Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

ยึดทรัพย์(12)


เห็นว่าการดำเนินการในเรื่องนี้ตามที่ปรากฏถึงพฤติการณ์ในการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่เป็นการลัดขั้นตอนในการปฏิบัติราชการในลักษณะที่รวบรัด และรีบเร่ง ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดปกติวิสัย ยิ่งไปกว่านั้นต่อมาวันที่ 26 ก.ค.2546 บริษัทผู้รับสัมปทานรายนึ้ก็ยังได้นำโครงการดาวเทียมไอพีสตาร์มูลค่า 16,543,000,000 บาท ยื่นขอส่งเสริมการลงทุนต่อคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งมีผู้ถูกกล่าวหาซึ่งมีตำแหน่งรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เป็นผู้พิจารณา โดยบริษัทผู้รับสัมปทานได้แนบรายงานการศึกษาความเป็นไปได้ ซึ่งระบุว่าได้มีการพัฒนาดาวเทียมไอพีสตาร์เป็นครั้งแรกของโลกและได้มีการสร้างอุปกรณ์ไว้โดยเฉพาะ เพื่อเชื่อมกับภาคพื้นดิน สำหรับระบบอินเทอร์เน็ตในประเทศต่างๆ 18 แห่ง มากกว่า 14 ประเทศ โดยมีในประเทศไทย 1 แห่ง และมีแผนการตลาดที่จะจำหน่ายในประเทศเพียงร้อยละ 6 แต่จะจำหน่ายในต่างประเทศมีปริมาณสูงถึงร้อยละ 94 ต่อมาวันที่ 11 มี.ค.2547 บริษัทผู้รับสัมปทานได้รับการส่งเสริมการลงทุนสำหรับโครงการดาวเทียมไอพีสตาร์ ดังนั้น จากข้อเสนอของผู้ถูกกล่าวหาเองก่อนที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในฐานะตัวแทนบริษัทชินคอร์ปที่ยื่นแข่งขันเพื่อเข้ารับสัมปทาน รวมทั้งเจรจาต่อรองเพื่อให้ได้รับสัมปทานด้วยวาจา และทำหนังสือยืนยันอย่างเป็นทางการว่าจะลงทุนเพิ่มขึ้นตลอดอายุสัญญา และจะส่งดาวเทียมสำรองขึ้นสู่วงโคจรเพื่อเป็นการสำรองดาวเทียมดวงหลัก และมีระยะเวลาห่างจากดวงแรกไม่เกิน 12 เดือน อยู่คู่กันเพื่อให้ใช้งานได้โดยต่อเนื่อง จึงได้ระบุระบบดาวเทียมสำรองไว้ในสัญญาสัมปทานข้อที่ 5.1.4 ข้อ 6 และข้อ 7 ดาวเทียมไทยคม 3 ซึ่งเป็นดาวเทียมหลักมีช่องสัญญาณ ช่องความถี่ซีแบนจำนวน 25 ทรานสปอนเดอร์ และเคยูแบน 14 ทรานสปอนเดอร์ โดยเฉพาะข้อที่ 17 ได้ระบุให้กระทรวงคมนาคม ส่วนราชการ หรือหน่วยงานที่กระทรวงเห็นชอบใช้วงจรดาวเทียมหลัก และวงจรดาวเทียมสำรองเฉพาะในย่านความถี่ซีแบนจำนวน 1 วงจรดาวเทียมได้ตลอดอายุสัญญา โดยไม่ต้องเสียค่าตอบแทนใดๆ แต่ปรากฏว่าดาวเทียมไอพีสตาร์มีคุณสมบัติพัฒนาขึ้นเป็นการเฉพาะครั้งแรกของโลกตามที่จดสิทธิบัตรไว้ โดยใช้ย่านความถี่เคยูแบนรับและส่งข้อมูลให้ลูกค้าในลักษณะสปอตบีม 84 บีม เช็กบีม 3 บีม และบอร์ดคาสบีม 7 บีม และใช้ย่านความถี่เคเอแบนในการสื่อสารรับส่งข้อมูลจากสถานีภาคพื้นดินกับดาวเทียมบนอวกาศในการเชื่อมต่อระบบอินเทอร์เน็ต ทั้งนี้ ในย่านความถี่ซีแบนที่จะให้กระทรวงคมนาคมใช้จำนวน 1 วงจรดาวเทียมได้ตลอดอายุสัญญา โดยไม่ต้องเสียค่าตอบแทน และไม่มีข้อตกลงว่าจะดำเนินการอย่างไรเพื่อทดแทนทั้งที่ดาวเทียมไทยคม 3 ซึ่งเป็นดาวเทียมหลักมีช่องสัญญาณย่านความซีแบนและเคยูแบน จึงเห็นว่าดาวเทียมไอพีสตาร์ไม่เป็นกาวเทียมสำรองของดาวเทียมไทยคม 3 ได้ด้วยเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน

