Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

อย่าตั้งธงฟ้อง ธนพิชญ์ มูลพฤกษ์


   ฟ้องไปแล้วศาลยก มันเสียหาย อะไรที่ทำให้ดีได้ก็ควรจะทำเสียก่อน คนที่ถูกฟ้องไปมันทุกข์นะ ถ้าถูกฟ้องไปกว่าคดีความจะหมด 2 ปี 3 ปีจะทุกข์แค่ไหน คนไม่เคยโดนฟ้องไม่รู้หรอก เพราะฉะนั้นก่อนจะฟ้องก็ต้องรู้ว่าเขาผิดจริง เมื่อเขาผิดแล้วมีพยานหลักฐานหรือเปล่าที่จะพิสูจน์ว่าเขาผิด มีหลักฐานพิสูจน์ได้ อย่าเอาความเชื่อ ต้องเอาพยานหลักฐาน

     เขาก็มีความรู้สึกว่าไม่ได้ดั่งใจเขา ตอนนี้สังคมไทยตั้งลำ ปักหลักแล้วไม่ยอมเปลี่ยนความคิดเห็นเลย อัยการเป็นกลางเสมอนะ ไม่ได้เข้าข้างใครเลย เพียงแต่ว่าอาจจะไม่ถูกใจเขา สมัยก่อนก็ไม่ถูกใจเสื้อเหลือง ตอน คตส.ส่งมาว่าทำไมอัยการไม่ฟ้อง ตอนนี้เสื้อแดงอาจจะไม่ถูกใจอีกแล้ว เพราะไปฟ้องเขา แต่ถึงอย่างไรเราก็ยืนอยู่บนพยานหลักฐาน เราไม่ได้เข้าข้างใคร ทุกคนเขาอาจจะมีในใจ แต่ผมบอกเสมอว่าในเมื่อเรามาทำหน้าที่นี้แล้ว ที่เราชอบรักต้องเก็บไว้ในใจ ทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน เราต้องตอบสังคมต้องตอบประชาชนให้ได้ว่าที่เราฟ้องหรือเราไม่ฟ้องเพราะอะไร 

     หลายคดีทุจริตที่อยู่ในความรับผิดชอบของ ป.ป.ช. กลายเป็นความพยายามที่สูญเปล่า เมื่อปล่อยให้หมดอายุความ ไล่เรียงมาตั้งแต่คดีดังอย่างสนามกอล์ฟอัลไพน์ รถและเรือดับเพลิง กทม. ล่าสุดทุจริต ธอส.ที่ส่งสำนวนให้อัยการก่อนหมดอายุความเพียงไม่กี่วัน

     การทำงานที่ถูกวิจารณ์ว่าดองคดีของ ป.ป.ช.กำลังจะกระทบต่อความร่วมมือกับสำนักงานอัยการสูงสุด บวกกับบทบาทก่อนหน้านี้ของ ธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ โฆษกอัยการสูงสุด-อธิบดีอัยการคดีพิเศษ ที่เคยออกมาโต้ดุเดือดกับ คตส. (ส่งไม้ต่อให้กับ ป.ป.ช.ในเวลานี้) ยิ่งทำให้เกรงว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย

เห็นต่างทางข้อกฎหมาย

     "เมื่อตอนที่อัยการชี้ข้อไม่สมบูรณ์จน คตส.ฟ้องเองคดีหวยบนดิน, กล้ายาง ตอนนั้นภาพจะออกมาแรง เพราะเราอยากพูดแทนความรู้สึกของคนอีก 80 กว่าคนที่ต้องถูกฟ้อง หลายคนเป็นข้าราชการผู้ใหญ่ คนที่ไม่โดนคดีไม่รู้สึกหรอก ส่วนกับ ป.ป.ช.ก่อนหน้านี้แทบจะไม่ได้ทะเลาะเลยนะ พอดีช่วงนี้มันมีหลายคดีที่มันเป็นความเห็นที่ไม่ตรงกันในแง่กฎหมาย เมื่อก่อนคดีอาจจะไม่มาก ตอนนี้คดีมันมากขึ้น แต่ละคนก็มีดุลยพินิจในการทำงานของตัวเอง ผมก็ให้นโยบายไปกับผู้ใต้บังคับบัญชา ของเราที่รับผิดชอบคือฝ่าย 2 กับฝ่าย 5 มี 2 ฝ่ายที่ดูแลเรื่องนี้ ก็บอกว่าให้เป็นไปตามพยานหลักฐาน เหมือนเราตรวจสำนวนอะไรที่ยังมีข้อสงสัย อะไรที่มันยังไม่ชัดเจนยังไม่กระจ่าง ต้องตรวจสอบ ก็คือตั้งข้อไม่สมบูรณ์ไป พยายามให้ความเป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหาทุกคน เพราะบางทีเดี๋ยวนี้แกล้งร้องมันก็มี แกล้งร้องให้ถูกสอบบ้าง บางทีมันไม่เป็นเรื่องข้อเท็จจริงเขาไม่ได้ทำผิด แกล้งร้องก็มี เราอยากให้เขาได้รับความยุติธรรมอย่างเต็มที่"

     "ผมถือเสมอว่าการที่ถูกฟ้องหรือถูกดำเนินคดีมันเป็นความทุกข์ของคนคนนั้น ไหนจะเสียชื่อเสียง คือคนไม่โดนน่ะไม่รู้ว่าการถูกดำเนินคดีมันมีทั้งเสียชื่อเสียง เสียสตางค์ และที่สุดคือทุกข์ใจ เพราะฉะนั้นสิ่งที่อัยการอยากจะทำก็คือทุกอย่างต้องมีพยานหลักฐาน ผมพูดเสมอเลยนะในการที่จะฟ้องใครหรือไม่ฟ้องใคร ต้องอยู่ที่พยานหลักฐาน ต้องพิสูจน์ได้ว่าเขากระทำผิด อย่างน้อยๆ เราในแง่ของอัยการซึ่งอาจจะไม่ได้เจอพยานตรงๆ เหมือนตำรวจ เหมือน ป.ป.ช. เราเห็นตามตัวอักษรในรายงานการไต่สวนก็ดี หรือรายงานสอบสวนก็ดี ถ้ายังมีอะไรที่เป็นข้อสงสัยเราก็ต้องตรวจสอบให้ชัดเจนเสียก่อน"

     เป็นไปได้เหรอที่คดีทุจริต ธอส.-ศักดา ณรงค์ ป.ป.ช.เพิ่งส่งสำนวนมาวันที่ 10 ส.ค.

