Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

"ภัยเล็กๆ" ใกล้ตัว "เด็ก" อันตรายที่มองข้าม


     เรื่องที่ไม่คาดคิดมักเกิดขึ้นอยู่เสมอ ยิ่งกับเด็กโดยเฉพาะเด็กเล็กด้วยแล้ว ภัยเล็กๆ ในชีวิตประจำวันไม่ว่าจะเป็นอาหารติดคอ จมน้ำ การนอน ของเล่น การเขย่าตัวเด็ก รถพยุงตัว บันได ระเบียงบ้าน ตกจากที่สูง ฯลฯ ที่ผู้ใหญ่คิดว่าไม่น่าเป็นอันตรายนั้น อาจทำให้ลูกหลานของตัวเองบาดเจ็บ พิการ หรือถึงขั้นเสียชีวิตได้ทีเดียว และบางกรณีนั้น เพียงเสี้ยววินาทีก็อาจทำให้ชีวิตของเด็กและคนในครอบครัวเปลี่ยนแปลงอย่างไม่มีวันหวนกลับ
    มีงานวิจัยเกี่ยวกับภัยใกล้ตัวเด็กที่พ่อแม่ผู้ปกครองหลายอาจมองข้าม โดย รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า หากพูดถึงเด็กเล็กแล้ว ผู้ใหญ่ส่วนมากมักจะคำนึงถึงเรื่องสุขภาพมากกว่าอุบัติเหตุ พากันแห่ไปฉีดวัคซีน เพราะไม่อยากให้บุตรหลานป่วยไข้ แต่สถิติของศูนย์วิจัยฯ กลับพบว่า เด็กเล็กที่อายุเกิน 1 ขวบขึ้นไปจนถึง 5 ขวบ เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุเป็นอันดับหนึ่ง โดยมีสาเหตุจากจมน้ำตายเป็นอันดับแรก ปีละกว่า 3,300 คน ซึ่งเฉลี่ยแล้วตกวันละ 4 คนเลยทีเดียว ถัดมาเป็นการจราจร และอาการหายใจติดขัดตามติดมาเป็นอันดับสาม ซึ่งอุบัติเหตุทั้งหมดมักเกิดขึ้นในบ้านที่พักอาศัยมากกว่าจะเกิดขึ้นในช่วงที่เด็กอยู่นอกบ้าน
     "ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นเป็นตัวเลข ในจำนวน 1 แสนคน เด็กเล็กชีวิตเพราะอุบัติเหตุถึง 35% ขณะที่เสียชีวิตเพราะเจ็บป่วยเพียง 20% เท่านั้น" รศ.นพ.อดิศักดิ์ชี้ให้เห็น พร้อมทั้งกล่าวต่อว่า
     ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากสภาพแวดล้อมที่เร่งรีบในปัจจุบัน ทำให้เด็กเล็กขาดการได้รับการดูแลอย่างระมัดระวังใกล้ชิด จนหลายครั้งที่ทำให้เด็กได้รับอันตรายจนถึงชีวิต บางรายแม้จะไม่ตายก็ประสบภาวะสมองพิการเนื่องจากขาดอากาศหายใจ
     "ข้อมูลของเราที่เก็บนี้ชี้ว่า ภัยเล็กๆ น้อยๆ ใกล้ตัวซึ่งจุดนี้น่าห่วงยิ่งกว่า เพราะต้องดูแลกันตลอดชีวิต และยังเป็นบ่อเกิดของปัญหาอื่นๆ ตามมา เช่น ปัญหาครอบครัว ที่มีสถิติการหย่าร้างสูงหลังจากบุตรหลานประสบอุบัติเหตุ ปัญหาสุขภาพ ความเครียดที่สะสมมากขึ้น ทำให้คนในครอบครัวไม่มีความสุข หรือแม้แต่การสละชีวิตของคนคนหนึ่งเพื่อดูแลคนอีกคน โดยส่งผลทำให้เสียโอกาสที่จะมอบสิ่งดีๆ ให้กับบุตรหลานที่เหลืออยู่จนขาดความรัก ความอบอุ่น และกลายเป็นปัญหาสังคมในที่สุด ฯลฯ" รศ.นพ.อดิศักดิ์กล่าว
     ทั้งนี้ ผอ.ศูนย์วิจัยเพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็กฯ ยังยกตัวอย่างกรณีเด็กเสี่ยงต่อภาวะสมองพิการเพราะขาดอาการหายใจว่า ในเด็กทารกส่วนมากจะเป็นความเสี่ยงในเรื่องการนอน ทั้งท่านอนและการที่แม่เอาลูกนอนใกล้ตัว โดยสุขลักษณะที่ถูกต้องเด็กควรนอนท่าหงายไม่ควรนอนคว่ำ หมอนไม่ต้องใช้ ส่วนที่นอนขอให้แข็งพอประมาณ แบบนุ่มยวบไม่เอา ผ้าห่มก็ควรเป็นผืนบางๆ ถ้าผืนหนาอาจอุดตันทางเดินหายใจของทารกได้ และควรนำทารกนอนอยู่ไกลแม่สักเล็กน้อย เพื่อไม่ให้แม่เผลอทับลูกตาย
