ปัญหาต่อไปมีว่า คำร้องเคลือบคลุมหรือไม่ ตามคำร้องบรรยายว่า ผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านที่ 1 ยังคงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงในหุ้นบริษัทชินคอร์ป จำนวน 1,419,490,150 หุ้น คิดเป็นกว่าร้อยละ 48 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดที่จำหน่ายได้ ในระหว่างที่ผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตลอดมา โดยมีผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 5 และบริษัทแอมเพิลริช เป็นผู้ถือหุ้นแทนและผู้ถูกกล่าวหาได้ปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่สั่งการมอบนโยบายในการออกพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ฉบับที่ 4 พ.ศ.2546 พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 พ.ศ.2546 ประกาศกระทรวงการคลังเรื่องลดอัตราและยกเว้นภาษีสรรพสามิตฉบับที่ 68 ลงวันที่ 28 ม.ค.2546 และออกมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 11 ก.พ.2546 กรณีที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต จากกิจการโทรคมนาคม โดยให้นำภาษีสรรพสามิตหักออกจากค่าสัมปทาน สั่งการอนุมัติให้รัฐบาลสหภาพพม่ากู้เงินจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย เพื่อนำไปซื้อสินค้าและบริการของบริษัทไทยคม รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานของรัฐ ภายใต้การบังคับบัญชาหรือกำกับดูแลของผู้ถูกกล่าวหา ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 กระทำการแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ลงวันที่ 27 มีนาคม 2533 ครั้งที่ 6 เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2544 ปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้ จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้บัตรจ่ายเงินล่วงหน้า กระทำการแก้ไขสัญญาอนุญาต ให้ดำเนินการกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ฉบับวันที่ 27 มีนาคม 2533 ครั้งที่ 7 ลงวันที่ 20 กันยายน 2545 เพื่ออนุญาตให้ใช้เครือข่ายร่วม และให้หักค่าใช้จ่ายจากรายรับ และกรณีการปรับลดอัตราค่าใช้จ่ายเครือข่ายร่วม ละเว้น อนุมัติ ส่งเสริม สนับสนุนธุรกิจดาวเทียมตามสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศโดยมิชอบหลายกรณี ทั้งนี้ เป็นการกระทำที่เอื้อประโยชน์แก่บริษัทชินคอร์ปและบริษัทในเครือ โดยบริษัทชินคอร์ปประกอบธุรกิจในกิจการโทรคมนาคม ตามสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ ฉบับลงวันที่ 11 กันยายน 2534 จากกระทรวงคมนาคมในขณะนั้น ซึ่งตามสัญญาดังกล่าว ข้อ 1 ระบุว่า กระทรวงคมนาคมตกลงให้บริษัทชินคอร์ปเป็นผู้ดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ โดยมีสิทธิ์ในการบริหารกิจการและการให้บริการวงจรดาวเทียมเพื่อการสื่อสารภายในประเทศ และมีสิทธิ์เก็บค่าใช้วงจรดาวเทียมจากผู้ใช้สิทธิ์ในการประกอบกิจการโทรคมนาคมเป็นของบริษัทชินคอร์ป โดยในการแก้ไขสัญญาดังกล่าวจำนวน 5 ครั้งเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2535 วันที่ 3 มีนาคม 2536 วันที่ 30 มกราคม 2541 วันที่ 20 กันยายน 2543 และวันที่ 27 ตุลาคม 2547
บริษัทชินคอร์ป เป็นผู้ลงนามเป็นคู่สัญญาตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 มาตรา 8 (3) วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมต้องมิใช่เป็นคนต่างด้าว และต้องมีสัดส่วนการถือหุ้นของบุคคลผู้มีสัญชาติไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของทุนจดทะเบียนทั้งหมดในนิติบุคคลนั้น รวมทั้งต้องมีกรรมการไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของกรรมการทั้งหมด นอกจากนี้ ผู้มีอำนาจกระทำการผูกพันนิติบุคคลนั้นจะต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย ซึ่งหมายถึงบุคคลต่างด้าวหรือนิติบุคคลต่างด้าวจะเป็นผู้ถือหุ้นในนิติบุคคลดังกล่าวได้ไม่เกินร้อยละ 25 ดังนั้นหุ้นบริษัทชินคอร์ป จำนวน 1,149,490,150 หุ้น คิดเป็นจำนวนร้อยละกว่า 48 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ที่จำหน่ายได้ที่ผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านที่ 1 ยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงโดยใช้ชื่อผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 5 และบริษัทแอมเพิลริซ เป็นผู้ถือหุ้นแทน ย่อมไม่สามารถขายให้แก่บุคคลต่างด้าวได้ เนื่องจากบุคคลผู้ถือหุ้นเป็นบุคคลต่างด้าวเกินกว่าร้อยละ 25 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ที่จำหน่ายได้ แต่ในระหว่างที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นหัวหน้ารัฐบาล ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้เสนอกฎหมายแก้ไขพระราชบัญญัติดังกล่าว จนผ่านการเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา และออกเป็นพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม ฉบับที่ 2 พ.ศ.2549 ซึ่งได้แก้ไขวงเล็บ 1 ของมาตรา 8 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 ดังกล่าวเป็นว่าผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมต้องไม่ใช่เป็นคนต่างด้าวตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว โดยไม่มีบทบัญญัติให้ต้องมีกรรมการไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนกรรมการทั้งหมด และผู้มีอำนาจกระทำการผูกพันนิติบุคคลนั้น ต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทยแต่อย่างใด เป็นผลให้บริษัทชินคอร์ปซึ่งประกอบธุรกิจในกิจการโทรคมนาคมสามารถมีผู้ถือหุ้นเป็นบุคคลต่างด้าวได้ถึงไม่เกินร้อยละ 50 และพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม ฉบับที่ 2 พ.ศ.2549 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ศุกร์ที่ 20 มกราคม 2549 มีผลบังคับในวันเสาร์ที่ 21 มกราคม 2549 ปรากฏว่า ในวันที่ 23 มกราคม 2549 ได้มีการขายหุ้นในบริษัทชินคอร์ป จำนวน 1,149,490,150 หุ้น ที่ผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านที่ 1 ยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงให้กับกลุ่มเทมาเส็กของประเทศสิงคโปร์ โดยมีบริษัท ซีดาร์โฮลดิ้ง จำกัด และบริษัท แอสเพน โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทนิติบุคคลต่างด้าว เป็นผู้ซื้อเป็นจำนวนเงินสุทธิ หลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้วรวม 69,742,880,932 บาท 5 สตางค์ และตั้งแต่ปี 2546 ถึง 2548 บริษัทชินคอร์ปได้จ่ายเงินปันผลตามหุ้นจำนวนดังกล่าวรวม 6,898,722,129 บาท รวมเป็นเงินที่ได้รับเนื่องจากหุ้นทั้งหมด 76,641,703,061 บาท 5 สตางค์ ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ได้มาเนื่องจากการกระทำที่เป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม และเป็นกรณีที่ได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควรสืบเนื่องมาจากปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่อันเป็นการร่ำรวยผิดปกติ ขอยึดเงินที่ได้จากการขายหุ้นชินคอร์ปดังกล่าว หลังหักค่าใช้จ่ายแล้วรวม 69,742,880,932 บาท 5 สตางค์ และเงินปันผลจำนวน 6,898,722,129 บาท รวมเป็นเงินที่ได้รับเนื่องจากหุ้นดังกล่าว 76,641,703,061 บาท 5 สตางค์ พร้อมดอกผลให้ตกเป็นของแผ่นดิน เห็นว่าคำร้องของผู้ร้องได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งพฤติการณ์ที่ผู้ถูกกล่าวหา และผู้คัดค้านที่ 1 ถือครองหุ้นบริษัทชินคอร์ป ผ่านบุคคลซึ่งเป็นญาติพี่น้องและนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้น กับมาตรการต่างๆ ที่ได้กระทำอันเป็นการเอื้อประโยชน์แก่บริษัทดังกล่าว ส่งผลให้หุ้นบริษัทชินคอร์ปที่ผู้ถูกกล่าวหาถือครองอยู่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นมาก