     "ใช่ครับ มันก็เป็นไปได้ ป.ป.ช.เท่าที่ผมรู้เขาเองก็มีช่วงที่เป็นรอยต่อ สุญญากาศอยู่ช่วงหนึ่งที่ ป.ป.ช.ชุดนั้นถูกดำเนินคดี กว่าจะแต่งตั้งขึ้นใหม่ก็หลังปฏิวัติ และอีกอย่างเรื่องมันเข้ามามากซะจนในที่สุด ป.ป.ช.ก็ต้องแบ่งหน้าที่ตามรัฐธรรนูญว่าตั้งแต่ระดับ 8 ลงไปให้ ป.ป.ช.เป็นคนทำงาน เพราะคดีมันมากซะจน ผมก็รับว่าเขาทำไม่ไหวหรอก และแต่ละเรื่องมันเป็นเรื่องที่ซับซ้อน และนับวันจะยิ่งซับซ้อนมากขึ้นไปอีก เพราะว่าการทุจริตมันมีมุมมมองมีอะไรทั้งหลายที่ทำให้ยากแก่การที่จะตรวจสอบมากขึ้น"

     อัยการก็ต้องเร่งดูสำนวนเพื่อฟ้องให้ทันอายุความ

     "เราต้องพยายามดูให้ทัน จริงๆ ก็มีการประสานงานกัน อันนี้ต้องยอมรับเลยว่าก่อนหน้านั้นประมาณสักอาทิตย์หนึ่งเขาก็ประสานงานมาว่าจะมีสำนวนใกล้จะขาดอายุความมาขอให้อัยการช่วยดูให้หน่อย เราก็ดูให้ เราก็เตรียม คือเป็นการทำงานที่ร่วมมือกันมา เขาติดต่อมาทางผม เอกสารยังอยู่ที่นี่เลย เราก็พยายามดู ให้ความคิดเห็นไป ฟ้องทันแต่ว่าหาตัวผู้ต้องหาไม่ได้ ในด้านเอกสารครบถ้วน เขาขอความร่วมมือมาอัยการก็ร่วมมือ ดำเนินการตรวจสำนวน ร่างฟ้องเสนอตามลำดับชั้นถึงท่านอัยการสูงสุด เพราะอำนาจฟ้องเป็นของท่านอัยการสูงสุด คิดดู process ตั้งแต่เจ้าของเรื่อง ผ่านฝ่าย ผ่านรองอธิบดี ถึงผมในฐานะผู้รับผิดชอบ ผ่านท่านรองฯ วัยวุฒิ (หล่อตระกูล) รองอัยการที่รับผิดชอบ จนถึงท่านอัยการสูงสุด จนกระทั่งมีหนังสือให้ ป.ป.ช.ให้รีบส่งตัว process จะเห็นว่ายาว แต่เราก็ต้องทำให้ทัน"

     ทั้งคดีที่ดินอัลไพน์-รถและเรือดับเพลิง ภาพออกมาเหมือนว่า 2 หน่วยงานโยนให้เป็นความผิดของอีกฝ่าย

     "ไม่ได้โยนครับ ก็เป็นเรื่องความคิดเห็นต่างกัน อย่างคดีอัลไพน์ ป.ป.ช.เขาเห็นว่าคุณเสนาะทำผิด แต่ทางอัยการเราเห็นว่าทั้งหมดนี่คุณเสนาะไม่ได้กระทำผิด ในข้อเท็จจริงในเรื่องการดำเนินการ ซึ่งในคำแถลงผมก็ชี้แจงไว้ชัดเจนว่าการที่ที่ดินเขาบริจาคให้วัดก็จริง แต่มันไม่ได้ครบถ้วนว่าเป็นของวัดทันที มันต้องมีคำสั่งของรัฐมนตรีมหาดไทยว่าจะให้รับหรือไม่รับ ตามมาตรา 84 ของประมวลกฎหมายที่ดิน เหตุผลเท่าที่ผมตรวจสอบในการที่จะรับที่ดินที่เป็นอำนาจของรัฐมนตรีมหาดไทยหรือไม่ เขาเกรงว่าบางทีคนที่ซื้อดินมากๆ และบริจาคให้กับศาสนา สมมติซื้อเป็นพันไร่บริจาคให้ศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แล้วจะทำยังไง ที่ดินก็ตกเป็นของศาสนานั้นหมดเลย เขาก็เลยบัญญัติว่าให้รัฐมนตรีมหาดไทยเป็นคนพิจารณาว่าสมควรที่จะให้รับหรือไม่ควรให้รับ เพราะเป็นความมั่นคงของประเทศ"

     ไม่ใช่ว่าวัดจะได้ที่ดินโดยอัตโนมัติ

     "ใช่เพราะว่าจุดมุ่งหมายก็คือเป็นเรื่องของความมั่นคง สมมติว่าคนในศาสนาหนึ่งกวาดซื้อที่ดิน 500 ไร่ แล้วยกให้ศาสนาของเขา เขาก็ได้ไปเลย 500 ไร่ แล้วความมั่นคงของประเทศชาติจะเป็นยังไง ที่ดินก็ตกเป็นของศาสนานั้นไป เพราะฉะนั้นประมวลกฎหมายที่ดินก็เลยต้องเขียนไว้ว่าการที่ศาสนานั้นจะได้รับหรือไม่ต้องให้รัฐมนตรีมหาดไทยเป็นคนสั่ง ไม่ใช่ตกเป็นทรัพย์สินโดยทันที ในกฎหมายเขาบัญญัติมีทั้งพุทธ คริสต์ อิสลาม มันต้องอยู่ที่รัฐมนตรีมหาดไทยสั่งว่าให้รับหรือไม่รับ"

     นี่คือความเห็นในข้อกฎหมายที่เห็นต่างจาก ป.ป.ช.

