เสียงบูมดังก้องแข่งขันกับเสียงกลอง ฉิ่ง ฉับ ตีระรัว ตามรอบรั้วมหาวิทยาลัยทั่วประเทศในขณะนี้ ประหนึ่งสัญลักษณ์ตัวแทนบ่งบอกว่า ฤดูกาล "รับน้อง" หวนกลับมาอีกปีแล้ว
ประเพณีการรับน้องไม่เคยมีการบันทึกไว้ว่ากำเนิดเกิดขึ้นมานานแล้วเท่าไหร่ วิวัฒนาการจากประเพณีรับน้องมาสู่วัฒนธรรมรับน้อง แยกย่อยไปตามกิจกรรมความเชื่อ ค่านิยม และความคึกคะนองของรุ่นพี่ บางครั้งส่งผลให้เกิดความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน
ผลสำรวจจากเอแบคโพลล์ระบุไว้ว่า พฤติกรรมในการรับน้อง 3 อันดับแรก หากแยกย่อยร้อยละ 44.4 เป็นเรื่องของการใช้ความรุนแรง, การใช้ถ้อยคำไม่สุภาพ ร้อยละ 30.4 และการให้น้องดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮลล์ มีเพียงร้อยละ 8.9 เป็นเรื่องที่น่าคิด เหตุใดภาครัฐและหน่วยงานเกี่ยวข้อง จึงยังจมปลักกับการรณรงค์ไม่ให้ดื่มแอลกอฮอลล์
ร้อยละ 44.4 ปัญหาการใช้ความรุนแรงในกิจกรรมรับน้องของสถาบันศึกษา ไม่ว่าจะเป็นรั้วอาชีวะหรืออุดมศึกษา เสียงสะท้อนจากสังคมไม่อยากเห็นการสูญเสีย เป็นที่มาของการประมวลความคิดประเพณีรับน้องของนักศึกษาใหม่จากหลายสถาบันทั่วประเทศ
เริ่มกันที่ น้องน้ำ-วัจนารัตน์ จันทร์อุบล อายุ 21 ปี นักศึกษาใหม่ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ภาควิชาการพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ให้ทัศนะว่า ในอดีตเคยได้ฟังจากสื่อว่าการรับน้องรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต เมื่อก้าวมาสู่รั้วมหาวิทยาลัยก็มีความกลัวอยู่บ้าง จนกระทั่งได้ผ่านกิจกรรมรับน้องของ มรภ.พระนครศรีอยุธยา จึงรู้ว่ากิจกรรมการรับน้องมีทั้งเหตุและผลในตัวเอง
"ประเพณีรับน้องของเราชาว มรภ.อยุธยา ดำเนินกันแบบสร้างสรรค์ คือทำบายศรีผูกข้อมมือ มหาวิทยาลัยไม่มีการให้นักศึกษาออกไปรับน้องนอกสถานที่ สำหรับน้ำเชื่อว่า เหตุเลวร้ายเกิดขึ้นกับการรับน้องในหลายๆ แห่ง เป็นเพราะทิฐิของแต่ละคน ความไม่เข้าใจกันระหว่างพี่กับน้อง ส่งผลให้ขัดแย้งทางความคิด วัฒนธรรมการวากของรุ่นพี่ ไม่ส่งผลดีให้กับทุกฝ่าย สิ่งที่น้ำได้รับจากมหา'ลัยแห่งนี้คือ การพูดจาขอความร่วมมือกันดีๆ แค่นี้น้องๆ ก็ประทับใจ" น้ำกล่าว
น้องน้ำยังกล่าวต่ออีกว่า การรณรงค์ห้ามไม่ให้มีการใช้แอลกอฮอลล์ในกิจกรรมรับน้องเป็นเรื่องที่ดี แต่เชื่อว่าจะได้ผลน้อยราว 80% ส่วนใหญ่ตัวแทนนักศึกษาที่มาร่วมกิจกรรมจะไม่ได้สานต่อในการประชาสัมพันธ์เพื่อนๆ ในรั้วมหาวิทยาลัยให้เข้าร่วมรณรงค์
ด้านคณิต แพ้วไพรี อายุ 19 ปี นักศึกษาใหม่ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวเสริมว่า นาทีแรกที่ได้ยินเสียงกล่าวของอธิการบดีว่าขอแสดงความยินดีกับนักศึกษาใหม่ทุกคน ที่ได้ก้าวสู่รั้วมหาวิทยาลัย ที่ได้เลือกเข้ามาศึกษา พี่ๆ ต่างก็เตรียมต้อนรับน้องๆ เข้าสู่มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นประเพณีที่ได้สืบทอดมานานรุ่นต่อรุ่น วิธีการต้อนรับน้องๆ ก็แตกต่างกันออกไป รู้สึกหวั่นใจอย่างมาก
"บอกตรงๆ ว่าบ้านผมอยู่บางกะปิ แต่ที่ตัดสินใจเลือกไปเรียนธุรกิจบัณฑิตย์ ความเชื่อมั่นในเรื่องรับน้องก็มีส่วนตัดสินใจ ที่นี่ไม่การออกไปรับน้องนอกสถานที่ เรากระทำกันภายในมหา'ลัย อย่างตอนนี้กิจกรรมรับน้อง พวกพี่ๆ จะให้น้องล่าลายเซ็นรุ่นพี่ กว่าจะได้แต่ละคนเราต้องมีอะไรแลกเปลี่ยน บูมบ้าง เต้นแร้งเต้นกาบ้าง พี่ๆ บางคนก็ใจดีเซ็นให้ง่ายๆ ไม่ต้องมีอะไรแลกเปลี่ยน มันทำให้ผมรู้เลยว่ารุ่นพี่คนไหนเปิดรับไมตรีจิต" คณิตกล่าว