นอกจากนี้ ยังปรากฏว่ากรมไปรษณีย์โทรเลขได้พิจารณาคุณสมบัติของดาวเทียมไอพีสตาร์แล้วเห็นว่าดาวเทียมหลักดวงใหม่ ไม่ใช่เป็นดาวเทียมสำรองของดาวเทียมไทยคม 3 ตามหนังสือที่ กก 0704 (ปว/14221) ลงวันที่ 29 ..2545 หากดาวเทียมไอพีสตาร์เป็นดาวเทียมหลักดวงใหม่ บริษัทไทยคมก็จะต้องจัดสร้างดาวเทียมไอพีสตาร์อีกหนึ่งดวงตามสัญญาสัมปทานข้อ 5.1.1 ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายเท่ากับสร้างดาวเทียมไอพีสตาร์อีก 1 ดวง ประกอบกับในคราวพิจารณาอนุมัติคุณสมบัติดาวเทียมไอพีสตาร์ของคณะกรรมการประสานงานตามสัญญาสัมปทานครั้งที่ 1/2545 วันที่ 29 ส.ค.2545 มีการลงมติว่าดาวเทียมไอพีสตาร์เป็นดาวเทียมหลักดวงใหม่ แต่ต่อมาได้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายงานการประชุม โดยอนุมัติให้ดาวเทียมไอพีสตาร์เป็นดาวเทียมสำรองตามผลการประชุมของคณะกรรมการประสานงานการพิจารณาสัมปทานครั้งที่ 2/2545 วันที่ 10 ก.ย. 2545 จึงขัดแย้งกัน ต่อมาได้มีการเสนอความเห็นของคณะกรรมการดังกล่าวต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมทั้งที่ยังไม่มีการรับรองรายงานการประชุมทั้ง 2 ครั้ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมโดยนายวันมูฮัมหมัด นอร์ มะทา ซึ่งเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทย ขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค ได้อนุมัติคุณสมบัติดาวเทียมไอพีสตาร์เป็นดาวเทียมสำรองตามที่เจ้าหน้าที่เสนอ เมื่อวันที่ 42 ก.ย.2545 โดยปรากฎว่าในภายหลังได้มีการจัดทำหนังสือเวียนให้คณะกรรมการประสานงานแต่ละท่านรับรองรายงานการประชุมทั้ง 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2545 เช่นนี้ เมื่อดาวเทียมไอพีสตาร์ไม่เป็นเทียมสำรองของดาวเทียมหลักคือ ดาวเทียมไทยคม 3 ได้ ทำให้ความมั่นคงในการสื่อสารดาวเทียมของชาติต้องเสียหายจากการที่ไม่มีดาวเทียมไทยคม 4 เพื่อเป็นดาวเทียมสำรองของดาวเทียมไทยคม 3 ได้ทั้งดวงจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ทำให้บริษัทผู้รับสัมปทานคือ บริษัทชินคอร์คอร์ปและบริษัทไทยคมไม่ต้องปฏิบัติตามสัญญาสัมปทาน โดยไม่มีภาระที่จะต้องใช้เงินทุนหรือระดมทุนโดยการกู้ยืมเงินเพื่อยืมทุนเพื่อนำเงินมาลงทุนในการส่งดาวเ

ทียมไทยคม 4 เป็นมูลค่าถึง 4,000,000,000 บาท เมื่อเทียบกับค่าก่อสร้างดาวเทียมไทยคม 3 ตามเอกสารการยื่นขอส่งเสริมการลงทุน แต่ในทางกลับกันภาครัฐก็ต้องได้รับความเสียหายจากการที่ไม่ได้

รับมอบทรัพย์สินตามสัญญาสัมปทานคือ ดาวเทียมไทยคม 4 มูลค่า 4,000,000,000 บาทเช่นกัน นอกจากนี้ การอนุมัติดาวเทียมไอพีสตาร์เป็นโครงการที่ให้บริการสื่อสารระหว่างประเทศเป็นหลัก ดังที่ปรา