     "เพราะเราเห็นว่ามันยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็นของวัดทันที มันต้องมีเงื่อนไขที่สองว่ารัฐมนตรีมหาดไทยสั่ง และเราก็ดูว่า หนึ่งคุณเสนาะสั่งเขาสั่งตามอำนาจหน้าที่ที่ว่านี้ ตามมาตรา 84 และก็สั่งในเรื่องให้ปฏิบัติตามข้อ 4 ของพินัยกรรม ถึงไม่สั่งว่าให้ปฏิบัติตามข้อ 4 ของพินัยกรรม เขาก็ต้องปฏิบัติตามพินัยกรรมอยู่แล้ว ถึงสั่งหรือไม่สั่งก็ไม่ได้มีผลอะไร เราก็มองว่าอย่างนั้น อีกประการหนึ่งที่เรื่องมันเกิดขึ้นก็เพราะว่า ที่จริงคุณยายเนื่อมเสียชีวิตตั้งแต่ปี 2512 แต่มันก็ทำอะไรไม่ได้ คาราคาซังจนกระทั่งปี 2533 สมัยคุณเสนาะ เพราะว่ามันมีปัญหาคือ ผู้จัดการมรดกมี 3 คน วัด-เจ้าอาวาส ไวยาวัจกรไม่อยากได้เลยที่ดินเนี่ย เพราะที่ดินอยู่ที่ปทุม วัดอยู่ประจวบฯ และทางวัดเองถ้าจะรับต้องเสียเงินค่าโอน อันที่สองเรื่องการดูแลเขาก็รู้ว่ามีการขุดหน้าดิน อันนี้เป็นที่ทราบกัน เพราะว่าแถวนั้นใกล้กับ กทม.มีการตักหน้าดินขาย ก็มีลักลอบ สามประชาชนก็ไปบุกรุกที่วัด วัดเองก็ไม่อยากจะไปทะเลาะกับชาวบ้าน ก็ขายไปเถอะ เอาเงินมาดีกว่า ดูแลก็ไม่ไหว อยู่ประจวบฯ จะส่งคนมาดูแลยังไง"

     "ผู้จัดการมรดกสองคนแรกเขาเห็นอย่างนี้ แต่ผู้จัดการมรดกอีกคนหนึ่งเห็นว่าไม่ได้ต้องให้วัด ทีนี้ที่ดินเขาจะทำยังไงล่ะ วัดเขาก็ไปปรึกษากรมที่ดิน กรมที่ดินก็เสนอตามลำดับชั้นขึ้นมา จนกระทั่งคุณเสนาะในฐานะรัฐมนตรีมหาดไทยที่ว่ามีอำนาจจะสั่งรับ-ไม่รับที่ว่า มันมีกฎหมายฉบับนี้ คุณเสนาะเลยสั่งไม่รับ พอสั่งไม่รับปุ๊บก็บอกว่าให้ปฏิบัติตามข้อ 4 ของพินัยกรรม ซึ่งข้อ 4 เขาบอกว่าให้มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัยเป็นคนจัดหาผลประโยชน์ ผู้จัดการมูลนิธิก็คือท่าน พล.อ.อ.หะริน หงสกุล ในขณะนั้น ท่านก็เห็นด้วยกับการที่จะต้องประมูล ก็เลยไปออกหนังสือให้ประกวดราคา ซึ่งเราก็เห็นว่า พล.อ.อ.หะริน ใครจะไปสั่งท่านได้ ในความรู้สึกผมนะ ท่านก็ให้มีการประมูลโดยชอบ ก็มีผู้เข้าประมูลอยู่หลายราย

     รายที่หนึ่งก็คืออัลไพน์ ราคาที่ประมูล 142 ล้าน ซึ่งเป็นราคาที่สูงมากในเวลาขณะนั้น สูงกว่าราคาประเมินของกรมที่ดินมาก อันนี้เราก็มองเห็นว่าคุณเสนาะเขาก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการประมูล และก็ได้เงินมาเขาก็ส่งเข้าวัด ไม่ได้มีผลประโยชน์อะไร เราก็เลยเห็นว่าคุณเสนาะไม่ได้กระทำผิด และก็เรื่องของอายุความ ทางอัยการก็มองว่ามาตรา 148 เมื่อท่านสั่งไปแล้วมันจบ คือมันจบที่การกระทำ ไม่ได้มีผลต่อเนื่องว่าต้องไปทำอะไรต่อ เป็นเรื่องว่าสั่งทำก็จบ อายุความก็ต้องเริ่มนับตั้งแต่วันนั้นเลย"

     นั่นคือวันที่เซ็นคำสั่ง

     "ถูก ถ้าเปรียบเทียบก็ ในความผิดอันนี้มันมีทั้งมาตรา 157 ด้วย ซึ่ง ป.ป.ช.เขาบอกว่าขาดอายุความ อายุความสองอันนี้ไม่เท่ากับมาตรา 157 อายุความ 15 ปี ป.ป.ช.บอกว่าขาดเมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2548 แต่อันนี้บอกยังไม่ขาด มันเลยไปอีก แต่เราเห็นว่ามันน่าจะใช้วันเดียวกันคือวันที่กระทำความผิดคือเซ็นหนังสือ เราจึงมองว่าขาดอายุความ"

