ถ้าจะปฏิรูปก็ดี แต่ปฏิรูปแล้วดูแลทุกอย่างด้วย ไม่ใช่ปฏิรูปกันแต่เรื่องงาน แต่อย่างอื่นไม่พูดถึง มันอยู่ที่ตัวบุคคล ปฏิรูปดีคนมันไม่ดีก็ไม่มีผล ดังนั้นการจะปฏิรูปคนก็ต้องให้เขาทุกอย่างสนับสนุนเขาด้วย...ปรับปรุงคนน่ะดีที่สุด องค์กร ระบบมันดีอยู่แล้ว ทำอย่างไรให้ปลูกจิตสำนึกตัวบุคคล ผู้บังคับบัญชาปลูกจิตสำนึกได้ การปลูกจิตสำนึก ไม่ใช่ว่าพูดอย่างเดียว มันต้องมีอะไรให้ได้ใจเขาด้วย
ตำรวจต้องทำงานไปตามตัวบทกฎหมาย บางทีทำถูกกฎหมายอาจจะไม่ถูกใจชาวบ้าน คือองค์กรมันต้องรักษาไว้ เพราะองค์กรไม่ใช่ทำงานแค่งานนี้งานเดียว องค์กรมันต้องทำงานไปอีกนาน และทุกองค์กรต้องทำตามกฎหมาย ดังนั้นจะเอาเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มาตัดสินไม่ได้ ทุกครั้งตำรวจจะโดนด่า แต่สุดท้ายพอบ้านเมืองสงบสักพักหนึ่งจะมองแล้วว่าเออตำรวจเขาทำถูกนะ ทำไมตำรวจเขาทำอย่างนี้ๆ ในที่สุดก็จะเข้าใจ
เรียกว่าพอหมอกควันแห่งสงครามความขัดแย้งจางลง คนที่บาดเจ็บได้บาดแผลเหวอะหวะไปพอๆ กับมวลชนเสื้อแดงก็คือตำรวจ ต้องกลายเป็นจำเลยเสียเองในข้อหา 'ตำรวจมะเขือเทศ' ฝักใฝ่ในตัวอดีตนายกฯ ทักษิณ จนเกิดกระแสกดดันให้ปฏิรูปตำรวจ
ในฐานะ 'ผู้บัญชาการเหตุการณ์' พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ต้องใช้ลูกล่อลูกชนเจรจากับม็อบเสื้อแดงตั้งแต่วันแรกที่เคลื่อนขบวนเข้ากรุงเทพฯ กระทั่งกล่อมให้ออกมาจากวัดปทุมฯ ในวันสุดท้าย 'ผู้การแต้ม' ไม่ได้ออกมาแก้ตัว เพราะถูกมองว่าเป็นขวัญใจม็อบเสื้อแดง แต่ขอสะท้อนมุมการทำงานของตำรวจในช่วงการชุมนุม ที่ทำอะไรก็ไม่เคยถูกใจชาวบ้าน
เป็นกันชนให้แกนนำ
นับตั้งแต่ 12 มี.ค. ห้องทำงาน ผบก.น.1 ยังทำหน้าที่เป็นห้องนอนไปด้วยในตัว เพราะมีเหตุฉุกเฉินให้ต้องไปเจรจากับแกนนำ นปช.อยู่ตลอด
"เดิมม็อบจะมาอยู่กันที่เขตนครบาล 1 เพราะเป็นพื้นที่ทางการเมือง เป็นสัญลักษณ์ทางการเมือง มีทั้งกระทรวง ทั้งทำเนียบฯ รัฐสภา ป.ป.ช. เวลาจะประท้วงเขาก็มากันในพื้นที่นี้ ประท้วงเรื่องที่ทำกิน ความยากจน ม็อบเสื้อเหลืองเสื้อแดงเสื้ออะไรต่ออะไรก็จะมา ดังนั้นเวลามีเหตุการณ์อะไรเขาก็จะแต่งตั้งคนเป็น ผบ.เหตุการณ์ดูแลความเรียบร้อย ผมก็ได้รับการแต่งตั้งเป็น ผบ.เหตุการณ์ และอีกทางหนึ่งก็เป็นหัวหน้าเจรจาต่อรองของ บก.ทุกครั้ง ดังนั้นเวลามีม็อบไม่ใช่แค่ว่าม็อบเสื้อแดงเสื้อเหลือง ทุกครั้งผมจะเป็นหัวหน้าเจรจาต่อรอง พอมันมีม็อบเสื้อแดงขึ้นมาผมก็ทำหน้าที่เหมือนเดิมนั่นแหละ เพียงแต่ว่ามันเหมือนงานทุกๆ วัน มันก็เลยกลายเป็นหน้าที่รับผิดชอบ ต่อมาเราก็ทำดีขึ้น ทำสำเร็จเขาก็เลยแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าเจรจาต่อรองของ บชน.เลย หมายความว่าถ้ามีเหตุการณ์ชุมนุมที่ไหน ไม่ว่าม็อบใดผมต้องไปทำหน้าที่ตรงนี้"
ไม่ใช่แค่พื้นที่รับผิดชอบของนครบาล 1
"ทุกพื้นที่เลย และอีกอัน ตร.เขาแต่งตั้งผมเป็นคณะทำงานในการเจรจา ดังนั้น ตร.จะใช้ผมไปเจรจราทั่วประเทศก็ต้องไป ดังนั้นคนก็เลยมองว่าเอ๊ะทำไมผมต้องเข้าไปเกี่ยวตรงนั้นตรงนี้ สนิทกันหรือเปล่า ไม่ใช่ คือเขาแต่งตั้งผมให้เป็นตรงนี้ต้องไป ถามว่าตำแหน่งนี้ใครอยากจะได้ไหม ไม่มีใครอยากได้หรอก มันหมิ่นเหม่ เดี๋ยวคนก็บอกว่าสีนั้นสีนี้ แต่ผมถือว่าทำอะไรก็ได้ให้บ้านเมืองมันสงบ"
เริ่มต้นเข้าไปเจรจากับแกนนำ นปช.ทั้ง 3 คน
