นวัตกรรมการเรียนการสอนเป็นสิ่งสำคัญที่เป็นตัวกระตุ้นให้เด็กและเยาวชนสามารถเรียนรู้ในรูปแบบที่มีความหลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะการก้าวเข้าสู่การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 (พ.ศ.2553-2562) ที่ต้องการผลักดันให้เกิดระบบการเรียนรู้ที่เอื้ออำนวยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต มีนิสัยใฝ่เรียนรู้ มีความสามารถคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา และมีคุณธรรมนำความรู้ โดยอาจอยู่ในระบบการศึกษาและนอกระบบการศึกษา
อย่างไรก็ตาม ระบบการศึกษาไทยยังคงติดปัญหาในการดำเนินการ โดยเฉพาะในส่วนของงบประมาณในการจัดการศึกษา ซึ่งปัจจุบันงบประมาณด้านการจัดการศึกษาของประเทศไทยนั้น จัดได้ว่าอยู่ในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง ในขณะที่งบประมาณนั้นยังไม่สามารถส่งเสริมให้ครู อาจารย์ผลิตนวัตกรรมการเรียนรู้ใหม่ๆ ให้แก่เด็กและเยาวชนได้ เนื่องจากงบประมาณส่วนใหญ่เป็นงบประมาณด้านบุคลากรครูและบุคลากรทางการศึกษาอยู่จำนวนมาก ดังนั้น รัฐบาลจึงได้จัดตั้งสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชน (สสค.) ขึ้น โดยมุ่งหวังให้เป็นส่วนสำคัญในการกระตุ้นให้เกิดการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นจริง ทั้งการศึกษาในระบบและการศึกษานอกระบบ ซึ่งจะผลักดันให้ประเทศไทยก้าวไปสู่สังคมแห่งปัญญาได้ในที่สุด ซึ่งในระยะแรก สสค.ได้จัดทำโครงการส่งเสริมนวัตกรรมสร้างสรรค์การเรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชนในระดับมัธยมศึกษาขึ้น โดยจะเปิดรับสมัครจนถึงวันที่ 16 กรกฎาคม 2553 และให้งบประมาณสนับสนุนโรงเรียนละไม่เกิน 300,000 บาท มีระยะเวลาในการดำเนินการไม่เกิน 15 เดือน
นายแพทย์สุภกร บัวสาย ผู้จัดการ สสค. กล่าวว่า ขอบข่ายของการขอรับการสนับสนุน ได้แก่ การเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ (Effective Learning and Teaching) โครงการภายใต้แนวคิดนี้ควรมุ่งยกระดับประสิทธิผลการเรียนการสอนวิชาต่างๆ โดยมุ่งให้ผู้เรียนมีทักษะสำหรับการศึกษาต่อ การทำงาน และการดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรู้เพื่อสร้างเสริมสุขภาวะสำหรับโรงเรียน (Healthy School) โครงการภายใต้หัวข้อนี้มุ่งหมายที่จะกระตุ้นให้สถานศึกษาจัดเอื้ออำนวยวิถีชีวิตสุขภาวะครอบคลุมทั้ง 4 มิติ ได้แก่ มิติทางกาย จิตใจ สังคม และปัญญา
การบริหารจัดการโรงเรียนให้มีประสิทธิผล (Efficiency for School Management) โครงการภายใต้หัวข้อนี้มุ่งให้โรงเรียนนำวิธีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิผลมาใช้ และพัฒนาระบบบริหารจัดการโรงเรียน และสามารถพัฒนาให้เป็นต้นแบบแสดงถึงผลลัพธ์ที่ดีขึ้นได้ชัดเจน
นลิน ตุติยาพึงประเสริฐ อาจารย์จากโรงเรียนดรุณสิกขาลัย หนึ่งในคณะกรรมการคัดเลือกโครงการดังกล่าว กล่าวว่า ปกติสอนเกี่ยวกับเครื่องมือ เทคโนโลยี การเขียนโปรแกรม ภาพถ่ายมัลติมีเดีย หรือที่เรียกว่าโฟโต้เจเนอริซึ่ม ซึ่งช่วยให้เด็กได้พัฒนาวิธีคิด โดยจะเป็นคนให้เครื่องมือเหล่านี้กับนักเรียนได้สร้างสรรค์ชิ้นงาน รวมถึงให้คำปรึกษาและให้คำแนะนำ ซึ่งจะนำไปสู่กระบวนการให้เด็กได้คิดและลงมือทำด้วยตนเอง
