คนที่อยู่ในเมือง อยู่ในกรุงเทพฯ ที่กำลังให้ลูกเรียนภาษาต่างชาติกันอย่างเคร่งเครียด อาจมองไม่เห็นภาพและคิดไม่ออกว่า เป็นไปได้อย่างไรที่เด็กไทยเรียนหนังสือจบชั้นประถมศึกษาแล้วยังอ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือไม่ถูก
เรามักได้ยินเรื่องของเด็กไทยและคนไทยอ่านหนังสือน้อยมากเมื่อเทียบกับเด็กชาติอื่นๆ ในโลก พูดกันบ่อยๆ เข้าจนกลายเป็นความเคยชิน
เคยคุยกับครูบาอาจารย์หลายท่านด้วยการตั้งคำถามเดียวกันว่า ทำไมเด็กในปัจจุบันจึงอ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือไม่ถูก ลายมืออ่านไม่ได้ คุณครูตอบว่ามาจากหลายปัจจัยทั้งรูปแบบของหลักสูตร แต่ที่ตรงกันและน่าสนใจคือ ปัจจุบันคุณครูทั้งหลายต้องหันมาเปลี่ยนแปลงความสนใจจากเด็กมาอยู่ที่การทำผลงานของตัวเองตามนโยบายของรัฐ ซึ่งแม้ว่าอาจจะร่างขึ้นมาจากความตั้งใจดี แต่ผลของการปฏิบัตินั้นทำให้เด็กไทยถอยหลังเข้าคลอง
ไม่ทำก็อยู่ในสังคมครูไม่ได้ เพราะไม่ก้าวหน้า ล้าหลัง
ครั้นไปทำก็เสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา ต้องใส่ใจกับเรื่องของตัวเองเสียก่อนที่จะสนใจเด็ก
จำได้ว่าสมัยที่ตัวเองเป็นเด็กต้องมายืนท่องศัพท์ มายืนอ่านหนังสือให้ครูฟังตอนเที่ยง ตอนเย็นหลังเลิกเรียน แต่สมัยนี้คงไม่เห็นภาพเหล่านี้แล้ว เด็กที่มีเงิน มีโอกาสก็ดีไป เพราะสามารถไปเรียนกวดวิชาได้ แต่เด็กคนไหนที่ไม่สามารถทำได้ เรียนจบมาก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะแค่ภาษาไทยก็อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้เสียแล้ว ส่วนภาษาอังกฤษนั้นไม่ต้องพูดถึง
นานเท่าไร ไม่มีใครรู้ว่าสิ่งเหล่านี้จะได้รับการคลี่คลาย เพราะนอกจากอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้แล้ว ปัญหาอื่นๆ ก็กำลังตามมาอีกมากมาย ไม่ว่าจะเรื่องของพฤติกรรมหรือปัญหาสังคม
ภาษาไทยกับเด็กพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้
น่าห่วงแบบสุดๆ
ในบรรดากลุ่มเด็กไทยเองแต่ละภาค แต่ละพื้นที่ ก็ยังมีเรื่องน่าห่วงต่างกันลงไปในรายละเอียด แต่ล่าสุดคือเด็กๆ ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั่นเอง
เมื่อเร็วๆ นี้ มีข่าวที่น่าสนใจจากการเปิดเผยของนายเฉลียว อยู่สีมารักษ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่กล่าวถึงผลการตรวจสอบคุณภาพการศึกษาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พบว่าเด็กที่จบชั้น ป.6 อ่านเขียนหนังสือภาษาไทยไม่ได้จำนวนมาก
ต้องยอมรับว่าเรื่องนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่นอน เพราะเด็กเหล่านี้อยู่ในพื้นที่พิเศษทั้งสิ้น เราลองมาฟังความเห็นจากผู้ใหญ่ที่สนใจและมีหน้าที่การงานเกี่ยวกับเรื่องเด็กโดยตรงกันก่อน โดยเริ่มต้นจากนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
รมว.ศึกษาธิการกล่าวว่า ปัญหาของเด็กนักเรียน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อ่านเขียนภาษาไทยไม่ได้ เนื่องจากเด็กใช้ภาษายาวีเป็นหลัก ศาสนาที่นับถือก็ใช้ภาษายาวี และเหตุการณ์ในพื้นที่ที่ไม่สงบ ทำให้เด็กขาดการเรียนอย่างต่อเนื่อง ครูจำนวนมากขอย้ายออกจากพื้นที่
อย่างไรก็ตาม กระทรวงศึกษาธิการได้วางแนวทางแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนภายใต้นโยบายอ่านคล่อง เขียนคล่อง โดยตั้งเป้าหมายให้เด็ก ป.1-ป.3 จะต้องอ่านออก เขียนได้ และ ป.4-ป.6 จะต้องอ่านคล่อง เขียนคล่อง พร้อมทั้งสอนหนังสือของสายสามัญควบคู่กับศาสนา และส่งเสริมการปรับพื้นฐานให้เด็กนอกเวลาเรียน โดยจะเพิ่มเบี้ยเลี้ยงให้แก่ครูที่สอนนอกเวลา 200 บาท
"หากแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ผลจะสามารถทำให้เด็กสามารถศึกษาในระดับที่สูงขึ้นไปจนถึงระดับปริญญาตรีได้ และนำความรู้มาใช้ดำเนินชีวิต อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ได้ เมื่อเยาวชนอ่านออก เขียนได้ จะสามารถเข้าถึงและเข้าใจราชการมากขึ้น" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการระบุ
ขณะที่นายตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภาสรรหา ในฐานะรองประธานกรรมาธิการการศึกษา วุฒิสภา บอกว่า การวัดผลของกระทรวงศึกษาธิการไม่น่าจะถูกต้อง เปรียบกับการนำเสื้อเพียง 1 ตัวไปให้เด็กทั่วประเทศใส่เหมือนกันหมด
"การศึกษาของเด็กนั้น วัตถุประสงค์สำคัญคือต้องให้เด็กสามารถเอาตัวรอดในสังคมได้ เป็นคนดี สร้างประโยชน์ให้ประเทศชาติ ในทางกลับกัน หากนำเด็กในโรงเรียนดังที่สุดในกรุงเทพฯ ไปไว้ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็คงไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ เช่นเดียวกันเมื่อนำเด็กจากภาคใต้เหล่านั้นมาอยู่ในกรุงเทพฯ ก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน"
รองประธานกรรมาธิการการศึกษา วุฒิสภา ยอมรับว่า เด็ก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เน้นภาษาท้องถิ่นและภาษาอังกฤษเป็นหลักในการดำเนินชีวิต ขณะที่ภาษาไทยก็ใช้ในการสื่อสารในโรงเรียนและเมื่อกลับมาบ้านก็พูดภาษาท้องถิ่นเช่นเดิม
"แต่สิ่งที่กระทรวง ศธ.จะต้องแก้ไขเร็วที่สุดคือ การจัดความเหมาะสมเรื่องการศึกษาในพื้นที่ให้เหมาะสมกับภาวะ วิสัย พฤติการณ์ของเด็ก มิใช่นำเรื่องการการอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ภาษาไทยมาเป็นเครื่องตัดสินคุณภาพของเด็กเพียงอย่างเดียว" นายตวงแสดงความเห็น
ทางด้าน "ครูหยุย" วัลลภ ตังคณานุรักษ์ กรรมการมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก บอกว่า ต้องยอมรับว่าเด็กดังกล่าวที่ถูก ศธ.ประเมินต่ำ เพราะอยู่ในพื้นที่พิเศษ และส่วนใหญ่ยังนับถือศาสนาอิสลามหรือเป็นมุสลิม การใช้ภาษาหลักคือภาษายาวี โดยมีวัตถุประสงค์ไปเรียนในโรงเรียนสอนศาสนาในต่างประเทศ ขณะที่ภาษาไทยจะใช้สื่อสารในโรงเรียนเท่านั้น
"ครูหยุย" กล่าวว่า ปัญหาทุกวันนี้เราต้องตีโจทย์ให้แตกว่ามองเรื่องการศึกษาอย่างไร หากจะใช้ภาษาไทยเป็นหลักและบอกว่าประสบความสำเร็จ เห็นจะไม่ถูกต้อง เพราะแต่ละคนมีเป้าหมายด้านการศึกษาแตกต่างกัน บางคนก็อาจใช้ภาษาอื่นๆ ในการศึกษาได้ แต่หากภาครัฐต้องการส่งเสริมภาษาไทยก็ไม่มีปัญหา เพราะคนเหล่านี้อยู่ในแผ่นดินไทย ก็ควรจะเพิ่มครูเข้าไปให้มากขึ้น "หากเกรงว่าจะทำให้คนเหล่านี้แยกตัวออกไปไม่เป็นคนไทย และจะกลับมาสร้างความรุนแรงให้เกิดขึ้น ยืนยันว่าไม่น่าจะเป็นเหตุผลหลัก เพราะคนที่สร้างความวุ่นว่ายตั้งมากมายก็อ่านเขียนภาษาไทยได้ แต่สิ่งที่ควรทำคือ ทำอย่างไรที่จะพัฒนาการศึกษาให้สอดคล้องกับพื้นที่ให้สอดคล้องต่อวิถีชีวิตของพวกเขา"
ปิดท้ายกันด้วยความเห็นของ ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันรามจิตติ ที่ทำงานด้านเด็กมาโดยตลอด และได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนกองทุนวิจัย (สกว.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า วิธีแก้ปัญหาคือต้องนำเทคนิคของครูที่เชี่ยวชาญมีประสบการณ์ และอยู่ในพื้นที่มานานลงมาสอนเด็กในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
รวมถึงการใช้สื่อการเรียนการสอนต่างๆ ที่เหมาะสม มาจัดการความรู้ผ่านโครงงานวิจัยของครูในพื้นที่ และที่สำคัญ ศธ.จะต้องให้การสนับสนุนโครงการเกี่ยวกับเด็กในพื้นที่ รวมทั้งสานโครงการต่างๆ ที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน และใช้การวิจัยต่างๆ เป็นตัวแก้ปัญหาให้แก่คนในพื้นที่ต่อไป เพราะจะสามารถแก้ปัญหาได้ถูกจุดและตรงเป้าหมาย
สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเป็นความคิดความเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานเกี่ยวข้องอยู่กับเด็กมานาน
นอกจากความเห็นแล้ว สำคัญที่สุดคงจะต้องเป็นเรื่องของการลงมือปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน
อนาคตเด็กไทยและภาษาไทยล้วนอยู่ในมือผู้ใหญ่อย่างพวกเราทุกคน.