     มีข้อไม่สมบูรณ์หลายประการ ไม่ใช่แค่เรื่องขาดอายุความ

     "อายุความเป็นเรื่องเทคนิค แต่เนื้อหาที่ผมอธิบายให้ฟังว่าที่ดินอันนี้ที่บอกว่ารัฐมนตรีมหาดไทยเป็นคนบอกว่าสั่งรับหรือสั่งไม่รับ เพราะว่ามาตรา 84 ระบุว่าการได้มาที่ดินของวัดวาอาราม วัดบาทหลวงโรมันคาทอลิก มูลนิธิ เกี่ยวกับคริสตจักรหรือมัสยิดอิสลามต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี และการได้มาต้องไม่เกิน 50 ไร่ด้วย เป็นข้อกฎหมายที่เขียนไว้ในประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งอัยการมองว่าโอเคตกเป็นของธรณีสงฆ์ก็จริง แต่มันยังมีเงื่อนไขอีกอันหนึ่ง ต้องมีคำสั่งรัฐมนตรีมหาดไทยว่าให้รับหรือไม่รับ มันไม่ได้เป็น automatic พอเขาสั่งไม่รับที่ก็เป็นของวัดไม่ได้ มันก็เป็นธรณีสงฆ์ไม่ได้ เพราะเขาสั่งไม่รับแล้วนี่ และที่เขาสั่งไม่ให้รับก็เพราะเหตุผลที่ว่านั่นแหละ หนึ่งเรื่องความมั่นคงของประเทศ และที่คุณเสนาะสั่งไม่รับอันนี้ก็เข้าใจว่ามันมีที่มาที่ไปว่าวัดไม่อยากได้ ถ้าเรื่องมันจบได้มันคงไม่คาราคาซังมาตั้งแต่ปี 2514 จนถึงปี 2533 หรอก ยายเนื่อมตายตั้งแต่ปี 2514 พินัยกรรมทำไว้เมื่อปี 2512"

     ความเห็นเหล่านี้ส่งไปหารือกับ ป.ป.ช.ก่อนแล้ว

     "อันนี้เป็นฉบับย่อที่ผมแถลงข่าว เอกสารตัวจริงเราส่งไป 27 หน้า เป็นรายละเอียดทั้งหมด แต่เรื่องเจตนารมณ์กฎหมายไม่ได้เขียนไป ที่บอกว่าสมมติมีที่ดิน 500 ไร่ 1,000 ไร่ ยกให้กับวัดหรือโบสถ์คาทอลิก เราไม่ได้ชี้ตรงนี้ไป แต่เจตนารมณ์ของกฎหมายต้องการอย่างนั้น เพราะไม่อย่างนั้นทุกคนก็ยกที่ดินกันตามใจ ผมอยากให้ที่ดินศาสนาไหนก็เป็นของศาสนานั้นไปเลย ความมั่นคงของประเทศจะเป็นยังไง ตอนนี้ทั้งคดีอัลไพน์ รถและเรือดับเพลิงทาง ป.ป.ช.เขาไปฟ้องเองแล้ว เราก็ทำหน้าที่ของเราดีที่สุดแล้ว ผมพูดเสมอว่าอัยการคือฟ้องต่อเมื่อมีหลักฐานว่าเขากระทำผิด ถ้าเขาไม่ผิดเราก็ไม่ฟ้อง"

     ความเห็นทางกฎหมายที่แตกต่างกันมากขนาดทำให้รองฯ วัยวุฒิออกมาให้สัมภาษณ์ว่าจะไม่ตั้งธงอย่าง ป.ป.ช.

     "เพราะว่าในการออกข้อไม่สมบูรณ์ การไต่สวนเมื่อมาพบอะไรในสิ่งที่ไม่เป็นความผิดเราก็ต้องบอกว่าไม่ผิด ไม่ใช่ว่าตั้งธงว่าถ้าผิดแล้วต้องผิดตลอดไป ไม่ใช่อย่างนั้น ต้องดูว่าอะไรที่เป็นพยานหลักฐานที่มาใหม่ ถ้ามันทำให้เปลี่ยนข้อเท็จจริงใหม่ได้ ก็ต้องเปลี่ยน มันต้องขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน"

     คดีรถและเรือดับเพลิง กทม. อัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องโภคิน-วัฒนา-อภิรักษ์

     "คุณโภคินในฐานะที่เขานั่งเป็นรัฐมนตรีมหาดไทย เขาก็มีหน้าที่เซ็นเรื่องเข้า ครม. อย่างคุณวัฒนายิ่งไม่รู้เรื่องเลย เรื่องค้าต่างตอบแทนก็ไม่ได้เป็นคนเสนอ เสร็จแล้วก็ไม่ได้ใช้ไก่ต้มสุกด้วยซ้ำไป เราก็ว่าท่านไม่เกี่ยวข้อง ส่วนคุณอภิรักษ์ไม่มีพยานหลักฐานที่ระบุว่าเจตนาทุจริตในการเปิดแอล/ซี เพราะได้ดำเนินการตรวจสอบและปฏิบัติตามสมควรเหมาะสมแล้ว"

     เมื่อ ป.ป.ช.รับไม้ต่อจาก คตส. ปัญหาอยู่ที่ระยะเวลาที่ส่งสำนวนให้อัยการกระชั้นชิดจนต้องบีบให้อัยการทำงานให้ทัน

