Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

วิถีสื่อ ที่ต้องเฝ้าระวัง!! โลกยิ่งก้าวหน้า สื่อยิ่งรวดเร็ว


      ไม่มีใครปฏิเสธข้อดีของสื่อ แต่ขณะเดียวกันสื่อก็กลับเป็นกลไกที่ต้องระแวดระวัง เปรียบเสมือนอาวุธสองด้าน ใช้ด้านที่ถูกก็ทำประโยชน์ได้ ใช้ด้านที่ผิดหรือไม่ระวังให้ดีก็กลายเป็นโทษได้อย่างง่ายดาย
     จากผลสำรวจของโครงการ Child Media Watch ระบุว่า ปัจจุบันเด็กและเยาวชนไทยบริโภคสื่อมากถึงวันละ 12.9 ชั่วโมง โดยเป็นสื่อโทรทัศน์สูงที่สุดถึง 5.7 ชั่วโมงต่อวัน รองลงมาเป็นสื่ออินเทอร์เน็ต 3.1 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งตัวเลขที่เกิดขึ้นนี้ทำให้เรารู้ว่า ช่วงเวลาครึ่งหนึ่งของชีวิตเด็กไทยคลุกคลีอยู่กับสื่อหลายๆ ประเภท 
     และที่น่าเป็นห่วงมากกว่านั้นคือ สื่อที่พวกเขาเสพอยู่นั้นส่วนใหญ่เป็นสื่อร้ายที่เห็นพวกเราเป็นแค่ "เหยื่อ" ทางธุรกิจเท่านั้น!!
     จากสาเหตุนี้เองทำให้เมื่อวันที่ 23 มีนาคมที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอ แต่ขณะนี้ยังอยู่ในช่วงรอให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา และให้ได้รับความเห็นจากสำนักงาน ก.พ.ร. และสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติไปประกอบการพิจารณาก่อน แล้วจึงส่งให้คณะกรรมการประสานงานด้านนิติบัญญัติพิจารณา ก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป นี่เป็นก้าวสำคัญของวงการสื่อและผู้บริโภคสื่อ ที่จะมีการผลิตและพัฒนาสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์     ถึงแม้พระราชบัญญัติกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์จะยังไม่เกิด แต่คนในพื้นที่ห่างไกลอย่างภาคอีสานเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ และรอให้ พ.ร.บ.เกิดก่อนค่อยขยับตาม แต่พวกเขาขยับก่อนที่กฎหมายจะเกิด ทำให้ศูนย์ประสานงานสื่อสร้างสุขภาวะเด็กและเยาวชนภาคอีสาน (ศสอ.) ร่วมกับแผนงานสื่อสร้างสุขภาวะเด็กและเยาวชน (สสย.) จึงได้จัดประชุมวางแผนการทำงาน
ขับเคลื่อนกลไกเฝ้าระวังสื่อภาคอีสานขึ้นที่ห้องบัวทิพย์ 4 ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมกาญจนาภิเษก ม.ราชภัฏอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2553 ที่ผ่านมา มีตัวแทนทั้งฝ่ายสื่อ นักวิชาการ และคนทำงานด้านเด็กและเยาวชนในภาคอีสาน และผู้เชี่ยวชาญในระดับชาติมาร่วมระดมสมองหาวิธีสร้างกลไกเฝ้าระวังสื่อที่เป็นโมเดลของภาคอีสานเอง และจะต้องได้ผลอย่างเป็นรูปธรรมด้วย
     นายอิทธิพล ปรีติประสงค์ นักวิชาการจากสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ปัจจุบันเรามักมองความรุนแรง ความยั่วยุในสื่อเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว ทั้งที่สื่อหลายตัวหลอกล่อให้เราเข้าไปสู่โลกของอบายมุข โดยเฉพาะสื่อทีวีกับอินเทอร์เน็ตที่มีแต่ภาพความรุนแรง การยั่วยุทางกามารมณ์ทั้งนั้น
     จากผลสำรวจพบว่า รายการโทรทัศน์ที่มีเนื้อหาเหมาะสมสำหรับเด็กของบ้านเรานั้นมีอยู่แค่ 2% เท่านั้น หรือรายการวิทยุสำหรับเด็ก จากการสำรวจ 500 สถานี พบว่ามีอยู่เพียงแค่ 1 สถานีเท่านั้น ซึ่งถ้าหากเราไม่อยากเห็นเด็กและเยาวชนลูกหลานของเราตกเป็นเหยื่อของสื่อเหล่านี้ จึงจำเป็นที่จะต้องมีกระบวนการเฝ้าระวัง ซึ่งอยากให้เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นจากบริบทของพื้นที่บ้าง เพราะหากรอให้ส่วนกลางมาทำคงไม่ทั่วถึง
