Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

"ขอบคุณ...ที่ให้เยียวยา"ส่วนลึกจากใจ "จิตอาสา"


       แม้ว่าเสียงปืน เสียงระเบิดจะเงียบลง และควันไฟที่พวยพุ่งขึ้นเต็มท้องฟ้าจากการเผายางรถยนต์ อาคารบ้านเรือน สถานที่สำคัญของกรุงเทพมหานคร ในช่วงเวลากว่า 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาจะมอดดับลงไปแล้ว แต่ภาพของเหตุการณ์การปะทะกันของเจ้าหน้าที่ทหารและกลุ่มกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงที่ขยายวงกว้างออกไปในหลายพื้นที่ ยังคงตราตรึงใจต่อชาวบ้าน โดยเฉพาะผู้ที่มีถิ่นฐานอาศัยอยู่ใกล้จุดที่เกิดการปะทะกัน หรือแม้กระทั่งที่ตั้งของห้างร้านที่ได้ผลกระทบจากการเกิดเพลิงไหม้และการก่อจลาจล
     จากเหตุการณ์ดังกล่าวจะเห็นได้ว่าส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของชาวชุมชนที่อยู่ใกล้เคียง ไม่ว่าจะเป็นอาการขวัญผวา ตื่นตกใจกลัว อาการหวาดระแวงต่อภัยอันตรายต่างๆ นอนไม่หลับ หมดหวังในชีวิต เพราะสิ้นเนื้อประดาตัวจากเหตุเพลิงไหม้ ทำให้ปัญหาด้านจิตใจจึงถือเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ที่ทั้งสังคมจะต้องช่วยกันรักษาเยียวยา ฟื้นฟูสภาพจิตใจ ขจัดความหวาดกลัว การลดความโกรธแค้น เกลียดชังที่ยังคงฝังรากลึกอยู่ในจิตใจ 
     แม้ว่าการเยียวยาอารมณ์และจิตใจนี้จะยากกว่าการซ่อมแซมสิ่งของ หรืออาคารบ้านเรือนที่เสียหาย แต่ทั้งสังคมก็ให้ความสำคัญ หลายองค์กร ไม่เว้นแม้กระทั่งกลุ่มเครือข่ายที่เป็นเยาวชนที่มีอยู่จำนวนมาก ต่างก็ออกมาแสดง "พลังจิตอาสา" ลงพื้นที่เยียวยาจิตใจชาวบ้านในพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อนด้วยหัวใจที่ต้องการเห็นความสุขของเพื่อนมนุษย์กลับคืนมา
     ด้านกลุ่มเยาวชนจิตอาสาจากค่าย SOS ของเสถียรธรรมสถานก็เช่นกัน ต่างก็ได้อุทิศตนมาเป็นอาสาสมัครเยียวยาจิตใจผู้ที่ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นการลงพื้นที่ พูดคุย รับฟังปัญหา ให้กำลังใจแก่ชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อน และการมอบวัตถุสิ่งของบรรเทาทุกข์ผ่านการนำของแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ที่ได้ใช้หลักธรรมะในการลงพื้นที่เยียวยาจิตใจผู้ที่ได้รับผลกระทบ
     โดย พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ได้รับการติดต่อจากแม่ชีศันสนีย์จากเสถียรธรรมสถาน ให้ไปสนับสนุนในการให้ความรู้กับอาสาสมัครเยาวชนจำนวนกว่า 200 คน เพื่อเตรียมความพร้อมให้อาสาสมัครลงพื้นที่ชุมชน ให้คำปรึกษา ให้กำลังใจแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชุมนุมเมื่อวันวิสาขบูชาที่ผ่านมา
