Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

ปั้นเด็กไทย "ผู้นำ"จุดประกายโลกออนไลน์


  สังคมโลกออนไลน์ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่เข้าใกล้ตัวเรามากยิ่งขึ้น ไล่เลียงไปได้ตั้งแต่ผู้ใหญ่วัยทำงานไปจนถึงเด็กวัยกระเตาะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยรุ่นที่ดูแล้วนิยมชมชอบการพบปะพูดคุยกับเพื่อนในโลกไซเบอร์เป็นอย่างยิ่ง เพราะถ้าให้เริ่มถามจริงๆ สมัยนี้คงแทบไม่มีเด็กคนไหนไม่รู้จักวิธีการปฏิสัมพันธ์พูดคุยกับเพื่อน ไม่ว่าจะกับเพื่อนที่ รร. หรือเพื่อนใหม่ที่พบผ่าน "โซเชียลเน็ตเวิร์ก (Social Network)" เป็นแน่
     เจ้าตัวโซเชียลเน็ตเวิร์กนี้เอง คือสื่อทางสังคมออนไลน์ ใช้ในการสื่อสาร เหมือนร่มใบใหญ่ที่ครอบคลุมให้คนเรามีการปฏิสัมพันธ์ติดต่อสื่อสาร แลกเปลี่ยนการสนทนากันได้ง่ายดายยิ่งขึ้น ซึ่งในประเทศไทยเองดูเหมือนจะมีจุดเริ่มของโซเชียลเน็ตเวิร์กที่ได้รับความนิยมอย่างเป็นจริงเป็นจัง จากเว็บไซต์ที่เปิดพื้นที่ให้เขียนบล็อก หรือไดอารีแบบออนไลน์ ต่อมาจึงเป็น Hi5 ที่ได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่นอย่างล้นหลาม เรื่อยมาจนถึงในปัจจุบันจึงเป็น Facebook และ Twitter ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเทคโนโลยีก้าวล้ำไปมากขึ้น ทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงโซเชียลเน็ตเวิร์กเหล่านี้ได้ง่ายดายและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์แบบพกพาที่สามารถเล่นอินเทอร์เน็ตไร้สายได้ หรือโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ๆ ที่สามารถเชื่อมต่อกับโซเชียลเน็ตเวิร์กได้ทุกที่ทุกเวลา อย่างเช่น ไอโฟน แบล็คเบอร์รี่ เป็นต้น
     อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กก็ยังสามารถทำหน้าที่ในสิ่งที่มองไม่เห็นอีกอย่างหนึ่งก็คือ "การเป็นผู้นำ" ซึ่งมีพลังสามารถชี้นำมวลชนทางสังคมได้อย่างคาดไม่ถึง ไม่ว่าการชี้นำนั้นจะเป็นทั้งสิ่งที่ดีและสิ่งที่ไม่ดี  
     ไม่นานมานี้มีตัวอย่างของการเป็นผู้ในในโลกสังคมออนไลน์ที่เราสามารถเห็นได้อย่างเด่นชัดที่สุดคือ การจัดตั้งกลุ่ม "มั่นใจว่าคนไทยเกิน 1 ล้านคนต่อต้านการยุบสภา" ที่สามารถชี้นำมวลชนที่มีความคิดเห็นเช่นเดียวกับตนเองออกมาเป็นพลังขับเคลื่อนทางสังคมได้