     "ก็เป็นไปตามกฎหมายอยู่แล้ว อย่างคดีอาญานักการเมืองก็ต้องภายใน 30 วัน เราต้องรับทำให้เสร็จภายใน 30 วัน ส่วนคดีอาญาธรรมดาก็ไม่มีข้อกำหนด เราก็ค่อยๆ ทำ แต่คดีศักดาณรงค์ที่ส่งมากระชั้นชิดเราก็ต้องรีบทำในสิ่งที่มันจำเป็นก่อน ไม่ใช่ว่าละเลย คือเราก็มีเรื่องหลายเรื่องต้องทำ ก็ต้องดูว่าเรื่องไหนสำคัญ จะขาดอายุความก่อนเราก็ต้องทำก่อน คดีเรื่องศักดาก็ทำอยู่ตอนนี้ มาในขั้นตอนของผมอยู่ ผมกำลังพิจารณาอยู่ตอนนี้ ทางฝ่าย 2 และฝ่าย 5 พิจารณาแล้วเขาก็ต้องเสนอให้รองอธิบดี รองฯ ก็ส่งถึงผม ผมก็ต้องดูต่อว่ามีพยานหลักฐานอะไรบ้าง ถ้าสมบูรณ์ผมก็ฟ้อง พอฟ้องได้ก็ฟ้องไป ถ้าฟ้องไม่ได้เราก้ต้องหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม ตั้งกรรมการร่วมระหว่างเรากับ ป.ป.ช. จริงๆ แล้วก็ไม่ได้ถือว่าขัดแย้งนะ เพราะว่าอย่างกรรมการ ป.ป.ช.หลายๆ คนก็เป็นเพื่อนกัน เรียน วปอ.รุ่นเดียวกันมา ก็สนิทกันทั้งนั้น อย่างท่านวิชา สมัยเรียน วปอ.ก็สนิทกัน"

     เห็นว่าทาง ป.ป.ช.อยากปรับความเข้าใจกับอัยการสูงสุด (จุลสิงห์ วสันตสิงห์)

     "เมื่ออาทิตย์ที่แล้วก็ไปเจอกันงานศพ ผมกับท่านวิชาก็คุยกัน ยังแซวกันอยู่เลย คงไม่มีอะไร เรื่องงานก็เป็นเรื่องความเห็นทางกฎหมาย ผมก็ยังคุยกับท่าน เราไม่มีอะไร เป็นแค่ความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันในแง่กฎหมาย แต่ไม่ใช่ว่าขัดแย้งกันในองค์กร ตอนนี้ทราบมาว่าเดือนหน้าจะมีการคุยกันระหว่างอัยการสูงสุดกับ ป.ป.ช. ซึ่งมีผู้บริหารของสำนักงานอัยการไปร่วมประชุมกับ ป.ป.ช. เขาเชิญมา ทำงานร่วมกันคุยกันเพื่อแก้ปัญหา ที่ผ่านมาก็ไม่ใช่ส่งสำนวนมากระชั้นชิดตลอดเวลา ไม่ใช่มาประจำ เพียงแต่ว่าบางทีมันขาดอายุความไปบ้างก็มี ในสำนวนมันก็มีขาดอายุความย่อยก็มี อันนี้เราก็ไม่เคยพูดกันว่าเอ้ยเรื่องนี้ขาดอายุความนะ เราก็ไม่ได้ไปว่ากันก็ทำกันไป การทำงานร่วมกันมันก็มีบ้างที่ความเห็นไม่ตรงกัน แต่ไม่ใช่ความขัดแย้ง"

     ป.ป.ช.กันงบประมาณสำหรับส่งฟ้องเองในปีงบประมาณ 2554 ไว้ 10 ล้าน ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

     "ถ้าอัยการไม่เห็นด้วยเขาก็มีอำนาจฟ้องเอง สมัยก่อน คตส.เขาก็ไปฟ้องเอง หวยบนดิน กล้ายาง เรื่องนั้นอัยการตั้งข้อไม่สมบูรณ์ไป เขาบอกไม่เอาล่ะขอฟ้องเองดีกว่า ตอนนั้นผมมาเป็นโฆษกพอดี ก็เป็นภาพหนึ่งของการทำงาน ซึ่งผมบอกเสมอว่าจริงๆ อัยการไม่ใช่ว่าจะไม่ฟ้อง เพียงแต่ว่าอะไรที่คิดว่าจะให้มันสมบูรณ์ก็ทำเสียก่อน ไม่อย่างนั้นฟ้องไปแล้วศาลยก มันเสียหาย อะไรที่ทำให้ดีได้ก็ควรจะทำเสียก่อน คนที่ถูกฟ้องไปมันทุกข์นะ ถ้าถูกฟ้องไปกว่าคดีความจะหมด 2 ปี 3 ปี จะทุกข์แค่ไหน คนไม่เคยโดนฟ้องไม่รู้หรอก เพราะฉะนั้นก่อนจะฟ้องก็ต้องรู้ว่าเขาผิดจริง เมื่อเขาผิดแล้วมีพยานหลักฐานหรือเปล่าที่จะพิสูจน์ว่าเขาผิด มีหลักฐานพิสูจน์ได้ อย่าเอาความเชื่อ ต้องเอาพยานหลักฐาน"

     แต่ส่วนตัวก็ได้ติงไปว่าสำนวนที่มีรายละเอียดมากควรจะส่งให้เร็วกว่านี้

     "เป็นเรื่องปกติ เอกสารเยอะถ้าเวลาน้อยมันก็ไม่มีเวลาดู ถ้ามีเวลามากเราก็ดูได้เต็มที่ ดูได้ละเอียด ถ้ามีเวลามากเราก็ทำงานได้เต็มที่ ปกติผมก็เป็นอนุกรรมการ ป.ป.ช.ตั้งหลายชุด ท่านวิชาก็เป็นท่านประศาสน์ ท่านภักดีผมก็เป็น และก็ยังมีท่านเมธี ท่านวิชัย วิวิตเสวี ก็เป็นอนุกรรมการไต่สวน ก็ทำงานกับท่านมา ถึงบอกว่าความขัดแย้งในองค์กรผมเชื่อว่าไม่มีหรอก บางทีต้องโทษสื่อ (หัวเราะ)"