"อยากแนะนำให้ครูที่สนใจเข้าร่วมโครงการคิดนอกกรอบมากขึ้น เพราะว่าโครงการนี้เหมือนเป็นโอกาสในด้านต่างๆ ทั้งในด้านของงบประมาณ อยากให้คิดให้สนุก อย่าไปยึดติดกับการเรียนการสอนเดิมๆ รวมถึงการใส่ความสร้างสรรค์เข้าไปในโครงการด้วย ในเรื่องของเครื่องมือไม่จำเป็นต้องเป็นเทคโนโลยีอย่างเดียว สิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆ ตัวเราสามารถนำมาใช้สร้างกระบวนการคิดของนักเรียนได้เช่นเดียวกัน ที่สำคัญควรเน้นให้เด็กได้เรียนรู้นอกห้องเรียนซึ่งเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่า"
จรรยาวัฒน์ ทัพจันทร์ หนึ่งในคณะกรรมการตัดสินโครงการ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันความรู้เฉพาะในหลักสูตรการเรียนการสอนเพียงอย่างเดียวนั้นยังไม่พอ แต่สามารถใช้วิธีใหม่ๆ ในการสื่อสารกับเด็กๆ และเยาวชนอย่างสิ่งที่ตัวเองทำคือ การให้คำแนะนำด้านต่างๆ ที่เด็กประสบปัญหาในแต่ละช่วงวัย โดยเข้าไปทำกิจกรรมในชั่วโมงเรียนในโรงเรียน เพื่อได้แลกเปลี่ยนต้นเหตุปัญหา และสะท้อนมุมมองในเด็กละคนที่อาจมีปัญหาต่างกัน เรียกว่ากระบวนการมีส่วนร่วม
"การแก้ปัญหาด้วยกระบวนการการมีส่วนร่วมนั้น ต้องสร้างบรรยากาศเพื่อให้เด็กอยากมีส่วนร่วมด้วยสื่อที่เลือกใช้ เช่น เพลง เกม ดนตรี รวมถึงพฤติกรรม ลักษณะท่าทางเมื่อทำกิจกรรมร่วมกับเด็กต้องทำให้เขารู้สึกว่าเราเป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นแม่ ที่พร้อมจะรับฟังและแก้ปัญหา หากสร้างบรรยากาศตรงนี้ได้ กระบวนการเรียนรู้และการแก้ปัญหาก็จะตามมา สิ่งเหล่านี้เป็นกิจกรรมที่โรงพยาบาลทำเพื่อเข้าไปเสริมการเรียนการสอนในโรงเรียน ซึ่งบางครั้งอาจยึดติดกับวิธีการแก้ปัญหาด้วยการสั่งการ การใช้อำนาจ และบทลงโทษ ซึ่งจะไม่ส่งผลดีกับเด็ก เพราะเด็กก็เปรียบได้กับเป้านิ่ง ที่ใครจะใส่หรือให้อะไรก็ได้ทางที่ดีต้องใกล้ชิด หมั่นสังเกตพฤติกรรมเพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหาด้านอื่นๆ ตามมา"
ธันยวิช วิเชียรพันธ์ อาจารย์โรงเรียนดรุณสิกขาลัย หนึ่งในคณะกรรมการตัดสินโครงการ สะท้อนความคิดเห็นว่า การศึกษาคือการให้ความรู้ จะต้องพัฒนาคนควบคู่กันไปด้วย ถ้ายังใช้หลักสูตรเดิม กระบวนการเดิม จะทำให้การจัดการศึกษาล้าสมัย การที่มีการคิดค้นนวัตกรรมหรือระบบใหม่ๆ ขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของโลกปัจจุบันและอนาคต และแก้ไขระบบเก่าเท่าที่จำเป็น
"ผมคิดว่าการพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอนของประเทศไทยได้เริ่มแล้ว เพราะมีครูเก่งๆ มากมาย แต่ยังจำกัดอยู่ในแวดวงแคบๆ ในมุมของผมที่คิดว่านวัตกรรมยังไม่ได้มีการใช้ในวงกว้างคือ ยังจำกัดในเรื่องของวิธีการถ่ายทอดที่ยังไม่เหมาะสมกับสังคมไทย คือยังไม่มีระบบในการถ่ายทอดที่ทำให้เกิดประสิทธิผล แต่สำหรับตัวผม ซึ่งมีหน้าที่ในการดูแลระบบซอฟต์แวร์ของโรงเรียนและสอนคอมพิวเตอร์ ผมจะสอนให้ทุกอย่างเกิดจากตัวเด็ก กำหนดเป้าหมายร่วมกัน ผมจะให้คำแนะนำอยู่ห่างๆ เช่น จะทำ animation จะเปิดกว้างให้เด็กคิดเต็มที่ว่าอยากใช้ซอฟต์แวร์อะไร จะทำยังไง โดยบทบาทของผมคือ advisor และผู้อำนวยความสะดวกให้เด็กทำกิจกรรมอย่างเต็มที่ และเมื่อทุกอย่างเกิดจากตัวเด็ก สิ่งที่จะได้คือการเรียนรู้แบบไม่มีที่สุด (spiral) สำหรับโครงการที่จะส่งเข้าประกวดควรเป็นโครงการที่แก้ไขปัญหา หรือเกิดประโยชน์โดยตรงกับผู้เรียน ไม่ใช่แค่อยากทำ คือต้อง need to do ด้วย"
สำหรับครู อาจารย์ที่สนใจเข้าร่วมโครงการส่งเสริมนวัตกรรมสร้างสรรค์การเรียนรู้ระดับมัธยมศึกษา สามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มการสมัครได้ที่ www.qlf.or.th.








