ครั้งที่แล้ว เราได้รายงานถึงการเสวนาของบรรดาครูบาอาจารย์ทั้งหลายจากชมรมครูสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สำนักงานพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 เพื่อร่วมกันหารือว่า ในมุมมองของครูที่สอนหมวดสาระสังคมศึกษานั้น มองหลักสูตรและวิธีจัดการเรียนการสอนที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนั้น ว่าจะส่งผลกระทบต่ออนาคตของเด็กไทยอย่างไร
ทั้งนี้ งานการเสวนาดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ชมรมครูสังคมศึกษาฯ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
โดยในช่วงต้นแรกเป็นการบรรยายพิเศษเพื่อนำเสนอภาพรวมของการจัดการศึกษาไทย มีนายนิวัลชัย โคตรพัฒน์ ผู้อำนวยการกลุ่มนโยบายและแผน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 3 และนายจำรัส ยิ่งยืน ผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนบ้านหนองแสง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เป็นวิทยากร โดยมีนายนำชัย อภิรักษ์มนตรี ประธานชมรมครูสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี เขต 1 เป็นผู้ดำเนินรายการ
ส่วนในช่วงที่สองนั้นถือเป็นช่วงการปรึกษาหารือ ช่วงนี้สมาชิกผู้เข้าร่วมเสวนาได้มีโอกาสและสะท้อนปัญหาในเชิงปรึกษาหารือ ซึ่งจากการสรุปประเด็นของการหารือออกมาได้ดังนี้
นายพินิจ ส่งเสริม ผู้อำนวยการโรงเรียนเมืองอุบล เสนอว่าสิ่งที่สมาชิกส่วนใหญ่กล่าวถึงนั้น เป็นการสะท้อนปัญหาที่ตนเองประสบเสียส่วนใหญ่ แต่อยากให้มองอีกมุมหนึ่งว่า ทุกอย่างล้วนมีข้อจำกัด เราไม่สามารถที่จะขึ้นไปแก้ไขในระดับนโยบายได้ในทันที แต่เราจะทำอย่างไรที่จะสามารถบริหารอยู่ในกรอบของความขาดแคลนได้
ขณะที่อาจารย์กอบแก้ว บุญเรือง จากโรงเรียนเบ็ญจะมะมหาราช อ.เมืองฯ จ.อุบลราชธานี กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่เป็นครูมานั้น ได้รับฟังปัญหาของเพื่อนครูมาโดยตลอด แต่สำหรับตนเองนั้นก็ได้พยายามที่จะสร้างขวัญและกำลังใจ ให้ตัวเองได้ปฏิบัติหน้าที่ในสายอาชีพของความเป็นครู และสร้างเยาวชนที่ดีของชาติให้แก่สังคม
ทั้งนี้ อาจารย์กอบแก้วได้ให้ข้อคิดไว้หลายเรื่อง อาทิ
* ถ้าอยากได้นักเรียนมีคุณธรรม ผู้ใหญ่และผู้บริหารต้องเป็นตัวอย่างที่ดี
* ต้องคิดในเชิงบวกตลอดเวลา
* ต้องสร้างความภูมิใจในชาติไทย เด็กไทยคือเด็กไทยไม่ใช่แปรผันไปตามค่านิยมอื่นๆ โดยขาดรากเหง้าของตนเอง
* เด็กมีน้ำใจน้อยลง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้ปกครอง เช่น ให้การบ้านเยอะ ผู้ปกครองก็จะมาตำหนิครู ทำให้เกิดความสับสับสนว่าเราจะเลือกเดินไปทางไหนดี มีความฉลาด แต่ไม่เชื่อมั่นในความดีหรือ
* ทุกภาควิชานั้นสามารถสอนเรื่องคุณธรรม ศีลธรรมลงไปได้ ยกตัวอย่างวิชาคณิตศาสตร์ คุณครูก็ต้องออกข้อสอบที่สอดคล้องกับสถานการณ์ความเป็นจริง ยกตัวอย่างเช่น เรื่องอัตราดอกเบี้ย ต้องดูว่าในปัจจุบันนั้นเป็นเท่าไหร่ ไม่ใช่ว่าเหตุการณ์เปลี่ยนไปนานเท่าไรก็ยังใช้มาตรฐานเดิม คือกว่าสิบเปอร์เซ็นต์ ซึ่งอาจถูกมองเป็นหนี้นอกระบบ และสามารถสอนนักเรียนได้ว่าการทำแบบนี้เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
* แม้จะการเปลี่ยนแปลงหลักสูตร แต่สาระก็ยังคงเดิมสลับไปสลับมา ซึ่งตรงนี้ครูสามารถเรียนรู้และนำมาปรับเพื่อแก้ปัญหาได้