     เป็นเพราะคดีที่ยังค้างอยู่เยอะ

     "และของอัยการต้องเรียกว่าเยอะกว่านั้น ผมน่ะเยอะมาก คดี ป.ป.ช.เข้ามาเยอะมาก ทุกเรื่องที่ส่งมาก็ต้องมาอยู่ที่อัยการหมด ของผมมีรับผิดชอบอยู่ 2 ฝ่าย ข้าราชการก็ฝ่ายละ 10 คน อย่างมาก ป.ป.ช.ส่งมาก็รับหมด แต่บางทีต่างจังหวัดเราก็ส่งไปฟ้องที่ต่างจังหวัด ให้อัยการต่างจังหวัดเขาทำ แต่ในกรุงเทพฯ เราก็ต้องทำหมด ส่วนถ้าตรวจสำนวนต้องตรวจหมด อัยการสูงสุดรู้เรื่องทุกเรื่อง ต้องผ่านท่านทุกเรื่อง คดีของ ป.ป.ช.ผ่านท่านวัยวุฒิทุกเรื่อง"

     คดีใหญ่ที่จะตามมาคือ CTX9000

     "CTX ก็อยู่ในคณะทำงานร่วม กำลังหาข้อยุติกันอยู่ว่าจะฟ้องใครบ้าง คตส.เขาส่งมาตอนที่เขาหมดอำนาจพอดี ก็ทำงานร่วมกับ ป.ป.ช.มา ต้องเห็นเอกสารถึงจะรู้ว่ามันมากแค่ไหน เอกสารก็มีเป็นภาษาอังกฤษเยอะเลยต้องมานั่งดูกัน ได้รับความร่วมมือจากกระทรวงต่างประเทศแปลให้ ในส่วนของเราก็ต้องใช้สำนักงานที่ปรึกษา ซึ่งเขาตรวจร่างสัญญาเขาดูเรื่องภาษามาตั้งแต่แรก"

     "CTX เป็นคณะทำงานที่อัยการสูงสุดตั้ง มีผม ท่านรองฯ วัยวุฒิเป็นหัวหน้าคณะทำงาน เจ้าหน้าที่ฝ่าย 5 กับฝ่าย 2 ก็มาร่วม ทำงานตั้งแต่สมัยเป็น ตคส. ทำงานร่วมกันมาตลอด ก็ยังมีค้างอีกหลายเรื่อง ที่ไต่สวนแล้วก็หายไปเฉยๆ ยังไม่มีอะไรคืบหน้า อย่างคดีท่อร้อยสายไฟ ส่งมาแล้ว ป.ป.ช.ไต่สวนไปสักพักก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้า ผมก็เข้าใจว่าท่านคงงานเยอะ บางทีงานด่วนเข้ามาก็ไม่ว่ากัน อย่างนี้มันเป็นเรื่องปกติ ก็ต้องหยิบเอาสิ่งที่เร่งด่วนหรือจำเป็นมาทำงานก่อน อะไรที่ยังไม่ขาดอายุความก็ค้างไว้ เราก็ต้องคอยดูตลอดเวลาเรื่องอายุความ"

     นอกจากคุมฝ่ายคดีพิเศษแล้วต้องควบตำแหน่งโฆษกอัยการด้วย                  

     "และยังต้องรับผิดชอบกรณีฟอกเงินอีกส่วนหนึ่ง แต่ฟอกเงินยังไม่มา ยังไม่มีกรรมการธุรกรรม ตอนนี้ก็ยังไม่มีคดีมาเท่าไหร่"

     ในฝ่ายคดีพิเศษตอนนี้โฟกัสที่คดีของดีเอสไอ

     "เข้ามาเมื่อไหร่เราก็ต้องดู คดีที่มาจากดีเอสไอ คดีที่มาจาก ป.ป.ช. ส่งเข้ามาเราก็ต้องพิจารณา ถ้าดีเอสไอก็มีฝ่าย 1 กับฝ่าย 4 เป็นคนดูแลรับผิดชอบ อย่างพอคดี ป.ป.ช.มาผมก็จะจ่ายไปว่าฝ่าย 2 หรือ 5 เฉลี่ยกันไป ดีเอสไอก็เฉลี่ยกันไป ฝ่าย 1 กับฝ่าย 4"

     สำนวนคดีก่อการร้าย นปช.เกือบ 2 หมื่นหน้าน่าจะเป็นงานหนักสุด

     "ที่จริงเรื่องก่อการร้ายมันก็ใช่ว่าจะใหม่เสียทีเดียว มันมีตั้งแต่สมัยปิดสนามบิน ตำรวจเขาก็แจ้งข้อหาเมื่อ 2-3 วันก่อน แล้วมันมามีตอนพฤษภานี่อีกรอบหนึ่ง อันนั้นเสื้อเหลือง อันนี้เสื้อแดง ซึ่งผมบอกนักบอกหนาว่าอัยการต้องไม่มีสีเสื้อ ต้องเป็นธรรม ต้องเป็นกลาง ให้ความเป็นธรรม มาตรฐานเดียวกัน"

     มีการปล่อยข่าวออกมาเป็นระยะว่าอัยการมีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาแล้ว จึงถูกมองว่ามีการกดดันการทำงานให้เร่งฟ้องก่อนครบกำหนดฝากขังผู้ต้องหา

     "ยังไม่มีการสั่งฟ้อง เราก็ทำไปตามหน้าที่ ตามมาตรฐาน เราต้องมองเป็นภาพรวม ไม่ใช่ว่ามาดูว่าใครครบกำหนดฝากขัง เพราะว่ามันเป็นกิจกรรมเดียวกัน มีการชุมนุม มีอาวุธอย่างที่เรารู้ว่ามีอาวุธอะไรบ้างที่เขาจับกันมา ต้องมองเป็นภาพรวมอยู่แล้ว ตอนนี้ก็ผ่านในขั้นตอนการตรวจสำนวนไปแล้ว ก็เป็นเรื่องการสืบพยาน ก็ว่ากันไป ผู้ที่มีหน้าที่ว่าความเขาก็ไปว่าความ"

