เยาวชน

Saturday, 10 August, 2013 - 00:00

ดวงใจแม่..เมื่อลูกป่วยเบาหวาน

    เบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หายก็จริง แต่ถ้าสามารถควบคุมพฤติกรรมการกิน การใช้ชีวิตได้ โรคนี้ไม่ได้เป็นอุปสรรคเลยแม้แต่นิดเดียว ถ้าเกิดกับผู้ใหญ่การควบคุมตัวเองทำได้ไม่ยาก แต่สำหรับเด็กอายุ 6 ขวบ 7 ขวบ เรียกว่ากำลังวัยซนกำลังกินกำลังนอน ถือว่านี้เป็นเรื่องที่ยากมาก ที่สำคัญการดูแลรักษายังมีค่าใช้จ่ายสูง
    ด้วยเหตุนี้ ทางสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย จึงได้ร่วมกับสมาคมต่อมไร้ท่อแห่งประเทศไทย ชมรมต่อมไร้ท่อในเด็กและวัยรุ่นแห่งประเทศไทย และบริษัท ซานโนฟี่-อเวนตีส (ประเทศไทย) จำกัด สานต่อโครงการ “84 พรรามหาราชันรวมพลังบริบาลผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนพรรษา 7 รอบ โดยทางโครงการ จะสนับสนุนยาและอุปกรณ์ตรวจเลือดฟรี พร้อมกับมีทีมงานติดตามอย่างใกล้ชิด และทีมงานที่ปรึกษาจากส่วนกลาง
    ทั้งนี้ การจัดค่ายสัญจรก็เหมือนกับการยกห้องแล็บมาให้ครอบครัวของผู้ป่วยได้เรียนรู้อย่างแท้จริง โครงการนี้จะสิ้นสุดในปีหน้า โดยหลังจบโครงการเราอาจจะมีค่ายเบาหวานสัญจรกันอยู่แต่คงไม่บ่อยมาก
    ตัวอย่างครอบครัวที่มีลูกป่วยด้วยโรคเบาหวาน นางกฤติมา ศุกรินทร์ คุณแม่ของ "น้องต้อง" ด.ช.ธนพล ศุกรินทร์ ป่วยด้วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 คุณแม่คนนี้เล่าว่า หันเหชีวิตจากที่มีร้านขายเสื้อผ้าในห้างสรรพสินค้า มาเป็นตัวแทนขายประกันด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นอาชีพที่สามารถดิ่งมาหาลูกชายได้ทันทีที่ระดับน้ำตาลในเลือดไม่ปกติ ทั้งๆ ที่ครอบครัวทั้งของตัวเองและสามีไม่มีใครเป็นโรคเบาหวานมาก่อน แต่กลับมาเกิดขึ้นกับลูกชายเพียงคนเดียวในวัย 2 ขวบครึ่ง ในวันที่น้องต้องผ่าตัดต่อมไทรอยด์โต และต้องตรวจเลือดลูก
    "การที่ต้องเห็นลูกโดนเจาะเลือดเยอะๆ เป็นอะไรที่แย่มากสำหรับคนเป็นแม่ แต่ก็ต้องเรียนรู้วิธีการเหล่านี้เพราะต่อจากนี้เราต้องเป็นคนดูแล หมอเขาพูดมาคำหนึ่งว่าถ้าคุณแม่ทำใจให้สบายไม่ได้คุณแม่ก็ยังออกจากโรงพยาบาลไม่ได้เพราะว่าจริงๆ แล้วลูกไม่เป็นไรมันอยู่ที่พ่อแม่มากกว่า เลยพยายามปรับตัว เริ่มเรียนรู้วิธีการรักษา การฉีดยา การคำนวณคาร์โบไฮเดรตค่ะ"
    นางกฤติมาเล่าต่อว่า สำหรับแม่ทุกคนแล้วมันไม่ลำบากเลยที่จะดูแลลูกสักคนที่เจ็บไข้ได้ป่วย แม้จะต้องออกจากงานเพื่อที่จะต้องมาดูแลเขาอย่างใกล้ชิด แต่สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดคือ แม่ไม่ได้ให้เขาไปโรงเรียนตามวัย ทำให้ลูกก็มีสังคมน้อยลง แต่หลังจากที่ให้น้องเริ่มเรียนตอนอนุบาล 3 ก็ทำให้เรารู้ว่าไม่ต้องไปปิดกั้นลูกเลยแม้ว่าเขาจะเป็นเบาหวาน
