Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

ประชาธิปไตยในโลกใบจิ๋ว


   การเมืองในขณะนี้ดูจะเป็นสิ่งที่เข้ามาใกล้ตัวของเด็กและเยาวชนมากขึ้น รวมทั้งเด็กในแต่ละคนเองก็จะมีวิธีการเรียนรู้ทางการเมืองและความเป็นประชาธิปไตยที่แตกต่างกัน แต่ทั้งนี้ ความคิดและความเชื่อมั่นของเด็กเองน่าจะมีผลมาจากการเลี้ยงดู และการที่เลือกซึมซับทำความเข้าใจที่แตกต่างกันออกไป โดยสิ่งเหล่านี้เองอาจจะไปเป็นตัวปิดกั้นไม่ให้สภาวะการเมืองในสังคมหลุดพ้นจากวัฏจักรทางการเมืองที่เลวร้ายในปัจจุบัน และนำไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง เช่นเดียวกับนานาอารยประเทศที่ปกครองในระบบประชาธิปไตยเหมือนประเทศไทย
     สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แผนงานสุขภาวะเด็กและเยาวชน (เด็กพลัส) และกรุงเทพมหานคร ร่วมจัดงานมหกรรม "เด็กแนวบวก" ในวันที่ 9 พ.ค.53 ณ โรงแรมปริ๊นซ์พาเลซ ผ่านกิจกรรมการเสวนา "ประชาธิปไตย...ในโลกใบจิ๋ว" รวมทั้งการโต้เวที "ผู้ใหญ่มอบประชาธิปไตยให้เด็กจริงหรือ?" การแสดงโขนเยาวชน ดนตรีพื้นบ้าน และละครเวที เป็นต้น วัฒถุประสงค์เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม ส่งเสริมแนวคิดเชิงบวก เสริมสร้างสุขภาวะที่ดีให้แก่เด็ก ผ่านการทำกิจกรรมที่จะช่วยพัฒนาศักยภาพในด้านต่างๆ
     ในการเสวนา "ประชาธิปไตยในโลกใบจิ๋ว" นี้เอง ได้มีการพูดถึงความเป็นประชาธิปไตยของเด็ก และวิถีทางที่จะนำไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงในอนาคต ผ่านผู้ทรงคุณวุฒิและตัวแทนเยาวชนจากองค์การทำงานด้านเด็กและเยาวชน เริ่มจาก
     นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะเด็กและเยาวชนในแผนงาน สสส. เปิดเผยว่า การเลี้ยงลูกของครอบครัวไทยในปัจจุบัน สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 แบบด้วยกัน ประกอบด้วยแบบที่ 1 ครอบครัวที่เลี้ยงลูกแบบเผด็จการ ลูกๆ ทุกคนต้องเชื่อฟังพ่อแม่ คำพูดของพ่อแม่คือสิ่งที่ถูกต้องที่สุด แบบที่ 2 ครอบครัวที่เลี้ยงลูกแบบไม่มีกติกา ให้มีสิทธิเสรีภาพที่ไร้ขอบเขต สามารถทำสิ่งต่างๆ ได้ตามใจชอบ ซึ่งเด็กในกลุ่มนี้พอมีกรอบกติการผูกมัดเขาเอาไว้ พวกเขาก็จะอึดอัดจนทนไม่ได้ต่อกรอบนั้น และสุดท้าย แบบที่ 3 ครอบครัวที่เลี้ยงลูกแบบประชาธิปไตย เป็นครอบครัวที่เลี้ยงลูกให้มีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก แต่การแสดงออกนั้นต้องอยู่ภายใต้กติกาและหน้าที่ ไม่รุกล้ำสิทธิของผู้อื่น โดยเด็กในกลุ่มนี้ก็จะซึมซับความเป็นประชาธิปไตยได้ตั้งแต่ประถมวัย
     แต่หากพวกเขาได้ซึมซับประชาธิปไตยที่ผิดเพี้ยนไป เฉกเช่นในสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ จะส่งผลให้เด็กไทยเข้าใจนิยามความเป็นประชาธิปไตยสับสนจากกรอบที่ว่า ต้องไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น การเคารพต่อสิทธิเสรีภาพ และต้นแบบความเป็นประชาธิปไตยในสังคมผิดเพี้ยนไป
     รวมทั้งถ้าสถานการณ์นั้นเกิดขึ้นจากเรื่องจริง ไม่ใช่จากละครที่มีการจัดเรตติ้งกลุ่มให้เลือกรับชม หรือเป็นการพาเด็กไปเข้าร่วมชุมนุมเอง จะส่งผลกระทบให้เด็กเป็นได้ถึง 4 รูปแบบด้วยกัน ประกอบด้วย 1.พฤติกรรมแรงมาแรงไป ข่มเหงผู้ที่ด้อยกว่า 2.หวาดระแวงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม มองโลกในแง่ร้าย 3.เกิดความเคยชินกับการใช้ความรุนแรง ก่อให้เกิดเป็นทัศนคติที่ร้ายแรง เนื่องจากทัศนคติหรือค่านิยมนี้เองจะถูกฝังเข้าไปอยู่ลึกในจิตใจของเด็กเอง และ 4.จะไปลบความเมตตา ทั้งที่สังคมไทยเราแท้จริงแล้วเป็นสังคมที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตา
     นพ.สุริยเดวให้ข้อคิดอีกว่า การที่จะให้เด็กได้เข้าใจถึงประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้น มีพื้นฐานที่สำคัญอยู่ 3 ประการ ได้แก่ 1.ให้เขาเข้าใจสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลที่จะต้องไม่รุกล้ำสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น รวมทั้งสอนให้เขารู้จักหน้าที่ของตนเองว่า ตัวลูกมีหน้าที่ต้องทำอะไรบ้าง และพ่อแม่มีหน้าที่ต้องทำอะไร 2.การเข้าใจในเรื่องของการอยู่ร่วมกันกับคนหมู่มากภายใต้กฎกติกา เนื่องจากกฎหมายมีไว้เพื่อสร้างความปลอดภัย ทำให้คนทุกคนได้อยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข 3.ต้องให้พวกเขากล้าที่จะเสนอข้อคิดส่วนตัว ที่แม้จะเป็นข้อคิดเห็นที่แตกต่างจากผู้อื่น ซึ่งทักษะดังกล่าวอาจจะสามารถสร้างเสริมขึ้นได้ผ่านทางกิจกรรม เนื่องจากการทำกิจกรรมต่างๆ นั้นจะช่วยเสริมสร้างให้เห็นความเท่าเทียมกันในสังคม รวมถึงให้เห็นคุณค่าของการอยู่ร่วมกัน ซึ่งการทำกิจกรรมนั้นจะช่วยให้เด็กๆ สามารถปรับตัวเข้าหากันได้" นพ.สุริยเดวกล่าว
     ในช่วงที่การเมืองกำลังบั่นทอนชีวิตเด็กไทยจากหายนะทางการเมืองเช่นนี้ จำเป็นต้องให้เยาวได้ "เรียนรู้" ประชาธิปไตย ผ่านรากฐานสำคัญ 3 ประการ คือ 1.ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องสิทธิเสรีภาพ 2.ความมีวินัยต่อกฎกติกา และ 3.การเคารพความเห็นต่างทางสังคม ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองจะเกิดขึ้นได้ต้องเริ่มจากครอบครัว โรงเรียน สู่ชุมชน
     รวมถึงทางกระทรวงศึกษาเองต้องไม่เพียงแต่เน้นด้านนโยบาย แต่ต้องทำให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม อย่างเช่น ในเรื่องระบบการศึกษาของไทย การตั้งกฎกติกาต่างๆ ภายในโรงเรียนก็จะมาจากครู โดยทางภาคส่วนอื่นเองตรงนี้ก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นจากสมาคมผู้ปกครอง หรือสภานักเรียนของโรงเรียนนั้นเอง
     "แท้จริงแล้ว ถ้าเด็กที่ได้รับการเลือกตั้งขึ้นมาเป็นสภานักเรียนภายในโรงเรียนจากความเป็นประชาธิปไตยด้วยการลงคะแนนเสียง ควรได้มีส่วนร่วมในการออกกฎระเบียบต่างๆ ของโรงเรียน เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างรากฐานความเป็นประชาธิปไตยให้แก่พวกเขาได้ และยังเป็นการเสริมสร้างความคิดอันเป็นต้นทุนชีวิตในการหาทางออกหากประสบกับปัญหาต่างๆ ทำให้ในอนาคตเมื่อพวกเขาโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ หากมีวิกฤตการณ์ทางการเมืองเช่นเดียวกับปัจจุบันนี้ เด็กเหล่านี้ก็จะเข้าใจถึงความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงและแก้ไขปัญหาได้ นำไปสู่การพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของไทยเองให้เป็นเช่นเดียวกับนานาอารยประเทศได้" นพ.สุริยเดวกล่าว