     หลักการอบรมเยาวชนของกรมสุขภาพจิตนั้นก็คือ การชี้ให้เยาวชนที่เป็นอาสาสมัครเข้าใจถึงผลกระทบจากภัยพิบัติจากการจลาจลทางการเมือง ว่าทำให้เกิดอะไรขึ้นได้บ้างกับผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะทางด้านจิตใจ สามารถเกิดได้หลายรูปแบบ รวมทั้งผลกระทบทางอารมณ์ บางคนอาจทำให้เกิดความรู้สึกกลัว กังวล เศร้า นอกจากนอาจส่งผลกระทบทางความคิดแสดงออกได้หลายรูปแบบ เช่น บางคนอาจกลายเป็นคนไม่มีสติ คิดอะไรไม่ออก บางคนแสดงออกทางร่างกาย ปวดหัว ปวดหลัง ปวดไหล่ หรือสัมพันธภาพทางสังคม ด้วยการแยกตัวออกจากสังคมหรือไม่สามารถทำงานได้
     พญ.อัมพรกล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ เน้นให้เยาวชนที่เป็นอาสาสมัครสร้างกำลังใจเป็นหลัก ด้วยการให้ความรู้กับอาสาสมัครให้ทราบว่าเวลาที่คนเกิดอารมณ์ท่วมท้น เช่น มีความกังวลมาก ตกใจ ต้องช่วยให้เขาดูแลตัวเองได้ หรือการเรียกสติให้กลับคืนมา บางคนเกิดอาการมือสั่น ต้องช่วยเรื่องการหายใจ ให้ฝึกการหายใจ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อให้เป็น เป็นการใช้หลักจิตวิทยาควบคู่กับพุทธศาสนา ดูแลอารมณ์สติ มองโลกในทางบวก คือ ลำดับเป้าหมายสำคัญที่พึงกระทำเป็นอันดับแรก ถ้าดูแลความคิดได้ ก็จะทำให้เกิดสติ
    "จริงๆ แล้วทักษะหลักๆ ที่เราเน้นให้กับน้องๆ เข้าใจก็คือ ทักษะการฟังให้เป็น เพราะปัญหาของการเข้าไปเยียวยาส่วนใหญ่ พอไปถึงมักจะเกิดคำถามชี้นำ หรือให้ข้อมูลต่างๆ นานา แสดงความห่วงใย และมักใช้คำว่า "อย่าไปคิดมาก" ซึ่งเป็นคำที่เราพูดกันบ่อย แต่เปล่าประโยชน์ ใช้ในการปลอบใจไม่ได้ผล ซึ่งสิ่งที่อาสาสมัครควรทำคือ การปลอบให้เป็น ด้วยการฟังอย่างตั้งใจ สบตา พยักหน้า รับรู้ความรู้สึก เลือกใช้คำถามปลายเปิด และให้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับการชดเชยทางสังคม ไม่ตัดสินถูกผิด ใช้ความเข้าใจ สอบถามสารทุกข์สุขดิบ" พญ.อัมพรกล่าว
     พญ.อัมพรยังรู้สึกว่า การเข้ามาเป็นอาสาสมัครของเยาวชนถือว่าเป็นพลังบริสุทธิ์ เป็นพลังที่เป็นกลาง และได้รับความชื่นชมจากทุกฝ่าย อีกคนอาสาสมัครเหล่านี้คือเยาวชนซึ่งเป็นความหวังของประเทศต่อไป ถ้าได้เริ่นต้นเนื้องานที่เน้นคุณค่าทางจิตใจ ก็จะเป็นการดีที่จะเกิดสังคมที่เห็นอกเห็นใจ กันเข้าใจซึ่งกันและกันต่อไป
     ช่วง 2 สัปดาห์หลังเกิดเหตุการณ์ 19 พฤษภา เหล่าประชาชนรวมทั้งเยาวชนในค่าย SOS ก็เริ่มลงพื้นที่เพื่อเยียวยาจิตใจประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะชุมชนในย่านบ่อนไก่ ถือว่าเป็นจุดที่ได้รับผลกระทบมาก ซึ่งในช่วงเกิดเหตุการณ์ไม่สงบกลางเมือง ชาวบ้านย่านนี้ไม่มีน้ำประปา ไฟฟ้า หรือแม้กระทั่งอาหาร ถูกตัดขาดออกจากโลกภายนอก อีกทั้งยังตกอยู่ในสภาพหวาดผวา กลัวการถูกเผาบ้านเรือน หรือถูกอาวุธร้ายแรงทำร้าย
     นายชลทิตย์ ตั้งวิจิตร หรือ เจ นักศึกษาปี 2 วิทยาลัยการฝึกหัดครู เอกเทคโนโลยีการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ก็ได้เล่าว่า จากการที่ได้เดินทางมาลงพื้นที่เยียวยาจิตในผู้ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมือง ทำให้รู้สึกได้ว่าตัวเองนั้นโชคดีกว่าผู้คนเหล่านี้เป็นอย่างมาก ที่ไม่ได้อยู่ในสถานที่ที่เกิดความไม่สงบจากเหตุการณ์ความวุ่นวายของบ้านเมือง จึงเกิดความคิดที่ว่าอยากจะทำอะไรเพื่อตอบแทนให้แก่ผู้ที่เดือนร้อนในบ้านเมืองเรา