     ต่อมาเป็นกรณีของเตียงนอน ต้องเลือกราวเตียงที่เป็นซี่ๆ ไม่ห่างเกินไป หรือห่างไม่เกิน 6 ซม. เพราะสรีระของเด็กเล็กจนลอดผ่านซี่กรงได้ ที่ผ่านมาก็พบว่าเด็กตายเพราะนอนดิ้นลอดผ่านซี่กรง แต่ติดศีรษะที่ใหญ่กว่าจึงทำให้คอหัก ขาดอากาศหายใจ ด้านเสื้อผ้าก็มีส่วนที่ทำให้เด็กเสี่ยงต่อภาวะสมองพิการหรือก่อให้เกิดอันตรายได้ อย่างเสื้อที่มีฮู้ดอยู่ด้านหลัง แล้วมีเชือกรัดปรับประดับอยู่ด้านหน้า เส้นเชือกเหล่านี้เองที่จะพันคอเด็กและทำให้เสียชีวิต
     ด้านรถช่วยพยุงตัว หรือรถหัดเดินที่ชาวบ้านเรียกกันนั้น ก็ก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้เช่นกัน โดยถ้าหากเด็กเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว เป็นไปได้มากว่าจะสะดุดกับสิ่งรอบข้าง และทำให้หัวคว่ำทำให้เด็กเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูง อีกอย่างหนึ่งนั้น รถช่วยพยุงตัวยังทำให้เด็กมีพัฒนาการด้านการเดินได้ช้ากว่าเด็กทั่วไป จึงไม่ควรใช้เป็นอย่างยิ่ง
     การออกแบบบ้านและสิ่งแวดล้อมในบ้านก็เป็นเรื่องสำคัญ ครอบครัวที่มีลูกเล็กควรเน้นการออกแบบบ้านที่สร้างความปลอดภัยมากกว่าความสวยงาม สิ่งแวดล้อมในบ้านก็ควรจัดให้เข้าที่เข้าทาง อะไรที่เกะกะขวางทางก่อให้เกิดอุบัติเหตุก็เก็บให้เรียบร้อย
     อีกเรื่องหนึ่งที่ รศ.นพ.อดิศักดิ์บอกว่า ไม่ควรมองข้าม เพราะส่งผลต่อพัฒนาการทางสมองของลูกน้อยโดยตรงก็คือ "ของเล่น"
     โดยคุณหมอแจงว่า ทุกวันนี้ที่เด็กไทยไอคิว (IQ) ลด ก็เพราะปัญหาสารตะกั่วในของเล่นเป็นหนึ่งในสาเหตุ ซึ่งหากเลือกของเล่นไม่ได้มาตรฐานให้ลูกน้อยแล้ว สมองของลูกจะได้รับอันตรายแน่นอน เนื่องจากร่างกายของเด็กดูดซึมสารพิษได้ดีกว่าผู้ใหญ่ถึง 5 เท่า และถ้าสะสมอยู่ในกระเพาะในปริมาณมาก สารพิษที่ตกค้างอยู่ในร่างกายได้เป็น 10 ปี จะไปทำให้กลไกการพัฒนาทางสมองเสื่อมลง
     "ของเล่นในบ้านเราต้องเลือกดีๆ บางทีแม้มีมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) แต่ก็ใช่ว่าจะปลอดภัยเสมอไป สาเหตุมาจากระดับมาตรฐานและความเข้มงวดที่มียังไม่เพียงพอ บวกกับความไม่ซื่อตรงของผู้ผลิต ที่ไม่ได้คำนึงถึงความปลอดภัยของเด็กเป็นหลักยามออกแบบ"
     เรื่องการป้องกันก่อนเกิดเหตุเป็นสิ่งสำคัญก็จริง แต่คุณหมอยังแนะเพิ่มเติมว่า ในเรื่องของ วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะอัตราการเสียชีวิตของเด็กไทยที่เพิ่มสูงขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการได้รับการปฐมพยาบาลหลังจากเกิดอุบัติเหตุไม่ถูกต้อง