"ก็ทั้ง 3 คน ท่านวีระ จตุพร ณัฐวุฒิ เดิมเขาก็ไม่ค่อยคุยกับเราหรอกนะ เพราะเราไม่รู้จักกับเขา แต่ว่าเขารู้จักเรา ตัวตนเราว่าเราเป็นยังไง เมื่อทางการประกาศว่าให้ผมเป็นคนเจรจาเขาก็คุยด้วย ตอนหลังคุยไปคุยมา ผมก็เป็นคนคุยง่าย ให้เกียรติกับเขา เลยได้คุยเหมือนสนิทกัน มีอะไรก็หารือ เวลาเขาจะขออะไรกับทางตำรวจทางรัฐบาลเราก็ไปบอก เวลาเราขอเขาเขาก็โอเค มันก็เลยกลายเป็นพูดกันง่าย บางทีการเจรจาบางคนบอกเอ๊ะทำไมไปเจรจาแป๊บเดียวจบ ไม่ใช่นะ บางทีเราเจรจาทางโทรศัพท์กันก่อนแล้ว การที่ไปถึงที่เพียงแต่มาบอกให้สังคมให้ม็อบได้รู้ว่าการทำอะไรมันขั้นตอน ที่จริงมันเจรจากันทางโทรศัพท์แล้ว"
นี่คือหลักการเจรจา ต้องหาข้อสรุปให้ได้ก่อนออกสู่ public
"ใช่ นั่งโต๊ะเจรจานั่นเป็นภาพ อย่างสมมติว่าผมจะขอพื้นที่เขาในการจัดงานพระราชพิธีหรือจัดงานให้นักเรียน นักศึกษา ถามว่าอยู่ดีๆ เราจะไปพูดว่าขอพื้นที่นะครับ ไม่ได้ เราก็ต้องโทร.ไปบอกเขาว่าเราจะต้องขอที่นะ ตรงนี้ๆ นะ เขาบอกโอเคอย่างนั้นเดี๋ยวพี่มาหลังเวทีมาพูดคุยหน่อยแล้วก็แถลงข่าวร่วมกัน เราก็ไป อย่างนี้ ทุกคนเลยบอกเอ๊ะทำไมเจรจาง่าย มันไม่ใช่ เบื้องหลังเรามี แต่เราอาจจะพูดตอนนั้นไม่ได้"
อะไรบ้างที่ขอแล้วไม่ได้
"ที่ขอเขาก็ให้ทั้งหมดนะ แต่อาจจะให้ไม่เต็มหรือเต็มอะไรอย่างนี้ ที่ไม่สำเร็จก็คือสุดท้ายคือเราขอให้เขาเลิก เขาขอให้ท่านสุเทพไปมอบตัวที่กองปราบ"
เลยกลายเป็นขวัญใจเสื้อแดง
"ทุกคนมองว่าเราไปเจรจาง่าย คือผมก็ไม่ได้เรียนมาทางนี้นะ ผมใช้ประสบการณ์การทำงาน แต่ผมรู้จิตใจคนว่าคนต้องการอะไร อันแรกก่อนเราไปเจรจาเราก็ต้องให้ความนับถือเขา บางคนต่อว่าว่าทำไมผมไปเรียกว่าท่านวีระ คุณนั่นคุณนี่ เราไม่เรียกเขาจะคุยกับผมเหรอ จะให้ผมไปเรียกไอ้วีระเฮ้ยมาคุยกันสิไอ้ณัฐวุฒิ นอกจากเขาจะไม่คุยแล้วเขาจะเอาเท้ายันหน้าเราสิ เราต้องให้เกียรติเขา พี่ครับน้องครับ พอเขาเห็นว่าเราอ่อนน้อมถ่อมตนใจเขาก็ให้เราแล้ว สองเมื่อเราไปพูดกับเขาเราต้องรับฟังปัญหาเขานะ เขามีปัญหาอะไรเราก็ต้องฟังเขานะ เพื่อเราจะได้เอาปัญหานั้นมาบอกเขา มาบอกรัฐบาลหรือมาบอกทางกรมตำรวจ ถ้าเราบอกเฮ้ยไม่ได้ คุณต้องทำอย่างนี้ๆ อย่างนี้มันไม่ใช่เจรจา นี่ไปบังคับเขาหรือไปชี้แจงให้เขาทราบเฉยๆ ดังนั้นเราต้องทำอย่างนี้ ใครจะมองก็ช่าง เพราะผมไม่เคยรู้จักพวกแกนนำมาก่อน ไม่เคยพูดกับเขาสักคำมาก่อนเลย รู้จักแต่ท่านวีระ แต่ไม่เคยพูดกัน ณัฐวุฒิไม่เคยพูด จตุพรรู้แต่ว่าเขาเป็น ส.ส. ไม่รู้จักมาก่อนเลย แต่มันเป็นเทคนิคไง เป็นเทคนิคของเรา เหมือนกับว่าเราจะจับโจรยังไง เราจะทำให้คนรักยังไง เราก็รู้อยู่ว่าเราจะต้องทำยังไง"
ไม่กลัวว่ารัฐบาลจะระแวง
"ไม่หรอก เพราะรัฐบาลเขาก็ใช้ผม เขาบอกคุณไปทำตรงนี้ ผู้บัญชาการตำรวจบอกให้ผมไปทำตรงนี้ ทางทหารประสานมาให้ไปรับผู้ต้องหา ไปรับทหาร ไปขอปืนขอรถถังคืน เขาใช้เรานี่เราถึงไป อย่างหลังวันที่ 10 เม.ย. ผมก็ไปขอรถถังคืนได้ตั้งกี่คัน ผมไม่ใช่เสนอตัวไปขอเอง ผู้ใหญ่เขาสั่งไป เราไปตามคำสั่งทุกครั้งนะ ผู้ใหญ่ต้องสั่งถึงไป เขาก็คงไม่รู้จะใช้ใคร ใช้เราแล้วเราก็รายงานเขา"
ตลอด 2 เดือนผู้การแต้มเดินเข้าออกม็อบเสื้อแดงจนคุ้นหน้าคุ้นตา
"ผมไปนี่คนไม่รู้จักผมนะ บางครั้งผมก็โดนด้ามธงแทงนะ บางครั้งผมก็ถูกขวดน้ำเขวี้ยงนะ ถูกด่า แต่เราพูดกับ public ไม่ได้ เพราะเราเป็นคนเจรจา เราต้องทำให้เห็นว่ามันไม่มีอะไร เราเป็นคนมาเชื่อมความสัมพันธ์ อย่างเช่นเขาแทงผมด้วยธง ผมถามว่าผมจะไปประกาศว่าเอ๊ะเขาแทงผมนะ วันหลังผมมาอีก เขาก็แทงผมใหญ่สิ ผมก็ต้องยิ้ม คิดซะว่าเขาอาจจะแทงผิด บางทีผมถูกเขวี้ยงด้วยขวดน้ำ ผมจะไปบอกเฮ้ยมาเขวี้ยงผมทำไม จะไปชกเขาเหรอ ผมก็ถูกกระทืบสิ คิดซะว่าเหมือนกับเขาเขวี้ยงผิดคนมาโดนเรา บางทีเขาด่าเรา ตำรวจอย่างนั้นอย่างนี้ ผมก็บอกใจเย็นน้อง วันหลังพอเขาเห็นเรา คุ้นหน้าเข้า เห็นว่าไม่มีพิษมีภัยอะไร เราเดินเหินได้เข้าไปหาแกนนำก็ไม่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ บางทีตำรวจคนอื่นเขาก็เดินเข้าไปไม่ได้"
