สาระน่ารู้

Sunday, 30 September, 2012 - 00:00

ประเพณีชักพระศรีอาริย์วัดไลย์ กุศโลบายจูงใจทำดีมุ่งสู่นิพพาน

  พระศรีอาริย์ หรือพระศรีอาริยเมตไตรย์ ในความเชื่อของพุทธศานิกชนทั่วไป คือผู้ที่จะจุติลงมาเป็นพระพุทธเจ้าในโลกมนุษย์ หลังจากสิ้นสุดศาสนาของพระสมณโคดมแล้ว 5,000 ปี โดยมีข้อความปรากฏอยู่ในวรรณกรรมหลายเรื่องหลายยุคสมัย
    นับตั้งแต่ในพระไตรปิฎกที่กล่าวไว้ว่า เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าทรงพระชนม์ชีพอยู่ได้ตรัสกับภิกษุทั้งหลายเรื่องกาลสิ้นสุดของพระศาสนาในอนาคตว่า "ดูกรภิกษุทั้งหลายในเมื่อมนุษย์อายุ 8,000 ปี พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า เมตไตรย์จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก พระองค์เป็นอรหันต์ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะเสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลกเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรมเหมือนตถาคตอุบัติขึ้นในโลก"
    เรื่องราวอันพิสดารของพระศรีอาริย์ ที่มีอิทธิพลต่อความเชื่อของคนไทยมากที่สุด ปรากฏอยู่ในวรรณคดีสมัยกรุงศรีอยุธยา เรื่อง พระมาลัยคำหลวง ซึ่งไม่มีในพระไตรปิฎก แต่เชื่อกันว่าเจ้าฟ้าธรรมธิเบศรได้นำมาจากมาลัยสูตรที่ภิกษุลังกาแต่งขึ้นเป็นภาษาบาลีราว พ.ศ.1700
    ต่อมาภิกษุชาวเชียงใหม่ ชื่อ พุทธวิลาส ได้นำมาขยายความเรียกว่า ฎีกามาลัย และเจ้าฟ้าธรรมธิเบศรทรงนำมาแปลเรียบเรียงเป็นภาษาไทยเมื่อ พ.ศ.2280 เรียกว่า พระมาลัยคำหลวง ในที่สุด โดยพระมาลัยนี้ เดิมเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง สถิตอยู่ ณ โรหชนบทในลังกาทวีป เป็นผู้มีฤทธิ์มากเคยเสด็จไปยังนรกภูมิเพื่อโปรดสัตว์แล้วคืนกลับมายังโลกมนุษย์ ได้เทศนาสั่งสอนให้มนุษย์ในโลกบำเพ็ญบุญกุศล เพื่อส่งส่วนบุญให้ญาติที่อยู่ในนรก 
    วันหนึ่งพระมาลัยไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน มีชายยากจนคนหนึ่งนำดอกบัวมาถวาย พระมาลัยรับไว้และนำไปบูชาพระจุฬามณีในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พระศรีอาริย์ซึ่งสถิตอยู่บนสวรรค์ชั้นดุสิตเสด็จมาสักการะพระจุฬามณีด้วยและได้สนทนากับพระมาลัย โดยไต่ถามถึงสภาพความเป็นไปในโลกมนุษย์และได้เทศนาให้ฟังว่า
    เมื่อศาสนาของพระสมณโคดมสิ้นสุดลง 5,000 ปีแล้ว พระองค์จะเสด็จไปประกาศพระศาสนาผู้ใดใคร่จะเกิดในศาสนาของพระองค์ จะต้องทำบุญด้วยการฟังเทศน์มหาชาติคาถาพันให้จบในวันเดียว