     ภายใต้บรรยากาศปรองดองสมานฉันท์ มีผลต่อแนวทางคดีก่อการร้ายแค่ไหน

     "ถึงอย่างไรเราก็ต้องดำเนินการไปตามลำดับตามที่ควรจะเป็น การปรองดองก็เป็นเรื่องของนโยบาย แต่สำนวนที่ส่งมามันมีหลักฐานเอกสารยังไงอัยการก็ต้องว่าไปตามนั้น ถ้านโยบายจะปรองดองจะไม่ฟ้องใครก็เป็นนโยบายมาสิครับ ต้องออกมาชัดเจน แต่ในเมื่อพยานหลักฐานเป็นมาอย่างนี้เราก็ต้องว่าไปตามนี้ ครบฝากขังเมื่อไหร่มันก็มีเวลาอยู่แล้ว เจ้าหน้าที่ทุกคนก็ต้องทำตามกติกาของงานที่ทำ อย่างสำนวนมาก็ต้องว่าด้วยพยานหลักฐาน"

 

ขัดใจทั้งสองฝ่าย

     ในความขัดแย้งของสังคมไทยช่วงหลายปีที่ผ่านมามีหลายคดีที่อัยการไม่ฟ้อง จนไม่เป็นที่สบอารมณ์ของฝ่ายเชียร์ให้กำจัดระบอบทักษิณ

     "เขาก็มีความรู้สึกว่าไม่ได้ดั่งใจเขา ตอนนี้สังคมไทยตั้งลำ ปักหลักแล้วไม่ยอมเปลี่ยนความคิดเห็นเลย อัยการเป็นกลางเสมอนะ ไม่ได้เข้าข้างใครเลย เพียงแต่ว่าอาจจะไม่ถูกใจเขา สมัยก่อนก็ไม่ถูกใจเสื้อเหลือง ตอน คตส.ส่งมาว่าทำไมอัยการไม่ฟ้อง ตอนนี้เสื้อแดงอาจจะไม่ถูกใจอีกแล้ว เพราะไปฟ้องเขา แต่ถึงอย่างไรเราก็ยืนอยู่บนพยานหลักฐาน เราไม่ได้เข้าข้างใคร ทุกคนเขาอาจจะมีในใจ แต่ผมบอกเสมอว่าในเมื่อเรามาทำหน้าที่นี้แล้ว ที่เราชอบรักต้องเก็บไว้ในใจ ทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน เราต้องตอบสังคมต้องตอบประชาชนให้ได้ว่าที่เราฟ้องหรือเราไม่ฟ้องเพราะอะไร คนอื่นที่มาดูเขาก็ต้องไม่ฟ้อง นักกฎหมายด้วยกันดูเขาก็ต้องรู้ว่าอย่างนี้ไม่ฟ้อง หรือขณะเดียวกันดูแล้วก็ต้องฟ้องอย่างนี้ อัยการที่ดูมันไม่ใช่ผ่านผมคนเดียว ผ่านมาทั้งสายเลย ก็แสดงว่าต้องเห็นเหมือนกันมา คนส่วนใหญ่ของสังคมอัยการมองเห็นอย่างนี้ เป็นฉันทามติ"

     "สังคมมันแตกแยกกันมากจนกระทั่งไม่ฟังเหตุฟังผล เอาความเชื่อของตัวเองมาตัดสิน เชื่อว่าคนนี้ไม่ดี คนนี้เป็นพวกนั้น ฝ่ายนี้เป็นพวกนี้ มันว่ากันด้วยความเชื่อของตัวเอง ซึ่งทุกครั้งที่ผมให้สัมภาษณ์ต้องเน้นว่าขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน ศาลจะลงโทษก็ด้วยพยานหลักฐาน ไม่ใช่เพราะว่าความเชื่อ อัยการก็จะไม่ฟ้องคนด้วยความเชื่อ ถ้าไม่อย่างนั้นบ้านเมืองปั่นป่วนหมด สมมติเป็นเรื่องการจัดซื้อ มีที่ไปที่มายังไง เป็นพยานเอกสาร ถ้าเป็นคดีอาญาอาจจะมีอาวุธอะไร ไม่ใช่ความเชื่อ"

     สำนวนคดี 7 ตุลา อัยการส่งกลับ ป.ป.ช.สอบปากคำพยานเพิ่ม พันธมิตรฯ ไม่พอใจมากอยู่เหมือนกัน

     "เราก็มองว่าพยานควรจะมองตำรวจด้วย เราไม่ได้มองว่าคนเจ็บมีแต่ฝ่ายเสื้อเหลืองอย่างเดียว เรามองเจ้าหน้าที่ที่ไปรักษาการณ์ ถูกกระทำไหม คนที่สอบออกมามันไม่ชัดเราก็เลยแจ้งให้ไต่สวนเพิ่มในแง่ของตำรวจ ผู้บาดเจ็บอื่น การตรวจสอบวัตถุระเบิด รวบรวมพยานหลักฐานให้มันกระจ่างว่าตกลงมันเป็นยังไงกันแน่ เราก็อยากจะฟังความทุกด้าน อะไรที่ยังไม่ชัดเจนเราก็ต้องพยายามทำให้มันชัดเจน ซึ่งเสื้อเหลืองเขาอาจจะวิจารณ์ เพราะมันไม่ตรงกับเขา เขาได้รับความเดือดร้อน เขาได้รับความเสียหาย สมัยนี้ฟ้องเสื้อแดงเสื้อแดงก็ไม่ชอบ ทำไมอัยการไปฟ้องเขา ที่จริงเราก็ว่าไปตามพยานหลักฐาน การอยู่ระหว่างความขัดแย้งสองฝ่าย มันต้องไม่ถูกใจใครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแน่นอน เพราะว่าเราอยู่ตรงกลาง ทำถูกใจเขาเขาก็ชอบ ไม่ถูกใจเขาเขาก็ไม่ชอบ "

