จากใจเลือดใหม่เซเว่นบุ๊คอวอร์ด
เป็นธรรมดาของทุกแวดวง เมื่อเวลาเปลี่ยน "เลือดใหม่" ที่ก่อตัวเข้มข้นเต็มไปด้วยไฟและพละกำลัง ก็เคลื่อนเข้ามาแทนที่ "เลือดเก่า" ที่เจือจางเลือนหายไปตามกาล ไม่เว้นแม้แต่วงการน้ำหมึกเมืองไทย ที่แม้จะไม่เปรี้ยงปร้างเท่าแวดวงมายาการแสดงแบบคลื่นลูกใหม่โถมทับแทนที่ลูกเก่าในพริบตา แต่ทว่าความเปลี่ยนแปลงก็เริ่มมีให้เห็น โดยมีปัจจัยเร่งเป็นโลกมายาคติในอินเทอร์เน็ต ที่ฟูมฟักให้คนรักการเขียนกลายเป็นนักเขียนน้อย และค่อยๆ เติบใหญ่เป็นนักเขียนมืออาชีพ จนติดชาร์ตขึ้นทำเนียบเป็นนักเขียนชื่อดังประจำสำนักพิมพ์
ปรากฏการณ์ในช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านนี้ สร้างความหวั่นวิตกให้กับผู้ใหญ่ในถนนสายวรรณกรรม กับคำถามที่ว่า หน่ออ่อนที่แตกยอดเติบโต จะกลายเป็นต้นไม้ใหญ่ที่ช่วยให้สังคมนักเขียนเฟื่องฟูขึ้นอย่างยั่งยืน หรือจะเป็นแค่ยอดหญ้าแทงขึ้นมาแล้วทำให้วงการหนังสือแปดเปื้อน
ภายในงานรับโล่พระราชทานรางวัลหนังสือดีเด่น "เซเว่นบุ๊คอวอร์ด" ครั้งที่ 7 ประจำปี 2553 ณ โรงแรมสุโขทัย ที่ได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี เป็นประธานเปิดงาน เมื่อเร็วๆ นี้ มีการเสวนาพิเศษในหัวข้อ "7 ปี เซเว่นบุ๊คอวอร์ด สู่สุดยอดวรรณกรรมไทย" โดย ชมัยพร แสงกระจ่าง, รศ.สุพรรณี วราทร, โอม รัชเวทย์, จตุพล บุญพรัด และโตมร ศุขปรีชา ซึ่งเนื้อหาในวงเสวนามีการกล่าวถึงเรื่องราวในข้างต้นอยู่ไม่น้อย
ชมัยพร นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย เป็นผู้เปิดประเด็นว่า จากสภาพสังคมไทยที่นิยมความบันเทิงมากกว่าการอ่าน ทำให้แวดวงวรรณกรรมค่อนข้างเงียบเหงา คนทำงานหนังสือมีอยู่ก็จริง แต่ก็มีไม่มากนัก จนกระทั่งมีโลกอินเทอร์เน็ตเข้ามาเชื่อม ก็เห็นได้ว่ามีนักเขียนหน้าใหม่เกิดอย่างรวดเร็วพรวดพราดเสียจนคนที่เฝ้ามองอยู่ก็ตื่นเต้นตามไปด้วย เพราะส่วนหนึ่งเลือดใหม่พวกนี้ ทำให้กระแสรักการอ่านขยายเติบโตขึ้นตาม แต่ก็มีเรื่องที่น่าเป็นห่วงว่า ผลงานของเลือกใหม่เหล่านี้ได้มาตรฐานเพียงพอที่จะผลิตวรรณกรรมน้ำดีให้คนไทยได้อ่านจริงหรือไม่ แม้ว่างานแต่ละชิ้นจะสร้างสรรค์แตกต่างและบ่งบอกความเป็นตัวตนได้ชัดเจนก็ตาม
"ขณะนี้อยู่ในช่วงรอยต่อรอยเชื่อมของระยะการพิสูจน์ว่า เลือดใหม่ที่ก่อเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จะเป็นตัวจริงที่ทำให้เลือดเก่าเข้มข้นไปด้วยมาตรฐาน ยอมรับในตัวเขาได้หรือเปล่า เหมือนกรณี ดร.ป๊อป ฐาวรา สิริพิพัฒน์ เลือดใหม่ที่มาจากโลกไซเบอร์ รุ่นแรกๆ ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่จับตาดูอยู่ว่า สุดท้ายแล้วเขาจะอยู่ตรงไหนของแวดวงวรรณกรรม"
ขณะที่ รศ.สุพรรณี ประธานคณะกรรมการตัดสินเซเว่นบุ๊คอวอร์ด ประเภทวรรณกรรมเยาวชน แจงต่อว่า ปัจจุบันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่านักเขียนหน้าใหม่ส่วนหนึ่งนั้นเกิดขึ้นจากโลกอินเทอร์เน็ต ที่เปิดกว้างให้คนที่อยากเขียนอยากเล่าเรื่องราวได้ที่มีระบายผลงานของตัวเอง ซึ่งต่างจากในอดีต ที่กว่าจะเป็นนักเขียนได้นั้น ต้องเคี่ยวกรำอย่างหนักกว่าจะเป็นนักเขียนประจำสำนักพิมพ์
"สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากๆ อยู่ตรงที่วรรณกรรมในโลกออนไลน์ของนักเขียนเลือดใหม่หลายชิ้น ที่ขยับพื้นที่จากโลกไอทีมาตีพิมพ์เป็นหนังสือ และออกสู่สายตานักอ่านในขณะนี้ นับว่าเป็นหนังสือไม่ดี อ่านแล้วไม่สบายใจที่จะเก็บไว้ จะเอาไปทิ้งหรือบริจาคก็ลำบาก กลัวคนอื่นมาอ่านแล้วเกิดสิ่งไม่ดีในสังคม เพราะโจ่งแจ้งมากในเรื่องเพศหรือไม่ก็เรื่องความรุนแรง จนบางครั้งเนื้อหาไม่ได้สอดคล้องกับโครงเรื่องเลย แต่กลับมีฉากทางเพศที่รุนแรงตลอดทั้งเล่ม" รศ.สุพรรณีกล่าว และว่า ที่พูดออกไปอย่างนี้ไม่ใช่ว่าหนังสือดีไม่มี หนังสือดีก็มีอยู่มาก แบบที่อ่านแล้วอยากเก็บไว้ แต่หนังสือไม่ดีก็เริ่มมีเยอะขึ้นเหมือนกัน ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากนักเขียนและสำนักพิมพ์ ไม่ได้คำนึงถึงคนอ่านอย่างที่สุด เลยอยากให้นักเขียนรุ่นใหม่ๆ คำนึงถึงเรื่องดังกล่าวให้มาก ไม่ใช่ว่ามีพื้นที่เปิดกว้างให้สร้างสรรค์ แล้วจะผลิตงานวรรณกรรมอย่างไรก็ได้
อย่างไรก็ตาม นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยยังฝากเตือนกลุ่มเลือดใหม่ด้วยว่า เวทีประกวดผลงานเป็นหนึ่งในช่องทางส่งเสริมกำลังใจแก่นักประพันธ์ เพื่อให้สังคมไทยมีนักเขียนที่ดีมากขึ้น และพัฒนาไปสู่การสร้างสรรค์งานวรรณกรรมดีๆ ให้คนในสังคมได้อ่าน แต่อย่าติดกับการได้หรือไม่รางวัล เพราะถ้าคาดหวังว่าจะได้แล้ว จะเกิดเป็นมายาภาพรางวัล ที่จะกลายเป็นค่านิยมในการประพันธ์เพื่อรางวัลมากกว่าคนอ่าน
วิษณุฉัตร วิเศษสุวรรณภูมิ หรือ นัท กับนามปากกา ผาด พาสิกรณ์ ของหนังสือเสือเพลินกรง เลือดใหม่สดซิงได้รับรางวัลชนะเลิศประเภทนวนิยาย จากเวทีอันทรงเกียรติเซเว่นบุ๊คอวอร์ด ครั้งที่ 7 แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวว่า สำหรับตนแล้วคิดว่ารางวัลที่ได้นั้นเป็นสิ่งตอบแทนที่เราได้ทำอะไรด้วยใจจริงๆ ซึ่งคุณพ่อ (พนมเทียน) บอกเสมอว่าวรรณกรรมไม่มีอะไรที่มากไปกว่าคนเขียนและคนอ่าน เวทีประกวดและรางวัลเป็นเพียงองค์ประกอบย่อยที่เกิดขึ้นมาทีหลัง เราไม่ได้ทำงานเขียนเพื่อแข่งขัน แต่ทำงานเพื่อตัวเราเองและคนอ่านให้ดีที่สุด
"อย่าลืมว่าคนอ่านเท่านั้นที่อนุญาตให้เราเป็นนักเขียน" นัทกล่าว และบอกด้วยว่า อย่างงานเรื่องเสือเพลินกรงก็เป็นเรื่องราวที่อยากเขียน อยากเล่าเรื่องจากประสบการณ์ในการทำงานด้านโฆษณา และมาตีแผ่ให้สังคมได้รู้ถึงเล่ห์เหลี่ยม ระยะเวลา 2 ปี ที่ถ่ายทอดผ่านนิตยสารรายเดือน ก็ไม่คิดว่าวันหนึ่งจะได้รวมเล่มและได้รับรางวัลชนะเลิศ "สำหรับตัวผม ผมเขียนงานในแบบที่คนอ่านอยากเห็น ไม่ใช่เขียนงานที่ต้องมานั่งเดาใจกรรมการว่าจะชอบหรือไม่ ถ้าเป็นอย่างนั้นผมว่าวัตถุประสงค์ของรังสรรค์วรรณกรรมมันคงเพี้ยนไปหมด แต่ยังยืนยันว่าการประกวดหนังสือควรจะมีต่อไป เพราะช่วยเป็นกำลังใจให้นักเขียนได้ เพียงแต่นักเขียนเองอย่างหลงไปกับรางวัล หรือเอาตัวไปยึดติดเท่านั้นเอง".








