Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

ยึดทรัพย์(14)


การอนุมัติให้รัฐบาลสหภาพพม่ากู้เงินจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือเอ็กซิมแบงก์ ซึ่งเรื่องนี้มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่าการดำเนินการให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยให้กู้ยืมเงินแก่สหภาพพม่าดังกล่าวนี้เป็นไปโดยชอบและเป็นการเอื้อประโยชน์แก่บริษัทชินคอร์ปและบริษัทไทยคมหรือไม่ ปรากฏข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการที่ผู้ถูกกล่าวหาในฐานะนายกรัฐมนตรีได้บริหารราชการในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งผู้บริหารประเทศจะต้องดำเนินการบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวม โดยผู้ถูกกล่าวหาในฐานะนายกรัฐมนตรีจะต้องไม่ดำเนินการไปเพื่อประโยชน์ส่วนตนด้วย แต่ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนพยานหลักฐาน กลับปรากฏถึงพฤติการณ์ต่างๆ ของผู้ถูกกล่าวหาและผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นลำดับมาตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังนี้ เมื่อวันที่ 13 ต.ค.2546 เอกอัครราชทูตสหภาพพม่าประจำประเทศไทย ได้นำส่งหนังสือจากนายวิน อ่อง รมว.ต่างประเทศพม่า

ถึงนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รมว.การต่างประเทศในขณะนั้น เพื่อขอให้ประเทศไทยพิจารณาให้สินเชื่อ จำนวน 3 พันล้านบาท แก่รัฐบาลสหภาพพม่า เพื่อการก่อสร้างโครงการขั้นพื้นฐาน แต่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการในเรื่องดังกล่าว กระทรวงการวางแผนและพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติพม่า ได้มีหนังสือลงวันที่ 8 ม.ค.2547 ถึงสถานเอกอัครราชทูตไทยแจ้งว่า กระทรวงสื่อสารไปรษณีย์และโทรเลขแห่งสหภาพพม่ามีโครงการจะพัฒนาการให้บริการระบบโทรคมนาคมในเขตชนบทและพื้นที่ห่างไกล โดยการใช้บอร์ดแบนด์เซคเทอร์ไลซ์เทอร์มินอล และระบบไฟเบอร์ออพติกเคเบิล จึงขอรับความช่วยเหลือจากรัฐบาลไทยในลักษณะเงินกู้แบบผ่อนปรน มูลค่า 23 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และแบบให้เปล่า มูลค่า 1 ล้าน 5 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ ต่อมากระทรวงการคลังได้เสนอเรื่องดังกล่าวให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา และ ครม.มีมติวันที่ 8 มิ.ย.2547 เห็นชอบให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยให้เงินกู้ในการซื้อเครื่องจักรและพัฒนาประเทศแก่รัฐบาลสหภาพพม่า ในวงเงิน 4 พันล้านบาท

ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ จากนั้นในวันที่ 25 มิ.ย.2547 จึงมีการทำสัญญาเงินกู้ระหว่างธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยกับธนาคารการค้าต่างประเทศสหภาพพม่า โดยกระทรวงการคลังและรัษฎากรแห่งสหภาพพม่าเป็นผู้ค้ำประกันในการรับเงินตามสัญญากู้เงินดังกล่าว กำหนดให้ผู้กู้ส่งคำขอรับการให้สินเชื่อพร้อมสัญญาจัดซื้อจัดจ้างสินค้าทุนหรือบริการให้ผู้ให้กู้พิจารณาอนุมัติก่อน ต่อมาเมื่อวันที่ 5 ส.ค.2547 ธนาคารการค้าต่างประเทศแห่งสหภาพพม่าก็ได้ส่งคำขอรับการให้สินเชื่อ พร้อมสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง ลงวันที่ 30 ก.ค.2547 ระหว่างกระทรวงสื่อสารไปรษณีย์และโทรเลขแห่งสหภาพพม่ากับบริษัทไทยคม ให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย เพื่อพิจารณาอนุมัติสินเชื่อบางส่วน จำนวน 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยได้อนุมัติคำขอดังกล่าว และได้แจ้งให้ธนาคารการค้าต่างประเทศแห่งสหภาพพม่าทราบเมื่อวันที่ 9 ส.ค.2547

ต่อมาธนาคารการค้าต่างประเทศแห่งสหภาพพม่ามีหนังสือลงวันที่ 17 พ.ย.2547 แจ้งการโอนสิทธิ์รับเงินของบริษัทไทยคมให้แก่บริษัท ฮาการิ ไวเลท จำกัด และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยได้จ่ายเงินสินเชื่อให้แก่ธนาคารการค้าต่างประเทศแห่งสหภาพพม่า โดยจ่ายตรงให้แก่บริษัทไทยคม จำนวน 9,427,733.03 ดอลลาร์สหรัฐ และให้แก่บริษัท ฮาตาริ ไวเลส จำกัด จำนวน 5,577,266.97 ดอลลาร์สหรัฐ

