บุ่งคล้า : บางมุมงามที่บึงกาฬ
ตำบลบุ่งคล้า อำเภอบุ่งคล้า ขึ้นอยู่กับจังหวัดบึงกาฬ ซึ่งคลอดออกมาเป็นจังหวัดน้องใหม่อันดับที่ 77 ของประเทศไทย มีชายแดนติดต่อกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีจุดผ่านแดนซึ่งเป็นจุดผ่อนปรนที่อำเภอบุ่งคล้า-เมืองปากกระดิ่ง แขวงบอลิคำไซ เปิดให้บริการทุกวันอังคารและวันศุกร์ เพื่อให้ผู้คนทั้งสองฟากฝั่งได้มาพบปะช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เพราะคนสองฝั่งเขาคือเครือญาติกัน ซึ่งหากไล่เรียงจากรากเหง้าความเป็นมาคนที่นี่มีเชื้อสายไทย้อ ไทพวน ย้ายถิ่นฐานมาจากตำบลหนองเดิ่น จังหวัดบึงกาฬ และส่วนหนึ่งมาจากบ้านเชียง บ้านทุ่งยาว บ้านโดน เมืองพรวน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
สำหรับคนสองฝั่งโขงแล้วการเปิดด่านคือการเชื่อมโยงวิถีชีวิตไม่ให้ถูกปิดกั้น เหมือนเมื่อครั้งอดีตที่เคยเกิดขึ้นในช่วงการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง เวลานี้การข้ามฟากของพี่น้องจากฝั่งลาวเพียงแค่นั่งโดยสารเรือยนต์ เข้ามาจับจ่ายซื้อข้าวของและกลับไปใช้เวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมง บางครั้งคนลาวฝั่งโน้นก็นำสินค้ามาวางขายสร้างรายได้ให้กับชาวชุมชน หรือบางคนก็เข้ามามีครอบครัวเป็นฝั่งเป็นฝา เป็นความเกื้อกูลกันตามหลักสิทธิมนุษยชนที่คนทั้งโลกต้องมีให้แก่กัน
"ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนก็คือ เมื่อตำบลบุ่งคล้าได้ก่อตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนขึ้นมาก็มีพี่น้องจากฝั่งลาวเข้ามาเป็นสมาชิกกัน ซึ่งเราก็ไม่ได้ปิดกั้นเพราะกองทุนสวัสดิการชุมชนของเราไม่ได้ห้ามให้คนต่างชาติเข้ามาเป็นสมาชิกเลย แม้เขาจะไม่มีบัตรประชาชน ไม่มีเลข 13 หลักก็ตาม แต่เราใช้คำว่าเกื้อกูล เอาความไว้เนื้อเชื่อใจเพราะเราก็เห็นเขาแทบทุกวัน และยังรู้จักบ้านช่องเพราะกรรมการกองทุนของเราเดินทางไปเยี่ยมยามสมาชิกไม่ได้ขาด" นางนุชวรา ดอนเกิด ผู้จัดการกองทุนสวัสดิการชุมชน เอ่ยอย่างภาคภูมิใจที่ได้เห็นกองทุนเปิดกว้างสำหรับคนทุกคน
กองทุนสวัสดิการชุมชน ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2548 มีชาวบ้านสนใจครั้งแรก 154 คน เงินกองทุนที่ได้จากการรับสมัครและจากการลงขันวันละ 1 บาท ครั้งแรกจ่าย 365 บาท ค่าสมัคร 20 บาท มีเงินตั้งต้น 21,494 บาท ซึ่งส่วนใหญ่ก็ล้วนมาจากสมาชิกของสถาบันการเงิน แรกๆ เราจัดสวัสดิการให้ 4 ด้าน คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย และได้ใส่ใจขยายการดูแลไปอีก 4 ด้าน คือ ผู้ด้อยโอกาส ทุนการศึกษา สวัสดิการเงินกู้และสวัสดิการคนว่างงาน
เราทำงานกันแบบไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยแม้จะเป็นช่วงฤดูทำนา ที่ต้องเร่งรีบปักดำ แต่คณะกรรมการยังเดินพูดคุยกับชาวบ้านในช่วงเย็นๆ เจอใครรู้จักที่ไหนก็พูดเรื่องสวัสดิการให้ฟัง เพื่อเขาจะได้เอาไปขยายต่อ ส่วนผู้ที่เป็นสมาชิกของสถาบันการเงินก็ยังช่วยอีกแรง ซึ่งเรื่องการจัดสวัสดิการชุมชนที่พูดกันปากต่อปากนี่เองได้ขยายเผยแพร่ไปทั้งตำบล ที่ชาวบ้าน พ่อค้า แม่ค้า ข้าราชการหรือแม้แต่พี่น้องจากฝั่งลาวที่มามีครอบครัวที่เมืองไทย ก็เฮโลสมัครเข้ามาเป็นสมาชิกของกองทุนฯ ซึ่งปัจจุบันนี้มีสมาชิกกว่า 809 คน เงินออม 1,119,909 บาท และได้เงินสมทบจากรัฐบาล 278,655 บาท
"ซื่อสัตย์ จริงใจ สงสัย ไตร่ถาม" ดาบตำรวจชูศักดิ์ ดอนเกิด ซึ่งขณะนี้เข้ามาเป็นประธานกองทุนสวัสดิการชุมชน ได้พูดถึงหลักการทำงานของคณะกรรมการกองทุน โดยคนที่เราเลือกมาเป็นคณะทำงานต้องเป็นคนที่มีความซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น ไม่อย่างนั้นแล้วกองทุนก็มีแต่จะล้มเหลว ง่อนแง่นไม่เจริญเติบโต มั่นคง พูดง่ายๆ คือต้องมีใจหนักแน่นไม่ฟังแต่เสียงของคนถูกใจและไม่เตะตัดขาคนอื่น
ส่วน "สงสัย" คือเมื่อเกิดความสงสัยต้องหันหน้ามาปรึกษากันไม่อย่างนั้นงานจะไม่เดิน และ "ไตร่ถาม" คือต้องเปิดใจกว้างรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นด้วย หากคณะกรรมการมีครบทั้ง 4 ด้านสวัสดิการชุมชนจะเป็นฐานกำลังใหญ่ที่ใครจะมาตีแตกคงต้องขบคิดไปจนตาย และสวัสดิการจะยังเป็นการดูแลประชาชนทั้งตำบลไม่เว้นแม้แต่ เอกชน ข้าราชการ หรือประชาชนคนธรรมดา
"ยิ้มงาม ถามไถ่ มีเรื่องใดเต็มใจบริการ" นี่ก็เป็นอีกบทหนึ่งที่ดาบตำรวจชูศักดิ์ ซึ่งเป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน ถ่ายทอดความคิดของคณะกรรมการมาเป็นหลักยึดมั่นและปฏิบัติให้ได้ ไว้คอยย้ำเตือนใจให้ผู้อาสาเข้ามาทำงานจดจำบทบาทหน้าที่ของตนเอง เพราะหากทำหน้าบึ้ง พูดจาไม่สุภาพแล้วใครจะกล้าเข้ามา ต้องมีสำนึกเสมอว่ากองทุนสวัสดิการคนที่มาเป็นสมาชิกก็เป็นพี่น้องของเราแทบทั้งสิ้น
สำหรับการช่วยเหลือสมาชิกนอกเหนือจากเรื่องเงินทองแล้ว กองทุนสวัสดิการ ยังช่วยฝึกสมาชิกรู้จักการทำบัญชีรายรับ รายจ่าย เพื่อให้รู้จักการประหยัดอดออม ให้สมาชิกมีเงินมาฝากที่สถาบันการเงิน และส่งเสริมให้ปลูกผักสวนครัวข้างรั้วบ้านอย่างน้อยคนละ 7 อย่าง เช่น กระเพรา พริก มะเขือ ข่า ตะไคร้ มะละกอ เป็นต้น เพื่อให้เขาสามารถลดรายจ่ายในครัวเรือน ซึ่งแนวทางดังกล่าวช่วยให้ชีวิตไม่ขัดสนเพราะคนอีสานต้องมีพริก มะละกอ กินทุกวัน
นอกนั้นเรายังส่งเสริมเงินทุนไปพัฒนาด้านอาชีพเสริม นำครูภูมิปัญญามาช่วยคิดคำนวณเรื่องการทำเกษตรว่าพืชชนิดใดควรปลูกช่วงไหน ที่จะได้ผลผลิตสูง และเป็นการลดต้นทุนการผลิตได้อีกทาง
ทางด้านแผนงานในอนาคตและลงมือไปแล้วบางส่วน คือ การทำโรงน้ำดื่มเพื่อชุมชน ที่เป็นการต่อยอดมาจากการอุดหนุนจากรัฐบาล เพราะบ่อน้ำธรรมชาติในชุมชนไม่สามารถดื่มได้แล้ว เพราะมีสารเจือปนและมีตะกอนสูงมาก จากสถิติที่ชาวบ้านต้องเข้าโรงพยาบาลด้วยอาการโรคนิ่วเป็นจำนวนมาก ส่วนน้ำที่นำมาขายที่ตำบลบุ่งคล้าก็อยู่ไกลถึงบึงกาฬ บางวันรถส่งน้ำพอถึงระหว่างทางก็หมดแล้ว บางบ้านต้องซื้อน้ำขวดกิน เราจึงได้สร้างโรงน้ำดื่มเพื่อบริการชุมชน คนจะขาดน้ำไม่ได้ ซึ่งนอกจากกองทุนแล้วทาง อบต.บุ่งคล้า ยังได้ให้การสนับสนุนงบประมาณ 100,000 บาท เพื่อลดความเดือดร้อนให้ชุมชน