     นอกจากนี้ หลังจากที่ได้ลงพื้นที่คุยกับชาวบ้านมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นที่ชุมชนบ่อนไก่ ชุมชนสวนพลู และชุมชนโปโล เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่ต้องรีบเข้าไปเยียวยาที่สุดไม่ใช่สถานที่ อาคารบ้านเรือน แต่เป็นจิตใจ เพราะในช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ ขณะมีการปะทะกันของทหารกับผู้ชุมนุม พวกชาวบ้านต่างก็ตื่นตกใจกลัว โดยเฉพาะเสียงของระเบิด ทั้งนี้ อันเนื่องมาจากการเมืองที่มีมากกันจนเกินไปของคนแค่บางกลุ่ม จึงกลายเป็นส่งผลต่อคนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอีกหลายได้รับผลกระทบไปด้วย เป็นอะไรที่น่าสงสารมาก
     "เจ" ยังมองว่าการเยียวยาจิตใจชาวบ้าน การนำของบรรเทาทุกข์มาให้ ถือได้ว่าเป็นสิ่งดี เพียงแต่วิธีนี้เป็นแค่การเยียวยาในระยะสั้นเท่านั้น ในระยะยาวต้องทำให้พวกเขามีสภาพจิตใจที่เข้มแข็ง สามารถรับมือสถานการณ์อันเลวร้ายได้
     "หน้าที่ของผมในตอนก็แค่เข้าไปช่วยผู้ที่เดือดร้อนเท่าที่ช่วยได้ เพราะการช่วยเหลือผู้อื่น ถ้าหากมีคนที่คิดที่จะทำตัวเองให้เกิดประโยชน์กับส่วนรวมโดยที่ไม่หวังอะไร ผมคิดว่าสังคมน่าจะน่าอยู่กว่านี้นะครับ ผมมองว่าการใช้ชีวิตของคนในสังคมทุกวันนี้ ทำให้คนเราเห็นแก่ตัวกันมากขึ้น ถ้าเป็นอย่างนี้ไปโดยไม่มีการแก้ไข ผมว่าอีกไม่นานคนดีก็จะท้อ และเมื่อคนดีท้อ ผมว่าอะไรๆ จะแย่ลงกว่านี้ เราจึงต้องหันกลับมาช่วยกันให้สังคมมีคนเห็นแก่ตัวน้อยลง โดยการเริ่มต้นที่ตัวเราเองครับ" น้องเจกล่าว
     "เจ" ยังเล่าต่ออีกด้วยว่า ครอบครัวตัวเองเคยติดลบและอาศัยอยู่ในชุมชนที่มีฐานะไม่ค่อยสู้ดีนักมาก่อน รวมถึงได้รับความเดือดร้อนมาแล้ว จึงทำให้เกิดความคิดอยากทำงานรับราชการครูพร้อมๆ กับทำงานอาสาเพื่อสังคมต่างๆ ไปด้วย โดยในอนาคตก็อยากจะนำประสบการณ์จิตอาสาทั้งหมดที่ได้มาไปจัดค่ายกิจกรรมเพื่อสังคมอนุรักษ์และช่วยเหลือชุมชนตามที่ต่างๆ เพราะการที่ได้ลงพื้นที่บ่อยครั้งทำให้ได้เห็นว่าในประเทศไทยยังมีอีกหลายพื้นที่ และยังมีคนอื่นๆ อีกมากในสังคมที่เขากำลังลำบากกันอยู่จริงๆ
     ส่วน นายพชร ชยธวัช หรือ นิกส์ จาก ม.อัสสัมชัญ ชั้นปีที่ 3 บอกว่า การลงพื้นที่เยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งตนเองและเพื่อนที่มาด้วยกัน ต่างก็มีความตั้งใจที่จะนำถุงบรรเทาทุกข์ส่งให้ถึงมือของผู้ที่เดือนร้อนได้รับผลกระทบทุกคน ซึ่งเมื่อได้นำเขามอบให้กับชาวบ้านแล้ว รู้สึกได้เลยว่าสิ่งที่เราลงแรงอาสาครั้งนี้หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง เหมือนเป็นรางวัลที่ยิ่งกว่ารางวัลใดๆ ที่เราเคยได้รับมา
     "สิ่งที่ได้กลับคืนมา มันคือสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกสบายใจ มีความสุขมากมายกับสิ่งที่เราทำไป ซึ่งการที่เราได้นำของมาให้เขา ไม่ใช่เขาต้องมาขอบคุณเรา แต่เป็นเราเองที่จะต้องเป็นฝ่ายขอบคุณพวกเขาแทน เพราะว่าสิ่งที่เรามาทำนั้นทำด้วยใจ จึงต้องเป็นฝ่ายขอบคุณเขา ที่พวกเขานั้นมอบความสุขให้แก่เรา" น้องนิกส์กล่าว
