Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

เที่ยวเมืองหลวงเก่า "โฮจิมินห์ซิตี"


    รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง!
     เกริ่นขึ้นต้นเหมือนจะพาไปรบกับใคร แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ แค่จะพาพวกคุณๆ ไปท่องเที่ยวแดนไกล ทำความรู้จักประเทศที่กำลังได้ชื่อว่าเป็นคู่แข่งตัวเอ้ของไทยเรา อย่าง "สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม" โดยเมืองที่เราไปเยือนนั้น ได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงเก่าแก่ที่มีประวัติมายาวนานทางภาคใต้ ก่อนย้ายฐานไปอยู่ที่ฮานอยทางภาคเหนือของประเทศ
     เพียงแค่ชั่วโมงกว่าๆ จากสนามบินสุวรรณภูมิ เรือบินก็ร่อนจอดลงที่ไซ่ง่อน อันเป็นนามเดิมของอดีตเมืองหลวง "นครโฮจิมินห์" ชื่อใหม่ที่สถาปนาขึ้นตามชื่อของวีรบุรุษผู้กอบกู้บ้านเมือง  "โฮ จิ มินห์" หรือ ลุงโฮ และภาพที่เห็นได้จากบนฟ้าก่อนเครื่องบินจะแลนดิ้ง คือทุ่งนาเขียวขจีกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ในใจจึงคิดว่าเปิดประสบการณ์ในต่างแดนครั้งนี้ คงได้สัมผัสวิถีธรรมชาติเป็นแน่!
     ทว่าเมื่อรถโค้ชมารับออกจากสนามบินและมุ่งตรงสู่ตัวเมือง ความคิดในใจเริ่มแปรเปลี่ยน เพราะกลิ่นอายความจ้อกแจ้กจอแจทวีคูณมากขึ้นเรื่อยๆ ที่เห็นได้ชัดก็คือมอเตอร์ไซค์วิ่งกันขวักไขว่ บางทีไฟเขียวแล้วแต่จักรยานยนต์อีกฟากหนึ่งที่ติดไฟแดง ก็ยังบิดซิ่งวิ่งสวนเลนมาซะอย่างนั้น ที่นี่จึงมีแต่เสียงแตรรถบีบกันดังสนั่นวุ่นวายทั้งวัน แถมด้วยตึกรามบ้านช่องมากมาย โดยบางส่วนยังคงเป็นสถาปัตยกรรมแบบเก่า ตึกแถวทรงแคบ แทรกแซมด้วยตึกสมัยใหม่ที่ใหญ่โตมโหฬาร จำพวกห้างสรรพสินค้าและอาคารสำนักงาน
     หากนึกภาพไม่ออก ลองคิดดูเอาว่าผังเมืองที่ถูกวางไว้สมัยเวียดนามยังเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส และตั้งให้ไซ่ง่อนเป็นเมืองหลวงนั้น สามารถรองรับผู้คนได้เพียง 500,000 คน แต่ปัจจุบันมีประชากรอาศัยอยู่ราว 10 ล้านคน ทำให้ผู้คนส่วนมากนิยมใช้มอเตอร์ไซค์เพราะสะดวกสุดๆ
     แม้จะเป็นเมืองใหญ่ที่มีความแออัดสูง แต่โฮจิมินห์ก็เป็นเมืองพูดได้ว่ามีเสน่ห์อย่างประหลาด  อาจด้วยความครบรสของการท่องทริป กิน ช็อป เที่ยว ทำให้คนที่มาแล้วอยากมาเยือนที่นี่อีกครั้ง เพื่อสัมผัสกับมุ่งมั่นของชาวเวียดนาม ที่รักประเทศยิ่งชีพและต้องการยกฐานะประเทศตัวเอง โดยไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนเวียดนามเขาได้ผ่านเหตุการณ์โหดร้ายทารุณอย่างสงคราม จนเสียบ้านเสียเมืองมามากแล้วนั่นเอง