     บรรยากาศในห้องประชุมเป็นไปอย่างเอาจริงเอาจังเนื่องจากเวลาน้อย แต่งานจะต้องเกิด จนได้ข้อสรุปว่างานเฝ้าระวังจะเริ่มจากพื้นที่ทำงานเล็กๆ ที่มีอยู่แล้วถึง 9 พื้นที่ใน 4 จังหวัดภาคอีสาน ซึ่งในก้าวต่อไป แต่ละพื้นที่ต้องไปขุดคุ้ยปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ของตัวเอง แล้วนำข้อมูลที่ได้มาแลกเปลี่ยนกันและวางแผนร่วมกันในขั้นตอนต่อไป ว่าจะมีรูปแบบวิธีการเฝ้าระวังสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างไร
     ถึงแม้การประชุมเล็กๆ แต่ระดับความเข้มข้นสูงครั้งนี้จะยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน แต่ก็เป็นการนับหนึ่งที่สำคัญของคนภาคอีสาน ที่มีคนกล้าเข้ามาทำงานต่อกรกับสิ่งที่เรียกได้ว่ามีอิทธิพลมากที่สุดในโลกอย่าง "สื่อ" และเป็นช่วงจังหวะที่ดีที่พวกเขาขับเคลื่อนไปพร้อมกับคณะทำงานระดับชาติ เพราะนั่นหมายถึงระบบการทำงานที่เชื่อมโยงถึงกันทุกระดับ ซึ่งจะเป็นพลังสำคัญในการผลักดันอะไรบางอย่างที่คนทำงานคิดว่าใกล้จะมาถึง
     ควบคู่ไปกับการเฝ้าระมัดระวังเรื่องสื่อ นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่สำนักงาน กศน. จังหวัดอุบลราชธานี จัดทำโครงการที่น่าสนใจควบคู่กันไป ด้วยการอบรมการเขียนบทละครและการแสดงเพื่อการเรียนรู้ หวังเป็นเครื่องมือช่วยส่งเสริมการอ่านหนังสือของเด็กเยาวชนและประชาชนในจังหวัดอุบลราชธานี หลังพบข้อมูลว่าเด็กไทยมีอัตราเฉลี่ยอ่านหนังสือน้อยมาก คือเพียงแค่ 4 เล่มต่อปี ในขณะที่ชาวสิงคโปร์อ่านหนังสือเฉลี่ย 45 เล่มต่อปี และชาวเวียดนามมีอัตราสูงถึง 60 เล่มต่อปี ทำให้รัฐบาลไทยต้องส่งเสริมให้มีปีแห่งการอ่านขึ้น
     นางกทลี ถิโรภาส ครูชำนาญการพิเศษ สำนักงาน กศน. จังหวัดอุบลราชธานี กล่าวถึงการจัดอบรมในครั้งนี้ว่า รูปแบบการแสดงละครที่ผู้เข้าร่วมอบรมจะได้รับในครั้งนี้จะมีอยู่ 2 อย่าง คือ ละครหุ่นกับละครคน ซึ่งกลุ่มที่มาในวันนี้ส่วนหนึ่งเขามีหุ่นมืออยู่แล้ว แต่ขาดกระบวนการเรียงร้อยเนื้อเรื่องให้น่าสนใจ เมื่อเขาได้ผ่านกระบวนการอบรมในวันนี้ พวกเขาจะนำประสบการณ์ตรงนี้ไปประยุกต์ใช้ในกระบวนการเรียนการสอนของเขาได้ และเนื่องจากว่าปีนี้เป็นปีแห่งการอ่าน เราจึงต้องทำงานรณรงค์ให้ประชาชนหันมาอ่านหนังสือกันให้มากขึ้น แต่ว่ากลุ่มเป้าหมายของเราค่อนข้างที่จะหลากหลาย ที่ผ่านมาเครื่องมือที่ใช้ส่วนใหญ่ยังเข้าไม่ถึงพวกเขา ฉะนั้น กระบวนการละครจึงน่าจะเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะดึงกลุ่มเป้าหมายทุกเพศทุกวัยเข้ามาหาเรา จากนั้นจึงสอดแทรกเรื่องของการอ่านเข้าไป
     อาจารย์กทลียังกล่าวต่ออีกว่า หลังจากอบรมในวันนี้แล้วเราจะมีพื้นที่รองรับให้เขา นั่นคือในวันที่ 5-17 สิงหาคม 2553 นี้ จะจัดงานเกี่ยวกับการส่งเสริมการอ่านที่ห้องสุนีย์แกรนด์ โรงแรมสุนีย์ ตรงนี้เราจะให้โจทย์กับเขาแล้วหมุนเวียนกันขึ้นแสดงในแต่ละวัน ส่วนหัวข้อที่เราวางแผนกันไว้คือ จะให้เขาทำเรื่องเกี่ยวกับการปรองดอง สมานฉันท์ และเรื่องราวที่เกี่ยวกับงานของ กศน.
     สำหรับผู้เข้าร่วมอบรมในครั้งนี้มีประมาณ 100 คน มีทั้งนักเรียนและครูจากศูนย์ กศน.อำเภอ ทั้ง 25 อำเภอของจังหวัดอุบลราชธานี การอบรมมีขึ้นทั้งหมด 2 วันคือ ในวันที่ 15-16 กรกฎาคมนี้ ส่วนบรรยากาศการอบรมนั้นเป็นไปด้วยความสนุกสนานทั้งสาระและนันทนาการ โดยได้รับความร่วมมือจากหลายองค์กร ทั้งสภาเด็กและเยาวชนจังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มสื่อใสวัยทีน เยาวชนจากละครหุ่นฮักแพงและกลุ่มมะขามป้อม ศูนย์ประสานงานสื่อสร้างสุขภาวะเด็กและเยาวชนภาคอีสาน (ศสอ.) มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี 
     งานนี้ต้องบอกว่าทั้งระวังทั้งใช้สื่ออย่างถูกทางควบคู่กันไปทีเดียว.

 



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์