"รางวัลแห่งเกียรติยศ รางวัลสารคดียอดเยี่ยม ได้แก่ สารคดีเรื่อง "ตามรอยคุ้มเจ้าหลวงลำปาง" โรงเรียนลำปางกัลยาณี จ.ลำปาง"
สิ้นเสียงประกาศจาก 2 พิธีกรน้อย ท่ามกลางบรรยากาศวันงานอบอุ่นไปด้วยผู้ใหญ่ใจดีและเด็กๆ รักการทำหนังกว่า 200 คนที่มาชุมนุมกัน ก็มีเสียงเฮจากกลุ่มเด็กๆ ทำหนังจาก โรงเรียนลำปางกัลยาณี ซึ่งทำสารคดีเกี่ยวกับการเดินทางตามหาคุ้มของเจ้าหลวงผู้ครองนครลำปาง แถมยังแฝงไปด้วยการนำเสนอวิถีชีวิตของชาวลำปางในอดีตได้อย่างน่าสนใจ ก่อนที่พวกเขาจะขึ้นรับรางวัลนี้ด้วยความภาคภูมิใจบนเวทีงาน "มหกรรมสายสัมพันธ์โรงเรียนทำหนังวัฒนธรรมยุววิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของจังหวัดลำปางและสามจังหวัดชายแดนภาคใต้" ซึ่งงานดังกล่าวจัดขึ้นที่ห้องประชุมจันทน์ผา มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
รางวัลนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของโรงเรียนทำหนังวัฒนธรรม สถาบันรามจิตติ ซึ่งสอนเทคนิคการผลิตหนังสารคดีสั้นให้แก่นักเรียนในโครงการยุววิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ให้ทุนวิจัยสนับสนุนมาก่อนหน้านี้ เพื่อให้เยาวชนเข้าใจรากเหง้าและความเป็นมาของตนเอง โดยโรงเรียนทำหนังเริ่มนำร่องใน 2 พื้นที่ คือ จ.ลำปาง และสามจังหวัดชายแดนใต้ และสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.) สนับสนุนงบประมาณเพื่อนำผลการวิจัยมาผลิตสารคดีรณรงค์ทางวัฒนธรรม
นอกจาก "ตามรอยคุ้มเจ้าหลวงลำปางที่หายไป" ผลงานของน้องๆ โรงเรียนลำปางกัลยาณีที่ได้รางวัลที่สุดแห่งสารคดีประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ยังมีหนังอีก 4 เรื่องที่คว้ารางวัลยอดเยี่ยมในแต่ละสาขา ได้แก่ "ลำเนาเพลงแห่งลำน้ำสอย จังซอเพลงบรรเลงแจ้ห่ม" โรงเรียนแจ้ห่มวิทยา จ.ลำปาง คว้าเนื้อหาเชิงประวัติศาสตร์ยอดเยี่ยม, "สภากาแฟ" โรงเรียนพัฒนาวิทยา จ.ยะลา นำเสนอยอดเยี่ยม, "ดอยศักดิ์สิทธิ์" โรงเรียนสุนทรศึกษา จ.ลำปาง เทคนิคยอดเยี่ยม และรางวัลกระบวนการผลิตยอดเยี่ยมที่ "เสียงอาซานแห่งเราฏอตุลยันนะห์" โรงเรียนธรรมวิทยามูลนิธิ จ.ยะลา ได้มาครอง
น้องอี๊ฟ-พิชชาพร สิทธิโชค นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนลำปางกัลยาณี ผู้เขียนบทและตัดต่อหนังสารคดียอดเยี่ยม "ตามรอยคุ้มเจ้าหลวงลำปาง" เผยความรู้สึกที่ได้รางวัลว่า ดีใจจนน้ำตาไหล นึกถึงภาพบรรยากาศรางวัลออสการ์ วันนี้รู้สึกว่าเป็นออสการ์น้อย เราภูมิใจมากที่ได้รางวัลนี้ ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มขั้นตอนการทำงานภาพยนตร์ ตั้งแต่ต้นจนวันนี้มีความสุขและสนุกมาก ได้หนังเรื่องหนึ่งที่ถ่ายทอด 6 เรื่องราวของคุ้มเจ้าหลวง ซึ่งถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวลำปางในอดีต แต่ปัจจุบันไม่มีคนรู้ อะไรคือสาเหตุการรื้อถอนคุ้ม ขณะที่คุ้มเมืองอื่นไม่ถูกรื้อ อย่างที่เมืองน่านก็ยังมีคุ้มอยู่ ซึ่งเราได้มาเปิดเผยความจริง ตั้งใจจะเผยแพร่หนังสารคดีเรื่องนี้ให้ลูกหลานชาวลำปางได้รับรู้