ที่ประชุมยังได้แสดงความคิดเห็นถึงหลักสูตร ปัญหาบุคลากร งบประมาณ รวมทั้งปัญหาที่เกี่ยวข้องกับผู้บริหาร ซึ่งถือว่าเป็นเวทีการเสวนาครั้งนี้กระตุ้นให้มีการแสดงออกถึงปัญหา และมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างผู้ที่เคยประสบปัญหามาแล้วได้อย่างแท้จริง
สรุปความเห็นของผู้เข้าร่วมเสวนา
การศึกษาไทยไปทางไหนดี
คณะผู้เข้าร่วมเสวนาซึ่งล้วนแต่เป็นผู้ที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนในหมวดสาระสังคมศึกษา ได้แสดงความคิดเห็นที่มีประโยชน์มากมายหลายประการ ส่วนหนึ่งเป็นการสะท้อนปัญหา อีกส่วนหนึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนความเห็น พร้อมกับส่งความคิดเห็น ข้อเสนอแนะให้ภาครัฐด้วย
ทั้งนี้ ผู้รวบรวมข้อมูลได้ตัดประเด็นที่ซ้ำกันทิ้งไป และนำเสนอเฉพาะประเด็นที่แตกต่างกันดังนี้
เรื่องของหลักสูตร
* การจัดทำหลักสูตรควรจัดทำเป็นหลักสูตรแกนกลาง โดยดำเนินการจากกรมวิชาการ เพื่อลดภาระของครูในการจัดทำหลักสูตร เพื่อให้ครูมีเวลาในการไปพัฒนาการเรียนการสอน การผลิตสื่อการเรียนการสอน จะทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษามีคุณภาพมากขึ้น
* ไม่ควรนำเอาระบบการศึกษาของต่างประเทศมาใช้กับประเทศไทย
* นโยบายการศึกษาของชาติควรจะต้องมีมาตรฐาน ไม่ควรผันแปรไปตามนักการเมืองที่ขึ้นมาดูแล
* หลักสูตรต่างๆ ควรจะนิ่ง ไม่ควรเปลี่ยนบ่อย เหตุผลก็คือ ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรไหน ครูผู้สอนก็มีความสามารถสอนได้ แต่ถ้าเกิดการเปลี่ยนบ่อยครั้งเกินไป กว่าครูผู้สอนจะเข้าใจและมีความชำนาญต้องใช้เวลา พอครูเริ่มทำความเข้าใจได้ ก็มีการเปลี่ยนหลักสูตรอีก ทำให้การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนไม่ดีเท่าที่ควร
* เนื้อหาหลักสูตรระดับประถมนั้น เนื้อหาสาระมาก ทำให้เด็กเกิดความสับสน สื่อ อุปกรณ์มีไม่เพียงพอ เด็กยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับแหล่งเรียนรู้ เพราะไม่ใช่เรื่องใกล้ตัว รวมทั้งไม่มีคนพาไป ไม่ว่าจะเป็นผู้ปกครอง โดยมีปัจจัยสำคัญจากภาวะเศรษฐกิจ จึงต้องอาศัยการจัดกิจกรรมจากโรงเรียน ขณะที่ทางโรงเรียนก็ไม่สามารถทำได้ เพราะงบประมาณน้อยเช่นกัน
* ควรให้ความสำคัญกับการจัดทำสื่อ และเทคนิควิธีการสอนควรให้ทันสมัย
* รัฐบาลควรสนับสนุนงบประมาณในด้านการศึกษาให้มากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องตำราเรียนจะจัดให้ครบเฉพาะกลุ่มสาระคณิตศาสตร์ ภาษาไทย แต่กลุ่มสาระอื่นมีไม่ครบ ไม่พอเพียง
* หลักสูตรในแต่ละช่วงชั้นไม่สอดคล้องกับช่วงชั้นที่สูงขึ้น
* หลักสูตรพระพุทธศาสนาในเรื่องของหลักธรรมคำสอนที่กำหนดให้สอนนั้น ยากเกินความเข้าใจของครูและนักเรียน
* เกี่ยวกับเรื่องการเรียนฟรีนั้น ตำราเรียนที่ได้รับนั้นไม่ตรงกับหลักสูตร ตำราเรียนจะได้รับเฉพาะภาคเรียนที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ไม่ได้รับ และที่ได้รับเป็นหลักสูตร 2551 ทำให้ไม่สามารถใช้ได้ทั้งหมด
* การเรียนโดยใช้เทคโนโลยีไม่สามารถสืบค้นข้อมูลได้ทั้งหมด เพราะไม่เพียงพอ
* ให้แยกวิชาพระพุทธศาสนาเป็นวิชาหนึ่งต่างหาก
* ควรเพิ่มชั่วโมงสอนพระพุทธศาสนา
* วิชาประวัติศาสตร์นั้นไม่จำเป็นต้องแยกออกมา เพราะส่วนมากมีรวมในหลักสูตรอยู่แล้ว