ฎจากคุณสมบัติดาวเทียมไอพีสตาร์ที่บริษัทผู้รับสัมปทานได้ยื่นประกอบการยื่นคำร้องขอรับการส่งเสริมการลงทุนในโครงการดาวเทียมไอพีสตาร์ที่ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ปรากฎตามเอกสารหมาย ร. 501 ที่ได้ระบุถึงแหล่งหารายได้โดยมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อมุ่งหวังทางการค้าและรับรองการใช้งานอินเตอร์เน็ตสำหรับผู้ใช้งานในต่างประเทศ โดยได้มีการลงทุนสร้างอุปกรณ์เชื่อมต่อเกทเวย์ในประเทศต่างๆ 18 แห่ง รวมกว่า 14 ประเทศ แต่สร้างไว้ในประเทศไทยเพียง 1 แห่งเท่านั้น ส่วนแผนการจำหน่ายระบุไว้ในการจำหน่ายในต่างประเทศถึงร้อยละ 94 แต่จำหน่ายในประเทศเพียงอัตราร้อยละ 6 จึงเห็นด้ว่าส่วนที่จำหน่ายในต่างประเทศถึงร้อยฃละ 94 ดังกล่าวนั้น ไม่ใช่ส่วนที่เหลือใช้จากอัตราร้อยละ 6 ที่ใช้ในประเทศตามข้อสัญญาสัมปทาน โดยส่วนที่ใช้ในต่างประเทศส่วนใหญ่นั้น เป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหากจากส่วนที่ใช้ในประเทศ ดังนั้น ดาวเทียมไอพีสตาร์จึงเป็นดาวเทียมหลักที่จัดสร้างขึ้นเพื่อการสื่อสารระหว่างประเทศเป็นหลัก ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อการสื่อสารภายในประเทศตามวัตถุประสงค์ของสัญญาสัมปทาน และเป็นเรื่องที่อยู่นอกกรอบแห่งสัญญาที่ว่าจะใช้สื่อดาวเทียมเพื่อใช้สื่อสารภายในประเทศ และหากเหลือใช้จึงจะให้ต่างประเทศใช้บริการได้ตามที่ระบุไว้ในเงื่อนไขข้อกำหนดการเข้ารับสัมปทาน ซึ่งได้ระบุไว้ในบทนำ และข้อ 13 ของสัญญาสัมปทาน ครั้นคุ้มครองสิทธิผูกขาดที่กระทรวงคมนาคมผู้ให้สัมปทานจะไม่ให้ภาคเอกชนรายอื่นเข้ามาดำเนินกิจการแข่งขันกับบริษัทผู้รัสัมปทาน กำหนดระยะเวลา 8 ปี ตามสัญญาข้อ 2 จึงต้องถือว่าเป็นโครงการใหม่ที่อยู่นอกกรอบสัญญาสั

มปทาน และจะต้องเปิดให้มีการประมูลแข่งขันโดยเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการเสนอโครงการใหม่อย่าวเสรีและเป็นธรรม ทั้งด้านการบริหารงานและอัตราการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่รัฐตามกระบวนการของพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 ด้วยเหตุผลที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น

การที่บริษัทชินคอร์ปและบริษัทไทยคมได้ร้องขอและเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาหรือการกำกับดูแลควบคุมตรวจสอบของผู้ถูกกล่าวหา ได้พิจารณาอนุมัติดาวเทียมไอพีสตาร์ว่าอยู่นอกกรอบสัญญาสัมปทาน จึงเป็นการอนุมัติให้บริษัทไทยคมของผู้ถูกกล่าวหาได้สัมปทานดาวเทียมสื่อสารระหว่างประเทศไปโดยไม่ต้องมีการประมูลแข่งขันกัน ซึ่งหากมีการขอรับสัมปทานหรือเปิดให้มีการประมูลแข่งขันกันใหม่อย่างเสรีและเป็นธรรม โดยให้ผู้ประกอบการรายอื่นได้มีโอกาสยื่นข้อเสนอเพื่อแข่งขันกันก็จะมีมูลค่าโครงการเป็นเงินถึง 16,573,800,000 บาท เป็นรายได้เข้ารัฐ ดังนั้น การที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนที่มีผู้ถูกกล่าวหาเป็นประธานคณะกรรมการโดยตำแหน่งตามพระราชบัญญติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 มาตรา 6 ได้อนุมัติคำขอส่งเสริมการลงทุนโครงการดาวเทียมไอพีสตาร์ ปรากฎตามเอกสารหมายรอ 498 การอนุมัติให้แก้ไขข้อกำหนดทางด้านเทคนิคของดาวเทียมสำรองคือ ดาวเทียมไทยคม 4 โดยอนุมัติให้เปลี่ยนคุณสมบัติเป็นดาวเทียมไอพีสตาร์ ซึ่งเป็นดาวเทียมหลักดวงใหม่