     โครงการค่ายเยาวชน "Young Future Leader" ที่ทางการศึกษานิวซีแลนด์ กระทรวงศึกษาธิการ และนิตยสาร knock knock! ร่วมจัดขึ้น ณ พีบี วัลเล่ย์ เขาใหญ่ ไวน์เนอรี่ ระหว่างวันที่ 27-30 เม.ย.ที่ผ่านมา เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ส่งเสริมให้เยาวชนใช้เวลาว่างระหว่างปิดภาคเรียนในการบ่มเพาะคุณสมบัติของผู้นำในอนาคต แต่การเป็นผู้นำในที่นี้เน้นแต่เฉพาะการพัฒนาทักษะการใช้สื่ออินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างสร้างสรรค์และเป็นประโยชน์     ขั้นตอนการคัดเลือกเยาวชนที่มาเข้าค่ายทั้งหมด 31 คน มาจากผู้สมัครเข้าร่วมโครงการ 300 คน ที่นำเสนอแนะนำตัวเอง พร้อมเหตุผลในการเข้าร่วมโครงการเป็นภาษาอังกฤษนาน 3 นาทีผ่าน www.facebook.com/nzleader ต่อมาจึงเป็นการเขียนไดอารีผ่านทาง Facebook เพื่อแสดงถึงภาวะการเป็นผู้นำในยุคเครือข่ายสังคมออนไลน์นี้
     หลังจากผ่านการฝึกอบรมแล้ว จะทำการคัดเลือกอีกครั้งให้เหลือ 8 คน จากการโหวตกันเองของผู้ที่มาร่วมค่าย รวมถึงก็จะทำการคัดเลือก 2 จาก 8 คนสุดท้ายอีกครั้งในช่วงเดือน มิ.ย. เพื่อรับทุนไปศึกษายังประเทศนิวซีแลนด์เป็นเวลา 4 สัปดาห์
     การอบรมครั้งนี้หวังผลอะไรบ้าง ธนัท  ทองอุทัยศรี ในฐานะผู้ช่วยนักปฏิบัติการวิจัยศูนย์เทคโนโลยีพิสูจน์พยานหลักฐานดิจิตอล ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ผู้มาทำหน้าที่วิทยากรของงานได้ให้ความเห็นว่า ในภาวะปัจจุบันนี้ประชากรโลกมีจำนวนที่มากขึ้น ซึ่งหากประชากรโลกต่างคิดต่างทำ ก็จะเกิดปัญหาความวุ่นวายที่หลากหลาย แต่ถ้าหากคนเหล่านั้นมีผู้นำที่ดี ก็จะสามารถดึงดูดชี้นำมวลชนให้ไปในแนวทางที่ดี สร้างประโยชน์ รวมทั้งก็ให้เกิดโทษได้
     หากเทียบกันแล้วกับเด็กไทยเอง ในสมัยก่อนเนื่องจากข้อมูลที่มากพอและอาจยังไม่เข้าถึงตัวเด็กเองมากนัก ทำการตัดสินใจที่จะเลือกเชื่อมั่นในการนำของใครสักคนอาจมีไม่มากพอ แต่ทุกวันนี้เด็กไทยเองมีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ทำให้คนที่จะมาเป็นผู้นำหรือชี้นำพวกเขาได้ต้องมีความเก่ง และมีอะไรที่มากกว่าการดึงดูด ประกอบกับสมัยนี้การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและการปฏิสัมพันธ์กันระหว่างตัวเด็กเองทำได้ง่ายขึ้น จนทำให้เกิดเป็นโลกของสังคมโซเชียลเน็ตเวิร์กที่ง่ายต่อการสื่อสารกันมากขึ้น
     "โซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นเครือข่ายทางสังคมที่ทำให้คนปฏิสัมพันธ์กัน เฉพาะอย่างยิ่งคนที่สนใจด้านเดียวกัน สามารถใช้เป็นช่องทางในการแสดงความคิดเห็นได้ โดยในตรงนี้ถ้าเกิดมีคนอื่นเข้ามาดูแล้วเกิดความรู้สึกชื่นชอบกับข้อความที่สื่อออกไป และศรัทธาในสิ่งที่เขาคิด ก็จะทำให้เขาเองเกิดสภาวะการเป็นผู้นำ และมีอิทธิพลต่อการชี้นำผู้อื่น" ธนัทกล่าว
