดยได้ปฏิบัติตามระเบียบคณะกรรมการตรวจสอบว่าด้วยการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ พ.ศ.2549 ประกอบระเบียบการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของคณะอนุกรรมการไต่สวน พ.ศ.2547 ข้อ 15 และข้อ 16 โดยชอบแล้ว

ส่วนข้อคัดค้านของผู้ถูกกล่าวหาที่อ้างว่า การแต่งตั้งนายกล้านรงค์ จันทิก นายบรรเจิด สิงคะเนติ และนายแก้วสรร อติโพธิ เป็นประธานและอนุกรรมการไต่สวนที่เป็นปรปักษ์ต่อผู้ถูกกล่าวหาจึงเป็นการมิชอบนั้น เห็นว่าในการตรวจสอบของ คตส. นอกจากอำนาจหน้าที่ที่มีตามประกาศ คปค.แล้ว ยังต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ด้วย กรณีดังกล่าวของบุคคลที่ต้องห้ามไม่ให้เป็นคณะอนุกรรมการไต่สวนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 46 และระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของอนุกรรมการไต่สวน พ.ศ.2547 ข้อ 11 ได้แก่บุคคลผู้รู้เห็นเหตุการณ์เกี่ยวกับเรื่องที่กล่าวหามาก่อน หรือมีส่วนได้เสียในเรื่องที่กล่าวหา หรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ถูกกล่าวหา หรือผู้ถูกกล่าวหา การรู้เห็นเหตุการณ์จำกัดเฉพาะการณ์ เป็นผู้มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องโดยตรงในเหตุการณ์ หรือพฤติการณ์ที่กล่าวหานั้น เช่น การมีส่วนร่วมในการดำเนินการแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาด้านโทรคมนาคมต่างๆ ที่มีการกล่าวหาในคดีนี้ เป็นต้น แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า การที่นายกล้านรงค์ครั้งเป็นเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เคยกล่าวหาผู้ถูกกล่าวหาในกรณีปกปิดการถือครองหุ้นนั้น กรณีดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของตนตามกฎหมาย ส่วนกรณีที่นายกล้านรงค์ไปร่วมรับฟังการปราศรัยของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็เป็นการเข้าร่วมในฐานะผู้รับฟัง ซึ่งเป็นการแสดงออกโดยใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป ส่วนการที่เคยให้ข่าวรับว่าเป็นทนายความว่าความให้แก่กลุ่มสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 8 คนที่ร้องศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกกล่าวหาสิ้นสุดลงกับการจะไปเข้าร่วมแสดงการจำลองโจมตีการบริหารงานของผู้ถูกกล่าวหานั้น ก็เป็นการดำเนินการโดยการใช้ความรู้ความสามารถในวิชาชีพที่ทำได้ แต่ในที่สุดนายกล้านรงค์ก็หาได้ไปร่วมกิจกรรมกับสมาชิกวุฒิสภาดังกล่าว หรือมีกิจกรรมศาลจำลองแต่อย่างใดไม่ ส่วนการกระทำของนายบรรเจิด ตามข้อคัดค้านเป็นการแสดงออกในฐานะนักวิชาการและประชาชนคนหนึ่ง มิได้โกรธเคืองเป็นส่วนตัวต่องผู้ถูกกล่าวหา อีกทั้งการยื่นคำร้องต่างๆ ก็เป็นการใช้สิทธิ์ตามกฎหมายในการตรวจสอบการบริหารของรัฐบาล สำหรับการกระทำตามข้อคัดค้านของนายแก้วสรร เป็นการแสดงออกในฐานะสมาชิกวุฒิสภา ที่เสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัย เป็นการดำเนินการตามสิทธิตามที่รัฐธรรมนูญรับรอง การขึ้นเวทีปราศรัยและเขียนหนังสือก็เป็นความคิดเห็นทางวิชาการ เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ความชอบธรรมตามสิทธิที่รัฐธรรมนูญรับรอง ไม่ได้มีเหตุโกรธเคืองเป็นส่วนตัวกับผู้ถูกกล่าวหา ทั้งไม่มีส่วนรู้เห็นเหตุการณ์โดยตรงกับเรื่องที่กล่าวหา ซึ่งอยู่ในการคัดค้านของอนุกรรมการไต่สวนนี้ คตส.ได้ให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาคัดค้านตามระเบียบของคณะกรรมการตรวจสอบว่าด้วยการตรวจสอบเกี่ยวกับการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ พ.ศ.2549 ข้อ 24 และ คตส.ได้พิจารณาคำคัดค้านให้แล้ว โดยเห็นว่าอนุกรรมการไต่สวนที่ถูกคัดค้านไม่มีพฤติการณ์หรือเหตุอย่างหนึ่งอย่างใด ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของคณะอนุกรรมการไต่สวน พ.ศ.2547 ข้อ 11 อันเป็นปรปักษ์ต่อผู้ถูกกล่าวหาและมีมติให้ยกคำคัดค้าน พร้อมทั้งแจ้งผลการพิจารณาคำคัดค้านให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบแล้ว