ขณะที่น้องเมย์-จิรนันท์ ทองวงศ์เพชร อายุ 18 ปี นักศึกษาใหม่ คณะการแพทย์แผนจีน มหาวิทยาลัยหัวเฉียว เปิดเผยว่า ประเพณีการรับน้องของมหาวิทยาลัยหัวเฉียวจะไม่ค่อยมีอะไรพิเศษ หรือนอกเหนือไปจากการสร้างความรู้จักกันระหว่างรุ่นพี่และน้องใหม่ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะจุดยืนของมหาวิทยาลัยหัวเฉียวมุ่งมั่นบำเพ็ญประโยชน์ให้กับสังคม
"ตอนแรกเมย์ก็คิดไปเองว่ารับน้องจะต้องโดนแกล้ง เหมือนกับข่าวที่เกิดขึ้น มารู้ว่าพี่ๆ ที่หัวเฉียวค่อนข้างแคร์ความรู้สึกน้องใหม่ เพราะเขารอคอยมานาน ปีนึงมีคนมาเรียนน้อยมาก การบูม การวากก็ไม่ได้รุนแรงมาก บางทีรุ่นพี่เห็นน้องๆ ดื่มเหล้า ยังออกมาห้ามเลย เมย์รู้สึกอบอุ่นใจกับสิ่งดีที่พี่มีให้" เมย์กล่าว
ปิดท้ายด้วย เต้-ธเนศพล เศวตกุล อายุ 23 ปี นักศึกษาบริหารจัดการ มหาวิทยาลัยโยนก กล่าวว่า ได้ยินข่าวร้ายๆ รับน้องมาทุกปี ปีนี้เห็นหลายสถาบันถึงขั้นกระทำพิธีดื่มน้ำสาบาน มันเหมือนกับว่าไม่ใช่เป็นการก้าวเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษา ทุกคนต่างไม่ไว้ใจกัน ทั้งๆ ที่ผลของการรับน้องจะไปสู่สร้างสรรค์หรือจมเหว ล้วนเกิดจากวัฒนธรรมในแต่ละองค์กร โยนกเป็นมหาวิทยาลัยเล็กๆ จึงไม่ค่อยแตกต่างทางด้านวัฒนธรรมความคิด
"เราคงต้องกลับไปฉุกคิด จะได้ประโยชน์อะไรกับการรับน้อง ทั้งที่จริงแล้วกิจกรรมนี้น่าจะเป็นการส่งเสริมงานบำเพ็ญประโยชน์สู่สังคม โดยให้น้องๆ เป็นแกนหลักทางความคิด และเชิงรูปธรรม รุ่นพี่แค่คอยไกด์ไลน์ ส่วนดีของรับน้องคือ เรามีพี่รหัส ป้ารหัส น้ารหัส นั่นเป็นเครือข่ายนำไปสู่ความเป็นหนึ่งเดียว"
น้องเต้ยังกล่าวเสริมว่า ในขณะนี้กลุ่มมหาวิทยาลัยในพื้นที่ภาคเหนือ เช่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยพายัพ และมหาวิทยาลัยโยนก กำลังร่วมกันส่งเสริมกิจกรรม "เดินขึ้นดอย" ซึ่งระหว่างทางเดินขึ้นดอย นักศึกษาทุกคนจะบำเพ็ญประโยชน์เก็บขยะ ถางป่า รวมถึงสร้างป้ายบอกทาง
ปัจจุบัน กระทรวงศึกษาธิการได้มีนโยบายส่งเสริมให้นิสิต นักศึกษาจบออกมาแล้วให้เป็นบุคคลคุณภาพ และสร้างสรรค์กิจกรรมรับน้องอันนำไปสู่ความรัก ความสามัคคี รวมถึงการออกกฎระเบียบข้อบังคับให้ทุกสถาบันศึกษาจะต้องมีศูนย์รับแจ้งเหตุเพื่อรับข้อมูล
กิต-กฤษดา น่วมจิตร์ ประธานกรรมาธิการฝ่ายรับฟังความคิดเห็น สภานักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เปิดเผยว่า ศูนย์รับร้องเรียนการรับน้องใหม่รุนแรง ตั้งขึ้นเพื่อเฝ้าระวังการรับน้องรุนแรง ต้องการที่จะให้นักศึกษามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ เฝ้าระวัง ซึ่งมีสภานักศึกษา องค์การนักศึกษา เป็นหน่วยงานหลัก ร่วมด้วยชมรมนักวิทยุสมัครเล่น และรุ่นพี่อาสาสมัครประสานงานกิจกรรมรักน้องใหม่ จะทำหน้าที่เฝ้าระวังและแจ้งมายังศูนย์ นอกจากนี้ยังมีหน่วยกู้ชีพบัวเพชรช่วยตระเวนพื้นที่ภายนอกมหาวิทยาลัย จะใช้เวลาในการเฝ้าระวังเป็นเวลาประมาณ 1 เดือน
เสียง "วาก" จากรุ่นพี่ ยังคงดังกึกก้อง ประสานกับเสียงโห่ร้องรุ่นน้องขานรับ "บูม" สัญลักษณ์ประเพณีรับน้อง ยังคงสืบทอดอยู่ในรอบรั้วอุดมศึกษา เฉกเช่นระลอกคลื่นกระทบฝั่ง แท้จริง "รับน้อง" อุบัติขึ้นจากความรักหรือความชัง.