     "ในต่างประเทศเขามีครอสฝึกอบรมวิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างถูกต้องให้กับพ่อแม่ หรือแม้แต่พี่เลี้ยงและครูในโรงเรียน แต่ในประเทศไทยไม่มี ทั้งๆ ที่ความรู้ดังกล่าวสามารถช่วยชีวิตเด็กก่อนถึงมือหมอได้มากกว่าครึ่ง อย่างกรณีจมน้ำ ถ้าเป็นคนไทยก็จะตบหลัง เขย่าๆ ให้น้ำออกมาให้มากที่สุด แต่หารู้ไม่ว่าการผายปอดให้ออกซิเจนเข้าไปเป็นวิธีที่ทำให้เด็กรอดได้มากกว่า เพราะน้ำที่ไหลออกมานั้นออกมาจากกระเพาะ อย่างมากก็ทำให้กระเพาะไม่กดทับปอด แต่ปอดนั้นน้ำท่วมลึกลงไปถึงถุงลมปอดจนไม่สามารถทำหน้าที่เอาออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายได้ สุดท้ายก็ขาดอากาศทำให้สมองพิการในที่สุด"
     "ผมจึงอยากให้ประเทศไทยมีการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวให้มากกว่านี้ เพราะชีวิตของคนหนึ่งคนที่ก่อเกิดขึ้นมาจากความรัก ถ้าต้องสูญเสียไปหรือตกอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างจากการเสียชีวิต ก็คงเป็นเรื่องเศร้าสำหรับครอบครัว และกระทบกระเทือนไปถึงสังคมไม่มากก็น้อย"
     จึงเป็นโอกาสอันดีที่ ผศ.ดร.อนุชิต ศิริกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตภัณฑ์เด็กอองฟองต์ บ.ไอซีซี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ขอสานต่อความคิดของ รศ.นพ.อดิศักดิ์ โดยร่วมกับศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็กฯ, โรงพยาบาลเด็ก สมิติเวช ศรีนครินทร์ และมูลนิธิเพื่อเด็กพิการ จัดกิจกรรมเพื่อเด็กไทยผ่านโครงการ "รักลูกให้ปลอดภัย ด้วยห่วงใยจาก ENFANT by ENFANT Truly Care" ด้วยการจัดพิมพ์หนังสือ Safety Book "เลี้ยงลูกให้ปลอดภัย คุณทำได้มากกว่ารัก" คู่มือแนะนำวิธีการเลี้ยงลูกให้ปลอดภัยจากอันตรายใกล้ตัวเด็กเล็ก และวิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างถูกต้องและปลอดภัยเมื่อเกิดอุบัติเหตุก่อนถึงมือแพทย์ แจกฟรีให้กับลูกค้าของอองฟองต์ และในวันที่ 31 ก.ค.ศกนี้ ทางอองฟองต์และกลุ่มพันธมิตรยังร่วมกันจัดกิจกรรมสัมมนาและเวิร์กช็อปตามชื่อหนังสือ Safety Book เพื่อรณรงค์ให้สังคมตระหนักถึงอันตรายถึงภัยใกล้ตัวเด็กเล็ก ณ โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ ผู้ที่สนใจเข้าร่วมฟังได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สอบถามเพิ่มเติมได้ที่เคาน์เตอร์อองฟองต์ ณ ห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศ
     ถึงเวลาแล้วที่พ่อแม่ควรดูแลบุตรหลานของตนเองอย่างใกล้ชิด และพึงตระหนักถึงอันตรายของอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวันของเด็ก และไม่ใช่แค่ผู้ปกครองเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงผู้ใหญ่ทุกคน ผู้นำชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ที่ต้องสร้างเมืองปลอดภัย สังคมปลอดภัยสำหรับเด็กให้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ความฝันหรือนโยบายที่จับต้องไม่ได้อีกต่อไป.
