มาตรา 247 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า บุคคลใดเสนอซื้อหรือทำการอื่นใดอันเป็นผลให้ตนได้มา หรือเป็นผู้ถือหลักทรัพย์ ร้อยละ 25 ขึ้นไป ของจำนวนหลักทรัพย์ที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของกิจการ ให้ถือว่าเป็นการเช่าถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการ และมาตรา 247 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า การเข้าถึงหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการตามวรรคหนึ่ง ให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขที่คณะกรรมการ ก.ล.ต.ประกาศกำหนด ในการนี้คณะกรรมการ ก.ล.ต.จะกำหนดให้บุคคลดังกล่าวจัดทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ก็ได้ ประกอบกับเลขาธิการ ก.ล.ต.ได้มีหนังสือลงวันที่ 16 มกราคม 2550 แจ้งข้อมูลต่อประธานอนุกรรมการตรวจสอบว่า ในการพิจารณาหน้าที่ตามมาตรา 246 และ 247 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 นั้น การได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งหลักทรัพย์อันเป็นผลให้เกิดหน้าที่รายงานตามมาตรา 246 และทำคำเสนอตามมาตรา 247 นั้น เป็นการกำกับดูแลการเปลี่ยนแปลงถือหลักทรัพย์ในกิจการ ไม่ว่าธุรกรรมนั้นจะเป็นการให้เปล่าการซื้อขายในราคาใด หากเป็นการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์หรือสัดส่วนที่กฎหมายกำหนด ก็จะมีหน้าที่หรือความรับผิด (กรณีฝ่าฝืน) ไม่แตกต่างกัน ข้อมูลเกี่ยวกับการชำระราคาจึงไม่ใช่สาระสำคัญ ในแง่ของบทบัญญัติดังกล่าวตามกฎหมายหลักทรัพย์ สำนักงานจึงไม่ได้ตรวจสอบการชำระค่าซื้อขายหลักทรัพย์ของผู้รายงานหรือผู้ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ ตามรายงานตามแบบ 246-2 จึงไม่ใช่หลักฐานแสดงการโอนกรรมสิทธิ์ในหุ้นจำนวนที่รายงาน ดังนั้นจึงได้หาว่าผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านที่ 1 มีพฤติการณ์คงถือไว้ซึ่งหุ้นบริษัทชินคอร์ปหรือไม่ ต้องวินิจฉัยในพฤติการณ์ระหว่างผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านที่ 1 กับผู้คัดค้านที่ 2 ถึงที่ 5 ตั้งแต่มีการซื้อหุ้นเพิ่มทุนของบริษัทชินคอร์ป การโอนหุ้นระหว่างกัน และการถือครองหุ้นตั้งแต่มีการโอนจนขายหุ้นให้แก่กองทุนเทมาเส็กเป็นสำคัญ ผู้คัดค้านที่ 1 เบิกความว่า เมื่อ พ.ศ.2540 ได้ยกหุ้นบริษัทชินคอร์ปจำนวน 4,500,000 หุ้นให้ผู้คัดค้านที่ 5 ในโอกาสที่ผู้คัดค้านที่ 5 แต่งงานและครบรอบวันเกิด 1 ปีของบุตรของผู้คัดค้านที่ 5 โดยทำการซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์จากหุ้นของผู้คัดค้านที่ 1 ในบัญชีของ น.ส.ดวงดาว วงศ์ภักดี หุ้นจำนวนนี้กับหุ้นที่ผู้คัดค้านที่ 5 มีอยู่เดิม คณะอนุกรรมการไต่สวนเห็นว่า ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ชัดเจนว่าเป็นหุ้นที่ถือไว้แทนผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้คัดค้านที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 5 เบิดความรับว่าในปี 2542 ซึ่งซื้อหุ้นเพิ่มทุนของบริษัทชินคอร์ปหุ้นละ 15 บาท จำนวน 6,809,015 หุ้นนั้น ผู้คัดค้านที่ 5 กับคู่สมรส มีทรัพย์สินมูลค่ามากกว่า 500,000,000 บาท แต่การใช้สิทธิ์เพิ่มทุนเป็นเงิน 102,135,225 บาท ซึ่งเป็นการลงทุนที่ผู้คัดค้านที่ 5 เบิกความว่าจะทำกำไรให้กลับใช้เงินของผู้คัดค้านที่ 1 มาชำระ ค่าซื้อหุ้นเพิ่มทุน โดยผู้คัดค้านที่ 1 ถอนเงินจากบัญชีออมทรัพย์เพื่อนำมาซื้อหุ้นเพิ่มทุนของผู้คัดค้านที่ 5 พร้อมกับการซื้อหุ้นเพิ่มทุนของผู้ถูกกล่าวหา และผู้คัดค้านที่ 1 จำนวน 32,900,000 หุ้น และ 34,650,000 หุ้นตามลำดับ ข้ออ้างที่ว่าผู้คัดค้านที่ 5 ยืมเงินจากผู้คัดค้านที่ 1 มาซื้อหุ้นเพิ่มทุน โดยออกตั๋วสัญญาใช้เงินลงวันที่ 16 มีนาคม 2542 สัญญาจะจ่ายเงินจำนวน 102,135,225 บาท ให้แก่คุณหญิงพจมาน ชินวัตร เมื่อทวงถามโดยไม่มีดอกเบี้ย กลับทำให้เป็นพิรุธ เพราะผู้คัดค้านที่ 1 