กระทั่งวันที่ไปบอกให้เขาออกจากวัดปทุมฯ
"ประชาชนที่อยู่ในวัดปทุมฯ สถานการณ์มันตึงเครียด ทางผู้ใหญ่ก็สั่งให้ไปช่วยออกมา ตำรวจก็ช่วยออกมา ก็แบ่งหน้าที่กัน เราไปทำหลายสาย ตำรวจ มหาดไทย คมนาคม แต่ถามว่าเวลาการเจรจาเขาก็ต้องเอาคนเจรจาไปซึ่งก็เป็นผม ผมพูดปุ๊บครั้งแรกๆ เขาก็ยังไม่ออกมาจากวัด ตอนหลังไมโครโฟนเสียงมันไปไม่ถึง ก็รู้แต่คนหน้าๆ คนที่อยู่หลังๆ อีกหลายพัน ผมก็ต้องเข้าไปพูดข้างใน พอเข้าไปเขาเหมือนแบบเอ๊ะตำรวจคนนี้เคยไปเจรจา พอจะไว้ใจได้ เขาก็เลยเชื่อ วันนั้นถ้าผมไม่เข้าไปเขาก็ไม่ออก"
บรรยากาศขณะนั้นตึงเครียด เพราะชาวบ้านยังหวาดกลัวหลังจากมีการยิงเข้าไปในวัด
"เขาเครียด เขามีความกลัว มันเป็นความรู้สึกที่ผมเห็นแล้วก็หดหู่นะ คือต้องยอมรับว่าประชาชนที่มาอยู่ในม็อบตลอด 2 เดือนกว่านี่เขาต่อสู้จริงๆ นะ เขาสู้ เราก็ต้องใช้หลักในการเจรจา คือการเจรจามันต้องอยู่ในกรอบด้วยนะ อย่างนายเขาสั่งให้เราเจรจาเรื่องไหน เราก็ต้องเจรจาในกรอบนั้น เราจะไปเจรจานอกกรอบหรือไปสร้างเงื่อนไขไม่ได้ นายบอกเฮ้ยคุณไปเจรจาแค่นี้ เราก็เจรจาแค่นี้ ได้ไม่ก็บอกเขาไป เอามาให้ผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่บอกไปเจรจาใหม่ก็ไป อันที่สองต้องเจรอยู่ในกรอบของกฎหมาย เราจะไปตกลงกับเขาโดยที่ผิดกฎหมายก็ไม่ได้ เช่นว่าเขาบอกอย่างนี้ เอ้าถ้าอย่างนั้นไปอยู่อย่างนี้แล้วกัน มันผิดกฎหมายเราก็ทำไม่ได้ ดังนั้นต้องอยู่ในกรอบกฎหมาย
หลักเจรจาอีกอันหนึ่งก็คือ เราต้องมองว่าเขาเป็นประชาชนนะ ยึดหลักตรงนี้ เขาก็คือประชาชน เราจะต้องแสดงให้เห็นว่าเขามีความเสมอภาค ต้องให้เขารู้ว่าเขาเป็นประชาชนนะ เราเป็นตำรวจเราดูแลเขานะ อีกอย่างคือเราต้องทำหน้าที่ในการประสานงาน เพราะทุกครั้งที่ผมเจรจาไม่ใช่เฉพาะม็อบเสื้อแดงนะ เวลาเราไปเจรจากับม็อบผมก็เหมือนเป็นคนกลาง เขามาตกลงอะไรผมก็เอาคำนั้นมาบอกรัฐมนตรี มาบอกทางตำรวจ ทางผู้ใหญ่ว่ายังไงเราก็ไปบอกกับทางม็อบ เราเป็นคนทำหน้าที่ประสานงาน อีกอันที่สำคัญคือดูแลเรื่องความปลอดภัย เรื่องอาวุธอย่าให้เขาเขาพกพาอาวุธ อย่าใช้อาวุธ นี่คือหลัก"
"อย่างเช่นวันที่เขาจะดาวกระจาย เราก็บอกขอได้ไหม ฝั่งธนฯ อย่าไปเลย เขาก็โอเค ผมขอตรงพื้นที่ราชดำเนินไหม ต้องจัดงานนี้ๆ ก็ได้ ถามว่าตัวตนพวกแกนนำเขามีเหตุผลไหม แต่เหตุผลบางครั้งเขาอาจจะมีเหตุผลแล้วเขาจะไปพูดกับผู้ชุมนุมให้รู้เรื่องได้อย่างไร อย่างเช่นมีอยู่วันหนึ่งเขาบอกจะบุกบ้านป๋าเปรม ผู้ชุมนุมจะไปบุกบ้านป๋าเปรม แต่ถามแกนนำเขาอยากไปไหม แกนนำก็ไม่อยาก เขาก็คุยกับผม ผู้ใหญ่บอกเฮ้ยไปประสานด่วนเลยให้มาไม่ได้ บุกมีเรื่องกัน เขาก็พี่แต้มมาหลังเวทีหน่อย พอมาถึงคุยคำสองคำ ขึ้นไปพูดเวทีบอกผู้การแต้มมาขอร้องว่าอย่าไป พวกเราไม่ต้องไป คือเขามีทางลงที่จะพูดกับมวลชนเขาได้ ใครเห็นนึกว่าผมพูดคำสองคำ แต่จริงๆ แล้วเราคุยโทรศัพท์กันแล้ว"
เรียกว่าเป็นกันชนให้แกนนำ
"ให้เขาก็มีทางลงไง"
อารมณ์ของมวลชนควบคุมได้ยากแม้จะมีข้อยุติกับแกนนำ