     ธนัทยังให้ความเห็นอีกว่า การที่จะสร้างให้เด็กมีภาวะเป็นผู้นำที่ดีในสังคมโซเชียลเน็ตเวิร์กได้ ต้องปลูกฝังย้อนไปตั้งแต่ในเรื่องพื้นฐานการเป็นคนดี คิดดี พูดดี ทำดี ต่อมาจึงเป็นการเผยแพร่ความคิดผ่านจุดยืนที่แน่วแน่ของตนเอง เพราะถ้าตัวเขาเองมีจุดยืนที่แน่วแน่แล้ว เขาก็จะไม่หวั่นไหวกับสิ่งที่เกิดขึ้น จากนั้นถ้าเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยจนคนมาเห็นด้วยมากขึ้นแล้วบอกกันปากต่อปาก ซึ่งพอมวลชนวิเคราะห์มุมมองคนนี้ว่ามีประโยชน์ เขาก็จะกลายไปเป็นผู้นำในสังคมได้
     อย่างไรก็ตาม ข้อดีของการฝึกการเป็นผู้นำที่ดีตั้งแต่ในวัยเด็ก จะส่งผลให้รู้จักการปรับตัวเข้ากับสังคม และสามารถเป็นประโยชน์ในการทำงานและอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นในสังคมได้เป็นอย่างดี รวมถึงคนเป็นผู้นำยังสามารถนำให้คนอื่นๆ ในสังคมไปทำสิ่งสร้างสรรค์ให้กับประเทศได้อีกด้วย
     "การที่ตอนนี้โซเชียลเน็ตเวิร์กมาเข้าใกล้จนกลายไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันเรา จะส่งผลให้เราเสียเวลากับชีวิตมากจนเกินไป เพราะสังคมออนไลน์เป็นเพียงแค่ข้อความและกระแสที่กระตุ้นให้เรามีความสุข ซึ่งไม่เหมือนกับการที่เราพูดคุยหรือพบปะกับเพื่อนจริงๆ ฉะนั้น โซเชียลเน็ตเวิร์กควรเป็นเพียงแค่ส่วนเสริมของชีวิต ไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต" ธนัทกล่าว
     ภัทร ล้อมลาย หรือ จอร์จ ชั้น ม.5 รร.มงฟอร์ตวิทยาลัย เล่าว่า การเป็นผู้นำเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะสามารถช่วยให้คนคนหนึ่งที่มีผู้นำด้วย รวมทั้งก็จะทำให้เขากลายเป็นผู้ที่ดูมีจุดเด่นในสายตาคนอื่นขึ้นมา แต่ในโลกออนไลน์ การเป็นผู้นำหรือชี้นำเป็นสิ่งเปิดกว้าง แต่ขึ้นอยู่กับมุมมองแต่ละคน เพราะการที่เราปล่อยข่าว ข้อคิด หรือเรื่องราวส่วนตัวให้คนอื่นรู้ลงไปในสังคมออนไลน์ สามารถเป็นได้ทั้งสิ่งที่สำคัญหรือไม่สำคัญต่อบุคคลอื่นในการคล้อยตาม หรือนำไปต่อยอดความคิดได้เช่นกัน
     ธกาญจน์ ฮมแสน หรือ กิฟ นิสิตใหม่ชั้นปี 1 จาก ม.ราชภัฏสวนดุสิต วิทยาเขตหัวหิน เล่าว่า การเป็นผู้นำในสังคมโซเชียลเน็ตเวิร์กมีทั้งข้อดีและไม่ดี เหมือนดาบสองคม เพราะบางครั้งบางคนที่เป็นผู้นำก็จะสามารถชักจูงคนอื่นได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดี เนื่องจากภาวะการเป็นผู้นำนั้นเปรียนเสมือนพื้นฐานของการใช้ชีวิต ซึ่งถ้าทางเครือข่ายทางสังคมออนไลน์เองเข้ามามีบทบาทใกล้ตัวเรามากขึ้น แม้จะมีประโยชน์ทำให้สามารถลดค่าใช้จ่ายในการติดต่อสื่อสารได้อย่างมาก แต่ถ้าหากใช้มากเกินไปก็จะทำให้ไม่มีเวลาไปทำสิ่งอื่นที่สร้างสรรค์ได้