เห็นว่าการดำเนินการในเรื่องนี้เป็นการดำเนินการไปตามนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลในสมัยแรกที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นนายกรัฐมนตรี โดยผู้ถูกกล่าวหาได้มีโอกาสพบและหารือข้อราชการกับผู้นำสหภาพพม่าหลายครั้ง โดยในระหว่างวันที่ 19-20 มิ.ย.2544 ผู้ถูกกล่าวหาได้เยือนพม่าอย่างเป็นทางการตามคำเชิญของพลเอกอาวุโสตาน ฉ่วย ประธานสภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐและนายกรัฐมนตรีพม่า ซึ่งได้พบและหารือข้อราชการกับพลโทขิ่น ยุ้นต์ เลขาธิการสภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ ต่อมาวันที่ 9-10 ก.พ.2546 ผู้ถูกกล่าวหาได้เดินทางเยือนพม่าอีกครั้งหนึ่ง ได้หารือกับพลเอกอาวุโสตาน ฉ่วย และพลโทขิ่น ยุ้นต์ ว่าทั้ง 2 ฝ่ายได้หารือและเสนอความร่วมมือในการพัฒนาพื้นที่ชายแดนพม่า เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติด ทั้งด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุน การตลาด และความร่วมมือทางวิชาการ ต่อมาวันที่ 6-8 ต.ค.2546 ผู้ถูกกล่าวหาได้หารือและพบนายกรัฐมนตรีพม่าในการประชุมสุดยอดประเทศผู้นำอาเซียน ณ เมืองบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย หลังการประชุมดังกล่าว นายวิน อ่อง รมว.ต่างประเทศพม่า ได้มีหนังสือถึงนายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รมว.การต่างประเทศ เพื่อขอวงเงินสินเชื่อ จำนวน 3 พันล้านบาท ในการซื้อเครื่องจักรกลการก่อสร้าง และวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งนายสุรเกียรติ์และนายอภิชาติ ชินวรรณ อธิบดีกรมเอเชียตะวันออก กระทรวงการต่างประเทศ และนายปกรณ์ มาลากุล อยุธยา ประธานคณะกรรมการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยในขณะนั้น

ได้ให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องพิจารณาคำขอของรัฐบาลสหภาพพม่าในระหว่างวันที่ 10-12 พ.ย.2546 ได้จัดให้มีการประชุมระดับผู้นำว่าด้วยยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจขึ้นที่เมืองย่างกุ้งและเมืองพุกาม สหภาพพม่า ปรากฏผลการประชุมได้มีการทำปฏิณญาพุกามว่าด้วยยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศไทย-กัมพูชา-สหภาพพม่าและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยทั้ง 4 ประเทศจะให้ความร่วมมือกันในการอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุนด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม การเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมในภูมิภาค การท่องเที่ยวและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งในการให้ความช่วยเหลือแก่สหภาพพม่า ตลอดจนการให้ความร่วมมือในระหว่างประเทศทั้ง 4 ด้านดังกล่าวนั้น มิได้ระบุถึงการพัฒนาระบบโทรคมนาคม โดยที่รัฐบาลสหภาพพม่าร้องขอวงเงินสินเชื่อจากรัฐบาลไทยในครั้งแรกก็ด้วยความประสงค์ที่จะใช้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวกับการพัฒนาด้านการคมนาคม ซึ่งอยู่ในกรอบความร่วมมือที่ประเทศไทยเคยเสนอในชั้นที่ผู้ถูกกล่าวหาเดินทางไปเยือนสหภาพพม่าใน 2 ครั้งแรก และข้อตกลงร่วมกันตามปฏิณญาพุกามว่าด้วยยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ที่กล่าวมาข้างต้น นายสุรเกียรติ์และนายอภิชาติเบิกความประกอบเอกสารหมาย ร569 ถึง ร576 ได้ความทำนองเดียวกันว่า เมื่อรัฐบาลสหภาพพม่าร้องขอวงสินเชื่อเพื่อพัฒนาระบบโทรคมนาคม กรมเอเชียตะวันออกได้พิจารณาและเสนอรายงานพร้อมข้อคิดเห็นทั้งข้อดีและข้อเสียเอาไว้ ซึ่งปรากฏในข้อเสียว่า เป็นเรื่องที่อาจจะมีข้อครหาว่าผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องในการนี้ และเมื่อระหว่างวันที่ 7-8 ก.พ.2547 ได้มีการพบปะหารือข้อราชการแบบทวิภาคี ในการประชุมรัฐมนตรีซึ่งจัดขึ้นในจังหวัดภูเก็ต นายสุรเกียรติ์ในฐานะ รมว.การต่างประเทศของไทย ยังได้แจ้งเรื่องที่อาจมีข้อครหาว่า ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีของไทยมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องในการนี้ให้นายวิน อ่อง รมว.ต่างประเทศสหภาพพม่าทราบขอให้โครงการดังกล่าวอยู่ในวงเงินสินเชื่อ 3 พันล้านบาท



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์