นอกจากนั้น ยังมีโครงการห้องพิเศษสำหรับผู้ป่วยให้กับสมาชิกกองทุนสวัสดิการชุมชน ซึ่งปกติห้องพิเศษนั้นจะมีราคาแพง คนที่จะนอนได้ก็จะมีแต่คนรวยหรือข้าราชการเท่านั้น แต่สำหรับชาวบ้านแล้วลำพังเงินจะเดินทางไปโรงพยาบาลยังไม่มี เรื่องนี้ได้ประสานความร่วมมือไปที่โรงพยาบาลบุ่งคล้าแล้ว เราหวังว่าแม้จะไม่ใช่ห้องพิเศษที่สุขสบาย แต่ถ้ามีห้องบริการแบบราคาถูกลง กองทุนสวัสดิการก็จะจ่ายให้ในอัตราคืนละ 300 บาทก็พอจะทำได้
สำหรับเรื่องสุขภาพพลามัย ยังจะมีโรงนวดแผนไทยคอยให้บริการ ส่วนเรื่องของการแก้หนี้ให้กับสมาชิกก็มีการให้กู้ยืมไปปิดบัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) ที่มีดอกเบี้ยสูงกว่ากองทุนสวัสดิการ
อีกหนึ่งเรื่องที่เราคิดกันมานาน คือ กู้บำนาญโดยตั้งไว้ที่คนละ 40,000 บาท โดยมีผู้ค้ำประกัน 4 คน โดยไม่ต้องส่งเงินต้น แต่ให้จ่ายแค่ดอกเบี้ยแทน เมื่อเสียชีวิตก็หักจากการกู้บำนาญ ที่เราเรียกว่า "คนตายก็ยังได้รับ พอตายแล้วก็ยังมีคนเก็บ"
ด้านนางบุน มุงคุน สมาชิกกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลบุ่งคล้า รายนี้คือเพื่อนบ้านจากฝั่งลาว ซึ่งเธอบอกว่าเข้ามาเป็นสมาชิกได้ 3 ปีแล้ว นับว่าช่วยได้มากทีเดียว เพราะได้กู้เงินจากกองทุนฯ ไปประกอบอาชีพจำนวน 20,000 บาท เอาไปทำนาและค้าขายจนทุกวันนี้มีชีวิตที่ดีขึ้น
แล้วทำไมกองงทุนฯ จึงกล้าให้กู้ยืมตั้ง 20,000 บาท เธอบอกว่ามีคนไทยค้ำประกันให้ ก็ขอบคุณเขานะที่เขามีน้ำใจ เชื่อมั่นเราว่าจะไม่โกงเขา เราจึงตอบแทนเขาโดยการชักชวนญาติพี่น้องที่อยู่ฝั่งลาวมาเป็นสมาชิก ซึ่งตอนนี้ก็มีไม่ต่ำกว่า 50 คน บางคนก็มาได้สามีหรือภรรยาที่เมืองไทย เราก็อยากจะขยายไปฝั่งโน้นนะ แต่เราทำไม่เป็นหากขืนทำไปรับรองเสียเปล่า
เรื่องนี้เป็นประเด็นที่น่าขบคิดเช่นกันว่ากองทุนสวัสดิการที่คนไทยคิดเอง ทำเอง แล้วยังจะกลัวว่ากองทุนจะล้มหรือยังกลัวว่าจะมีการคดโกง ดาบตำรวจชูศักดิ์ให้ความเห็นว่า เราต้องการเห็นคนที่ทุกข์ยากมีชีวิตที่ดีขึ้น คนลาวเขาก็เป็นคนเหมือนคนไทย เพียงแต่มีพรมแดนกั้นก็เท่านั้น และอีกอย่างที่เราเชื่อใจเขาก็เพราะเขาก็มีญาติพี่น้องที่อยู่เมืองไทย อีกอย่างเขาไม่ได้มาคนเดียว แต่เขากลับไปชักชวนญาติๆ เขามาเป็นสมาชิก หากเขาจะโกงเขาคงไม่ต้องเที่ยวไปโฆษณาให้อับอาย
การขยายอาณาเขตของกองทุนสวัสดิการชุมชนที่กินเข้าไปถึงเพื่อนบ้าน จึงเป็นเรื่องการันตีและเป็นคำตอบสุดท้ายได้ว่ากองทุนสวัสดิการชุมชน คือความเกื้อกูล ความมีน้ำใจเอื้ออารีย์ต่อกัน ที่จะเป็นภูมิคุ้มกันให้ชุมชนเข้มแข็ง ยั่งยืน อย่างไร้พรมแดนกั้น.