ส่วนในการพิจารณาคำคัดค้านนั้น อนุกรรมการที่ถูกคัดค้านแต่ละรายก็ไม่ได้อยู่ร่วมในการวินิจฉัยในข้อคัดค้านเฉพะส่วนของตนแต่อย่างใด ทั้งในระหว่างที่มีการคัดค้านจนกระทั่ง คตส.มีมติยกเลิกคำคัดค้าน ก็ไม่ปรากฏว่าอนุกรรมการทั้งสามได้มีการดำเนินการใดเกี่ยวกับการไต่สวนในเรื่องนี้ ดังนั้น การแต่งตั้งนายกล้านรงค์ นายบรรเจิด และนายแก้วสรร เป็นประธานและอนุกรรมการไต่สวนจึงชอบแล้ว ที่ผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านแย้งต่อไปว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.ไม่ได้รับการแต่งตั้งโดยชอบ จึงไม่มีอำนาจดำเนินการแทน คตส.นั้น ข้อนี้เห็นว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งมีวาระการดำรงตำแหน่งอยู่นี้ เป็นคณะกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งตามประกาศ คปค. ฉบับที่ 19 ซึ่งตามประกาศดังกล่าว ในข้อ 1 กำหนดให้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มีผลใช้บังคับต่อไป โดยให้งดการบังคับใช้บทบัญญัติที่เกี่ยวกับหารสรรหา ดังนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งมิได้มาจากการสรรหาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 7 จึงไม่จำเป็นต้องดำเนินการให้ประธานวุฒิสภาเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการแต่ประการใด และถือว่าเป็นคณะกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เมื่อระยะเวลาตามประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 ข้อ 11 และพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 เรื่องการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ลงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2549 - พ.ศ.2550 สิ้นสุดลง คตส.ไม่อาจใช้อำนาจของ ป.ป.ช.ตามประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 ข้อ 5 อีกต่อไป จึงเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่จะดำเนินคดีแทน คตส. และถือว่าสำนวนการสอบสวนและผลการตรวจสอบที่ คตส.ได้ดำเนินการไปแล้วเป็นการดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมายของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ด้วย ตามประกาศดังกล่าว ดังนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีอำนาจดำเนินการแทน คตส.ได้ การดำเนินการของ คตส.และคณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงชอบแล้ว ส่วนที่ว่า คตส. และคณะกรรมการ ป.ป.ช.ยังไม่ได้วินิจฉัยเรื่องเอกสิทธิ์ในการพิสูจน์ทรัพย์สินให้เสร็จเด็ดขาดก่อนยื่นคำร้องเป็นการข้ามขั้นตอนของกฎหมายนั้น ข้อนี้เห็นว่าประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 ข้อ 8 บัญญัติว่า บรรดาทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัดตามข้อ 5 ถ้าเจ้าของทรัพย์พิสูจน์ต่อคณะกรรมการการตรวจสอบภายในระยะเวลาที่คณะกรรมการตรวจสอบกำหนดได้ว่าตนเป็นเจ้าของที่แท้จริง และทรัพย์สินนั้นไม่ใช่ทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด หรือไม่ได้เป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการร่ำรวยผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ หรือไม่ได้เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตามข้อกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ให้คณะกรรมการตรวจสอบมีอำนาจสั่งเพิกถอนการสั่งยึด หรืออายัดทรัพย์สินนั้น และในข้อ 11 ของประกาศ คปค. ฉบับดังกล่าวบัญญัติว่า ให้คณะกรรมการตรวจสอบดำเนินการตามประกาศให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปีนับแต่วันประกาศนี้ใช้บังคับ เมื่อครบกำหนดระยะเวลาประกาศตามวรรคหนึ่ง แต่การตรวจสอบหรือการสอบสวนเรื่องใดยังไม่แล้วเสร็จให้คณะกรรมการตรวจสอบส่งมอบสำนวนให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือหน่วยงานอื่น เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของตนแล้วแต่กรณี จากบทบัญญัติทั้งสองนี้ให้สิทธิผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านที่อ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สิน พิสูจน์ต่อ คตส.ได้ว่าตนเป็นเจ้าของที่แท้จริง และทรัพย์สินนั้นมิใช่ทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด หรือมิได้เป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการร่ำรวยหรือเพิ่มขึ้นผิดปกติ ซึ่ง คตส.ก็ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาคณะหนึ่งเพื่อทำการพิจารณาวินิจฉัยคำร้องขอพิสูจน์ทรัพย์ของผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านแล้ว แต่เนื่องจากครบกำหนดระยะเวลาตามประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 ข้อ 5 ที่แก้ไขเพิ่มเติมในวรรคสาม ก่อนที่ คตส.จะพิจารณาในเรื่องพิสูจน์ทรัพย์ให้เสร็จสิ้นไปได้ทุกกรณี สำหรับกรณีที่วินิจฉัยได้ คตส.ก็มีคำสั่งเพิกถอนการยึด หรืออายัดแล้ว ส่วนกรณีไม่แล้วเสร็จ ก็ได้ส่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ดำเนินการต่อไป เป็นเรื่องที่ผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านต้องพิสูจน์ต่อศาล และเป็นอำนาจของศาลที่จะพิจารณาสั่งต่อไป ดังนั้น การกระทำของ คตส. และกรรมการ ป.ป.ช.จึงเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายแล้ว