"เราต้องเข้าใจ อย่างที่ผมบอกว่าแกนนำค่อนข้างมีเหตุผล บางทีเขาตกลงกับเรา แต่ก่อนนั้นเขาพูดจากับม็อบจนฮึกเหิมแล้ว ดังนั้นพอเวลาไปถึงจะหักมุมเลยมันก็ยาก อย่างผมไปเราก็ต้องมีเทคนิคของเรา วันที่ไปบุกบ้านนายกฯ ถามว่าวันนั้นถ้าไปถึงแล้ว ตำรวจก็น้อยทหารก็น้อย ซอยแคบ ยังไงก็ต้านไม่อยู่ ผมทำตลกโปกฮายืดเยื้อกับณัฐวุฒิกับแกนนำ ทำบรรยากาศให้จากเครียดมาเป็นขบขันเฮฮา จนไปถึงบ้านนายกฯ นี่คลายเลย ผมเห็นว่าคลายเลย มีฮาร์ดคอร์ไม่กี่คนที่ไปทำ มีอยู่วันหนึ่งผมไปเจรจาหน้าทำเนียบฯ พายัพ ปั้นเกตุ บอกว่าพี่เป็นคนบ้านเดียวกับผมนะ เราก็เอ๊ะเป็นคนบ้านเดียวกันตั้งแต่เมื่อไหร่วะ พี่เป็นคนอยุธยา เอ้ารู้ได้ไง ผมบอกอย่างนั้นก็แล้วคนบ้านเดียวกันจะได้คุยกันรู้เรื่อง เขาบอกเขาเป็นคนอ่างทอง ห่างจากบ้านพี่ไป 35 กิโล ฉะนั้นถือว่าเป็นคนบ้านเดียวกัน หลังจากนั้นเราก็คุยเจรจากันเป็นชั่วโมง บรรยากาศมันก็คลายเราก็ตกลงกันได้ ผมก็ต้องหยอดเขาเมื่อพี่เป็นคนบ้านเดียวกันเปิดเพลงคนบ้านเดียวกันให้ผมฟังได้ไหม ไผ่ พงศธร พอพูดอย่างนี้ม็อบก็เฮ บรรยากาศมันก็คลาย จากเมื่อกี้จะฆ่ากัน และพอวันไปบุก กกต.ก็เจรจาสำเร็จ สุดท้ายผมก็บอกพี่เป็นหนี้ผมยู่อย่างหนึ่งนะ เรื่องเพลงพี่ยังไม่เปิดเพลงบ้านเดียวกันให้ผมเลย ม็อบเขาไม่ได้เป็นศัตรูกับผม เหมือนกับพูดตลกโปกฮากันได้ แต่จริงๆ มันไม่ใช่ คือมันเป็นเทคนิคของผม ผมคิดวิธีของผมเองว่าจะให้อารมณ์ม็อบคลายได้ยังไง"
แต่กับฮาร์ดคอร์ถือเป็นกรณียกเว้น
"ยากมาก คือการเจรจาคนที่พอมีเหตุผลก็อย่างคุณวีระ จตุพร ณัฐวุฒิ หมอเหวง คุยกับเราเขาโอเค แต่ว่าเขาจะคุยกับม็อยยังไงอีกเรื่องหนึ่ง แต่ฮาร์ดคอร์นี่จะไม่มีเหตุผล ถ้าคุยแล้วไม่มีเหตุผลมันก็จะกลายเป็นประเด็นขัดแย้งอีก เราก็จะไม่คุย อริสมันต์อย่างนี้พูดยาก แต่กับสามแกนนำอย่างขอพื้นที่หน้าโรงพยาบาลจุฬาฯ สุดท้ายก็จบได้ ซึ่งระหว่างนั้นมันก็มีพวกฮาร์ดคอร์พยายามปลุกม็อบให้แรง มันเลยยาก ฮาร์ดคอร์บางคนไม่ยอม แกนนำจริงๆ เขายอม กรณีโรงพยาบาลจุฬาฯ เราบอกไมโครโฟนดังนะ สมเด็จพระสังฆราชประทับรักษาตัวอยู่ คุณปิดไมโครโฟนหน่อย เขาก็ยอม มันต้องใช้เหตุผลคุยกัน"
ภารกิจของนักเจรจานับครั้งไม่ถ้วนที่ผู้บังคับบัญชาโทร.สั่งงานแบบฉุกเฉิน
"บ่อยมาก อย่างขอยุทโธปกรณ์ทหารคืน หรือวันที่แผน นปช.เขาออกมาสิบโมงเช้า เขาจะไล่ทหารตามจุดต่างๆ ตอนนั้นเราก็เตรียมอะไรไม่ทัน ผมไปแก้ทุกจุดเลยนะ ที่ทำเนียบฯ ที่รัฐสภา ขี่มอเตอร์ไซค์ไปเจรจา แกนนำบอกมาอีกแล้วพี่แต้มมาอีกแล้ว เหมือนกับผมมายังไงเขาต้องแพ้เหตุผลเรา เรามีเหตุผลและเราก็พูดคำไหนคำนั้น"
เมื่อใช้ความพยายามในการเจรจามาตลอด เหตุการณ์วันที่ 19 พ.ค. จึงไม่เคยอยู่ในความคาดหมาย
"ที่จริงผมคิดว่าน่าจะจบนะ ตอนนั้นผมว่าไม่น่าจะเกิดอะไรรุนแรง ก็อย่างว่าม็อบเขาก็พัฒนาความรุนแรง เราเป็นเจ้าหน้าที่เราก็ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด นอกจากนั้นก็ถือว่าอยู่เหนือการควบคุมของเรา"
ถูกกฎหมาย-ไม่ถูกใจ
ในคืนที่เรียกว่าปฏิบัติการกระชับพื้นที่ หลายคนได้เห็นคลิปผู้การแต้มพยายามช่วยผู้บาดเจ็บท่ามกลางห่ากระสุนที่ไม่รู้ว่าเป็นของฝ่ายไหน
"ผมจะไปช่วยคนเจ็บ โทรหาผู้ใหญ่ บอกนายครับขอให้ประสานกับทหาร ให้ทหารช่วย cover เราด้วย เพราะเราก็ไม่รู้ว่าใครยิงมา เราจะเอาคนเจ็บออกไป ตอนเหตุการณ์ผมก็อยู่ทุกคน ผมไม่ได้ทำเรื่องเจรจาอย่างเดียวนะ ผมเป็น ผบ.เหตุการณ์ด้วย ดินแดงก็ต้องไป ทุกเรื่องนะ ต้องจัดกำลังต้องคุมกำลัง ในภาวะปกติจะเป็นหน้าที่ตำรวจในการดูแลความเรียบร้อยเหตุการณ์บ้านเมือง แต่ถ้าเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ปกติเช่นมีการประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทหารจะเป็นผู้ควบคุม เข้าไปอยู่ในยุทธการของเขา จากนั้นก็ต้องทำงานร่วมกัน ฉะนั้นคนจะมองว่าเอ๊ะทำไมบทบาทตำรวจน้อย ไม่ใช่ เราไปเป็นหนึ่งในยุทธการเขา เขาจะใช้เราไปตรงไหน ถามว่าทำงานหนักไหม หนัก แต่เราไม่ได้ออกข่าว ก็ทำงานร่วมกับทหาร ตั้งด่านร่วมกับทหาร เพียงแต่ว่าเราไปขึ้นอยู่กับ ศอฉ. ศอฉ.จะเป็นผู้แถลงข่าว ก็เลยถูกมองแบบนั้น ที่จริงตำรวจทำงานมาก่อนนั้นแล้วด้วย"