ทั้งได้ระบุจำนวนเงินที่ได้จากการขายหุ้นและการปันผลซึ่งได้ลงรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ก่อให้ตกเป็นของแผ่นดินพร้อมกับแนบเอกสารแสดงรายละเอียดยอดเงินที่อายัดชื่อผู้ครอบครอง หรือมีชื่อเป็นเจ้าของซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำร้องโดยครบถ้วนชอบด้วยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มาตรา 18 วรรคสอง และข้อกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2523 ข้อ 23 และคดีนี้ผู้ร้องขอให้ศาลสั่งให้เงินทั้งจำนวนจากการขายหุ้นบริษัทชินคอร์ป และเงินปันหุ้น พร้อมดอกผลของผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านที่ 1 ตกเป็นของแผ่นดิน ผู้ร้องจึงไม่จำต้องบรรยายคำร้องโดยแยกทรัพย์สินที่มีอยู่ก่อนการดำรงตำแหน่งทางการเมืองของผู้ถูกกล่าวหาว่ามีอยู่เท่าใด ส่วนเงินที่ได้จากการขายหุ้นเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจหน้าที่ของผู้ถูกกล่าวหามีการเพิ่มขึ้นผิดปกติอย่างไร และผู้ถูกกล่าวได้สั่งการหรือมอบหมายให้ผู้ใดกระทำการใด อันเป็นการเอื้อประโยชน์บริษัทชินคอร์ป เพราะเป็นรายละเอียดที่จะต้องทำการไต่สวนเพื่อให้ปรากฏในการพิจารณาของศาล
สำหรับคำร้องในส่วนที่เกี่ยวกับเงินหรือทรัพย์สินที่เหลือจำนวน 9,943,368,695 บาท 24 สตางค์ ที่ไม่ได้มีการอายัดไว้ ซึ่งไม่ได้ระบุรายละเอียดของชื่อที่อยู่ของผู้ครอบครอง หรือเป็นเจ้าของมาในคำร้องนั้น ก็เป็นเพราะ คตส.ยังไม่อาจตรวจสอบให้ทราบได้นั้นเอง ทั้งหากศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เงินที่ได้จากการขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปและเงินปันผลของผู้ที่ถูกกล่าวหาตกเป็นของแผ่นดินแล้ว ก็เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการในชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้ครบถ้วนต่อไป องค์คณะผู้พิพากษาจึงมีมติด้วยคะแนนเสียงเอกฉันท์ว่า คำร้องไม่เคลือบคลุม
/////////////////////
ประเด็นต่อไปมีว่า ผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านที่ 1 ถือหุ้นบริษัทชินคอร์ปจำนวน 1,419,490,150 หุ้น โดยให้ผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 5 และบริษัทแอมเพิลริซ ถือแทนตามคำร้องหรือไม่ ในปัญหาดังกล่าว นายวิโรจน์ เลาหะพันธุ์ ในฐานะกรรมการตรวจสอบ คตส.และเป็นประธานอนุกรรมการตรวจสอบการซื้อขายและโอนหุ้นบริษัทชินคอร์ปเบิกความ ประกอบบันทึกของความเรี่องข้อมูลและประเด็นเรื่องการถือครองหุ้นบริษัทชินคอร์ปของผู้ถูกกล่าวหากับพวก และรายงานการไต่สวนว่า ตามบัญชีของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทชินคอร์ป ณ วันที่ 10 เมษายน 2541 ปรากฏการถือหุ้นของผู้ถูกกล่าวหากับพวก ในราคาค่าหุ้นละ 10 บาท ดังนี้ผู้ถูกกล่าวหาถือหุ้น 32,920,000 หุ้นผู้คัดค้านที่ 1 จำนวน 34,650,000 หุ้น ผู้คัดค้านที่ 5 จำนวน 6,847,395 หุ้น เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2542 บริษัทชินคอร์ปมีมติให้เปลี่ยนแปลงทุนชำระแล้วของบริษัท ด้วยการเอาหุ้นสามัญเพิ่มทุนจากหุ้นที่ยังไม่ได้จัดสรรเสนอขายจากผู้ถือหุ้นเดิมในอัตราส่วน 1 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นสามัญเพิ่มทุน ในราคาหุ้นละ 15 บาท วันที่ 16 มีนาคม 2542 ผู้คัดค้านที่ 1 ถอนเงินจากบัญชีออมทรัพย์ ธนาคารไทยพาณิชย์จำกัด สาขารัชโยธิน เพื่อซื้อเช็คธนาคาร 3 ฉบับ นำไปซื้อหุ้นเพิ่มทุนในนามผู้คัดค้านที่ 1 จำนวน 34,650,000 หุ้น เป็นเงิน 519,750,000 บาท ในนามผู้ถูกกล่าวหา จำนวน 32,920,000 หุ้น เป็นเงิน 493,800,000 บาท และผู้คัดค้านที่ 5 จำนวน 6,847,395 หุ้น เป็นเงิน 102,135,225 บาท โดยผู้คัดค้านที่ 5 ออกตั๋วใช้เงิน ในวันที่ 16 มีนาคม 2542 สัญญาจะจ่ายเงิน 102,135,225 บาท ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 เมื่อทวงถาม โดยไม่มีดอกเบี้ย