    พระมาลัยจึงเป็นสื่อกลางบอกเล่าให้มนุษย์ได้รู้ความเป็นไปของนรก สวรรค์ และโดยเฉพาะโลกยุคพระศรีอาริย์ ซึ่งเต็มไปด้วยความสุขสบายและอุดมสมบูรณ์ทุกประการ เช่น "แคว้นขอบเกษมสุข ถ้วนทั่วทุกท้าวไทย ห่อนมีภัยแพงโภชน์ สาลีโลดเพิ่มพูน ชนบริบูรณ์ อาหาร...บริโภควิเศษมธุรส ทั้งขันทศกรโอช อีกธัญญาโภชนสาลี ตกบัดพีเมล็ดเดียวงอกขึ้นเขียวชอ่ำ แตกพันลำหลากหน่อ เนื่องเป็นก่อถึงพัน ต้นหนึ่งนั้นพันรวง..." นับตั้งแต่นั้นมา โลกยุคพระศรีอาริย์จึงเป็นที่ใฝ่ฝันของพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย อันเป็นจุดจูงใจให้เกิดประเพณีการฟังเทศน์มหาชาติให้จบในวันเดียวเรื่อยมา
    ในวรรณคดีเรื่อง พระปฐมสมโพธิกถา พระนิพนธ์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรส ซึ่งรจนาขึ้นในชั้นหลัง มีเรื่องราวเกี่ยวกับพระศรีอาริย์ที่แตกต่างไปจากเดิมคือ เมื่อพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพอยู่ พระศรีอาริยเมตไตรย์โพธิสัตว์จุติมาเป็นพระอชิตราชกุมาร พระโอรสของพระเจ้าอชาตศัตรูกับนางกาญจนาเทวี
    ต่อมาพระอชิตกุมารออกผนวช พระพุทธเจ้าได้ตรัสพยากรณ์แก่พระอานนท์ว่า "ดูกรอานนท์ อันว่าพระอชิตภิกษุเป็นสงฆ์ นอกจากนี้จะได้ตรัสรู้เป็นพระชินสีห์ ทรงพระนาม พระเมตไตรย์ในอนาคตภาคหน้า" ด้วยความเชื่อว่าพระศรีอาริย์เคยจุติมาเกิดในโลกมนุษย์แล้วนี้เอง น่าจะเป็นที่มาของพระศรีอาริย์วัดไลย์และประเพณีชักพระศรีอาริย์ วัดไลย์ จังหวัดลพบุรี เรื่อยมาจนปัจจุบัน
    ส่วนความเกี่ยวเนื่องระหว่างวัดไลย์กับพระศรีอาริย์มีความเป็นมาคือ ในหนังสือจดหมายเหตุพระราชกรณียกิจรายวันภาค 16 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 บันทึกไว้ว่าพระองค์เสด็จพระราชดำเนินเมืองลพบุรี เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ.2426 อัญเชิญพระศรีอาริย์วัดไลย์ที่ชำรุดเพราะไฟป่าไหม้วิหาร ให้พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าวรการบัญชาซ่อมแซมเสร็จแล้วเอามาด้วย
    โดยอัญเชิญลงเรือทินกรส่องศรีแห่มา ครั้นวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ.2426 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงเสด็จฯ ไปยังวัดไลย์ ดังข้อความตอนหนึ่งว่า "วันนี้ เวลาเช้า 2 โมงเศษ เสด็จลงเรือพระที่นั่งปิกนิกเหลืองเรือไฟเล็กเจ้าพระยาสุรวงศ์จูงสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชเทวี และพระนางเธอพระราชเทวี และเจ้าจอมข้างในตามเสด็จในเรือพระที่นั่งด้วย มีเรือไฟจูงเรือสำปั้นเก๋งข้างในมาในเรือนั้นอีก 2 ลำ เสด็จจากแพพระที่นั่ง (พลับพลาแพหน้าวัดมณีชลขันธ์) ขึ้นไปตามลำน้ำซึ่งจะไปออกบางพุดซา ถึงปากคลองมะขามเทศ ก็เลี้ยวเข้าคลองนั้นไปแล่นขึ้นไปทางบางลี่ บางขาม วัดไลย์...."
