ถกเถียงกันมากว่า หลักสูตรการศึกษาไทยในปัจจุบันนั้นมีผลต่อพฤติกรรมของเด็กไทยในอนาคตมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาศีลธรรมที่เกิดขึ้น งานนี้จึงหนีไม่พ้นหน้าที่ของบรรดาครูบาอาจารย์สายสังคมศึกษา
เมื่อเร็วๆ นี้ จึงมีการเปิดเวทีเสวนาร่วมกันระหว่างหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ และชมรมครูสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อมาระดมสมองกันว่า ในมุมมองของครูที่สอนหมวดสาระสังคมศึกษานั้น มองหลักสูตรและวิธีจัดการการเรียนการสอนที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนั้น ว่าจะส่งผลต่ออนาคตของเด็กไทยอย่างไร ณ ห้องบัวทิพย์ 5 ชั้น 4 ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมกาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี โดยมีหัวข้อการเสวนาว่า "การศึกษาไทย ไปทางไหนดี"
ช่วงแรกเป็นการแสดงมุมมองเพื่อนำเสนอภาพรวมของการจัดการศึกษาไทย มีนายนิวัลชัย โคตรพัฒน์ ผู้อำนวยการกลุ่มนโยบายและแผน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 และนายจำรัส ยิ่งยืน ผู้อำนวยการชุมชนโรงเรียนบ้านหนองแสง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 เป็นวิทยากร โดยมีนายนำชัย อภิรักษ์มนตรี ประธานชมรมครูสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 เป็นผู้ดำเนินรายการ
นายนำชัยได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดเสวนาให้กับผู้เข้าร่วมประชุมว่า แก่นแท้ของการเสวนาวันนี้ก็คือการมาระดมสมองกัน โดยเฉพาะกลุ่มครูในหมวดสังคมศึกษาว่า จากหลักสูตรที่เราใช้จัดการเรียนการสอนในปัจจุบันนั้น ส่งผลต่ออนาคตของเยาวชนไทยอย่างไรบ้าง และชี้แจงกำหนดการว่าวิทยากรจะแบ่งการบรรยายเป็น 2 รอบ จากนั้นเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมเสวนาแสดงความเห็นทุกคน
การบรรยายเริ่มต้นโดยนายจำรัส ยิ่งยืน ผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนบ้านหนองแสง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 โดยนายจำรัสได้แสดงความคิดเห็นว่า ที่ผ่านมาตั้งแต่พระราชบัญญัติการจัดการศึกษา พ.ศ.2542 เป็นต้นมา ไม่ว่าจะเป็นแผนหรือพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาฉบับใดนั้น ล้วนมุ่งหวังให้ผู้เรียนมีความดีเป็นที่ตั้ง
การเน้นเรื่องความดีขึ้นก่อนความเก่ง ตามด้วยปัญญาและความสุข ทำให้นักเรียนเรียนอย่างมีความสุขและอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ต่อมาเพิ่มมาอีกก็คือให้มีความภูมิใจในความเป็นไทย จะเห็นว่าทุกประเด็นที่เน้นนั้นจะมาอยู่ที่หมวดสาระสังคมศึกษา อย่างเช่นเรื่องของความดี
แต่ก่อนหน้านั้น ถ้าเราจำไม่ผิดก็คือว่า เราจะเอาความเก่งขึ้นก่อน เริ่มต้นที่เก่ง ดี มีสุข แต่ตอนนี้เราเปลี่ยนเอาความดีขึ้นก่อน
เพราะถ้าเก่งแล้วไม่ดี นี่คือความอันตราย
สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ ทำอย่างไรสิ่งที่เราหวังนั้นจะมุ่งลงสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง พูดง่ายๆ คือการนำสาระนี้ไปสู่เยาวชนยังทำได้ไม่สมบูรณ์ เราคงปฏิเสธสิ่งนี้ไม่ได้ เพราะมีอย่างนี้จริงๆ เมื่อเราตั้งโจทย์ว่าต้องการให้เด็กดี แล้วผลออกมาดีอย่างที่ว่าหรือไม่ ถ้าผลสัมฤทธิ์อาจจะดี ถ้าเรานำเสนออาจจะว่าดี แต่ในความเป็นจริงมันดีหรือไม่
ถ้าเรามองที่สังคมปัจจุบัน ทุกภาคส่วน ทุกท้องถิ่นในประเทศไทย ปัญหาเรื่องความดียังเป็นปัญหาอยู่ ถ้าในกรุงเทพฯ ก็เป็นเรื่องเด็กสก๊อย เด็กซิ่ง ถ้าในท้องถิ่นของเราก็คือเด็กมือถือ เด็กบริโภคนิยม เด็กทะเลาะวิวาท โดยเฉพาะในชุมชนรอบนอก จะทำบุญกันแต่ละทีจะจ้างหมอลำ จะมีหนังต้องถามชาวบ้านก่อน จนมีเพลงผู้กองหน้าห้าง เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ตัวนี้คือสิ่งชี้วัดที่สำคัญว่าในหลักสูตรการศึกษาหรือในพระราชบัญญัติการศึกษาตรงนี้เรายังบกพร่องอยู่
ทางด้าน นายนิวัลชัย โคตรพัฒน์ ผู้อำนวยการกลุ่มนโยบายและแผนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 ซึ่งเป็นตัวแทนของผู้ดูแลทางด้านแผนและนโยบาย กล่าวว่า ในมุมมองของตนนั้นคิดว่า ถ้าเราไม่รู้เรื่องของอดีตที่ผ่านมา เราจะไม่รู้เรื่องของอนาคต เราควรต้องรู้ก่อนว่าในอดีต ปัจจุบันและอนาคตนี้ เราจัดการศึกษาอยู่ภายใต้กรอบอะไร พร้อมทั้งเสนอแนะว่าให้ทุกท่านที่มาร่วมเสวนากันวันนี้ ถอยออกมาจากปัจจุบันสักสี่ห้าก้าว ลองถอดตำแหน่งออกแล้วก้าวไปเป็นผู้บริหารตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาอะไรต่ออะไร สัก 3 ชั่วโมง เพื่อจะได้มองภาพในลักษณะของแผน หลังจากที่ก่อนหน้านี้เราเป็นผู้ปฏิบัติตามแผนที่ผู้อื่นวางมาให้
ในความคิดของตนเองนั้น มองว่าทั้งในอดีต ปัจจุบันและอนาคตนั้น เราอยู่ภายใต้บริบทของสิ่งแวดล้อมของโลก ประเทศไทยเราก็เป็นหนึ่งในนั้น โลกเป็นตัวที่ทำให้เรากำหนดการจัดการศึกษา ด้วยเหตุนี้เราจึงมาวิเคราะห์กันที่คำว่า STEP
S ตัวแรกก็หมายถึง Social and Culture คือบริบททางด้านสังคมและวัฒนธรรม
T นั้นหมายถึงเรื่องเทคโนโลยี ซึ่งเราต้องยอมรับว่ามีการปรับเปลี่ยนอย่างมากมาย ครูบางคนตามไม่ทันเด็กในเรื่องนี้ ไม่รู้เลยว่าเขานัดกัน เขาแช้ตกันแล้วไปไหน คือรู้ไม่ทันเด็ก ความไม่รู้เท่าทันจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง
E คือ Economic เศรษฐกิจ
P คือ Politic เรื่องของการเมือง
เมื่อเรามองและวิเคราะห์อดีต อนาคต ภายใต้ Step เดียวกันนี้ ในอดีตนั้นขอให้ถอยหลังไปก่อน ที่ผ่านมามองว่าก่อนที่จะปรับเปลี่ยนมาเป็นสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. เมื่อปี 2523 เป็นต้นมา การจัดการศึกษาไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน วิสัยทัศน์ของใครของมัน ประถมก็อย่างหนึ่ง มัธยม อุดมศึกษา อาชีวะก็อย่างหนึ่ง ไม่เคยประสานกันว่าจะส่งต่อกันอย่างไร คล้ายๆ เป็นระบบการศึกษาเฉพาะทาง
