Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

มองเรื่องเด็กจากมุมครูหยุย


    พอเอ่ยถึงแวดวงของคนที่ทำงานด้านเด็กนั้น หลายคนมักนึกถึงชื่อ "ครูหยุย" วัลลภ ตังคณานุรักษ์ คณะกรรมการมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก
     วันก่อนมีโอกาสคุยกับครูหยุยเลยถามไถ่เรื่องราวของมูลนิธิ ได้ความว่ามูลนิธิสร้างสรรค์เด็กนั้นจดทะเบียนมาตั้งแต่ปี 2530 ที่มาที่ไปเกิดมาจากคนที่มีความคิดคล้ายกัน แต่มาจากหลายสาขามารวมตัวกัน เช่น ตำรวจ อาจารย์มหาวิทยาลัย นักสังคมสงเคราะห์ และเอ็นจีโอทั้งหลาย
     การก่อตั้งมีวัตถุประสงค์หลักคือ เป็นมูลนิธิเพื่อช่วยเหลือเด็กและสร้างเด็กที่อยู่ในความดูแลให้เติบโตให้มาทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ให้ได้ เพราะเด็กแต่ละคนมาจากพื้นเพปัญหาที่หลากหลาย การได้คนทำงานที่มีประสบการณ์จะช่วยให้แก้ปัญหาเด็กได้ตรงจุดมากกว่าเจ้าหน้าที่ที่รับสมัครมาจากคนทั่วไป
     มูลนิธิยังทำหน้าที่เป็นองค์กรกลางเพื่อสนับสนุนองค์กรอื่นที่อยู่ห่างไกล ส่วนสไตล์การทำงานจะเน้นเชิงรุกเป็นหลัก ทำให้เร็วที่สุด ช่วยเหลือทุกปัญหาทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นครูข้างถนนในแหล่งก่อสร้าง ชุมชนแออัด เมื่อมีคนร้องเข้ามาก็ต้องรีบช่วย หรือแม้แต่เรื่องของคนมีฐานะดีโทรศัพท์มาบอกว่าลูกหาย มูลนิธิก็ต้องช่วยเหลือเพราะถือว่าเป็นเด็ก
     "นิยามคำว่าเด็กโดยกฎหมายหมายถึงคนที่อายุ 18 ปีลงมา แต่เราไม่สามารถขีดเส้นว่าหากอายุสูงกว่านี้เราจะไม่ช่วยเหลือ เพราะทุกอย่างเกี่ยวข้องกันหมด อย่างเช่น ไปพบแม่อายุกว่า 40 ปี ยังไม่มีใบเกิด หลักฐานว่าเป็นคนไทยก็ไม่มี ทั้งที่เป็นคนไทย หากไม่ช่วยเขา ลูกก็ไม่สามารถเป็นคนไทยไปด้วย" 
     "ครูหยุย" เล่าว่า องค์กรเกี่ยวกับเด็กมีจำนวนมากในเมืองไทย โดยแบ่งเป็น 3 ลักษณะคือ 1.ตั้งขึ้นเพื่อสงเคราะห์อย่างเดียว เช่น ตั้งจากตระกูลที่มีชื่อเสียง มีเงินทุน หรือตามสถาบัน เช่น มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มูลนิธิร่วมกตัญญู เป็นต้น 
     2.เป็นองค์กรที่ไม่ได้ดูแลเด็กโดยตรง แต่ศึกษาวิจัยคิดค้นประสานงานช่วยเหลืองานของเด็ก เช่น ยูนิเซฟ และ 3.เป็นแบบมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก คือรับดูแล ช่วยเหลือ และถ่ายทอดปัญหาของเด็ก
     องค์กรแบบสุดท้ายมีน้อยและไม่เพียงพอ เพราะขอบข่ายงานเป็นภาระหนัก ต้องรับเด็กมาดูแลประจำโดยใช้สถานที่ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายจำนวนมากจนเด็กสามารถโตไปดูแลตัวเองได้
     ขณะนี้มูลนิธิดังกล่าวมีสถานที่รองรับเด็กอยู่ 2 แห่งคือ ย่านเขตหลักสี่ ชื่อบ้านอุปถัมภ์เด็ก รองรับเด็กหญิง และบริเวณรังสิต คือบ้านสร้างสรรค์เด็ก รองรับเด็กชายผู้ชาย โดยบ้านแต่ะละหลังมีเด็กในบ้านประมาณ 80 คน และรอบบริเวณใกล้เคียงบ้านประมาณ 120 คน สรุปว่าแต่ละหลังดูแลเด็กหลังละ 200 คน