เป็นจำเลยของสังคมว่ารู้เห็นเป็นใจกับเสื้อแดง
"ไม่ใช่หรอก ตำรวจมีหน้าที่ ศอฉ.เขากำหนดให้เราทำหน้าที่อะไร ทหารก็ต้องไปทำตรงนี้ ตำรวจทำจุดนี้ บอกได้เลยว่าไม่มีตำรวจคนไหนไม่ทำงาน ส่วนมันจะใจยังไงแต่เวลาสั่งแล้วมันทำงานทุกคน ที่นี่ไม่มีใครได้กลับบ้านกันเลย ตำรวจต้องทำงานไปตามตัวบทกฎหมาย บางทีทำถูกกฎหมายอาจจะไม่ถูกใจชาวบ้าน คือองค์กรมันต้องรักษาไว้ เพราะองค์กรมันไม่ใช่ทำงานแค่งานนี้งานเดียว องค์กรมันต้องทำงานไปอีกนาน และทุกองค์กรต้องทำตามกฎหมาย ดังนั้นจะเอาเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มาตัดสินไม่ได้ ทุกครั้งตำรวจจะโดนด่า แต่สุดท้ายพอบ้านเมืองสงบสักพักหนึ่งจะมองแล้วว่าเออตำรวจเขาทำถูกนะ ทำไมตำรวจเขาทำอย่างนี้ๆ ในที่สุดก็จะเข้าใจ จะมาคิดได้ว่าทำไมวันนั้นตำรวจไม่ทำอย่างนี้ๆ คือถ้าเรื่องยังใหม่ๆ เขาก็จะด่าเราแต่ผ่านไปจะเข้าใจเอง สุดท้ายแล้วมันต้องมีหลัก"
หรือกลัวว่าจะความผิดในภายหลังเหมือนกรณี 7 ตุลา
"ถามว่าสะกิดใจไหมก็มีบ้างนะ แต่ว่าสมัยก่อนกฎหมายมันไม่ชัดเจน ตอนนี้เรามีกฎหมายชัดเจนว่าทำแล้วไม่มีความผิด เขาก็ไม่แคร์หรอก ตอนนั้นมันอาจจะสะกิดใจบ้างเพราะมันไม่มีกฎหมายอะไรเป็นมาตรฐาน ตอนนี้มีกฎหมายรองรับแล้วเขาก็ไม่กลัวหรอก แต่ถามว่าในใจเขาอาจจะมีติดใจตรงนี้ไหม มีแน่นอน แต่ว่ามันมีคำสั่งอยู่คุณต้องไป ผมยืนยันว่าตำรวจไม่มีคนไหนที่จะไม่ทำงาน"
นายกฯ อภิสิทธิ์ออกมารับลูกทันทีหลังหมอตุลย์เรียกร้องให้ปฏิรูปตำรวจ
"ถามว่าปฏิรูปที่ผ่านมาดีไหมก็ดี แต่มันอยู่ที่คนด้วย คุณออกระเบียบออกกฎหมายยังไงถ้าคนมันไม่ซะอย่างมันก็ไปไม่ได้ ถามว่ากฎหมายที่ออกๆ มาถ้าคนไม่ปฏิบัติตามมันก็ใช้ไม่ได้ เหมือนกับรัฐบาล เหมือนกับ ส.ส.เหมือนกัน ระบบ ส.ส.ระบบรัฐสภาก็ดีหมด แล้วตัวนักการเมืองดีหรือเปล่า ก็ต้องพิจารณาตรงนี้ด้วย ฉะนั้นตำรวจนี่ระบบดีอยู่แล้วแต่คนมันดีไหม คุณจะทำยังไงให้คนมันเข้าได้กับระบบ ถามว่าผู้บังคับบัญชาคุณจะทำตัวยังไงให้ลูกน้องเลื่อมใส บังคับบัญชาลูกน้องได้ บริหารงานต้องรู้ ถ้าหัวไม่ส่ายหางมันจะกระดิกได้ยังไง ถ้านายขี้เกียจลูกน้องก็ในเมื่อนายไม่ทำกูจะไปทำทำไม ฉะนั้นมันอยู่ที่ตัวบุคคล ระบบมันดีอยู่แล้ว"
"ถ้าจะปฏิรูปก็ดี แต่ปฏิรูปแล้วดูแลทุกอย่างด้วย ไม่ใช่ปฏิรูปกันแต่เรื่องงานแต่อย่างอื่นไม่พูดถึง มันอยู่ที่ตัวบุคคล ปฏิรูปดีคนมันไม่ดีก็ไม่มีผล ดังนั้นการจะปฏิรูปคนก็ต้องให้เขาทุกอย่างสนับสนุนเขาด้วย ตำรวจเรามันโดนมาตลอดอยู่แล้ว เรื่องปกติ ขอให้ตั้งใจทำงาน ถ้าคนเขาเข้าใจจะสงสารตำรวจ ผมถามหน่อยอาชีพอะไรทำงานหนักที่สุด และในการทำงานหนักใครเงินเดือนน้อยที่สุด ก็ตำรวจอีก ข้าราชการอื่นทำงานวันละ 8 ชั่วโมง 4 โมงครึ่งกลับบ้าน ผมเคยเป็นสารวัตรจราจรผมตื่นตี 4 ผมกลับเที่ยงคืน วันหนึ่งทำงานกี่ชั่วโมง ตำรวจไม่เคยประชาสัมพันธ์ให้ใครรู้ว่าเราทำงานหนักขนาดไหน รู้ไหมตำรวจ ปจ.ปราบจราจลกลับมาต้องมาเป็นสายตรวจอีกนะ กลับมาต้องมาเป็นฝ่ายสืบสวนต้องมาเป็นจราจรอีกนะ ออกเวรแล้วต้องไปเป็น ปจ.อีก สังคมไม่รู้คิดว่าตำรวจสบาย แล้วตำรวจ ปจ.ที่ตายอีกกี่คน ครอบครัวเขาสูญเสีย ตำรวจมาทำงานกับทหารทุกวัน อยู่ใน ศอฉ.21 กองร้อย อยู่ข้างนอกอีก 40 กองร้อย ไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครทำสารคดีเรื่องตำรวจ ตำรวจเราสูญเสียมาก"