    “ตอนเช้าที่ไปส่งเขาแม่จะพูดประจำว่าแม่รอหนูกลับบ้านนะลูก แม่ไม่ต้องการที่ 1 แต่แม่ก็ไม่ต้องการที่โหล่ แต่ที่สำคัญคือลูกต้องกลับบ้าน แต่จำไว้ว่าแม่รอกลับบ้าน เขาบอกว่า ไม่เป็นไร เขาจะกลับบ้าน และแม่จะคุยกับเขาตลอดว่าแม้วันที่สำคัญที่สุดคือวันที่เขาต้องสอบ หากลูกไม่ไหวให้ทิ้งไปเลย เพราะชีวิตลูกสำคัญมากกว่าการสอบได้เกรดที่ดีๆ แต่เขาจะเป็นคนมีมานะมาก วันที่มีสอบเขาจะไม่ไปวิ่งเล่น จะสอบให้เสร็จ แม่ภูมิใจกับเขามากที่เขามีความรับผิดชอบ” คุณแม่เล่า
    คุณแม่คนนี้คาดหวังในตัวลูกชายว่า วันที่เขาโตขึ้นขอให้มีคนรักเขา ดูแลเขาโดยที่ไม่ทิ้งเขาเหมือนที่แม่จะไม่ทิ้ง คุณแม่ดีใจที่เขาเป็นเบาหวาน ไม่อย่างนั้นแม่คงจะเหมือนผู้ปกครองคนอื่นๆ ที่ส่งลูกไปเรียนจนทุ่มถึงได้กลับบ้าน แต่ตอนนี้ได้อยู่ใกล้ชิดกันมากขึ้น แสดงความรักต่อกันมากขึ้น วันนี้เขาเห็นคนลำบากเขามีน้ำตา แม่ก็เริ่มเรียนรู้แล้วว่าตรงนี้คือสิ่งที่พ่อแม่จะมีความสุขที่สุด
    ส่วนน้องต้อง เล่าขณะที่มือกำลังร้อยพวงมาลัยดอกไม้ให้คุณแม่ และเล่าว่าที่ผ่านมาแม่ช่วยป้อนยา ช่วยรักษา ทำอาหารจัดตารางสอน บางทีก็ป้อนข้าวบ้าง แม่ป้อนข้าวแล้วมันยังไงก็ไม่รู้ มันอร่อยดี ผมรักแม่มาก อยากทำให้คุณแม่ภูมิใจ รักแม่มากๆ แม่น่ารัก น้องต้องยังบอกเล่าถึงความฝันของตัวเองให้ฟังอีกว่าโตขึ้นอยากเป็นนักบินอวกาศ เป็นคุณหมอ หรือไม่ก็นักแข่ง แต่ขับรถยนต์ เพราะว่ามอเตอร์ไซค์เวลาล้มมันเจ็บ ยิ่งเป็นเบาหวานอยู่ด้วย
    ขณะที่ คุณนุตลา ทาคาฮาชิ คุณแม่ "น้องอิม อิ่มบุญ ทาคาฮาชิ บอกว่า วินาทีที่รู้ว่าน้องอิมเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 ตกใจเพราะไม่เคยได้ยิน ทางพ่อแม่ญาติพี่น้องไม่มีใครเป็นโรคนี้ แต่กลับมาเป็นกับลูกสาวเรา จำได้ว่าเสียใจ รับไม่ได้ ตอนอยู่ที่ รพ. แล้วหมอมาสอนฉีดยา พยาบาล 3-4 คนต้องจับเด็กตัวเล็กๆ 3 ขวบ หัวใจคนเป็นแม่มันเจ็บ รู้สึกไม่ค่อยดี แต่ก็พยายามเพื่อลูก เพราะคุณพ่อ (สามี) ทำไม่ได้ จับเข็มแล้วเป็นลม เหมือนจะตัวโต เหมือนจะแข็งแรง แต่ทำไม่ได้ เขาร้องไห้ เราเลยมานึกว่าถ้าไม่ใช่เราแล้วจะเป็นใคร ครั้งแรกที่แทงเข็มลงไปบนผิวเนื้อของลูกรู้สึกเสียใจมาก ออกจาก รพ.แล้วฉีดยาไปด้วย ร้องไห้ไปด้วย
    “น้องมาจับมือเราไว้แล้วพูดว่าทำไมคุณแม่ต้องทำให้อิมเจ็บ อิมเจ็บแม่ ไม่ทำได้ไหม ลูกก็ร้องไห้ เราก็ร้องไห้แต่พอมานึกอีกทีถ้าเรามัวแต่ร้องไห้ลูกเราก็เห็น เราต้องทำตัวเข้มแข็ง เราต้องเป็นกำลังใจให้ลูก พอแล้วน้ำตา วันนั้นจะไม่ร้องไห้ให้ลูกเห็น วันนี้โอเคแล้ว”
    คุณนุตลาเล่าต่อว่า เพื่อให้เกิดความสบายใจ จะทำทุกอย่างแม้กระทั่งพิธีทางไสยศาสตร์ เปลี่ยนชื่อน้องอิมเพื่อให้สบายใจ วันหนึ่งแม่ก็กลับมาถามตัวเองว่าถ้าเรามัวแต่ทำอย่างนี้แล้วน้องจะมีความสุขไหม เพราะต้องอุ้มน้องไปที่นั่นที่นี่ด้วย ก็เลยหยุด ตอนนี้ถึงแม่ไม่หายแต่น้องก็มีความสุขดี ไปโรงเรียน เล่นกับเพื่อน แม่ก็ไปโรงเรียนฉีดยาให้น้องตามปกติ น้องก็มีความสุข เล่น และทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ
    มาที่ครอบครัวคุณพ่อคุณแม่ยังสาว ที่มีลูกชายวัยกำลังน่ารักเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 เช่นเดียวกัน แต่คุณแม่ไม่ยอมออกความเห็นเพราะกลัวว่าจะกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ นายอังกฤษ วงนันทา ในฐานะหัวหน้าครอบครัวจึงอาสาเป็นผู้ถ่ายทอดประสบการณ์ให้ฟังว่า น้องอกฤษ (อะ-กฤษ) วงนันทา เป็นเบาหวานตอนขวบสามเดือน ตอนแรกไม่รู้ว่าลูกเป็นอะไร ต่อมาผลตรวจจากโรงพยาบาลศิริราชก็พบว่าตับอ่อนเขาทำงานผิดปกติ ตอนแรกที่รู้จะค้นคว้าหาข้อมูลทุกอย่าง เจาะน้ำตาลลูกเองแทบจะทุกชั่วโมงเลย ตอนนี้น้องอกฤษ 3 ขวบแล้ว เข้าเตรียมอนุบาลก็เลือกโรงเรียนที่ใกล้บ้านที่สุด
    “ผมมีลูก ผมไม่ได้หวังอะไรจากเขา ขอแค่ให้เขาเป็นคนดี อย่างโรคที่เขาเป็นนี้เมื่อเขาโตมาให้เขาสามารถคุมน้ำตาลด้วยตัวเขาเอง" คุณพ่อเล่า
    ทั้งนี้ ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นายกสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ได้มาให้ความรู้เรื่องโรคเบาหวานชนิดที่ 1 หรือชนิดที่ต้องพึ่งอินซูลิน เกิดจากเบต้าเซลล์ของตับอ่อนถูกทำลายทำให้ผลิตอินซูลินน้อยลง ว่าเกิดได้จากทั้ง 1.พันธุกรรม และ 2.เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่ได้รับการกระตุ้นจากเชื้อไวรัสบางชนิด และสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะอากาศเย็น เนื่องจากเราจะพบว่าโรคเบาหวานชนิดที่ 1 มักเป็นในประเทศเมืองหนาวมากกว่าประเทศร้อน ซึ่งจะพบหลังช่วงฤดูฝนเป็นต้นไป
    อาการที่ชัดเจนของโรคเบาหวานชนิดที่ 1 คือ ปัสสาวะบ่อย ดื่มน้ำมาก น้ำหนักลด บางรายมีอาการรุนแรง อาเจียน ถ่ายเหลว หายใจหอบ ซึม มีไข้สูง อาการเหมือนติดเชื้อในกระแสเลือด ปอดอักเสบหรือท้องเสียรุนแรง ที่เรียกว่าภาวะคีโตอะซิโดลิส ต้องได้รับอินซูลินทดแทนจึงจะดีขึ้น สำหรับเบาหวานชนิดนี้จะถือว่ารุนแรงกว่าชนิดอื่นๆ ก็ได้ เนื่องจากการดูแลรักษาจะค่อนข้างซับซ้อนกว่า เพราะร่างกายไม่มีกลไกการควบคุมน้ำตาล แต่ถ้าเราสามารถควบคุมระดับน้ำตาลให้ใกล้เคียงกับระดับมาตรฐาน นั่นแปลว่าเราอยู่ห่างจากความเสี่ยงที่จะเกิดโรคแทรกซ้อน ซึ่งการที่จะสามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ก็ขึ้นอยู่กับการรับประทานอาหาร การออกกำลังกายที่เหมาะสม ปัจจุบันพบว่ามีผู้ป่วยโรคเบาหวานอยู่ประมาณ 4 ล้านคน ในจำนวนนี้จะมีผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 อยู่ประมาณ 8 หมื่นคน เป็นในวัยรุ่นมากที่สุด รองลงมาคือเด็กอายุ 6-7 ขวบ และเป็นในกลุ่มผู้ใหญ่อีกทีหนึ่ง โดยมีสถิติการเกิดอยู่ที่ประมาณ 10 คนต่อปี
    "การรักษาโรคนี้ค่อนข้างมีค่าใช้จ่ายสูง ทางสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยจึงได้ร่วมกับสมาคมต่อมไร้ท่อฯ ชมรมต่อมไร้ท่อในเด็กและวัยรุ่นฯ และบริษัท ซานโนฟี่-อเวนตีส สานต่อโครงการ 84 พรรษามหาราชัน รวมพลังบริบาลผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบดังกล่าว".