     โดยส่วนตัวของเขาเองก็ถูกตั้งข้อสังเกตเช่นกัน เมื่อโยกจากอธิบดีอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร มานั่งตำแหน่งอธิบดีฝ่ายคดีพิเศษ จนถูกมองว่าอดีตอัยการสูงสุด (ชัยเกษม นิติศิริ) เอาคนใกล้ตัวมาดูแลคดี CTX 9000

     "สมัยที่ท่านชัยเกษมถูกกล่าวหา ท่านไม่ได้เป็นอัยการสูงสุดนะ ท่านเป็นบอร์ด ทอท. แต่เวลาความเชื่อของตนก็เชื่อกันว่าเป็นอัยการสูงสุดทำ ซึ่งไม่ใช่ และเรื่อง CTX ที่ คตส.ส่งมาก็ไม่มีท่านชัยเกษมเป็นผู้ถูกกล่าวหานะครับ ซึ่งความคืบหน้าของคดีตอนนี้ก็กำลังหาข้อยุติอยู่ ผมเองที่ได้รับแต่งตั้งมาในตำแหน่งอธิบดีคดีพิเศษ คือในช่วงนั้นเขาบอกว่าอัยการที่อยู่เกินกว่า 4 ปีต้องย้าย ก็มีผมกับท่านเศกสรร (บางสมบุญ) ลงล็อกกันพอดี สลับตำแหน่งกัน และงานก็ใกล้เคียงกัน เมื่อก่อนผมอยู่คดีเศรษฐกิจก็คืองานของดีเอสไอทั้งหมด เพราะตอนนั้นยังไม่ได้ตั้งดีเอสไอ สมัยนั้นตำรวจทำ พ.ร.บ.ศุลกากร สรรพสามิต ก็ต้องส่งมาที่คดีเศรษฐกิจ สมัยบีบีซี มันมาตรงล็อกกันพอดีว่าได้เวลาสลับแล้ว แค่นั้นเอง"

     "ปัญหาตอนนี้คือมันมีความหวาดระแวงในกระบวนการยุติธรรม เพราะมันถูกใช้เป็นเครื่องมือ แต่ผมยืนยันว่าอัยการไม่ได้เป็นเครื่องมือของใครเลย อัยการไม่เหมือนศาล ศาลเขายังมีกฎหมายคุ้มครองจะไปวิพากษ์วิจารณ์คำพิพากษาไม่ได้ แต่อัยการไม่มี แต่เราก็ต้องยืนอยู่บนพื้นฐานความจริง อย่างกรณีเขายายเที่ยงเหมือนกันเสื้อแดงก็ไม่ชอบ หาว่าทำไมที่ดินข้างล่างติดคุก ข้างบนไม่ติดคุก ก็ข้างบนมีมติ ครม.สามารถทำกินได้คนละ 20 ไร่ แต่ข้างล่างไม่มี เมื่อข้างล่างไปบุกรุกที่หลวงก็ต้องถูกฟ้องดำเนินคดี เสื้อแดงก็ไม่ชอบ หาว่าเราหาทางลงให้ท่านสุรยุทธ์ มันไม่ใช่ และในที่สุดท่านสุรยุทธ์ก็คืนที่ เพียงแต่ว่าท่านไปอยู่ในสิทธิ์ของคนที่เขามีสิทธิ์ แต่ท่านไม่มีสิทธิ์อยู่ต่อแล้ว ต้องคืน" 

     ในฐานะที่เคยเป็น ส.ส.ร.ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 มาถึงวันนี้เขาเองก็ยอมรับว่าหลายมาตราเป็นปัญหา

     "คือตอนร่างก็คิดว่าร่างในสิ่งที่ดีที่สุด และก็ไม่ได้จะไปเข้าข้างใคร เพียงแต่ว่าบางทีคนที่เอาไปใช้ในแต่ละจุดเอาไปใช้ผิดๆ มันก็เลยเป็นบรรทัดฐานไป ตอนหลังก็เห็นว่าบางเรื่องมีปัญหา แต่ตอนนั้นร่างกฎหมายมันก็ต้องจินตนาการ ข้างหน้าไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น เราก็ติดไว้แล้ว แต่อาจจะไม่ครอบคลุม หรือมีสิ่งที่มาใหม่ๆ เพิ่มขึ้น ซึ่งรัฐธรรมนูญก็ต้องแก้ไขปรับปรุงได้ ปัญหาของการใช้รัฐธรรมนูญตอนนี้คือไปตีความมากไป"

     "บ้านเมืองเรามีปัญหา ตอนนี้ทางออกเดียวคือต้องมีความเป็นธรรม ฝ่ายที่มีอำนาจในการให้ความเป็นธรรม ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายได้ อย่าให้เขารู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ถ้าเราไม่ได้รับความเป็นธรรมเราก็ต้องสู้ แต่ถ้าเรารู้สึกว่าเป็นธรรมแล้วก็ไม่รู้จะสู้ทำไม เพราะฉะนั้นสังคมต้องเป็นธรรม ทุกอย่างต้องมีความยุติธรรม เหมือนเวลาพี่น้องทะเลาะกัน พ่อแม่เดียวกันถ้าลูกอีกคนไม่ได้รับความเป็นธรรมมันก็ไม่ถูกต้อง ลูกก็จะโกรธเกลียดกัน แต่ถ้าทุกคนได้รับความรักเท่ากัน เขาก็จะไม่รู้สึกว่าไม่เสมอภาค และในแง่ของคนในต้องรู้จักให้อภัยกัน คิดในสิ่งที่ดีต่อกันบ้าง สังคมมันจะได้ให้อภัยกัน".



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์