* ควรสอนประเพณีและวัฒนธรรมไทยให้มากกว่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับเรื่องความประพฤติของผู้หญิง "ควรสอนให้รักนวลสงวนตัว" แบบเดิม
เรื่องบุคลากร
* ควรเน้นคุณภาพของบุคลากร
* ควรบรรจุครูให้ตรงตามความต้องการของแต่ละโรงเรียน เพราะที่ผ่านมาครูบางโรงเรียนสอนไม่ตรงวิชา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิชาพระพุทธศาสนาเป็นวิชาที่หาครูผู้สอนได้ยาก
* จำนวนนักเรียนกับครูไม่สอดคล้องกัน
* บางโรงเรียนมีบุคลากรไม่เพียงพอ ครูต้องสอนทุกสาระ ทำให้ผลการเรียนการสอนมีผลสัมฤทธิ์ไม่ถึงเกณฑ์
* ไม่ควรให้การเมืองมายุ่งเกี่ยวกับครู
* ควรสร้างขวัญและกำลังใจให้กับครูผู้สอน
ข้อคิดเห็นอื่นๆ
* การศึกษาในปัจจุบันขอให้เน้นเรื่องคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรมเป็นหลัก
* การปลูกฝังเรื่องค่านิยมควรเริ่มจากในครอบครัวก่อน
* ปัญหาที่เกี่ยวกับเรื่องความสามัคคี เพศศึกษา ควรให้วิธีการสอนให้รู้ปัญหาต่างๆ ก่อน ไม่ใช่ให้เกิดปัญหาแล้วจึงรู้
* เมื่อนักเรียนเรียนจบแล้วควรจะมีงานทำ มีรายได้นักเรียน และผู้ปกครองจึงจะเห็นความสำคัญและมีกำลังใจส่งลูกเรียนหนังสือ
* ควบคู่ไปกับปัญหาเรื่องการศึกษา รัฐควรให้ความสำคัญกับปัญหาเศรษฐกิจด้วย เพราะแม้ว่าครูจะมีจุดมุ่งหมายให้เด็กเป็นคนดี เป็นคนเก่ง ดำรงตนอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข แต่สภาพเศรษฐกิจของแต่ละครอบครัวอยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์ (แม้รัฐบาลจะให้เรียนให้ฟรี 15 ปีก็ตาม) ทำให้ตัวเด็กเกิดปัญหาหลายอย่างๆ ทั้งด้วยความยากจน ขาดความรับผิดชอบ ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตกต่ำ ขาดการใฝ่รู้ ใฝ่เรียน ทำให้ไม่ประสบผลสำเร็จในการเรียน
ความมุ่งหวังของครูที่จะให้เด็กเป็นคนดี เป็นคนเก่ง จึงไปไม่ถึงดวงดาวไปด้วย
ต้องบอกว่าการเสวนาที่จัดขึ้นในครั้งนี้ นับว่าก่อให้เกิดประโยชน์หลากหลายแง่มุม ทั้งในส่วนของผู้บริหาร ผู้สอน และผู้สนใจทั่วไป เนื่องมาจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเป็นเวทีเสวนาขนาดไม่ใหญ่เกินไป ทำให้ผู้เข้าร่วมเสวนาสามารถมีโอกาสพูดแสดงความคิดเห็นได้อย่างทั่วถึง
ผู้เข้าร่วมเสวนาทุกคนล้วนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์การสอนมาแล้วทั้งสิ้น มาจากแวดวงเดียวกัน ทำให้สามารถแสดงความเห็นออกมาได้ในเรื่องเดียวกันได้
ประกอบกับการที่ผู้เข้าร่วมเสวนาล้วนเป็นผู้รู้จริงในสิ่งที่พูด ทำให้ได้มุมมองที่สั้น กระชับ ตรงประเด็นและหลากหลาย
หัวข้อที่ใช้จัดเสวนาไม่ซับซ้อน ไม่แตกแยกออกไปมากมายจนเกินการควบคุม ทำให้สามารถสรุปได้ว่าการจัดการเรียนการสอนในสาระสังคมศึกษาที่ประกอบด้วยความรู้พื้นฐาน เช่น เรื่องของศีลธรรม การปฏิบัติตัว การรับผิดชอบต่อหน้าที่และสังคมที่เป็นอยู่นั้น มีข้อดีหรือข้อบกพร่องอย่างไร และจะส่งผลต่ออนาคตของเยาวชนอย่างไรบ้าง
เวทีเสวนาที่จัดขึ้นครั้งนี้ด้วยความร่วมมือของชมครูสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 ในครั้งนี้ คาดว่าจะก่อให้เกิดการตื่นตัว เป็นการนำร่องไปจุดประกายให้กับบรรดาครูบาอาจารย์และบุคคลที่เกี่ยวข้องในวงการ ให้ลุกขึ้นมาช่วยกันคิดและระดมสมองเพื่อวางอนาคตให้เด็กไทยต่อไป.