ประการที่สอง เด็กจบปริญญาตรีในขณะนั้นไม่มีงานทำ เป็นผลให้ความตั้งใจของเด็กก็ลดลงมา เพราะในภาคอุตสาหกรรม หรือภาคเศรษฐกิจ สรุปออกมาว่าเด็กจบมาฝีมือไม่ถึงพอที่เขาจะจ้าง เขาก็ไม่รับ เพราะทำงานไม่คุ้มค่าจ้าง
นอกจากนี้ กระบวนการจัดการเรียนการสอน แม้ว่าจะมีระบบการปฏิรูปการศึกษา แต่ท่านยอมรับไหมว่าครูส่วนหนึ่งไม่ยอมรับการจัดการเรียนการสอน มีการบอกว่าเอาเด็กเป็นศูนย์กลางการเรียนการสอนแบบนั้นแบบนี้ แต่สุดท้ายครูก็ไม่ได้ปรับตัวตามสื่อ ตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป
สุดท้ายเป็นเรื่องของการประสานงานกันระหว่างหน่วยงาน ระหว่างภาครัฐด้วยกัน ทำให้ไม่มีการยืดหยุ่น ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบการศึกษาของเด็กด้วย
ครั้นพอมาถึงพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาปี 2544 มีเรื่องสำคัญบางเรื่องที่ขาดหายไป
นั่นคือ การลืมเรื่องคุณธรรม จริยธรรม หน้าที่พลเมือง
การประเมินก็มีมาตรฐานขัดแย้งกัน
นอกจากนี้ บุคลากรไม่ได้รับการแปรสภาพจริง ไม่มีการกระจายอำนาจจริง
นายนิวัลชัยยังกล่าวต่อว่า หากมองไปในอนาคต เราต้องมองผลจากการจัดประชุมผู้นำอาเซียนครั้งที่ผ่านมา จะเห็นว่าเรื่องยังเกี่ยวพันอยู่ในบริบทของเสาการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะเกิดขึ้นในปี 2558 นี่เป็นสิ่งที่เราต้องเตรียมตัว เตรียมความคิด ความพร้อมไว้ล่วงหน้า
-ทางด้านการเมือง เน้นไปที่การรับรู้เรื่องความมั่นคง นักเรียนต้องเรียนรู้เรื่องของประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน เพื่อสนับสนุนให้เกิดความเข้าใจ และความเชื่อในภูมิภาคอาเซียน ต้องมีผู้นำ
-เสาเศรษฐกิจ เน้นไปที่การพัฒนากรอบทักษะ การเคลื่อนย้ายแรงงาน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
-เสาของสังคมและวัฒนธรรม
* โรงเรียนและสมาชิกต้องมีหลักสูตรที่เป็นเนื้อหาของอาเซียน
* ต้องมีปริญญาศิลปะด้านอาเซียน
* มีภาษากลางของอาเซียน
* ส่งเสริมการตระหนักของอาเซียน การนำเที่ยว การสร้างให้เป็น Education Hub
* ส่งเสริมให้มีการเรียนรู้ตลอดชีพ มีการประชุมวิจัยอาเซียนเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างสมาชิก
* การจัดประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมในอาเซียน ให้บูรณาการรางวัลโรงเรียนสีเขียวของอาเซียน
นายนิวัลชัยได้สรุปว่า หากมองการจัดการศึกษาในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในมิติของบริบทโลก เราก็จะเข้าใจและสามารถเตรียมความพร้อม วางแผนในการจัดหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อผลิตเยาวชนออกมาในสังคมได้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น
ภาคต่อไปในคราวหน้า เป็นการระดมความคิดเห็นของบรรดาผู้เข้าร่วมงานเสวนา แต่ละคนล้วนเสนอประเด็นจากประสบการณ์ล้วนๆ มาให้ติดตามกัน.