     สรรพสิทธิ์ คุมพ์ประพันธ์ ผอ.มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก กล่าวว่า ประชาธิปไตยคือการที่ทุกคนมีส่วนร่วมในการกำหนดชะตาชีวิตตัวเอง โดยการที่เด็กจะรู้ความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงได้ จะต้องเริ่มต้นแต่ครอบครัว ต้องสื่อสารกับเขาว่าประชาธิปไตยที่แท้จิงควรเป็นเช่นไร พร้อมทั้งคำอธิบายถึงสิทธิของตัวเอง อย่างเช่น คุณพ่อชอบดูฟุตบอลในเวลากลางคืน ถ้าใช้เสียงดังในการเชียร์ ก็อาจจะไปกระทบสิทธิของเด็กในขณะที่นอนหลับอยู่ได้
     ในการอธิบายให้เด็กได้ทราบถึงความเป็นประชาธิปไตยที่ดีได้นั้น ต้องเริ่มจากให้เขามีวิธีคิดตามหลักวิทยาศาสตร์ว่าสิ่งใดจริง หรือสิ่งใดไม่จริง ประกอบด้วย 1.ถ้าสิ่งที่รับรู้มานั้นเป็นเรื่องจริงต้องมีหลักฐานยืนยัน มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับบุคคลอื่น 2.ความจริงจะมีหลักเกณฑ์ เหตุผลที่แน่นอนตายตัว และ 3.การชั่งน้ำหนักเหตุผลที่จะตามมาตามมุมมองวิทยาศาสตร์ จัดเรียงข้อมูลนำไปสู่การแก้ไขที่ถูกต้อง
     "ตัวอย่างเช่น คนไทยทะเลาะกันเกี่ยวข้องอย่างไรกับการยุบสภา การยุบสภานั้นเกี่ยวข้องอย่างไรกับ 2 มาตรฐาน ถ้ายุบสภาแล้วไปเลือกตั้งจะแก้ไขปัญหา 2 มาตรฐานได้จริงหรือไม่ และถ้าพอเลือกตั้งไปแล้วจะไม่เกิดปัญหาซื้อสิทธิ์ขายเสียง เพราะฉะนั้น การยุบสภาจึงไม่ใช่วิถีทางแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง" สรรพสิทธ์กล่าว
     พระมหาพงศ์นรินทร์ ฐิตวังโส จากวัดสุทัศนเทพวราราม ประธานโครงการ "เยาวชนทำดี ถวายให้พ่อหลวง" กล่าวว่า ประชาธิปไตยในโลกใบจิ๋ว หมายถึงมุมมองที่เด็กมองโลกของเขา เด็กทุกคนจึงมีสิทธิ์ที่จะเลือกหนทางที่เขาคิดว่าดีที่สุด แต่ถึงจะคิดต่างกัน ก็จะต้องเรียนรู้การอยู่ร่วมกัน แม้จะต้องใช้เวลาก็ตาม
     "ส่วนวิธีการสร้างให้เรียนรู้ซึ่งกันและกันกับคนที่คิดต่างกันของพระอาจารย์เอง จะต้องสร้างเงื่อนไขให้เขาเกิดการเรียนรู้ อย่างพระอาจารย์เองจะให้เด็กเล่นเกม โดยการแบ่งเป็น 8 กลุ่ม แต่มีปากกาให้เพียงแค่ 7 ด้าม ฉะนั้น พวกเขาก็จะแย่งกันจนมี 1 กลุ่มเท่านั้นที่ไม่ได้ปากกา ในบางกลุ่มนั้นก็จะใช้วิธีแบบเผด็จการ บางกลุ่มก็จะใช้เหตุผลที่ดีในการแย่งปากกา แต่ขาดความเมตตา ซึ่งพอสร้างสภาพการณ์เงื่อนไขให้เขาทะเลาะกันแล้ว ก็ต้องสอนให้เขาเรียนรู้ว่า แค่ความเห็นต่างก็ไม่เห็นต้องไปโกรธเกลียด หรือไปจองเวรอาฆาตกัน แต่ต้องมีความเมตตาและเรียนรู้ซึ่งกันและกัน" พระมหาพงศ์นรินทร์กล่าว
     นายรัชฏะ ศรีบุญรัตน์ ประธานสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย บอกว่า ประชาธิปไตยก็เป็นเพียงแค่ระบบการปกครองระบบหนึ่งในโลก แต่ละประเทศก็ยังนำไปปรับใช้ได้ไม่เหมือนกัน ไม่เว้นแม้กระทั่งเด็กและเยาวชนเอง ก็ยังมีประชาธิปไตยกันคนละแบบ โดยเด็กหรือคนที่อยู่ในวัยแรกเกิดจนถึง 18 ปี ก็มีหน้าที่เล่น มีหน้าที่เรียนรู้ บริโภคอาหารอยู่ท้อง ส่วนเยาวชนหรือคนที่มีอายุระหว่าง 28-25 ปี เป็นวัยที่กำลังจะกลายไปเป็นผู้ใหญ่ มีหน้าที่ที่จะต้องสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้สังคม
     "เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่แตกต่างทางความคิด จึงจำเป็นที่จะต้องเปิดใจเรียนรู้และอยู่ร่วมไปในสังคม เพราะแต่ละคนเองก็ยังมีความรู้และปัญญาไม่เท่ากัน ซึ่งปัญญานั้นเป็นสิ่งที่หาซื้อหรือสอนไม่ได้ และจะอยู่เหนือกว่าความรู้ที่เปรียบได้กับข้อมูลต่างๆ ฉะนั้น คนมีปัญญาสูงก็ควรที่จะมีความเมตตาให้กับคนที่มีปัญญาน้อย" นายรัชฏะกล่าว.



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์