เริ่มจากปฏิบัติการเชือดไก่ เด้งผู้กำกับฯ เพราะปล่อยให้เผาศาลากลางจังหวัด
"ตำรวจ ข้าราชการ มีกฎกติกา อย่างผู้บัญชาการบอกว่าถ้าท้องที่ไหนมีเหตุจี้ร้านทองปล้นร้านทองจะย้ายผู้กำกับ เขาบอกกติกาไว้แล้ว ดังนั้นคุณต้องไปหาทางให้ได้ว่าจะให้มีเหตุปล้นไม่ได้ แต่ถ้าคุณไปวางมาตรการทำอย่างนั้นอย่างนี้แล้วมันยังมีการปล้น นายเขาไม่ย้ายหรอกเพราะคุณทำเต็มที่แล้ว แต่ถ้าไปดูแล้วไม่ได้ทำอะไรเลย บอกให้ไปประสานร้านทองให้ติดกล้องวงจรปิดก็ไม่ได้ทำ สั่งให้ทำนั่นทำนี่ก็เฉย อย่างนี้เมื่อมีเหตุผลคุณโดนแน่ มันเป็นกฎกติกา เมื่อกฎกติกาก็ต้องยอมรับ อย่างเผาศาลากลางคุณต้องหาทางป้องกันไว้ก่อน แต่ถ้าป้องกันแล้ว โหต่อสู้ซะจน อย่างนี้ก็ไม่เป็นไร ไม่ใช่ว่าเราไปโทษเขาผิดนะ หนึ่งกฎกติกาต้องยอมรับ คือมันต้องมีสัญญากันก่อน อย่างตอนนี้ต้องสัญญากันก่อนเฮ้ยมึงอย่านะ ตอนนี้คุณต้องไปดำเนินการนะถ้ามีการชุมนุมมีการก่อหวอดซึ่งมันผิดกฎหมาย ถ้าคุณไม่ดำเนินการจะย้ายผู้กำกับ ถ้ามันมี 5 คน 10 มาก่อหวอดแล้วคุณไม่ทำอะไรก่อนต้องย้ายนะ เพราะมันมีกฎหมาย แต่ถ้ายังไม่มีกฎหมายมาชุมนุมตามสิทธิรัฐธรรมนูญ แล้วนายย้ายเขามันก็ใช้ไม่ได้ มันมีกรอบมีกฎ"
พล.ต.ต.วิชัยยอมรับว่า การทำงานของตำรวจท่ามกลางความขัดแย้งของประชาชนในพื้นที่รุนแรง นั้นไม่ง่าย
"ผมว่าทำงานแบบตรงไปตรงมา ทำเป็นกลางๆ เดินตรง รักษาความเป็นองค์กรไว้ ยังไงสังคมเขาก็ตัดสินเอง ถ้าคนไม่ตรงสักวันมันก็มีผลกระทบเอง นักการเมืองเขาสู้กันทางการเมือง วันหนึ่งเขาก็ดีกันแต่เราต้องโดน ป.วิอาญาอีก 20 ปี ดังนั้นทำตรงๆ แต่ก็ต้องทำอยู่ในกรอบของกฎหมาย ถูกผิดก็ว่ากันไป ผู้บัญชาการเขาก็สั่งอยู่ในกรอบของกฎหมายเหมือนกัน นอกกรอบเขาก็สั่งไม่ได้ ดังนั้นทำไป คนเป็นกลางไม่มีตาย มีตายอยู่อย่างเดียวคือเขียด เคยฟังนิทานเรื่องนี้ไหม ผมจะเล่าให้ฟัง กบกับเขียดมันเป็นเพื่อนกัน มีวันหนึ่งไอ้เขียดมันก็ถามกบว่าเฮ้ยเอ็งไปหากินฝั่งโน้นได้ยังไงวะ ข้ามถนนทำไมรถไปทับ ไอ้กบมันฉลาดมันบอกไอ้เขียดเอ็งนี่โง่จริงๆ ก็กระโดดลงไปกลางถนนพอหยุดสักหน่อยรถก็วิ่งคร่อมไป เอ็งก็กระโดด ก็ไม่ตาย อยู่ตรงกลางๆ เข้าไว้ ไอ้เขียดมันก็ทำบ้างปรากฏแป๊ด ตาย เพราะอะไรรู้หรือเปล่า มีสามล้อมา มีล้อตรงกลาง เขาเรียกตายหยั่งเขียด อยู่กลางแล้วมันตาย ถ้าเป็นบางคนอยู่ตรงกลางก็ไม่ตาย"
ยกเว้นว่าเป็นคราวซวย
"มันก็ซื่อไง มันก็ไปตรงกลางอย่างที่ไอ้กบแนะนำ แต่ดวงไม่ดีรถสามล้อมาเลยทับตาย คือคนที่เป็นกลางแล้วยังซวยอย่างนี้ก็ช่างมันเถอะ ยกตัวอย่างให้ฟังว่าสมมติเราทำดี เป็นกลางแล้ว ถ้าผู้บังคับบัญชาไม่เห็นก็ถือว่าซวยแล้ว แต่ถ้าผู้บังคับบัญชาเขามีใจเป็นกลางเขาก็จะเห็นเอง"
ทุกยุคทุกสมัยความสัมพันธ์ของนัการเมือง-ตำรวจ ถือว่าสมประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย
"ตำรวจมันเป็นองค์กรหนึ่งที่ใครมาเป็นรัฐบาลต้องใช้ และตำรวจต้องทำงานให้รัฐบาลชุดนั้น เขาต้องใช้เราได้ ดังนั้นตำรวจไม่ใช่ว่าเฮ้ยคนนี้กูไม่ทำงานให้ ไม่ใช่ ใครมาเป็นรัฐบาลตำรวจต้องทำงานให้ทั้งนั้นแหละ แต่มันจะทำถูกใจใครหรือไม่อีกเรื่องหนึ่ง ผมก็อยู่มาหลายๆ รัฐบาล ใครใช้ผมก็ทำทั้งนั้น"
ตัวเขาเองก็ไม่พ้นถูกมรสุมการเมืองเล่นงาน เด้งจากรอง ผบก.ในนครบาลไปนั่งเป็นรอง ผบก.ภ.จว.บุรีรัมย์