นอกจากน้องอี๊ฟ-พิชชาพร สมาชิกทำหนังวัฒนธรรมเรื่องนี้ยังประกอบด้วยเพื่อนร่วมชั้นอีก 4 คน ได้แก่ บี-วรัญญา ยศสาย, โบว์-สกุลเกศ ปานเพชร, บ๊อบ-ณรินทร์ นันต๊ะภาพ และป๊อป-ภาคิม สุวรรณก้อน แต่ละคนรับหน้าแตกต่างกันไปตามความถนัด
"เราสงสัย ไม่มีใครสามารถอธิบายความหมายของคำว่า "คุ้ม" ได้เลย เราจึงเริ่มออกเดินทางตามหาคุ้มจากการสอบถามอาจารย์มงคล ถูกนึก ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ท้องถิ่น คุ้มคืออะไร มีความสำคัญยังไง ก็ได้คำตอบว่าเป็นที่อยู่ของเจ้านาย เจ้าผู้ครองนคร และเจ้าผู้ครองนครลำปางองค์สุดท้าย คือเจ้าพ่อบุญวาทย์ วงศ์มานิต จากนั้นก็ออกเดินทางไปศาลากลางหลังเก่าจังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นที่ตั้งของคุ้มเจ้าหลวงในอดีต สิ่งที่แสดงว่าคุ้มเคยตั้งอยู่ คือกำแพงอิฐยาวไม่กี่เมตรทางตะวันออก" น้องบี-วรัญญา ที่รับหน้าที่สัมภาษณ์และตัดต่อ เล่าเสริมถึงการลงพื้นที่และหาข้อมูลด้วยตนเอง
สารคดีเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เข้าใจง่าย แต่เต็มไปด้วยการค้นคว้าข้อมูลที่เน้นความถูกต้อง การบันทึกเรื่องราวที่อยู่ในความทรงจำของผู้ให้สัมภาษณ์แต่ละคน น้องอี๊ฟ ละอ่อนน้อยนักเขียนบทยังบอกด้วยว่า ได้เดินทางต่อไปยังบ้านเจ้าย่าบุญศรี สุคำวัง ท่านเป็นหลานแท้ๆ ของเจ้าพ่อบุญวาทย์ ปัจจุบันอายุ 96 ปี เคยอาศัยอยู่คุ้มเจ้าหลวง เจ้าย่าเล่าอะไรให้ฟังเยอะแยะ ใครไม่มีข้าวกินก็ไปขอที่คุ้ม ไปทำงานขอข้าว เราได้ระลึกภาพเก่าๆ นอกจากเจ้าย่าที่ให้สัมภาษณ์ในสารคดีแล้ว ยังไปคุ้มเจ้าหญิงศรีนวล ณ ลำปาง ธิดาเจ้าพ่อบุญวาทย์ ไปสัมภาษณ์ลูกหลานท่านอื่นๆ ที่มีเชื้อสายตระกูลเจ้าหลวงผู้ครองนครลำปาง รวมทั้งผู้เฒ่าผู้แก่ ในสารคดียังมีภาพเก่าและแผนที่ประกอบ เหมือนเราช่วยกันต่อจิ๊กซอว์จนได้ภาพประวัติศาสตร์ล้านนาที่ชัดเจนขึ้น
"เราได้ศึกษาสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีตที่ยังไม่เคยมีใครศึกษาค้นคว้า ขณะที่หนังสือประวัติศาสตร์ล้านนาเขียนถึงคุ้มเจ้าหลางลำปางเพียง 2 บรรทัด จึงหยิบขึ้นมาจากมุมหนึ่งของ จ.ลำปาง คำตอบที่ได้ไม่ใช่แค่คุ้มคือที่อยู่ แต่เรารู้วิถีการดำเนินชีวิต ความเป็นอยู่ รวมทั้งเรื่องราวของเจ้าผู้ครองนครที่มีการเปลี่ยนแปลง" น้องอี๊ฟกล่าว พร้อมยืนยันว่า จะนำหนังเรื่องนี้ออกฉายในห้องสมุดของโรงเรียน และเผยแพร่ให้กับหน่วยงานหรือผู้ที่สนใจ
เรื่องราววิถีชีวิตวัฒนธรรมในสามจังหวัดชายแดนใต้เป็นอีกผลงานการผลิตของยุววิจัยฯ สามจังหวัดใต้ที่เข้าร่วมประกวดรางวัลนี้ ซึ่ง "สภากาแฟ" หนังสารคดีที่ได้ชื่อว่านำเสนอดีที่สุด ผลงานของนักเรียนโรงเรียนพัฒนาวิทยา จ.ยะลา สมาชิกประกอบด้วย อุสมาน เลาะมะอะ, อับดุลฮากิม ดือราแมง, อิมรอน ยามาแล, อาฟาน เปาะหารง และเนาฬล บุยุ พวกเขาตามติดวิถีชีวิตคนใต้และถ่ายทอดจากงานวิจัยมาสร้างเป็นสารคดีได้อย่างสนุกสนาน แต่แฝงแง่คิด