องค์คณะผู้พิพากษาจึงมีมติด้วยคะแนนเสียงข้างมากว่า เป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทชินคอร์ปและบริษัทไทยคม ส่วนการอนุมัติแก้ไขสัญญาสัมปทานครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 27 ต.ค. 2547 โดยมีการลดสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทชินคอร์ปที่ต้องถือในบริษัทไทยคมจากที่บริษัทชินคอร์ปต้องมีสัดส่วนการถือครองหุ้นในบริษัทไทยคมเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าอัตราร้อยละ 51 เป็นไม่น้อยกว่าอัตราร้อยละ 40 นั้น ในเบองต้นเห็นว่าการทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศครั้งที่ 1 ข้อ 1 ระบุว่า บริษัทชินคอร์ปตกลงที่จะดำเนินการให้บริษัทใหม่ (บริษัทไทยคม) ระดมทุนจดทะเบียนไม่น้อยกว่า 1,000,000,000 บาท บริษัทจะต้องถือหุ้นในบริษัทใหม่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ของจำนวนหุ้ยทั้งหมดตลอดอายุสัญญาของสัญญาหลัก การขออนุมัติแก้ไขสัญญาเพื่อลดสัดส่วนการถือหุ้นของยริษัทชินคอร์ป ที่ต้องถือในบริษัทไทยคมจึงเป็นกรณีที่บริษัทชินคอร์ปต้องดำเนินการขออนุมัติเอง การที่บริษัทไทยคมยื่นหนังสือต่อกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารขออนุมัติลดสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทชินคอร์ปในบริษัทไทยคม และนำส่งข้อมูลด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับบริษัทชินคอร์ปประสงค์จะลดสัดส่วนการถือหุ้น โดยต่อมารัฐมนตรีว่าการกระทรงวเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอนุมัติให้แก้ไขสญญาแล้ว บริษัทชินคอร์ปซึ่งได้รับประโยชน์จากการอนุมัติให้แก้ไขสัญญาได้เข้าทำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศครั้งที่ 5 จึงยอมให้บริษัทชินคอร์ปถือหุ้นในบริษัทไทยคมไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดเท่ากับบริษัทชินคอร์ปเปิดโอกาสให้บริษัทไทยคมเป็นตัวแทน การที่บริษัทไทยคมขออนุมัติลดสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทชินคอร์ปในบริษัทไทยคม จึงเป็นการกระทำในนามของบริษัทชินคอร์ป ซึ่งเป็นตัวการ โดยที่ปรากฎว่าตามที่ได้มีข้อกำหนดในสัญญาสัมปทานเอกสารหมายรอ 449 ข้อ 4 การจัดตั้งบริษัทใหม่ต้องดำเนินการ บริษัทต้องสร้างบริษัทใหม่ขึ้ยเพื่อดำเนินงานตามสัญญานี้ โดยบริษัทต้องดำเนินการจัดตั้งบริษัทใหม่ให้เสร็จสิ้นภายใน 12 เดือน นับจากวันเริ่มให้บริการวงจรดาวเทียมตามสัญญานี้ และให้อยู่ภายใต้เงื่อนไขต่อไปนี้ตลอดอายุสัญญาด้วยคือ 4.1 บริษัทที่จัดตั้งขึ้นใหม่ต้องมีทุนจดทะเบียนไม่น้อยกว่า 1,000,000,000 บาท 4.2 บริษัทจะต้องเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่จัดตั้งขึ้นใหม่ไม่น้อยกหว่าร้อยละ 51 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด และ4.3 บริษัทต้องดำเนินการให้บริษัทที่จัดตั้งใหม่รับสิทธิตามสัญญาฉบับนี้ต่อกระทรวงร่วมกัน ซึ่งในเรื่องนี้ได้ความว่าบริษัทที่บริษัทชินคอร์ปผู้รับสัมปทานและจัดตั้งขึ้นใหม่ตามสัญญาสัมปทานคือ บริษัทไทยคม เพื่อบริหารโครงการและได้มีการแก้ไขสัญญาสัมปทานครั้งที่ 1 เพื่อให้บริษัทชินคอร์ปและบริษัทไทยคมรับผิดชอบ รับแทนกัน โดยทำเป็นสัญญาว่า มีบริษัทชินคอร์ปและบริษัทไทยคมได้ลงนามร่วมกัน ต่อมายริษัทไทยคมได้ร้องขออนุมัติให้แก้ไขสัญญาสัมปทานให้ความว่า เงินลงทุนโครงการดาวเทียมไอพีสตาร์เป็นจำนวนสูงมาก จึงจำเป็นต้องหาพันมิตรเข้าร่วม เพื่อร่วมลงทุน จึงทำให้ต้องลดสัดส่วนการถือหุ้นปรากฎตามหนังสือที่ ชช(ส133/2546) ลงวันที่ 24 ธ.ค. 2546 ปรากฎตามเอกสารหมายรอ 3534 กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ซึ่งรับโอนงานจากกระทรวงคมนาคมตามกฎหมายปฏิรูประบบราชการได้ทำหนังสือหารือกรณีขอแก้ไขสัญญาสัมปทานเพื่อลดสัดส่นการถือหุ้นของบริษัทชินคอร์ปที่จะต้องถือหุ้นในบริษัทไทยคม ซึ่งสำนักงานอัยการสูงสุดได้ตอบหนังสือกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมา โดยมีข้อสังเกตว่าเป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเงื่อนขาสัญญา ซึ่งเป็นสาระสำคัญของสัญญาอันเป็นที่มาของการอนุมัติสัมปทานโครงการนี้ โดยคณะรัฐมนตรีจึงควรที่จะนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาก่อลงนามในการแก้ไขสัญญาปรากฎตามเอกสารหมายรอ 531 กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้ทำหนังสือถึงสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเรื่องดังกล่าว แต่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้ส่งเรื่องคืน โดยแจ้งว่าไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ของเรื่องที่จะต้องเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาปรากฎตามเอกสารหมายรอ 530 ประกอบกับคณะรัฐมนตรีมีนโยบายที่จะลดเรื่องที่จะเสนอกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารไดมีหนังสือหารือกรณีส่งเรื่องคืนของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักงานอัยการสูงสุดได้ตอบหนังสือหารือกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยสำนักงานอัยการสูงสุดเห็นว่าเมื่อสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีมีความเห็นว่าเรื่องนี้ไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะเสนอคณะรัฐมนตรีดังข้อเสนอแนะของสำนักงานอัยการสูงสุด กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารจึงมีดุลยพินิจที่จะแก้ไขสัญญาได้ ดังปรากฎตามหนังสือที่ อส 0017/16522 ลงวันที่ 13 ต.ค. 2547 ซึ่งในเรื่องดังกล่าวนี้ได้ความจากบันทึกถ้อยคำของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรีอยู่ในขณะนั้น ที่ให้ไว้ต่อคณะอนุกรรมการไต่สวนเมื่อวันที่ 13 ก.ย.2545 ได้เกี่ยวข้องกับกรณีดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ โดยจำได้ว่าได้มีการบันทึกสเนอจากเจ้าหน้าที่แต่ตัวเองเห็นว่าไม่สมควร เนื่องจากสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศที่ทำกันขึ้นเมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2534 นายกรัฐมนตรีเป็นคู่สัญญาสัมปทานกับรัฐประกอบกับบันทึกเสนอเรื่องไม่ชัดเจนว่าขออนุมัติอะไร จึงไม่มีการลงนามในบันทึกที่เจ้าหน้าที่เตรียมมาให้ และให้ถอนเรื่องคืนไปและว่ากระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารไม่เคยมาชี้แจงด้วยวาจาและตนเห็นว่าสัญยาดดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศมีนายกรัฐมนตรีเป็นคู่สัญญาสัมปทานกับรัฐจึงไม่เหมาะสมที่จะเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา และเมื่อรัฐมนตรีโทรศัพท์มาตามเรื่องก็ได้อธิบายเหตุผลให้ฟัง รายละเอียดปรากฎตามบันทึกคำให้การของพยานเอกสารหมายร. 403