     ตลอดระยะเวลา 5 วัน ที่ได้อาศัยอยู่ในนครโฮจิมินห์ เราได้ประสบการณ์ที่ทั้งดีและร้ายติดตัวกลับไปมากมายทีเดียว อันดับแรกก็คือ "ทักษะการข้ามถนน" ที่เชี่ยวชาญมากขึ้น กฎเกณฑ์ก็มีอยู่ว่าหากตัดสินใจข้ามแล้วให้เดินข้ามตลอดรอดฝั่ง อย่ายึกยัก ก้าวๆ หยุดๆ เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุถูกรถชนได้ ซึ่งก็ไม่น่าเชื่อว่าเห็นรถรามากมายเช่นนี้ แต่สถิติการเกิดรถชนกันหรือรถชนคนเดินข้ามถนนกลับมีน้อยมาก
     ต่อมาเป็น "ทักษะการต่อราคา" ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวไม่ว่าที่ใดๆ ก็เหมือนกันหมด  ราคาสินค้าพุ่งสูงกว่าปกติ 2-3 เท่า แถมด้วยกลเม็ดเด็ดพรายในการ "โกง" ลูกค้า ถ้านักช็อปเป็นคนใจอ่อน เชื่อขนมกินได้เลยว่าของฝากจากนครโฮจิมินห์สามารถกวาดเงินในกระเป๋าได้เรียบวุธอย่างแน่นอน
     ฉะนั้น หากต้องการเดินเลือกซื้อของที่ตลาดเบียนถัน ตลาดใหญ่ใจกลางกรุง ที่ให้บรรยากาศดุจตลาดตันหยง  ณ หาดใหญ่ จ.สงขลา ความใจกล้าหน้าด้านต่อรองราคา นับเงินทอนให้ถูกต้องทุกครั้ง และเรียกของร้านว่าเถ้าแก่เนี้ยด้วยภาษาถิ่น ตามด้วยคำว่า "เบิ๊ดๆ" ที่หมายความว่าลดราคาให้หน่อย  ถือเป็นอาวุธชั้นดีที่จะทำให้เราได้ของสมราคา ทั้งงานผ้าปักแฮนด์เมด หมวกงอบเวียดนาม เสื้อผ้าสัญลักษณ์คอมมิวนิสต์ ของกระจุกกระจิกที่ระลึก จนถึงกระเป๋าแบรนด์เนมก๊อบปี้หลายเกรด  ถั่วพิสทาชิโอ ฯลฯ แถมทริกให้นิดนึงว่าให้แลกเงินไทยเป็นเงินดอลลาห์สหรัฐ  ก่อนจะมาแลกเป็นเงินสกุลด่องของเวียดนามจะได้ค่าเงินดีกว่า และห้ามซื้อของเป็นเงินไทยเพราะจะถูกกดค่าเงิน
     ส่วนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ก็ไม่ได้ลำบากลำบนอะไรนัก ภาษาอังกฤษที่พอเอาตัวรอดได้ เมื่อนำมาผสนปนเข้ากับกิริยาอวัจนภาษา ก็พาให้ผ่านวันต่อวันมาได้อย่างฉิวเฉียด ทั้งเรื่องอาหารการกินและการเดินทาง ด้วยความที่นครโฮจิมินห์เป็นเมืองที่เจริญแล้ว ข้าวและขนมจึงมีให้เลือกละลานตาตั้งแต่ข้างทางจนถึงภัตตาคาร
     อาหารข้างทางส่วนมากเป็นเฝอ (ก๋วยเตี๋ยว) และบาเก็ต  (ขนมปังฝรั่งเศส) สอดไส้เนื้อสัตว์ ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 20,000 ด่อง หรือราว 40 บาทไทย แต่ขนาดที่ให้นั้นใหญ่มากกินกันจนจุกเลยทีเดียว ส่วนน้ำผลไม้ตกอยู่แก้วละ 10 บาท รสชาติอาหารถูกปากบ้างไม่ถูกบ้างแล้วแต่ดวงที่เลือกกินร้านไหน ส่วนมากแล้วรสที่ลิ้นได้ลิ้มชิมไม่ได้หนีอาหารไทยสักเท่าไร
