เป็นเวลานานนับเดือนตั้งแต่ปิดรับสมัคร ที่กรรมการที่ได้รับมอบหมายซึ่งล้วนมาจากหลากหลายสาขา เพื่อสามารถทำความเข้าใจกับเด็กๆ ได้อย่างครอบคลุม ไม่ใช่เพียงมานั่งจับผิดเรื่องของตัวสะกด หรืออ่านลายมือไม่ออกก็โยนทิ้ง
งานนี้ต้องบอกว่ากรรมการทุกท่านล้วนอ่านผลงานอย่างไตร่ตรอง เพราะรู้ว่าเบื้องหลังของงานที่น้องๆ ส่งกันเข้ามานั้น กว่าจะคิดออกมาได้ต้องผ่านการกลั่นกรอง และเป็นประสบการณ์ที่เด็กๆ ได้พบเจอปะปนออกมาผสมผสานเข้ากับงานเขียน
มีคนบอกว่าหนึ่งภาพแทนคำพูดนับพัน
แต่เรียงความหนึ่งชิ้นนั้นแทนความรู้สึกของเด็กๆ หนึ่งคน
งานเขียนทุกชิ้นในสายตาของกรรมการและทีมงานจึงเป็นสิ่งที่มีค่ายิ่งนัก การจะเลือกผลงานชิ้นใดชิ้นหนึ่งขึ้นมาเป็นที่หนึ่งนั้น ไม่ได้หมายความว่าผลงานชิ้นอื่นด้อยค่า เพียงแต่สิ่งที่เราเรียกว่า "รางวัล" นั้นเป็นข้อจำกัด
หลังจากที่คัดกรองกันออกมาอย่างประณีตแล้ว คณะกรรมการก็พากันลงมติให้ผลงานของน้องๆ จากโรงเรียนเหล่านี้ได้รับรางวัล โดยมีรายชื่อดังนี้
รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ผลงานของนายกิตติชัย จันทรมณี จากโรงเรียนสตรีทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช
รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง ได้แก่ ผลงานของนางสาววรรนิศา จุ้ยน้อย โรงเรียนสตรีพัทลุง
รางวัลชนะเลิศอันดับสอง ได้แก่ ผลงานของนางสาวปณิตา ชมภูบุบผา จากโรงเรียนวัดนายโรง กรุงเทพมหานคร
นางสาววรรนิสา จุ้ยน้อย นักเรียนชั้น ม.4 จากสตรีพัทลุง เล่าว่า เห็นโปสเตอร์เชิญชวนประกวดเรียงความหน้าห้องภาษาไทย และอาจารย์ชวนให้ลองเขียนเรียงความเข้าประกวด เลยคิดว่าน่าสนใจ จากนั้นหาข้อมูลและเริ่มเขียน รู้สึกดีใจมากที่ได้รางวัล เพราะตอนแรกรอประกาศผลและคิดว่าคงมีคนส่งประกวดจำนวนมากทั่วประเทศ และเมื่อโรงเรียนบอกว่าได้รับรางวัลที่ 2 รู้สึกดีใจมาก เพราะเขียนจากเรื่องราวในครอบครัวและชุมชนของตนเอง
น้องวรรนิสาเป็นชาว อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช คุณพ่อคุณแม่ประกอบอาชีพทำนา และมาเรียนที่โรงเรียนสตรีพัทลุง เนื่องจาก อ.ชะอวด อยู่ใกล้พื้นที่จังหวัดพัทลุง เรื่องราวที่นำเสนอนั้นเป็นเรื่องจากชีวิตจริงๆ
"มีช่วงหนึ่งที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ท่านเสด็จฯ ในพื้นที่แถวบ้านหนูพอดี หนูเห็นแล้วรู้สึกดีใจที่มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ และมีความคิดอยากช่วยเหลือพระองค์ และให้ชุมชนของหนูมีความสามัคคีรักใคร เพราะเห็นๆ กันอยู่ว่ามีแต่ความวุ่นวาย เรียงความที่หนูเขียนก็มาจากสิ่งที่หนูอยากให้เป็นจริงๆ ค่ะ"
อ.ประพาส หมอกม่วง หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนสตรีพัทลุง กล่าวว่า ได้รับข่าวการประกวดที่ส่งมาที่โรงเรียน เห็นว่าเป็นโอกาสดีที่นักเรียนจะได้ฝึกฝนความคิดสร้างสรรค์ว่าอยากให้ชุมชนของเราเป็นอย่างไร จึงชวนให้นักเรียนเขียนส่งประกวด