    วัดไลย์ จังหวัดลพบุรี จึงเป็นวัดเก่าแก่และมีความสำคัญเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล
    ส่วนแนวคิดประเพณีชักพระศรีอาริย์วัดไลย์ เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับความเชื่อเรื่องพระศรีอาริย์ผู้ที่จะมาจุติเป็นพระพุทธเจ้าในโลกมนุษย์ หลังจากสิ้นสุดศาสนาของพระสมณโคดมแล้ว 5,000 ปี นับว่ามีความผูกพันกับวิถีชีวิตของคนไทยอย่างลึกซึ้งดังปรากฏค่านิยมในการฟังเทศน์มหาชาติให้ครบ 13 กัณฑ์ในวันเดียว หรือเมื่อทำบุญกุศลครั้งใดก็มักอธิษฐานขอให้ได้ไปเกิดในยุคพระศรีอาริย์ เพราะเชื่อกันว่าโลกพระศรีอาริย์ จะเป็นดินแดนแห่งอุดมคติที่เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์และสงบสุข
    ทั้งๆ ที่ในชั้นเดิมนั้น จุดมุ่งหมายอันสูงสุดของพุทธศาสนิกชนทั้งหลายคือ การบรรลุถึงนิพพาน มิใช่เป็นการทำบุญกุศลเพื่อไปเกิดในภพไหนหรือสวรรค์ชั้นใดๆ เรื่องราวของพระศรีอาริย์ จึงมีลักษณะเบี่ยงเบนหลักธรรมอันแท้จริงของพระพุทธเจ้า หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นการโฆษณาชวนเชื่ออย่างหนึ่ง
    อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของพระศรีอาริย์และโลกยุคพระศรีอาริย์ก็มีส่วนดีอยู่มาก เพราะเป็นอุบายจูงใจให้มวลมนุษย์เลื่อมใสศรัทธาในพุทธศาสนา และประกอบบุญกุศลเพื่อหลีกพ้นความทุกข์ทรมานในนรก มุ่งสู่ความสุขสมบูรณ์ในสวรรค์ และโลกแห่งความใฝ่ฝันในยุคพระศรีอาริย์
    การโน้มนำให้พุทธศาสนิกชนมองเห็นประโยชน์สุขในภพหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนเช่นนี้ จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนมุ่งประกอบกรรมดี และนำพาสังคมไปสู่สันติสุข พระศรีอาริย์จึงเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมโยงเพื่อข้ามไปสู่ฝั่งนิพพานได้ในที่สุดเช่นเดียวกัน
    ประเพณีชักพระศรีอาริย์วัดไลย์ จึงเป็นการตอกย้ำความเชื่อที่เกี่ยวกับพระศรีอาริย์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น การผูกตำนานโยงใยไปสู่เรื่องราวและรูปลักษณ์ของพระศรีอาริย์ที่วัดไลย์ ประกอบประเพณีอันเป็นกิจกรรมบุญกุศล และความสนุกสนานรื่นเริง จึงมีส่วนเสริมสร้างความรู้สึกจริงจัง และรวมใจพุทธศาสนิกชนทั้งหลายให้มั่นคงต่อพุทธศาสนาตลอดมา
    สำหรับประเพณีชักพระศรีอาริย์วัดไลย์ ในยุคปัจจุบันได้แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา จากในอดีตเคยเลื่องลือตลอดภาคกลาง แต่ทุกวันนี้ทำท่าจะกลายเป็นเพียงประเพณีประจำถิ่นมากขึ้นทุกที
    แม้รูปแบบในทุกวันนี้จะยังไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก พุทธศาสนิกชนผู้เลื่อมใสศรัทธาจากแดนไกลก็ยังมีไปร่วมงานอยู่บ้าง แต่ก็มีแนวโน้มว่าเสื่อมถอยไปเป็นลำดับ ดังนั้นหากได้รับการฟื้นฟูและเสริมสร้างศรัทธาอย่างจริงจัง ประเพณีชักพระศรีอาริย์วัดไลย์ก็น่าจะได้รับความสนใจจากประชาชาชนมากขึ้น และอาจเป็นแรงบันดาลใจให้พุทธศาสนิกชนได้สร้างบุญกุศลและประกอบกรรมดีกันมากขึ้น หรืออย่างน้อยที่สุดก็ยังเป็นจุดรวมใจให้เกิดความรักสามัคคีของผู้คนในท้องถิ่นให้แน่นแฟ้นตลอดไป.
    ///////////////////////