     น.ส.รัชนก อ่างแก้ว หรือ นก จาก ม.รามคำแหง ชั้นปีที่ 4 เล่าว่า รู้สึกดีใจที่ได้รับโอกาสในการมาลงพื้นที่ช่วยเหลือชาวบ้าน เพราะถึงแม้ตัวเองจะเป็นแค่กลุ่มเยาวชนกลุ่มเล็กๆ แต่ก็ดีใจที่พอมาช่วยแล้วได้เห็นรอยยิ้มของชาวบ้าน แม้จะมาจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เราทำ ก็ทำให้พวกเขามีความสุขได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นสิ่งที่น่าภูมิใจ แม้ว่าสิ่งที่เราได้รับกลับมาจะเป็นเพียงแค่ความสุขทางใจเท่านั้น เนื่องจากการที่เราอุทิศตัวมาเป็นจิตอาสานั้น ย่อมไม่ต้องการสิ่งตอบแทนอยู่แล้ว เพียงแต่แค่ต้องการทำสิ่งดีๆ เพื่อตอบแทนสังคม
     "สำหรับการเยียวยาที่ดีที่สุดควรเป็นการเข้าถึงจิตใจพวกเขา ให้เขาได้พูด ได้เล่าสิ่งที่เขารู้สึก ที่อัดอั้น และต้องการเล่าออกมา โดยมีคนที่คอยต้องการรับฟังเขา ปลอบโยนเขา รวมถึงให้ความเข้าใจซึ่งกันและกันแก่เข้า เพียงเท่านี้ก็เป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้วในการเยียวยาจิตใจพวกเขา" น้องนกกล่าว
     นายธนินท์ อินทรมณี หรือ หนึ่ง ประธานนักเรียนจาก รร.ศรีพฤฒา เล่าถึงความรู้สึกหลังจากที่ตนเองและเพื่อนในชั้นเรียนกว่า 47 คน ได้มาเป็นจิตอาสาลงพื้นที่เยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความวุ่นวายทางการเมืองว่า การที่ได้มาช่วยเหลือผู้อื่นที่มีความเดือดร้อนครั้งนี้เป็นสิ่งที่คุ้มค่ามาก อีกทั้งเมื่อได้เห็นความสุขของชาวบ้านหลังจากที่ได้มารับของบรรเทาทุกข์ และมาพูดคุยกับเรา ก็ยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกภูมิใจเป็นอย่างมาก เพราะการเยียวยาที่เป็นผลมากที่สุด น่าจะเป็นการให้กำลังใจ ช่วยเหลือสิ่งที่ขาดแคน สิ่งใดเสียก็ช่วยซ่อมแซม รวมทั้งร้านค้าที่ค้าขายไม่ได้ก็อยากจะช่วยให้กลับมาทำกิจการได้ดังเดิม
     น.ส.พิณยาภรณ์ เตชะกฤตธีรนันท์ หรือ นุกนิก ชั้น ม.6 รร.เศรษฐบุตรบำเพ็ญ บอกว่า การที่เราได้มาลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ รู้สึกต้องขอบคุณพวกเขาที่ทำให้เราได้สิ่งดีๆ เพราะการให้ความช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ คือการสร้างบุญสร้างกุศล ส่งผลให้เกิดเป็นความสุขในใจที่ได้ช่วยกันทำสิ่งดีๆ คืนให้กลับประเทศไทย
     "สิ่งสำคัญของการเยียวยาคือ จิตใจ ฉะนั้นก็ต้องให้การรักษาด้วยการเข้าใจเป็นการเยียวยารักษาให้เขาได้มีจิตใจที่บริสุทธิ์ เพราะหากพวกเขาได้มีจิตใจที่บริสุทธิ์แล้ว เชื่อว่าจะทำให้พวกเขาสามารถหลุดพ้นจากความรู้สึกต่างๆ ที่ไม่ดีจากสิ่งที่ตนเองได้รับมา และสิ่งไม่ดีที่มีต่อบุคคลอื่นได้ ดั่งคำที่ท่านแม่ชีศันสนีย์กล่าวไว้ว่า ไม่มีใครควรค่าแก่การเกลียดชังค่ะ" น้องนุกนิกกล่าว.



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์