"แต่สุดท้ายเขาก็ต้องรู้ ผมย้ายไปอยู่บุรีรัมย์ พอนักการเมืองเขาต่อสู้กันจบ เขาก็เห็นว่าต้องเอากลับมา อย่าไปหวั่นไหว เราต้องเข้าใจ อาจจะเสียความรู้สึกนิดหน่อย เราเป็นตำรวจต้องทำงานอยู่กับประชาชน ต้องรักษาองค์กรและต้องรักษากฎหมาย ตำรวจต้องอยู่กับประชาชน แต่ต้องรักษาองค์กรให้อยู่ได้ด้วย บางทีถูกกฎหมายแต่ไม่ถูกใจ เราต้องรู้ว่าทำอะไรอยู่"
"เราต้องเข้าใจว่ากลุ่มหนึ่งอาจจะมองตำรวจแบบไม่พอใจ แต่ประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งเขาก็ชอบตำรวจ กลุ่มที่เขาชอบเดินไปไหนก็จะบอกว่าตำรวจทำงานดี ไม่รุนแรง แต่คนอีกกลุ่มก็จะบอกว่าทำไมไม่เด็ดขาด มันก็แล้วแต่มุมมอง แต่สักวันฝุ่นจางแล้วเขาจะบอกว่าตำรวจทำได้ดีแล้ว"
สังคมไทยคงจะสลาย 'สี' ได้ยาก
"ผมพูดไปจะถูกใจใครหรือขัดใจบ้างไม่รู้นะ สังคมเราขณะนี้คนไทยเรายังไม่รู้จักคำว่าชาติ คือรู้แต่ผลประโยชน์ของตัวเอง รู้ประโยชน์ของกลุ่ม ดังนั้นทุกคนถ้าคนที่เป็นแกนในกลุ่มต่างๆ คนที่เป็นผู้นำทุกสี ถ้าคิดถึงคำว่าชาติแล้ว ลดทิฐิลงบ้าง ลดความแตกแยก ผมว่าสังคมไทยยังแก้ได้ เพราะสังคมไทย หนึ่งยังเป็นระบบอุปถัมภ์อยู่ เป็นสังคมที่ยิ้มแย้มกันอยู่ เป็นสังคมที่เอื้ออาทรกันอยู่ มันยังมีพื้นฐานตรงนี้ ที่สำคัญที่สุดทุกคนมีพระเจ้าอยู่หัวหลอมรวมจิตใจ ดังนั้นผู้นำกลุ่มต่างๆ มาคุยกันได้ผมว่าแป๊บเดียว เราต้องแก้ 3 ระยะ ระยะแรกเราต้องเอาคู่ขัดแย้งทั้งหลายมาคุยกัน ดูสิคุณต้องการอะไรๆ เพื่อชาติโว้ย อันที่สองระยะกลางมาแก้กฎหมาย แก้รัฐธรรมนูญ และทุกคนต้องยอมรับกติกานี้นะ อันที่สามมาปลูกจิตสำนึกคนไทยให้รักกัน ตอนนี้ถ้าไม่ทำมันแตกแยกไปถึงเด็กแล้วนะ ชั้นเด็กประถมแล้วนะเดี๋ยวนี้ และถ้าคุณฝังลึกไปอีกสัก 5 ปีบ้านเมืองยุ่งนะ ก็ต้องมาทำความเข้าใจกันตอนนี้เลย ที่ผ่านมาปลุกกระแสรักชาติแต่ไม่ใช่เพื่อชาติจริงๆ มันแฝงประโยชน์ของตัวเองกันหมด อย่างอเมริกาเวลาเขาต้องการเลือดไม่กี่ซีซี. คนเขาเข้าแถวกัน ของเราพอประกาศต้องการเลือดยังไม่มีใครบริจาคเลย หรือใครเดือดร้อนขอความช่วยเหลือ ถ้าไม่ออกทีวีก็ไม่บริจาคกันหรอก"
มวลชนที่เจ็บปวด-เคียดแค้น ยังไม่ใช่เวลาที่เขาจะปรองดอง
"ก็ต้องเยียวยา ทำความเข้าใจ ให้อภัย ต้องให้อภัยกัน"
แผนพิทักษ์เมืองพฤษภา 53 จึงออกมาเพื่อตั้งรับเมื่อเสื้อแดงลงใต้ดิน
"เป็นการป้องกันเหตุ ในเรื่องการเพิ่มกำลัง เพิ่มความเข้ม และก็ใช้หน่วยของตำรวจต้องมาดูแลมากขึ้น เช่นกำลังสายตรวจต้องเพิ่มเป็น 2 เท่า การอารักขาบุคคลสำคัญ ซึ่งปกติก็ทำอยู่แล้ว แต่กำชับให้ปฏิบัติดีขึ้น บางทีเราสั่งคนไปอยู่ทั้งกองร้อย ถ้ามันเฉื่อยแฉะละเลย ผู้บัวคับบัญชาไม่เอาใจใส่ คุณเอาไป 100 คนมันก็ไม่มีประโยชน์ เผลอๆ เอาไป 10 คนดีกว่าถ้าเอาจริงเอาจัง ดังนั้นแผนนี้ก็เหมือนกำชับให้ผู้บังคับบัญชาทำงานมากขึ้น อย่างกลางคืนผมก็ใช้ชุดปะฉะดะออกตรวจ รักษาถนนคนละสายเลย ใช้รถมอเตอร์ไซค์วิ่งไปวิ่งมา ช่วยสายตรวจอยู่"
ไม่มีอะไรภายใต้ดวงอาทิตย์ที่ตำรวจไทยทำไม่ได้ แต่เหตุการณ์จับอริสมันต์ที่เอสซีปาร์คแต่ต้องกลายเป็นตัวประกันซะเอง เครดิตของตำรวจไทยแทบไม่เหลือ
"คือผมว่าการจับกุมมันไม่มีการวางแผน หรืออาจจะมีการวางแผนไม่ดี เมื่อวางแผนไม่มีเลยพลาด ดังนั้นก็ต้องโทษคนที่วางแผน วางแผนไม่ดี เมื่อคุณไปช้าหรือคุณทำอะไรไม่เรียบร้อย ม็อบเขามาไวอยู่แล้วคุณก็เสร็จ"
วันนั้นยังต้องเป็นคนไปเจรจาเอาตัวตำรวจออกมา
"ผมก็ต้องไปขออีก นายก็โทรมาบอก ผมดูทีวี พอตื่นมารีบอาบน้ำเพราะกะว่าเดี๋ยวต้องโดนเรียกแน่ อาบน้ำยังไม่เสร็จเลยผู้บังคับบัญชาโทร วิชัยอยู่ที่ไหน ตื่นหรือยัง คุณไปช่วยตำรวจหน่อย ผมบอกไม่ต้องบอกครับผมรู้อยู่แล้ว ผมเตรียมอาบน้ำอยู่"