หลังจากมีการเพิ่มทุนแล้ว ผู้ถูกกล่าวหา 65,840,000 หุ้น ผู้คัดค้านที่หุ้น 69,300,000 หุ้น และผู้คัดค้านที่ 5 ถือหุ้น 13,618,030 หุ้น วันที่ 11 มิถุนายน 2542 ผู้ถูกกล่าวหาโอนขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จำนวน 32,920,000 หุ้น ให้กับบริษัทแอมเพิลริซ ราคาหุ้นละ 10 บาท โดยผู้คัดค้านที่ 1 สั่งจ่ายเช็คธนาคารไทยพาณิชย์ สาขารัชโยธิน ลงวันที่ 10 มิถุนายน 2542 จากบริษัทหลักทรัพย์ แอสเซสพลัส จำกัด จำนวน 30,961,220 บาท เพื่อชำระค่าหุ้นแล้วบริษัทหลักทรัพย์ แอสเซสพลัส จำกัด สั่งจ่ายเช็คธนาคารกสิกรไทย สาขาถนนรัชดาภิเษก ถนนพระราม 4 ลงวันที่ 16 มิถุนายน 2542 จำนวน 327,438,780 บาท เป็นค่าขายหุ้นให้กับผู้ถูกกล่าวหา แล้วเช็คฉบับดังกล่าวได้นำเข้าเรียกเก็บเงินเข้าบัญชีผู้คัดค้านที่ 1 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขารัชโยธิน ต่อมาผู้ถูกกล่าวหา ผู้คัดค้านที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 รายงานต่อสำนักงาน ก.ล.ต.ตามแบบ 246-2 ว่า เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2543 ผู้ถูกกล่าวหาแลผู้คัดค้านที่ 1 ได้ขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปให้กับแก่ผู้ซื้อโดยตรงในราคาหุ้นละ 10 บาท โดยผู้ถูกกล่าวหาขายให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 จำนวน 30,920,000 หุ้น และขายให้แก่ผู้คัดค้านที่ 4 จำนวน 2,000,000 หุ้น ผู้คัดค้านที่ 1 ขายให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 จำนวน 42,475,000 หุ้น และขายให้แก่ผู้คัดค้านที่ 26,825,000 หุ้น ผู้คัดค้านที่ 2 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินลงวันที่ 1 กันยายน 2543 สัญญาจะจ่ายเงิน 309,200,000 บาทให้แก่ผู้ถูกกล่าวหา และสัญญาจะจ่ายเงิน 424,750,000 บาทให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 เมื่อทวงถามโดยไม่มีดอกเบี้ย ผู้คัดค้านที่ 4 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินวันที่ 1 กันยายน 2543 สัญญาจะจ่ายเงิน 20,000,000 บาท ให้กับผู้ถูกกล่าวหาเมื่อทวงถาม โดยไม่มีดอกเบี้ย ผู้คัดค้านที่ 5 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินในวันที่ 1 กันยายน 2543 สัญญาจะจ่ายเงิน 268,250,000 บาทให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 เมื่อทวงถามโดยไม่มีดอกเบี้ย เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2544 บริษัทชินคอร์ปยื่นคำขอจดทะเบียนเปลี่ยนคุณค่าหุ้นที่ได้ตราไว้ หุ้นละ 10 บาท เป็นพาร์ 1 บาท ผลให้ผู้ถือหุ้นเดิมมีจำนวนหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่า คือผู้คัดค้านที่ 2 ถือหุ้น 733,950,220 หุ้น ผู้คัดค้านที่ 5 ถือหุ้น 404,430,300 หุ้น บริษัทแอมเพิลริซถือหุ้น 329,200,000 หุ้น ผู้คัดค้านที่ 4 ถือหุ้น 20,000,000 หุ้น
ต่อมาผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 รายงานต่อสำนักงาน ก.ล.ต. ผู้คัดค้านที่ 2 ได้ขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ซื้อโดยตรง ในราคาหุ้นละ 1 บาท โดยขายเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2545 จำนวน 367,000,000 หุ้น และเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2546 จำนวน 73,000,000 หุ้น ผู้คัดค้านที่ 2 คงเหลือหุ้น 293,950,220 หุ้น ผู้คัดค้านที่ 3 ถือหุ้นรวม 440,000,000 ล้านหุ้น และเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2549 ผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 ในฐานะกรรมการบริษัทแอมเพิลริซ ได้ขายหุ้นของบริษัทชินคอร์ปที่บริษัทแอมเพิลริซถืออยู่ทั้งหมด 329,200,000 หุ้นให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 คนละ 164,600,000 หุ้น เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2549 