ต่อมาวันที่ 18 ต.ค.2547 นายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ได้อนุมัติให้แก้ไขสัญญาสัมปทานในเรื่องดังกล่าว ปรากฎตามหนังสือที่ ทก 0204 13/816 ลงวันที่ 14 ต.ค. 2547 โดยมีการลงนามแก้ไขสัญญาสัมปทานครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 27 ต.ค.2547 ปรากฎตามเอกสารหมายรอ 529 โดยที่การแก้ไขสัญญาสัมปทานเมื่อลดสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทชินคอร์ปที่ต้องถือหุ้นชินคอเปอเรชั่นที่ต้องถือในบริษัทไทยคมจะต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 เป็นไม่น้อยกว่าร้อยละ 41 นั้นไม่มีการเสนอให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแต่อย่างใด เห็นว่าการมีการกำนดเรื่องเรื่องการถือครองหุ้นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 51 ไว้ในข้อที่สี่ในสัญญาณสัมปทานนัยสำคัญประการหนึ่งที่คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติให้บริษัทชินคอร์ป ได้รับสัมปทาน การที่อนุมัติให้รับสัมปทานลดสัดส่วนข้างต้น โดยนายสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ซึ่งเป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทย ที่ผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคอยู่ โดยที่ไม่นำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ จึงเป็นการอนุมัติโดยมิชอบและเป็นการเอื้อประโยชน์ให้บรัทชินคอร์ป ได้รับสัมปทาน เนื่องจากบริษัทไทยคมทำการเพิ่มทุนเพื่อดำเนินการใด ๆ โดยเฉพาะ โครงการดาวเทียวไอพีสตาร์ที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง 16,543,000บาทนั้น บริษัทชินคอปร์ฯ ของผู้ถูกกล่าวหาในฐานะผุ้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทไทยคมจึงไม่ต้องระดมทุนหรือกู้ยืมเงินเพื่อรักษาสัดส่วนร้อยละ 51 ของตนเอง ดังจะเป็นได้ว่าในวันที่ 7ม.ค. 2547 และวันที่ 4 ก.พ.2547 บริษัทไทยคมต้องทำการเพิ่มทุนแต่บริษัทชินคอปร์ฯ ไม่ต้องซื้อหุ้นเพิ่มทุน เพทื่อรักาสัดส่วนการถือหุ้นจำนวน 8,476,801 หุ้นเป็นเงิน 12,960,014,055 บาท แต่กลับกระจายคาวมเสี่ยงไปยังนักลงทุนรายย่อยในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และการลดสัดส่วนถือครองหุ้นลงร้อย 11 ดังกล่าว ย่อมเป็นผลให้บบริษัทชินคอปร์ได้รับเงินลงทุนคืนจากการโอนขายหุ้นบริษัทชินคอปร์จำนวนดังกล่าวออกไปให้แก่ผู้หุ้นกลุ่มอื่นด้วย