สำหรับวรรนิสา เป็นเด็กที่มีความคิดการแสดงออกที่ค่อนข้างน่าสนใจ ตั้งใจเรียนหนังสือและคิดว่าเป็นการฝึกฝนให้ได้ใช้ความคิด รู้จักนำเสนอสิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นในชุมชนและสังคมโดยรวมในปัจจุบันมานำเสนอผ่านโครงการ ซึ่งการจัดประกวดครั้งนี้มีประโยชน์ช่วยให้เยาวชนได้ใช้ความคิด ถ่ายทอดวิถีชีวิตในชุมชน อยากให้จัดอย่างต่อเนื่อง เพราะความคิดของเด็กเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสะท้อนให้สังคมโดยรวม ได้ตระหนักและช่วยเหลือกันให้เป็นชุมชนที่น่าอยู่และสงบร่มเย็น
อ.จำเนียร รักใหม่ ผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีพัทลุง กล่าวว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่โครงการนี้ได้เปิดโอกาสให้เยาวชนทั่วประเทศได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นว่าอยากให้มีสังคมอย่างไร สร้างบ้านสร้างเมืองเราให้เป็นอย่างไรในความคิดเยาวชน สื่อสารผ่านเรียงความ สามารถนำไปเป็นแง่คิดในการสร้างสรรค์ สร้างประโยชน์ร่วมกัน จะช่วยให้ประเทศชาติมั่นคงและลดปัญหาความขัดแย้งลงได้ ผู้ได้รางวัลก็ถือเป็นเพชรเม็ดใหม่ที่น่าชื่นชม ให้รุ่นพี่รุ่นน้องที่จะเติบโตในอนาคตนำไปเป็นแบบอย่างที่ดี ขอขอบคุณที่ไทยโพสต์และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่เป็นส่วนหนึ่งในการสานฝันเด็กไทยในครั้งนี้
ผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีพัทลุงยังบอกด้วยว่า หากพูดถึงชุมชนชาวพัทลุง จะมีความโดดเด่นเรื่องประเพณีวิถีชีวิตที่รักพวกพ้อง ประชาชนมีทั้งไทยพุทธและไทยมุสลิม ที่อยู่ร่วมสังคมเดียวกันมาเป็นเวลานานตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ ไม่มีความขัดแย้ง ถ้อยทีถ้อยอาศัย ชื่นชมขนบประเพณีซึ่งกันและกัน ใช้ชีวิตแบบระบบเครือญาติ ผูกพันกับสังคมแบบพัทลุง ดังนั้น ต้องสนับสนุนให้คงความเป็นเอกลักษณ์ สร้างจิตสำนึกเพื่อบ้านเกิด
สิ่งสำคัญในการช่วยให้อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขคือ ภาษา การสื่อสารภาษาเดียวกัน เข้าใจกัน หากมุ่งให้ความสำคัญของภาษาและวัฒนธรรมของแต่ละชุมชน จะเป็นทางหนึ่งในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง การใช้กำลัง ใช้อาวุธ ไม่สามารถแก้ไขได้
พัทลุงเป็นจังหวัดที่อยู่ใกล้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ดังนั้น เยาวชนที่นี่อาจมีส่วนร่วมการพัฒนาและแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง อาจเริ่มจากการรู้จักภาษาท้องถิ่น อย่างเปิดโอกาสให้เด็กไทยรู้จักภาษายาวี เมื่อมีโอกาสพบปะพูดคุยจะได้สื่อสารกับพี่น้องมุสลิมได้รู้เรื่องมากยิ่งขึ้น สามารถพูดคุยช่วยเหลือกันได้ในบางครั้ง ลดความขัดแย้งได้ทางหนึ่ง.








