Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

ยกแรก "พลังนิสิตนักศึกษา"


  เป็นเวลานานมากจนไม่อยากนับนิ้วว่ากี่ปีที่นิสิตนักศึกษาไม่ได้ออกมาแสดงพลังความคิดเห็นทางการเมืองอย่างจริงจัง หนักแน่น เหมือนกับการเกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างสี ไม่ว่าจะเป็นสีแดงกับรัฐบาล หรือสีแดงกับสีเหลือง หรือสีแดงกับกลุ่มคนเสื้อหลากสี
     จนเมื่อวันศุกร์ที่ 30 เมษายน 2553 ที่ผ่านมา นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ลุกขึ้นมาจัดกิจกรรม เสวนาวิชาการหัวข้อเรื่อง "ออกมาเรียกร้องต่อสู้หรือจะทนอยู่ด้วยความเข้าใจ : ข้อเสนอของนิสิตกับทางออกวิกฤติเมืองไทยปัจจุบัน" ภายใต้การสนับสนุนของสโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาฯ และศูนย์ติดตามประชาธิปไตยไทย โดยพวกเขาหวังว่ากิจกรรมดังกล่าวซึ่งเปิดกว้างให้สังคม และนิสิตนักศึกษาจากสถาบันอื่นๆ เข้าร่วมรับฟังแสดงความคิดเห็น จะเป็นปฐมฤกษ์และฐานรากที่สำคัญให้เยาวชน นิสิตนักศึกษาไทยหันมามีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างแท้จริง ไม่ใช่ร่วมแต่ในโลกเสมือนจริงอย่างโปรแกรม facebook ทางอินเทอร์เน็ต
     แน่นอนว่ากระแสเรื่อง "สี" ไม่ได้แรงเฉพาะนอกรั้วมหาวิทยาลัยเท่านั้น ในรั้วสถาบันการศึกษาก็มีอิทธิพลเรื่องสีแพร่กระจายอยู่ด้วย ลองฟังความคิดเห็นดู
     แม้จะไม่ใช่เสียงแรกบนเวที แต่ ศิรดา เขมานิฏฐาไท บัณฑิตเกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทองหมาดๆ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ได้ไขข้อข้องใจให้ฟังถึงกรณีที่นิสิตนักศึกษาในประเทศไม่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง เหมือนดังที่รุ่นพี่รุ่น 14 ตุลา. 16 หรือ 6 ตุลา. 19 ได้ทำไว้ก่อนหน้าว่าปัญหาการเมืองที่เกิด ณ ขณะนี้ เราไม่สามารถรู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุทำให้เหตุการณ์บานปลาย ซึ่งมันก็ตลกตรงที่ว่าสิ่งที่เห็นเหมือนกัน แต่ต่างสีต่างตีความเข้าข้างตัวเอง สิ่งที่เห็นจึงไม่ใช่ความจริงอีกต่อไป กลายเป็นความคิดเห็นเสียมากกว่า แถมเป็นความเห็นที่เข้าข้างตัวเอง ใครที่เห็นต่างออกไปก็จะกลายเป็นศัตรูทันที
     "จุดนี้ทำให้เรารู้สึกว่ามันมืดบอด คลำทางไม่ถูกว่าอะไรคือปัญหาที่แท้จริง เมื่อหาสาเหตุไม่เจอก็ไม่รู้ว่าจะแก้อย่างไร นอกจากนี้ ไม่ว่าปัญญาชนอย่างพวกเราจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางไหนก็ผิดอยู่ดี เลือกข้างก็ผิด ไม่เลือกข้าง ไม่เคลื่อนไหวก็ผิด จนพวกเราวางตัวไม่ถูก รู้สึกล่องลอย และเครียดมากกับสิ่งที่เป็นอยู่"