เพิ่งได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่จะใช้คำนำหน้านามว่าคุณหญิง เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2542 ที่ผู้คัดค้านที่ 5 เบิกความว่าเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับใหม่ ซึ่งทำขึ้นเมื่อปลายปี 2542 เนื่องจากได้รับแจ้งจากนางกาญจนาภา หงษ์เหิน ว่าตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับเดิมที่ระบุชื่อนางพจมาน ชินวัตร หายไป เป็นข้ออ้างที่ไม่มีเหตุผลให้น่าเชื่อ เพราะในทางไต่สวนปรากฏว่า ผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านที่ 1 ยังได้รับตั๋วสัญญาใช้เงินเนื่องจากการโอนหุ้นบริษัทชินคอร์ป และหุ้นบริษัทอื่นอีกหลายฉบับ แต่กลับหายไปจนเกิดข้อพิรุธฉบับเดียว
เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 242 ผู้ถูกกล่าวหาโอนหุ้นจำนวน 32,920,000 หุ้น ให้แก่บริษัทแอมเพิลริช ในราคาพาร์ 10 บาท โดยใช้เงินจากบัญชีเงินฝากผู้คัดค้านที่ 1 ชำระ ให้แก่บริษัทหลักทรัพย์ แอสเซสพลัส จำกัด เพื่อทำรายการการซื้อหุ้นให้กับบริษัทแอมเพิลริช เมื่อบริษัทหลักทรัพย์ แอสเซสพลัส จำกัด ชำระค่าขายหุ้นซึ่งหักค่านายหน้าแล้วเป็นเงิน 327,438,780 บาท ก็นำเงินดังกล่าวเข้าฝากในบัญชีเงินฝากของผู้คัดค้านที่ 1 สำหรับการโอนหุ้นของผู้ถูกกล่าวหา และผู้คัดค้านที่ 1 ถืออยู่ในวันที่ 1 กันยายน 32,900,000 หุ้น และ 69,300,000 หุ้น ตามลำดับ ผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านที่ 1 ได้โอนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งขณะนั้นเป็นบุตรคนเดียวที่บรรลุนิติภาวะแล้ว ในราคาพาร์ 10 บาท จำนวน 30,900,000 หุ้น และ 42,475,000 หุ้น ตามลำดับ โดยผู้คัดค้านที่ 2 ออกตั๋วสัญญาใช้เงินเมื่อทวงถามโดยไม่มีดอกเบี้ยให้ผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งรับโอนหุ้นไว้รวม 73,395,000 หุ้น ได้รายงานตามแบบ 242-2 ต่อสำนักงาน ก.ล.ต.เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2543 และรายงานแก้ไขเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2543 ว่า จำนวนหุ้นที่รับโอนดังกล่าว คิดเป็นร้อยละ 24.99 ของจำนวนหลักทรัพย์ที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด เห็นได้ว่าหากผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านที่ 1 จะโอนให้แก่ผู้คัดค้านที่ 2 มากกว่านี้ ก็จะทำให้ผู้คัดค้านที่ 2 ถือหลักทรัพย์ถึงร้อยละ 25 ขึ้นไป ซึ่งตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 247 บัญญัติ ให้ถือว่าเป็นการเข้าถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการ และคณะกรรมการ ก.ล.ต.จะกำหนดให้ผู้คัดค้านที่ 2 จัดทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ก็ได้ เชื่อว่าด้วยเหตุนี้ผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านที่ 1 จึงต้องโอนหุ้นที่เหลืออีก 2,000,000 หุ้น 26,825,000 หุ้น ตามลำดับ ให้แก่บุคคลใกล้ชิดที่ตนไว้วางใจ คือ ผู้คัดค้านที่ 4 และที่ 5 ผู้คัดค้านที่ 5 เบิกความว่าผู้คัดค้านที่ 1 เมตตาขายหุ้นจำนวน 26,825,000 หุ้น ในราคาพาร์ 10 บาท เพื่อให้ผู้คัดค้านที่ 5 มีหุ้นรวมกับหุ้นที่มีอยู่เดิมแล้วเป็น 40,000,000 หุ้น แต่ผู้คัดค้านที่ 5 ซึ่งเบิกความรับว่า ในปี 2543 ผู้คัดค้านที่ 5 และคู่สมรส มีทรัพย์อาจจะถึง 1,000,000,000 บาท ก็ไม่ได้ชำระค่าหุ้นในราคาพาร์ให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 กลับออกตั๋วสัญญาในจำนวน 268,250,000 บาท สัญญาจะใช้เงินเมื่อทวงถามโดยไม่มีดอกเบี้ย เช่นเดียวกับตั๋วสัญญาใช้เงินที่อ้างว่าชำระหนี้เงินยืมที่ไปซื้อเงินเพิ่มทุนส่วนผู้คัดค้านที่ 4 เบิกความว่า ขอซื้อหุ้นจากผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 2,000,000 เพื่อเก็บไว้เป็นทุนในอนาคต โดยซื้อตามกำลังเงินที่มีอยู่แต่ผู้คัดค้านที่ 4 ก็ไม่ได้ชำระเงินค่าหุ้นในราคาพาร์ให้แก่ผู้ถูกกล่าวหา คงออกตั๋วสัญญาใช้เงินไว้เช่นเดียวกัน








