เริ่มแล้วสำหรับโครงการ "ลับสมองประลองปัญญา สรรหาหนูน้อยนักเล่านิทาน" ครั้งที่ 4 ประจำปี 2552 ซึ่งแตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมาคือ เปิดโอกาสให้เด็กๆ ในต่างจังหวัดได้แสดงความสามารถผ่านการเล่านิทานอย่างสร้างสรรค์
โครงการปั้นเล่านักตัวน้อย เป็นการร่วมมือกันระหว่าง 3 องค์กรหลักที่ทำงานด้านการส่งเสริมการอ่านในวัยเด็ก ประกอบด้วย สำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (TK park) นิตยสาร Mother & Care และมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก โดยเริ่มจัดขึ้นตั้งแต่ปี 2549 เพื่อส่งเสริมครอบครัวให้ตระหนักถึงคุณค่าของการอ่าน โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ได้ทรงพระราชทานถ้วยรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวดเป็นประจำทุกปี
เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ที่อุทยานการเรียนรู้ ชั้น 8 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ มีการแถลงข่าวถึงละเอียดของโครงการประกวดหนูน้อยเล่านิทาน โดยทัศนัย วงศ์พิเศษกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ กล่าวว่า ตลอด 3 ปีที่ได้จัดโครงการนี้ขึ้นมา นอกจากได้เห็นถึงความสามารถ ความน่ารักสดใสของเด็กๆ เป็นที่ประทับใจแก่ผู้ฟังแล้ว สิ่งที่สำคัญคือเห็นได้อย่างชัดเจนว่า เด็กที่ผ่านกระบวนการหล่อหลอมด้วยนิทานและการส่งเสริมการอ่านภายในครอบครัว เป็นเด็กที่มีพัฒนาการสมวัย มีความฉลาด กล้าแสดงออก สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ รวมทั้งมีไพวพริบปฏิภาณอีกด้วย
"เราพบว่าเด็กที่เข้าประกวดเล่านิทาน เป็นเด็กเก่งและมีนิสัยรักการอ่านเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพราะพ่อแม่ผู้ปกครองเล่านิทานให้ฟังก่อนนอนทุกคืน เมื่อเติบโตขึ้นก็เชื่อว่าจะเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต สามารถนำพาประเทศชาติก้าวไปสู่ความเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต" ทัศนัยกล่าว
สิ่งที่ฝ่ายจัดงานต้องการคือ การส่งเสริมการอ่านโดยใช้นิทานเป็นเครื่องมือนำไปสู่การเรียนรู้ ไม่หวังว่าเด็กเหล่านี้จะเข้าไปสู่วงการบันเทิง แต่เมื่อน้องๆ ขึ้นเวทีก็ถือว่าชนะใจตัวเอง ชนะใจคนดูและกรรมการตัดสินทุกคน สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองก็ไม่ควรผลักดันเด็กจนเกินวัย อยากให้พวกเขาสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ในชีวิตก็เพียงพอ เพราะยิ่งกดดันเด็กว่าจะต้องเอาชนะให้ได้ เด็กก็จะรู้สึกเครียดและไม่สนุกกับการเล่านิทาน หรือแสดงออกไม่เป็นไปตามธรรมชาติสมวัยเยาว์
สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน บรรณาธิการบริหารนิตยสาร Mother & Care บอกว่า นิทานเป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมการเรียนรู้ในวัยเด็ก ที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่พ่อแม่มักจะเป็นฝ่ายเล่านิทานให้ลูกฟัง แต่น้อยครั้งที่ลูกๆ จะเป็นฝ่ายเล่านิทานให้คนอื่นฟัง โครงการนี้จึงไม่เป็นแต่เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้มีเวทีในการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ ยังสร้างเสริมความรัก ความอบอุ่นภายในครอบครัว อันเกิดจากความใกล้ชิดกัน
"ยอมรับว่าการจัดโครงการในปีแรกยังมีความกังวลอยู่ว่า ผลลัพธ์ที่ได้จะตรงไปตามเจตนารมณ์ของการจัดหรือไม่ และจะดึงศักยภาพในตัวพวกเขาได้มากน้อยแค่ไหน แต่ปรากฏว่าเพียงปีแรกเราก็ค้นพบความมหัศจรรย์ในตัวเด็ก หลายคนมีคุณภาพมาก อย่างเช่น น้องต้นหลิว ที่คว้ารางวัลชนะเลิศประเภทเดี่ยวเมื่อปี 2549 คือ ผลผลิตของโครงการ ทุกวันนี้น้องต้นหลิวยังต่อยอดความสามารถและมีพัฒนาการด้านการเล่านิทานไม่หยุดนิ่ง ทำให้รู้สึกดีใจมาก"
เรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป กรรมการผู้จัดการมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก เผยว่า การที่มีเด็กเก่งๆ หลายคนเข้าประกวดเล่านิทาน สร้างความลำบากใจให้คณะกรรมการตัดสิน เพราะรางวัลชนะเลิศมีเพียงหนึ่งเดียว คนที่ไม่ได้รางวัลก็จะรู้สึกเสียใจ และยิ่งเวลาผ่านไป ก็จะมีคนมาสมัครเพิ่มมากขึ้น นับว่าเป็นเรื่องที่ดี ดังนั้น เราจึงต้องขยายโอกาสไปสู่เด็กในต่างจังหวัด โดยเริ่มจากภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
"น่าตกใจว่าเด็กรุ่นหลังมักจะไม่ได้ฟังพ่อแม่เล่านิทานก่อนนอนให้ฟังเหมือนในอดีต เด็กๆ ก็ไม่ได้รับการปลูกฟังคุณธรรมความดีงาม หรือคติสอนใจให้พวกเขาได้ซึมซับและนำไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ดังนั้น เราจึงอยากให้พ่อแม่เห็นความสำคัญของนิทาน เพราะนิทานคือต้นทุนทางชีวิตที่ทำให้เด็กค้นพบความดีความงามจากสิ่งรอบข้างและในจิตใจตัวเอง"
ด.ญ.ธรพชรพรรณ พูลศรี หรือน้องต้นหลิว อายุ 9 ขวบ บอกว่า ชื่นชอบนิทานทุกเรื่อง ส่วนใหญ่จะเป็นนิทานที่มีรูปภาพให้ดูเยอะๆ แต่ที่สนใจมากเป็นพิเศษคือ นิทานแนวผจญภัย เช่น ราชสีห์กับที่ปรึกษาทั้ง 3 ทุกวันนี้มีพ่อจะคอยเล่านิทานให้ฟังก่อนนอน ช่วยให้มีจินตนาการและคิดอะไรได้อย่างคล่องแคล่ว เมื่อได้มีโอกาสประกวดเล่านิทาน ก็จะคิดมุกเด็ดๆ ให้คนติดตามฟังจนจบ
ทั้งนี้ รายละเอียดการประกวดรอบคัดเลือก จะจัดขึ้นใน 3 จังหวัด ดังนี้ กรุงเทพมหานคร เริ่มวันที่ 15-16, 22-23, 29-30 สิงหาคม และวันที่ 5-6 กันยายน 2552 ณ อุทยานการเรียนรู้ จังหวัดนครราชสีมา วันที่ 21-22 สิงหาคม และจังหวัดเชียงใหม่ วันที่ 29-30 สิงหาคม
ส่วนรอบชิงชนะเลิศ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-11 ตุลาคม โดยแบ่งการประกวดออกเป็นประเภทเดี่ยวอายุ 4-6 ปี ประเภทเดี่ยว 6-9 ปี ประเภททีมโรงเรียนอายุ 4-6 ปี และอายุ 6-9 ปี และประเภทครอบครัว เริ่มรับสมัครตั้งแต่วันนี้ถึง 15 กรกฎาคมนี้ โดยสมัครได้ที่ www.tkpark.or.th หรือติดต่อขอรับใบสมัครได้ที่ 0-2241-8000 ต่อ 341.
////////////