หุ้นบริษัทชินคอร์ปทั้งหมดที่มีผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 5 ถืออยู่ทั้งหมดได้ขายให้กับบริษัท ซีดาร์ โฮลดิ้ง จำกัด และแอสเพน โฮลดิ้ง จำกัด รวม 1,487,740,120 หุ้น ในราคาหุ้นละ 49 บาท 25 สตางค์ โดยรายการเฉพาะหุ้นที่รับโอน มาจากผู้ถูกกล่าวหา คือ ประการที่หนึ่ง ที่ซื้อหุ้นเพิ่มทุนโดยการใช้เงินของผู้คัดค้านที่ 1 และที่รับโอนจากบริษัทแอมเพิลริช อยู่ในที่ของผู้คัดค้านที่ 2 จำนวน 458,550,000 หุ้น ผู้คัดค้านที่ 3 จำนวน 604,600,000 หุ้น ผู้คัดค้านที่ 4 จำนวน 20,000,000 หุ้นและผู้คัดค้านที่ 5 จำนวน 336,340,150 หุ้น รวม 1,419,490,150 หุ้น เมื่อหักค่านายหน้าร้อยละ 0.25 ณ ภาษีมูลค่าร้อยละ 7 แล้ว คงเหลือค่าหุ้นสุทธิ 69,722,880,932 บาท 5 สตางค์ และหุ้นบริษัทชินคอร์ป จำนวน 1,419,490,150 หุ้นดังกล่าว ได้รับเงินปันผลระหว่างปี 2546-2548 รวมเป็นเงิน 6,898,722,129 บาท คณะอนุกรรมการไต่สวนได้รวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับข้อหาดังกล่าวว่า
ผู้ถูกกล่าวหาคงถือหุ้นไว้ ซึ่งหุ้นบริษัทชินคอร์ป รวมทั้งบัญชีธนาคารที่เกี่ยวข้อง เอกสารจากสำนักงาน ก.ล.ต.และรายงานประจำปี 2543-2549 ของบริษัทชินคอร์ปกับการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของผู้กล่าวหาแล้วสรุปความเห็นว่า เมื่อครั้งผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีใน 2 วาระ ผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านที่ 1 ยังถือหุ้นไว้ซึ่งในบริษัทชินคอร์ป โดยใช้ชื่อผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 5 และบริษัทแอมเพิลริช เป็นผู้ถือหุ้นแทน ต่อมาวันที่ 23 มกราคม 2549 ผู้ถูกกล่าวหาได้รวบรวมหุ้นดังกล่าวทั้งหมด 1,419,490,150 หุ้น ขายให้แก่กลุ่มเทมาเส็ก ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านที่ 1 ถึงที่ 5 ยื่นคำคัดค้านว่าผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านที่ 1 ได้โอนหุ้นบริษัทชินคอร์ป ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 จนหมดสิ้นแล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2543 ว่าได้รับเงินชำระค่าหุ้นตั๋วสัญญาใช้เงินครบถ้วนแล้ว ผู้ถูกกล่าวหาได้ขายหุ้นในบริษัทแอมเพิลริช แก่ผู้คัดค้านที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2543 โดยได้ชำระค่าหุ้นเรียบร้อยแล้ว ผู้คัดค้านที่ 2 ได้ขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปให้แก่ผู้คัดค้านที่ 3 โดยผู้คัดค้านที่ 3 สั่งจ่ายเช็คค่าชำระหุ้นให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 ครบถ้วนแล้ว ผู้คัดค้านที่ 5 ได้กู้ยืมเงินผู้คัดค้านที่ 1 ไปซื้อหุ้นเพิ่มทุนของบริษัทชินคอร์ปโดยได้ชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินครบถ้วนแล้วและผู้ถูกกล่าวหายื่นคำแถลงการณ์ปิดคดีว่า คตส.ไม่ยอมรับความเป็นจริงตามเอกสารตามกฎหมายแม้แต่เอกสารที่รายงานต่อสำนักงาน ก.ล.ต.นั้น ปรากฏว่าการขายหุ้นที่รายงานต่อสำนักงาน ก.ล.ต.ในคดีนี้เป็นการรายงานตามแบบ 246-2 ตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 246 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า บุคคลใดได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ของกิจการใด ในลักษณะที่ทำให้ตนหรือบุคคลอื่น เป็นผู้ถือหลักทรัพย์ในกิจการนั้นเพิ่มขึ้นหรือลดลง เมื่อรวมกันแล้วมีจำนวนทุกร้อยละ 5 ของจำนวนหลักทรัพย์ ที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของกิจการนั้น ไม่ว่าจะเป็นการลงทะเบียนโอนทรัพย์ โอนหลักทรัพย์หรือไม่ และไม่ว่าการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของหลักทรัพย์นั้นจะมีจำนวนเท่าใดในแต่ละครั้ง บุคคลนั้นต้องรายงาน ถึงจำนวนหลักทรัพย์ในทุกร้อยละ 5 ดังกล่าวต่อสำนักคณะกรรมการ ก.ล.ต.ทุกครั้งที่ได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์