     ศิรดากล่าวต่อว่า แต่อย่างน้อยเหตุการณ์การเมืองที่เกิดขึ้น ก็เป็นวิกฤติที่สร้างโอกาสให้นิสิตนักศึกษาลุกขึ้นสู้หันมาสนใจการเมืองอย่างจริงจังมากขึ้น และเตรียมสร้างกลุ่มพลังที่ทำให้สังคมรับฟัง ยอมรับในพลังบริสุทธิ์ที่จะเข้าช่วยคลี่คลายปัญหาบ้านเมืองของเรา ซึ่งจากเดิมต่างคนต่างอยู่ ขัดแข้งขัดขามีปัญหากันเอง นอกจากนี้ เมื่อปัญหามันส่งผลกระทบถึงตัวเยาวชนและเราก็รู้สึก หากข้อเรียกร้องในการยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่เกิดขึ้นจริง ก็ขอให้คนที่ขึ้นชื่อว่าปัญญาชนไปใช้สิทธิ ใช้เสียงกันให้เต็มที่ เพราะหากมีปัญหาการเมืองเกิดขึ้นอีกครั้ง เราจะได้พูดหรือออกมาเรียกร้องอะไรได้เต็มปากเหมือนกับคนรากหญ้า ชาวบ้านที่ตื่นตัวเรื่องการเมือง และเขาก็ไปใช้สิทธิทางการเมืองอย่างเต็มที่
     ขณะที่น้องเล็กสุดในเวทีเสวนา "แป้ง" นวลพรรณ ธรรมโนวานิช นิสิตชั้นปีที่ 3 คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ที่ค้นพบว่าตัวเองนั้นชื่นชอบเรื่องการเมืองมาตั้งแต่สมัยยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  2 เปิดประเด็นว่า ปัญหาการเมืองที่ระอุอยู่ในขณะนี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจากฐานความคิดของกลุ่มคนที่ "เอา" กับ "ไม่เอา" อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เพียงแต่การเคลื่อนไหวของคนทั้งสองกลุ่มนั้นแตกต่างกัน ซึ่งเราเห็นได้ชัดเจนว่ากลุ่มคนที่ไม่เอาทักษิณ เขาเคลื่อนไหวอยู่บนกฎหมายของระบอบประชาธิปไตยที่เชื่อว่าถูกแล้ว แต่กลุ่มคนที่เอาทักษิณจะอ้างกระบวนการประชาธิปไตยในแบบตัวเองมาปลุกระดมมวลชน กลายเป็นความขัดแย้งในระบบประชาธิปไตยของประเทศ ที่ต่างฝ่ายต่างเชื่อว่าของตัวเองนั้นถูก อีกฝ่ายหนึ่งผิด และห้ำหั่นกันเพื่อจะเอาชนะ เพื่อแสดงให้เห็นว่าประชาธิปไตยในแบบตัวเองนั้นแหละถูกที่สุด แต่ทั้งหมดหากศึกษาลงในรายละเอียดแล้วจะพบว่า ทั้งสองฝ่ายยังคงเชื่อว่าหลักนิติรัฐจะช่วยแก้ไขปัญหาได้ ตัวอย่างก็คือกระบวนการยึดทรัพย์ ยุบพรรค หรือการขอศาลแพ่งคุ้มครองการชุมนุม
     "เมื่อทั้งสองฝ่ายยังเชื่อในหลักนิติรัฐว่าจะสามารถคลี่คลายปัญหาได้ จึงขอเสนอหนทางแก้ไขปัญหาว่าควรให้มีการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ เพื่อให้ทุกคนถอยคนละก้าว และหันมาพูดคุยเพื่อยุติปัญหา พร้อมกับหาทางแก้อย่างยั่งยืน ในที่นี้ต้องมองถึงผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก ตัดประโยชน์ส่วนตัวออก ซึ่งหากการยุติปัญหายังเป็นในแบบประชาธิปไตยเพื่อตัวเอง ปัญหาไม่จบแน่นอน" แป้งแนะพร้อมกล่าวต่อด้วยว่า
     หากจะแก้ไขปัญหาให้ถึงรากเหง้า ตนมองว่าส่วนหนึ่งมาจากระบบการศึกษาไทยมีปัญหา เด็ก เยาวชนที่จะเป็นกำลังสำคัญของชาติในอนาคต ถูกปิดกั้นในเรื่องความคิดประชาธิปไตยและการเมือง ส่งผลทำให้การแสดงออกในเรื่องดังกล่าวน้อยลงจนถูกสังคมค่อนขอด จึงอยากให้รัฐหรือปัญญาชนผู้ใหญ่สนใจปรับปรุงระบบการศึกษาไทยให้ดีขึ้น ไม่ใช่แก้แบบเอื่อยๆ อย่างที่แล้วมา และบรรจุองค์ความรู้เรื่องการเมืองไว้เป็นส่วนหนึ่งในการเรียนการสอน เมื่อเด็กๆ มีพื้นฐานความรู้ในเรื่องดังกล่าวเพียงพอ เวลาเกิดเหตุการณ์ขึ้นเขาก็จะมีพื้นฐานทางความคิดเห็น และนำพาบ้านเมืองให้ขับเคลื่อนต่อไปได้ ถือเป็นการเตรียมคนให้พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของกระแสโลภาภิวัตน์ ที่ดึงให้การเมืองเกิดการแปรเปลี่ยนอย่างก้าวกระโดด