     ครูหยุยบอกว่า นอกจากนี้ยังต้องเอาเด็กไปฝากตามโรงเรียนของรัฐทั่วประเทศตามภูมิลำเนาเกิดของเด็กประมาณ 150 คน ต้องส่งครูไปดูแลตามชุมชนต่างๆ รอบกรุงเทพฯ อีกประมาณ 20 ชุมชน ประมาณกว่าพันคน และมูลนิธิต้องทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมน้ำใจจากคนรวย หรือมีกำลังทรัพย์ที่ต้องการอุปการะเด็ก โดยมีการดำเนินการลักษณะนี้ให้แก่เด็กประมาณพันคน
     "ครูหยุย" บอกว่า มูลนิธิสร้างสรรค์เด็กจะพึ่งงบประมาณจากในประเทศเป็นหลัก โดยรับบริจาคจากคนทั่วไป ช่วงแรกของการก่อตั้งมีพึ่งพาต่างชาติบ้างแต่แค่ 2 ปีแรก
      "ปัญหาที่พบส่วนใหญ่ไม่ใช่เรื่องเงิน หากดำเนินการด้วยความประหยัด แต่ส่วนใหญ่จะเป็นระบบราชการที่มีความล่าช้า เช่น จะเอาเด็กเข้าโรงเรียน จะเอาไปทำสัญชาติ เอาไปผ่าตัดตาก็มีเงื่อนไขมาก เป็นสาเหตุที่ทำให้เราไม่สามารถทำงานเต็มที่ได้อย่างที่ควรจะทำ" กรรมการมูลนิธิสร้างสรรค์เด็กระบุ
     สำหรับปัญหาของเด็กในสังคมไทยวันนี้ "ครุหยุย" กล่าวว่า เมื่อก่อนสังคมไทยมีปัญหาพื้นฐานคือขาดการศึกษาไม่ได้เรียน เด็กขาดสารอาหารไม่เพียงพอตามหลักโภชนาการ และการถูกนำไปใช้แรงงานอย่างไม่เหมาะสม เรื่องดังกล่าวขณะนี้ผ่านพ้นไปแล้ว  
     แต่ปัญหาในขณะนี้เป็นปัญหาเชิงพฤติกรรมที่ทุกกลุ่ม ฐานะ อายุ พบเช่นเดียวกัน โดยเรื่องใหญ่สุดคือเรื่องเซ็กซ์ก่อนวัยอันควร นำไปถึงปัญหท้อง แท้ง ทิ้ง ต่อมาคือติดยาเสพติดและอบายมุข การเที่ยวกลางคืน และใช้เงินฟุ่มเฟือย 
     สุดท้ายคือ การใช้ความรุนแรง ยกพวกเดียวกัน รุมโทรมผู้หญิง หรือทำร้ายตัวเอง เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องลงมาช่วยแก้ไข รวมทั้งต้องไปทำงานในระดับนโยบายจึงจะประสบความสำเร็จ
     "ครูหยุย" กล่าวถึงการปฏิรูปการเมืองโดยผลักดันให้แก้ปัญหาเรื่องเด็กว่า วิธีสร้างความปรองดองต้องเริ่มจากเล็กๆ ง่ายๆ รัฐบาลเวลานี้มีข้อมูลหมดแล้ว หน้าที่ของรัฐบาลที่ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ต้องไปช่วยเด็กถึงพื้นที่ เพราะหากเข้าไปช่วยเขาเมื่อไหร่ ลูกหลานเขาก็จะเข้าใจรัฐบาลมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่ชอบรัฐบาลต้องเข้าไปดูแลให้มากที่สุด ผมเชื่อว่าหากเข้าไปเยียวยาแล้วพวกเขาจะเข้าใจรัฐบาลมากขึ้น
     "เรื่องเด็กเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ชุดสร้างความปรองดองของนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกฯ และ ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส จะลงไปดูเขาอย่างไร ต้องออกแบบและเสนอให้เร็วที่สุดเพื่อไปดูแล
     แต่วันนี้รัฐบาลยังจับเด็กเข้าคุกอยู่เลยภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พร้อมทั้งยังเที่ยวรังแกเขาอยู่ และเด็กยังรู้สึกว่าถูกไล่ล่า ทำร้ายเขา และรัฐยังใช้สื่อของตัวเองไปตอกย้ำอยู่ทุกวัน จะไปเกิดความปรองดองได้อย่างไร" ครูหยุยทิ้งท้าย
     ฟังครูหยุยแล้ว โลกของเด็กไม่เล็กอย่างที่คิดจริงๆ.
 
               ………………………………………………………..
               

 



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์