     แต่ที่ประทับใจก็คงเป็นบรรยากาศของการกินริมทาง ที่ไม่ว่าจะเป็นร้านข้าวหรือร้านน้ำ ต่างก็ตั้งโต๊ะเตี้ยๆ  คล้ายโต๊ะญี่ปุ่น แล้วให้นั่งบนเก้าอี้พลาสติกตัวเล็ก จากนั้นก็โซ้ยกันตามสะดวก ไม่ว่าจะเช้า สาย บ่าย หรือเย็น บริเวณสองข้างถนนเราก็จะเห็นร้านพวกนี้จำนวนมาก ประหนึ่งสภากาแฟบ้านเรายังไงยังงั้น
    ด้านสถานที่ท่องเที่ยว ณ เมืองลุงโฮ มีหลากหลายแถมยังเดินไปเที่ยวได้อย่างสบาย เพราะตั้งอยู่ใกล้ๆ  กัน อย่างไรก็ตาม แหล่งท่องเที่ยวส่วนมากล้วนเป็นมรดกตกทอดเมื่อครั้งเป็นเมืองขึ้น สถาปัตยกรรมก่อสร้างจึงแสดงถึงอารยวัฒนธรรมฝรั่งที่งดงามเป็นหลัก ทั้งโรงโอเปราใกล้โรงแรมไฮแอท  ไซ่ง่อน โบสถ์อัมสเตอร์ดัมที่ไกลออกไปไม่มากนัก ซึ่งอยู่ตรงข้ามที่ทำการไปรษณีย์ ศาลากลางจังหวัด ฯลฯ
     ซิตีทัวร์แบบกระชั้นกระชับในแพ็กเกจที่ไม่ต้องเสียสตางค์สักแดงเดียว (ได้รับความอนุเคราะห์จาก  มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ให้ขึ้นร่วมขบวนทัวร์ด้วย) เกิดขึ้นในช่วงสายของวันที่ 4 อากาศร้อนชื้นได้ใจไม่เป็นอุปสรรคต่อความอยากรู้อยากเห็น อย่างหนึ่งเป็นเพราะความงดงามของสถานที่ พ่วงด้วยประวัติความเป็นมา ทำให้ใจจดจ่ออยู่กับสิ่งใหม่ แทนที่จะพะวงอยู่กับเหงื่อไคลที่ไหลย้อย
     "เหงียน เฟือง งา" (งาในภาษาเวียดนามหมายถึงพระจันทร์ เราเลยเรียกสาวน้อยผู้นี้ว่า จันทร์เจ้า) นักศึกษาเวียดนามที่มาหาลำไพ่พิเศษ ด้วยการเป็นไกด์ให้กับบริษัททัวร์ Princess Journey ของไทย จันทร์เจ้าทำหน้าที่เจ้าบ้านได้เป็นอย่างดี เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับเวียดนาม เธออธิบายให้ความรู้ด้วยความสนุกสนาน
     อย่างโบสถ์อัมสเตอร์ดัม ตึกอิฐสีส้มตระการตาให้อารมณ์ย้อยยุค เดิมทีเป็นโบสถ์ที่ฝรั่งเศสสร้างไว้ให้ทหารเวียดนามทำพิธีเกี่ยวกับศาสนา ตั้งแต่ปี 1877 ปัจจุบันผ่านไป 130 ปี ก็ยังคงหน้าที่เดิมอย่างเดิมไว้ เพราะประชากรราว 10-15% ยังคงนับถือศาสนาคริสต์ (ประเทศเวียดนามไม่มีศาสนาประจำชาติ นอกจากที่นับถือศาสนาคริสต์แล้ว ราว 70% นับถือศาสนาพุทธ ที่เหลือไม่นับถือศาสนาใดๆ และใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักในการสื่อสาร) เพียงแต่เพิ่มบทบาทขึ้นมาอีกอย่างก็คือ เป็นวิวไว้ใช้ถ่ายรูปประกอบงานแต่งงาน ซึ่งในวันที่ไปเยือนก็เห็นคู่แต่งงานมาถ่ายรูป 3 คู่