     "ขึ้นชื่อว่าปัญญาชน ต้องนำความรู้มาช่วยกันแก้ไขปัญหา ไม่ใช่ทนเห็นลูกหลานทะเลาะกันอยู่เหมือนอย่างในทุกวันนี้" แป้งทิ้งท้ายให้คิด
     นายเสกสรร อานันทศิริเกียรติ หรือ เสก นิสิตชั้นปีที่ 3 ประธานชมรมสนทนาภาษาสิงห์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ได้ให้ความเห็นถึงที่มาของปัญหาของบ้านเมืองในปัจจุบันว่า ความขัดแย้งที่มีอยู่วันนี้มาจากคุณูปการที่หลากหลาย ซึ่งควรเริ่มมองจากประวัติศาสตร์ความเป็นประชาธิปไตย ในชาติเราถือได้ว่าเริ่มมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยได้ไม่นานนักหากเทียบกับต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นประเทศอังกฤษหรือฝรั่งเศส ฉะนั้น ปัญหาของความขัดแย้งที่มีอยู่จึงเหมือนการวิวัฒนาการไปยังความเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบ
     จากความขัดแย้งในเวลานี้ในที่สุด เห็นว่ารัฐบาลควรต้องยุบสภา แต่ก่อนการยุบสภานั้นจะต้องมีการแก้กฎกติกาและปฏิรูปทางสังคมเสียก่อน เพื่อลดปัญหาความขัดแย้งที่จะตามมา โดยการปฏิรูปทางสังคมตรงนี้น่าจะเริ่มจากการให้ทุกคนถอดสีเสื้อของตัวเองก่อน แล้วมานั่งคุยกันถึงปัญหาที่ของแต่ละฝ่าย ให้นำไปสู่การลดความขัดแย้งในที่สุด
     "หนทางที่จะป้องกันปัญหาในปัจจุบันนี้ที่อาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต เห็นว่าควรเริ่มจากการแก้รัฐธรรมนูญ แก้ระบอบการปกครองใหม่ โดยอยากให้เป็นการลดขนาดของกองทัพลงเหมือนประเทศญี่ปุ่น เพราะเมื่อขนาดของกองทัพลดลงแล้ว ก็จะไม่เกิดปัญหาการทำรัฐประหารจากทางฝ่ายทหารเองได้ง่ายๆ เนื่องจากการทำรัฐประหารดูเหมือนจะเป็นรากเหง้าของปัญหาความขัดแย้งในปัจจุบัน โดยงบประมาณที่ได้จากการทำรัฐประหารอาจจะไปใช้ในการเสริมเรื่องการศึกษา เสริมความรู้ให้ประชาชน น่าจะเป็นหนทางแก้ปัญหาได้ดีที่สุด" น้องเสกกล่าว
     เสกสรรยังกล่าวต่อว่า การที่นักศึกษาจะออกมาขับเคลื่อนทางการเมือง ไม่ว่าจะไปร่วมกับฝ่ายไหนก็ตาม ถือเป็นสิทธิตามความเห็นชอบของแต่ละคน แม้การชุมนุมกันของคนเสื้อแดงจะเข้ามาเป็นปัญหาต่อการทำกิจกรรมต่างๆ ของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเอง แต่ก็อยากให้นักศึกษาแต่ละคนทำในสิ่งที่ตนเองทำได้ในขอบเขตหน้าที่ของตนเสียก่อน จนกว่าความขัดแย้งนี้จะสิ้นสุดลง