อุสมาน นักเรียนชั้น ม.5 ผู้ควบคุมการตัดต่อ บอกว่า เรื่องนี้นำเสนอมุมมองที่แตกต่างของวิถีคนในชุมชน คนกลุ่มหนึ่งบอกสภากาแฟดี อีกกลุ่มกลับบอกไม่ดี สภากาแฟเป็นที่นิยมมากในสามจังหวัดใต้ ก็อยากถ่ายทอดทั้ง 2 มุมไปพร้อมๆ กันในหนังสารคดี เราออกไปสัมภาษณ์คนขายกาแฟ คนดื่มบอกได้ประโยชน์ในการพัฒนาตัวเอง แต่แม่บ้านค้าน บอกไร้สาระ
"คนส่วนใหญ่นับถืออิสลาม เช้ามืดไปกรีดยาง กลางวันพักผ่อน มุสลิมห้ามดื่มเหล้า เวลาว่างตั้งวงเสวนาเป็นสภากาแฟ แลกเปลี่ยนความรู้ จะมีวงการเมือง วงเศรษฐกิจ วงกีฬา คุยกันข้ามวงก็มี วิเคราะห์เจาะลึกยิ่งกว่ารายการข่าว นี่คือจุดเด่นของสภากาแฟ และยังได้เห็นทุกอย่างไปพร้อมกัน ทั้งเรื่องอาหารการกินที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น อย่างข้าวยำ ขนมพื้นบ้าน ทั้งจู้จุ่น โรตี รวมถึงการละเล่น ก่อนประกวดนกเขาชวาจะพานกมาเทียบเสียงที่สภากาแฟ เทียบไก่ชน กลางคืนก็มาเล่นหมาก เปรียบเสมือนบ้านหลังที่ 2 ของคนใต้ และช่วยสร้างความสัมพันธ์ของคนในชุมชน" หนุ่มน้อยอุสมานเล่าอย่างมีอรรถรส
จากการสัมภาษณ์ ศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ทำให้ยุววิจัยฯ กลุ่มนี้เห็นพัฒนาการของสภาพกาแฟตั้งแต่อดีตที่ครองใจคนในท้องถิ่น จนถึงปัจจุบันที่มีการปรับตัวรับกับความเจริญที่เข้าในพื้นที่ อุสมานฉายภาพเหล่านี้ลงในหนังสารคดีทั้งหมด เขาบอกว่าทุกวันนี้เรียกสภากาแฟประยุกต์ เช้าขายกาแฟกับอาหารพื้นบ้าน กลางวันขายอาหารตามสั่ง กลางคืนกลับมาขายอาหารพื้นเมืองพร้อมกับฉายฟุตบอล
ขณะที่นักตัดต่อรุ่นเยาว์ อับดุลฮากิม บอกว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายที่นำงานวิจัยมาสร้างเป็นหนัง เพราะด้วยเวลาที่จำกัด ต้องกระชับ และคัดเอาภาพประทับใจ รวมถึงคำพูดเด็ดๆ มารวมเป็นหนังหนึ่งเรื่อง และยังแฝงเรื่องสถานการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ แต่การทำสคริปต์ช่วยให้ทำหนังง่ายขึ้น ส่วนอาฟานที่ควบคุมเสียงก็ใช้เพลงที่มีทำนองและดนตรีเป็นเอกลักษณ์ปักษ์ใต้ เราทำงานกันอย่างสนุกสนาน เริ่มต้นทำตั้งแต่เดือนตุลาคม 2552 เสร็จเดือนมกราคม 2553 ก็สำเร็จตามเป้าที่ตั้งไว้
"เราไม่ได้ตั้งเป้าคว้ารางวัล แต่ทำด้วยใจรักเช่นเดียวกันเพื่อนๆ จากโรงเรียนอื่นๆ ผลงานหนังในเวทีนี้น่าจะเป็นเครื่องการันตีความตั้งในของพวกเรา ที่จะเผยแพร่วัฒนธรรมในพื้นที่ของตัวเองให้สังคมได้รับรู้" อุสมานกล่าวทิ้งท้ายด้วยแววตาอันแสนภาคภูมิใจ
ดูหนังสารคดีของน้องๆ แต่ละทีมแล้ว ต้องบอกว่ายอดเยี่ยมจริงๆ ขอแสดงความยินดีกับเหล่าเยาวชนและวงการภาพยนตร์ของไทย เพราะมีออสการ์น้อยที่อาจเติบโตเป็นคนทำหนังฝีมือฉกาจในอนาคต.