     ใครจะเดินทางมาที่โบสถ์  ก็ไถ่ถามเส้นทางสั้นๆ ว่าอยากไปสภากาแฟก็เป็นอันรู้กัน เพราะรอบๆ โบสถ์เต็มไปด้วยร้านกาแฟที่เหล่าวัยรุ่นมาชุมนุมสุมหัว
     ถัดจากโบสถ์  ข้ามถนนไปอีกฟากก็จะได้พบกับศิลปะเมืองน้ำหอมที่งดงามไม่แพ้กัน ซึ่งก็คือที่ทำการไปรษณีย์ประจำเมือง โดยวัตถุประสงค์ในการสร้างขึ้นก็เพื่อการคมนาคมที่สะดวกของฝรั่งเศสเอง ภายในประกอบด้วยที่ทำการไปรษณีย์ ร้านขายของที่ระลึก และตู้โทรศัพท์ที่โทร.ไปยังต่างประเทศในราคายุติธรรม
     ว่าแล้วตามประสาคนชอบบันทึก ก็ควักเงินในกระเป๋าซื้อโปสต์การ์ด แล้วติดแสตมป์ 10,000 ด่อง (20 บาท) ส่งข้อความประทับใจถึงคนที่เมืองไทย แล้วเดินชมงานศิลป์อีกเล็กน้อย ก่อนบ่ายหน้าไปยังสถานที่ท่องเที่ยวสุดท้ายของทริป พิพิธภัณฑ์สงครามเวียดนาม
     ที่พิพิธภัณฑ์สงครามเวียดนาม  เขาแบ่งเวลาเปิดเป็น 2 กะ กะเช้าตั้งแต่เวลา 07.30-12.00 น. กะบ่ายตั้งแต่เวลา 13.30-17.00 น. เสียเงินค่าเข้าชม 15,000 ด่อง หรือ 30 บาทไทย สำหรับคนไทยที่มาท่องเที่ยว ณ นครโฮจิมินห์ ไม่ควรพลาดมาดูสถานที่แห่งนี้ เพราะที่นี่เขารวมรวมอาวุธยุทโธปกรณ์ ภาพถ่าย ข้อความบรรยายเรื่องราว และสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สงครามเวียดนาม เมื่อต้องต่อสู้กับต่างชาติ ทั้งฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา และคำประกาศอิสรภาพของลุงโฮ ประกาศการปกครองเป็นประเทศสังคมนิยม
     ภาพคนตาย ทั้งผู้ใหญ่และเด็กที่ถูกฆ่าอย่างเลือดเย็น ภาพคนพิการอันเกิดจากสารเคมีในฝนเหลืองแล้วตกทอดผ่านทางโครโมโซม  บ้านเมืองที่พินาศวอดวาย ฯลฯ เป็นความทารุณโหดร้าย ที่เห็นแล้ว ดูแล้ว รู้สึกหดหู่เสียจนเข้าใจว่า ทำไมคนเวียดนามในปัจจุบันจึงขยันและรักชาติยิ่งชีพ
     พานทำให้คิดว่า  ถ้าคนไทยยังทะเลาะแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เข่นฆ่ากันเอง วันนึงไม่มีสภาพไม่พ้นเวียดนามในอดีตเป็นแน่
     ประสบการณ์รู้เขารู้เรา ได้ท่องล่องดินแดนประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ที่คิดหาญมาแข่งกับไทยครั้งนี้ เป็นโอกาสดีๆ ที่ได้รับจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) พาไปศึกษาดูงานสัมมนาวิชาการและนิทรรศการการศึกษาไทย 2010 ณ นครโฮจิมินห์ เมื่อวันที่ 13-17 พ.ค.ที่ผ่านมา.



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์