     น.ส.สุญญาตา เมี้ยนละม้าย หรือ จู๋จี๋ นิสิตชั้นปีที่ 4 คณะนิเทศศาสตร์ กล่าวว่า หากมองอย่างแท้จริงแล้ว คนเสื้อแดงตอนนี้ไม่ได้มีความขัดแย้งกับทางเสื้อเหลือง แต่เขาชัดเจนว่าเป็นการขัดแย้งกับฝั่งรัฐบาลอย่างเดียว พวกเขาไม่พอใจผลงานการทำงานของทางรัฐบาล จึงต้องการให้ทางรัฐบาลยุบสภาเพื่อการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งแนวคิดของทางคนเสื้อแดงที่มองว่าปัญหาทั้งหมดที่มีอยู่ตอนนี้ ล้วนแล้วแต่มีต้นตอมาจากการก่อรัฐประหาร ประกอบกับทางรัฐบาลที่มีผลงานบริหารประเทศไม่เข้าตา และไม่ได้มาจากเจตณารมณ์ของประชาชนส่วนใหญ่ที่ต้องการให้พรรคที่มี ส.ส.เสียงข้างมากที่มาจากการเลือกตั้งได้รับเลือกให้จัดตั้งรัฐบาล
     การทำงานของรัฐบาลชุดนี้ สาเหตุที่ทำให้ทางกลุ่มมวลชนคนเสื้อแดงไม่พอใจกันมาก เข้ามาไม่นานก็กู้เงินมาหลายล้านบาทกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่กลับไม่ได้ไปลงทุนในการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง อย่างการนำเงินที่ได้มาไปลงกับซื้อยุทโธปกรณ์ทางการทหาร ซื้อเครื่องบินรบ โครงการอุปกรณ์การเรียนและชุดนักเรียนฟรี เหมือนนำเงินไปละลายโดยไม่เป็นผล แทนที่จะนำเงินไปใช้กับโปรเจ็กต์ใหญ่ๆ ในการพัฒนาประเทศ
     "ทางออกของประเทศไทยตอนนี้ สถานการณ์ได้บ่งบอกชัดเจนอยู่แล้วว่าทางรัฐบาลต้องยุบสภา แต่ก็ขึ้นอยู่กับเวลาว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหน รัฐบาลหมดความชอบธรรมไปตั้งแต่ได้มีการนำทหารมาใช้ในการปราบปรามประชาชนแล้ว กลับกันการที่คนเสื้อแดงยึดราชประสงค์ผิดอย่างเดียว คือกฎจราจรอันมาจากการชุมนุมอย่างสันติในที่สาธารณะ" จู๋จี๋กล่าว และยังมองอีกว่า การกระทำของกลุ่ม นปช.ที่ตั้งด่านตรวจค้นตามที่ต่างๆ และล่าสุดได้บุก รพ.จุฬาฯ ก็เพียงเพราะไม่อยากให้มีการสูญเสียจากการเข้ามาปราบปรามของทหาร
     พร้อมกับให้ความเห็นเกี่ยวกับมองอนาคตอีกว่า หากปัญหาคลี่คลายลงแล้ว คนทั่วๆ ไปจะรู้ได้ว่าอะไรเป็นจริงและไม่จริง และการที่จะมีคนออกมาเคลื่อนไปไหวในลักษณะนี้อีกคงเป็นไปได้ยาก เพราะประชาชนทั่วไปคงมีวิจารณญาณกับสิ่งที่เรียกว่าภูมิคุ้มกันทางการเมืองเรียบร้อยแล้ว แต่หากมีปัญหาในลักษณะนี้อีกครั้ง การทนอยู่เฉยจึงไม่น่าใช่คำตอบ การออกมาเรียกร้อง ต่อสู้ จึงจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด เพราะมนุษย์เราย่อมต้องการที่จะต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เขาคิดว่าดีที่สุด
     "การศึกษาของเราตอนนี้ การสอนให้เด็กมีความตื่นตัวทางการเมืองยังมีไม่มากเท่าที่ควร โดยหากดูจริงๆ แล้ว ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาจะสอนได้ถึงเรื่องการเมืองในปัจจุบัน อย่างต่างชาติเองเขาก็ได้มีการให้เยาวชนศึกษาประวัติศาสตร์ในด้านนี้ ฉะนั้น การปลูกฝังทัศนคติทางการเมืองควรเริ่มตั้งแต่ในรากฐาน ไม่ใช่เหมือนในขณะนี้ที่ถึงแม้จะมีประวัติศาสตร์ แต่ก็ไม่เคยได้นำประวัติศาสตร์มาใช้เป็นบทเรียน" จู๋จี๋สรุป.



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์