ตอนวางแผนไม่รู้
"ไม่รู้ แต่ละหน่วยก็มีหน้าที่กันอยู่"
เหตุการณ์วันนั้นชาวบ้านรู้สึกว่าจะพึ่งตำรวจได้อีกหรือ
"ชาวบ้านคงบอกจะไปทางไหนดีเนี่ย เหมือนผมไปตรวจโรงพักสมัยอยู่บุรีรัมย์ เมาทั้งโรงพัก แม้แต่ห้องขังข้างบนยังเมาเลย ผมไปบอกแล้วจะให้ชาวบ้านเขาพึ่งได้ยังไง เขามาแจ้งเผลอๆ เขายังมองว่าเฮ้ยมึงจะอาศัยกูหรือว่ากูจะอาศัยมึง ตำรวจเรามันต้องปรับปรุง อย่างที่บอกปรับปรุงคนน่ะดีที่สุด องค์กร ระบบมันดีอยู่แล้ว ทำยังไงให้ปลูกจิตสำนึกตัวบุคคล ผู้บังคับบัญชาปลูกจิตสำนึกได้ การปลูกจิตสำนึกไม่ใช่ว่าพูดอย่างเดียวมันต้องมีอะไรให้ได้ใจเขาด้วย ผมเคยอยู่ต่างจังหวัด คุณไปดูบ้านตำรวจสิ เห็นแล้วจะสมเพช บางคนยังใช้ตู้เสื้อผ้าพลาสติกอยู่เลย คนบอกว่าทหารนับขวดตำรวจนับแบงก์ ไปดูสิต่างจังหวัดยังเขาใช้ตู้พลาสติกอยู่ แฟลตไม้สมัยก่อนยังเอียงขนาดนี้แล้วถามว่าวันๆ หนึ่งเขาจะทำยังไง ลูกเต้าก็โต ห้องสี่เหลี่ยม อย่างลูกน้องผมมันทำงานหัวปักหัวปำเพราะเวลาเราได้รางวัลอะไรมา เบี้ยเลี้ยงได้มา เฮ้ยไปแบ่งกัน มันถึงทำงานให้ผม มันต้องปลูกฝังจิตสำนึกตั้งแต่เข้ามาเป็นตำรวจเลย แล้วต้องสนับสนุนเขาด้วย เพื่อนผมเป็นตำรวจที่อเมริกา เขาไปแต่ตัวนะ เขาไปถึงที่ทำงานเสื้อผ้าก็มีให้ ปืนห้อยไว้ให้เต็มหมด ของเราปืนต้องซื้อเอง เสื้อเกราะก็ซื้อเอง มันซื้อตัวละ 1,500 ใส่กันเองเพราะมันกลัวตาย ตอนม็อบมีใช้กันครบทุกคนที่ไหน มันซื้อกันเอง ผมถึงบอกว่าถ้าจะปฏิรูปก็ปฏิรูปคนด้วย และก็ปฏิรูปตรงนี้ด้วย" ต้องดูทุกส่วนไม่ใช่แค่วัดผลประสิทธิภาพของงานเท่านั้น คือเห็นด้วยถ้าจะปฏิรูปแต่ต้องตัวนี้ด้วย มันอยู่ที่คนนะผมว่า"
ปฏิรูปโครงสร้างเป็น สตช.แล้วก็ยังไม่พอ
"เขาก็ค่อยๆ เราก็เข้าใจนะ ตำรวจเราได้งบน้อย ผมยกตัวอย่างผมอยู่บุรีรัมย์ปีครึ่งผมเห็นตำรวจว่าเป็นยังไง ผมไปเยี่ยมตู้ยามมัน ผมเห็นมันนั่งทำกับข้าวถามเฮ้ยทำอะไรกิน แกงหนูนา มันเคยได้ลิ้มรสอาหารตามร้านไหม ไม่มี กินหนูนา กินแย้ ขุดแย้กันมา แล้วผัดเผ็ดอยู่อย่างเดียว ข้าว น้ำปลา ก็กินกันอย่างนั้น ใครเคยหันไปมองดูไหม ตอนนี้ทุกคนจับเองความรู้สึกของตำรวจกรุงเทพฯ ไม่ได้จับความรู้สึกของตำรวจทั้งองค์กร"
ถ้ายังเป็นอย่างนี้มันก็ช่วยไม่ได้ที่จะมีมะเขือเทศในองค์กร
"คนกรุงเทพฯ ก็ถามกันว่าคุณสีอะไร กรุงเทพฯ มีประชากร 6 ล้าน เลือกตั้ง ปชป.-เพื่อไทย ชนะกันแสนกว่าคะแนน ก็ตีซะครึ่งๆ แล้วคนต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงาน เป็นพลเมืองแฝงอีก 6 ล้าน แล้วถามว่าคนในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่สีอะไรล่ะ สำหรับตำรวจเชื่อผมเถอะ ไอ้ความนิยมชมชอบเนี่ยโอเคมันอาจจะชอบ แต่เวลาสั่งแล้วเนี่ยเชื่อผมเถอะไม่มีใครปฏิเสธไม่ทำ ทำงานทุกอย่าง เห็นมันเฮฮาๆ พอถึงเวลาสั่งมันก็ไป มันไม่ใช่ไม่ไป ผมว่าเป็นเพราะคนไปแบ่งเอง ไปยกตัวอย่างว่าทักษิณเป็นตำรวจเพราะฉะนั้นพวกนี้มันต้องรักทักษิณ ไม่ใช่ ผมถามว่าใครได้ดีกับทักษิณบ้าง ทำไมผมจะไปรักทักษิณ ผมไม่เคยได้ดีอะไรกับทักษิณเลย ทักษิณไม่เคยตั้งผมอะไรสักอย่าง ตอนเวลาทักษิณเป็นใหญ่เราก็ไม่ได้ไปอยู่ขั้นตอนใหญ่ๆ แล้วจะมามองอย่างนั้นได้ยังไง มันอาจจะสมประโยชน์ไม่กี่คน แต่ไอ้ที่ไม่สมประโยชน์ก็บาน ฉะนั้นใครจะมาตายเพื่อทักษิณไม่มีหรอก มันเรื่องนี้แหละ ไปดูแลสวัสดิการ ดูแลเรื่องจิตใจเขา เชื่อผมเถอะ มันไม่มีมะเขือเทศหรอก คุณหันไปหาเขาบ้าง หันกลับหน่อย ต้องมองตรงนี้บาง อย่าไปเอาภาพตำรวจกรุงเทพฯ เป็นหลัก ตำรวจมีตั้ง 2 แสนกว่าคน".