//////////////////////
          ประสบการณ์ "นาทีเปลี่ยนชีวิต"
     เหตุการณ์นี้เป็นของคุณแม่สุธาทิพย์ ทัตตกูล และน้องสาลี่-ณัฐธารัญ แก้วอุทัด วัย 3 ขวบ ที่ปัจจุบันพิการทางสมอง ตอนเกิดเหตุน้องสาลี่อายุได้ 1 ขวบ 2 เดือน แม่ฝากพี่สาวที่เพชรบูรณ์ช่วยเลี้ยง เพราะตัวเองทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ พี่สาวเล่าว่า เช้าวันนั้นหลังจากกินข้าวเรียบร้อยแล้ว เขาก็จะพาสาลี่กับแฝดผู้น้องชื่อชมพู่ไปอาบน้ำ ถอดเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วก็พาหลานทั้งคู่มาที่หน้าบ้าน แล้วตัวพี่สาวเองก็เดินไปหลังบ้านเพื่อเอาเสื้อผ้าลงเครื่องซัก แค่แป๊บเดียว พอเดินกลับมาหน้าบ้านอีกที เห็นแต่ชมพู่นั่งอยู่บนโต๊ะ ไม่เห็นสาลี่
     เหลียวซ้าย มองขวา หันมาก็เห็นสาลี่หัวทิ่มลงไปในโอ่งมังกรใบน้อยที่มีน้ำอยู่เกือบเต็ม ก้นโก้งโค้งค้างอยู่บนขอบโอ่ง ขาทั้งสองข้างงอขึ้นอยู่บนปากโอ่ง พอเห็นปุ๊บก็รีบวิ่งเข้าไปอุ้มสาลี่ที่แนบติดตัวโอ่งอยู่ขึ้นพาดบ่าและเขย่าเพื่อจะเอาน้ำออก แต่ก็ไม่ออก พอดีมีคนช่วยโทร.ตามหลานเขยให้รีบเอารถมารับไปสถานีอนามัยที่ใกล้ที่สุด (ซึ่งอยู่ไกลออกไป 10 กิโลเมตร)
     พอไปถึงเจ้าหน้าที่อนามัยก็รีบช่วยกันเอาน้ำออกให้ แล้วรีบพาน้องส่งโรงพยาบาลอำเภอ ซึ่งที่นั่นหมอก็รีบพาน้องไปปั๊มหัวใจช่วยชีวิตทันที ส่วนพี่สาวก็รีบโทรศัพท์มาแจ้งข่าวให้แม่และพ่อของน้องทราบ ตอนนั้นเราก็รีบเดินทางไปเพชรบูรณ์ทันทีด้วยใจชื้นขึ้นเล็กน้อย เพราะพี่สาวบอกว่าหมอช่วยชีวิตลูกไว้ได้แล้ว แต่พอไปถึงก็เห็นว่าลูกยังใส่เครื่องช่วยหายใจอยู่เลย
     แต่ก็รีบทักบอกลูกว่า แม่มาแล้วนะ แม่อยู่นี่นะ ก็เห็นเหมือนว่าตาเขามองตอบเรามาเป็นปกติ คืนนั้นขณะที่นอนเฝ้าลูกที่โรงพยาบาล สาลี่ก็มีอาการกระตุกเกร็งเป็นระยะๆ หมอก็ให้การรักษาด้วยการฉีดยารักษาอาการ จนในที่สุดเมื่อไม่ได้ผล อีกสองวันถัดมาจึงได้โอกาสย้ายไปสแกนสมองและเข้าไปที่โรงพยาบาลจังหวัด
     "หมอที่โรงพยาบาลจังหวัดบอกแม่ว่า ลูกสมองบวมจากการจมน้ำและขาดออกซิเจน ต้องให้ยาลดอาการบวม และต้องอยู่ที่โรงพยาบาลเพื่อให้หมอดูแลต่อเนื่องอีกเกือบเดือน หลังจากนั้นพอหมอบอกว่าพาน้องออกจากโรงพยาบาลได้ จึงพาลูกกลับมาอยู่กรุงเทพฯ วูบหนึ่งเคยคิดอยากจะฆ่าตัวตาย เพราะทุกข์ใจมาก แต่พอได้คุยกับคุณครูที่มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ และพ่อแม่คนอื่นที่ประสบปัญหาเดียวกัน ก็ทำให้มีกำลังเข้มแข็งขึ้นมาก จนตอนนี้ไม่คิดฆ่าตัวตายอีก"
     คุณแม่น้องสาลี่ยังบอกด้วยว่า
     "ถ้าย้อนเวลาได้ แม่ก็อยากเลี้ยงดูลูกด้วยตัวเองตั้งแต่ต้น และอยากบอกถึงพ่อแม่ท่านอื่นๆ ว่า ถ้าเป็นไปได้ต้องดูแลลูกอย่างใกล้ชิดตลอด อย่าปล่อยให้เขาคลาดสายตา เพราะเด็กไม่รู้จักคำว่าอันตราย อย่าให้พลาดได้ เพราะชั่วเวลาแค่แป๊บเดียว เขาก็กลายเป็นคนละคนไปเลย ส่วนตัวแม่เองตอนนี้ก็คิดเพียงแต่ว่า ไม่ว่าอย่างไรก็จะทำอย่างดีที่สุดเพื่อลูก".



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์