นอกจากนี้ ที่ผู้ถูกกล่าวหาต่อสู้ว่า ผู้ร้องยังไม่มีอำนาจยื่นคำร้อง เนื่องจากอัยการสูงสุดเห็นว่า เรื่องที่ส่งมายังมีข้อไม่สมบูรณ์นั้น เห็นว่า ตามประกาศ คปค. ฉบับที่ 30 ข้อ 9 ระบุว่า กรณีที่พนักงานตรวจสอบมีมติว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองผู้ใดทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ หรือทุจริตต่อหน้าที่ ให้ส่งรายงานเอกสารพร้อมทั้งความเห็นไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 โดยให้ถือว่ามติของคณะกรรมการตรวจสอบเป็นมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในกรณีที่อัยการสูงสุดมีความเห็นแตกต่าง แต่คณะกรรมการตรวจสอบมีความเห็นยืนยันตามความเห็นเดิม ก็ให้คณะกรรมการตรวจสอบมีอำนาจดำเนินการให้มีการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณา หรือศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี คดีนี้ อัยการสูงสุดมีความเห็นในครั้งแรกว่า ยังมีข้อไม่สมบูรณ์ของสำนวนการตรวจสอบไต่สวน แต่เมื่อ คตส.ยืนยันความเห็นให้มีการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อัยการสูงสุดก็ได้พิจารณาและดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้ จึงต้องถือว่าข้อที่ไม่สมบูรณ์ในครั้งแรกนั้นได้มีการแก้ไขและได้ยุติไปแล้ว

ส่วนที่ว่าคดีนี้เป็นคดีแพ่งที่ต้องรอฟังข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาก่อนตามข้อต่อสู้ของผู้ถูกกล่าวหานั้น เห็นว่ามูลคดีนี้เป็นการกล่าวหาว่าผู้ถูกกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติโดยได้กระทำการต่างๆ อันเป็นการเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจของตน ครอบครัว หรือพวกพ้อง เป็นเหตุให้มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมาก หรือได้ทรัพย์สินมาโดยมิควร สืบเนื่องมาจากการใช้ตำแหน่งหน้าที่หรืออำนาจหน้าที่ มิใช่เป็นการเรียกร้องสินไหมทดแทนที่มีมูลเหตุมาจากการกระทำความผิดทางอาญาของผู้ถูกกล่าวหา แม้ผู้ร้องจะกล่าวอ้างมาในคำร้องว่าการกระทำดังกล่าวมีความผิดทางอาญาด้วย แต่ประเด็นสำคัญที่ศาลจะต้องพิจารณาให้ได้ความคือผู้ถูกกล่าวหามีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมาก หรือได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควรสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่จริงหรือไม่ หากได้ความตามนี้แล้ว ศาลย่อมมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินได้ โดยไม่จำต้องพิจารณาว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดทางอาญาหรือไม่แต่อย่างใด ดังนั้น คดีนี้จึงไม่ใช่คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ที่ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษา ส่วนคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 4 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มาตรา 18 วรรคสอง ศาลอาญาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจึงดำเนินกระบวนวิธีพิจารณาคดีนี้ต่อไปได้โดยไม่จำต้องรอฟังผลคดีส่วนอาญาเสียก่อน ทั้งคดีนี้ผู้ถูกกล่าวหาเองก็ระบุในคำคัดค้านเป็นข้อต่อสู้มาด้วยว่าคดีนี้เป็นคดีแพ่งมิใช่คดีอาญา ดังนั้น จึงไม่มีปัญหาเกี่ยวกับอำนาจพิจารณาของศาลที่จะต้องกระทำต่อหน้าผู้ถูกกล่าวหาแต่ประการใด และที่ผู้ถูกกล่าวหา และผู้คัดค้านโต้แย้งต่อไปว่า ผู้ร้องไม่มีอำนาจยื่นร้องขอให้ทรัพย์สินของผู้คัดค้านตกเป็นของแผ่นดิน เพราะผู้คัดค้านไม่ใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น เห็นว่าประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 ข้อ 5 วรรคสอง ให้อำนาจ คตส.สั่งยึด หรืออายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องของผู้ถูกตรวจสอบ คู่สมรส และบุตร ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะของผู้นั้นไว้ก่อนได้ โดยตามคำร้องของ คตส.ดังกล่าว กล่าวหาว่าทรัพย์สินที่ทำการอายัดไว้เป็นของผู้ถูกกล่าวหา และผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นคู่สมรส และร้องขอให้ตกเป็นของแผ่นดิน เฉพาะทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติของผู้ถูกกล่าวหาเท่านั้น หาได้เป็นการกล่าวอ้างว่าเป็นทรัพย์สินของผู้คัดค้านทั้งหลายไม่ ด้วยเหตุดังกล่าว ทางคณะผู้พิพากษาจึงมีมติด้วยคะแนนเสียงเอกฉันท์ว่า ผู้ร้องมีอำนาจยื่นคำร้องคดีนี้

/////////////////////



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์