ทั้งการลดสัดส่วนดังกล่าวมีผลเป้นการลดทอนความเชื่อมั่นและความมั่นใจในการดำเนินการดำเนการดาวเทียวของบริษัทชินคอร์ป ในฐานะทีได้รับสัมปทานดาวเทียมโดยตรงที่ต้องมีอำนาจบริหารจัดการอย่างเบ็จเสร็จเด็ดขาดได้ และต้องเป็นผุ้ถือหุ้นใหญ่ไม่น้อยกว่ารร้อยละ 51 ในบริษัทไทยคม ซึ่งเป็นผู้บริษัทดาวเทียมตามสัญญาณสัมปทาน แม้ว่าบริษัทชินคอร์ป และบริษัทไทยคมจะยังต้องร่วมกันรับผิดตามสัญญาสัมปทานก่อน แต่การลดสัดส่วนของการถือหุ้นดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความมั่นคงในการกำกับดูแลโทรคมนาคมของรัฐ องค์คณะผู้พิพากษาจึงมีมติด้วยเสียงข้างมากว่าการอนุมัตให้ลดสัดส่วนของบริษัทชินคอร์ป ในบริษัทไทยคมจึงเป็นการกระทำที่เอื้อประโยชน์ให้บริษัทชินคอปร์ ฯ และบริษัทไทยคมผู้รับสัปทานจากรัฐโดยไม่สมควร

สำหรับกรณีการอนุมัติให้ใช้เงินสร้างสินไหมทดแทนของดาวเทียมไทยคม 3 จำนวน 6,765,299 ดอลล่าสหรับเพ่อไปเช่าช่องดาวเทียวต่างประเทศ เมื่อดาวเทียวไทยคม 3 เกิดเสียหายปรากฎตาม



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์