     นัฏฐนันท์ ตัชชนานุสรณ์ หรือ ใบเตย นักเรียนชั้น ม.6 รร.กัลยาณวัตร บอกว่า ปกติเป็นคนที่ชื่นชอบในการปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนๆ ผ่านสังคมออนไลน์อย่าง Facebook Hi5 และ Skype เป็นอย่างมาก เนื่องด้วยสิ่งเหล่านี้ช่วยให้ติดต่อกันได้ง่ายและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น อย่างในช่วงสอบที่ผ่านมายังใช้ในการติวข้อสอบกับเพื่อนได้ แต่ทั้งนี้ โซเชียลเน็ตเวิร์กก็ยังมีข้อเสียตรงที่ถ้าเล่นมากเกินไปจนทำให้เราติดแล้ววันทั้งวัน ก็จะหมกมุ่นอยู่กับมันจนไม่เหลือเวลาไปทำสิ่งอื่นๆ และจากการที่ปัจจุบันสื่อโซเชียลเน็ตเวิร์กเข้ามาใกล้ตัวมีส่วนร่วมกับชีวิตมากขึ้น ก็จะส่งผลให้ชีวิตเราสะดวกขึ้นได้ เช่น เมื่อเราออกมาเที่ยวต่างจังหวัด ก็จะสามารถถ่ายรูปและบรรยายความรู้สึกบอกต่อถึงเพื่อนๆ จำนวนมากๆ ได้อย่างรวดเร็ว
     ชิตวร สนิทมัจโร หรือ มีน ชั้น ม.3 รร.มหาวชิราวุธ จ.สงขลา กล่าวว่า ปกติเป็นคนที่ไม่ได้เข้าไปใช้เครือข่ายทางสังคม หรือโซเชียลเน็ตเวิร์ก แต่คิดว่าคนเป็นผู้นำทางสังคมที่ดีนั้นต้องเป็นคนที่มีทักษะทางการจูงใจค่อนข้างสูง ประกอบกับมีความรู้และวุฒิภาวะที่มากพอ เพื่อที่จะทำให้คนอื่นเกิดความรู้สึกเชื่อถือและคล้อยตามได้
     กุลธิตา เอี่ยมกระสินธ์ หรือ สายป่าน นักศึกษาชั้นปี 2 จาก ม.เชียงใหม่ บอกว่า โปรแกรมในโซเชียลเน็ตเวิร์กที่เล่นอยู่เป็นประจำจะเป็น Myspace และ Facebook ที่เล่นก็เพื่อไว้ติดต่อสื่อสารกับเพื่อนๆ เพราะการสื่อสารกับเพื่อนๆ ในวิธีนี้สามารถลดค่าใช้จ่ายได้ ซึ่งการที่สื่อเหล่านี้ปัจจุบันมีการพัฒนาให้เข้าถึงได้ง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก หรือโทรศัพท์มือถือนั้น มีทั้งข้อดีและไม่ดี ขึ้นอยู่กับผู้ใช้เองและการแบ่งเวลาใช้มากกว่า อย่างในเวลาเรียนก็ไม่เหมาะสมที่จะนำขึ้นมาเล่น
     "สำหรับเรื่องภาวะความเป็นผู้นำของเด็กไทยเองในขณะนี้ ยังถือว่ามีน้อยมาหากเทียบกับชาวต่างชาติ อย่างเช่น เมื่อในครั้งตอนที่หนูเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่สหรัฐอเมริกา จะเห็นได้ว่าเมื่ออาจารย์ถามในห้องเรียน เด็กที่นั่นก็จะแย่งกันตอบเหมือนเป็นการพยายามแสดงภาวะผู้นำของตัวเองออกมา แต่ถ้าเป็นเด็กไทย เมื่ออาจารย์ถามในห้องเรียนกลับเงียบไม่มีใครกล้าที่จะแสดงความคิดเห็น จนอารย์ต้องจี้ให้ตอบเป็นรายบุคคลด้วยซ้ำ" น้องสายป่านกล่าว.



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์