Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

"เยาวชนกล้ายิ้ม" เรียนรู้"ต้นน้ำ"จาก"ปลายน้ำ"


   ภาพตื่นเต้นเร้าใจ เหตุการณ์แผ่นดินถล่ม ลาวาพวยพุ่ง แผ่นดินแยกออกเป็น 2 เสี่ยง คลื่นยักษ์ที่ถาโถมในหนังเรื่อง "2012" สะกดเหล่าเยาวชนที่ร่วมกิจกรรมในโครงการค่ายเยาวชนกล้ายิ้มให้นั่งนิ่งตะลึงงันอยู่กับที่
     และแล้วหลังจากหนังฉายไปได้ช่วงหนึ่ง ภาพหน้าจอขนาดใหญ่ก็หยุดลง ทั้งๆ ที่เนื้อหายังคงเรียกร้องความสนใจจากเด็กๆ จำนวน 90 คนที่มาจาก "พื้นที่ต้นน้ำ" หรือจังหวัดทางภาคเหนือ  ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำพูน และเด็กจากจังหวัดราชบุรี 10 คน เข้ามาร่วมสมทบทำกิจกรรมเข้าค่ายโครงการเยาวชนกล้ายิ้มปีที่ 2 ที่จัดขึ้น 2 คืน 3 วัน ในช่วงปิดเทอมใหญ่เมื่อวันที่ 31 มี.ค.-3 เม.ย.ที่ผ่านมา ณ พื้นที่ปลายน้ำ ต.บางตะบูน อ.เมืองฯ จ.สมุทรสงคราม
    "น้องๆ ทุกคนคงเห็นแล้วว่า ถ้าเราไม่รักษาโลกของเรา ไม่รักษาสิ่งแวดล้อม โลกของเราก็อาจจะเหมือนกับในหนัง 2012 เกิดแผ่นดินไหว คลื่นยักษ์ถาโถม น้ำท่วม บ้านเมืองเราก็จะหายนะ ดังนั้น เราต้องช่วยกันไม่ให้เกิดสิ่งนี้ "ประลอง ดำรงค์ไทย ผู้อำนวยการสำนักงานป่าชุมชน สังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่รับหน้าที่เป็นวิทยากรค่ายเยาวชนกล้ายิ้มเป็นปีที่ 2 แล้วกล่าว
    "โครงการค่ายเยาวชนกล้ายิ้ม" เป็นกิจกรรมที่บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง (มหาชน) จำกัด ได้จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยหวังผลบ่มเพาะเยาวชนให้มีจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และใส่ใจปัญหาสิ่งแวดล้อม พร้อมกับเน้นการ "สร้างเยาวชน" ที่เป็น "แกนนำ" ให้สามารถสืบทอดการบริหารจัดการป่าชุมชนอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการพัฒนา ดูแล ฟื้นฟูพื้นที่ป่าชุมชน สร้างแหล่งเรียนรู้ กิจกรรมเครือข่าย ภายใต้กิจกรรมที่ชื่อว่า "โครงการคนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน"
     เด็กๆ ต้นน้ำ 80 คนดังกล่าวเคยร่วมโครงการเยาวชนกล้ายิ้มเมื่อปีก่อน และคราวนี้บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้งฯ มองว่า การรับรู้ของเด็กๆ เกี่ยวกับป่าชุมชนและป่าต้นน้ำอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอ การรับรู้ข้อมูลเพื่อให้เกิดเข้าใจเกี่ยวกับการเป็นพื้นที่ "ปลายน้ำ" นั้น เป็นสิ่งจำเป็นพอๆ กับการสร้างความเข้าใจเรื่อง "ต้นน้ำ"
     "เราอยากให้พวกเขาเรียนรู้ถึงความสำคัญของป่าต้นน้ำว่า หากไม่รักษาป่าต้นน้ำแล้ว ปลายน้ำจะมีสภาพอย่างไร เพราะน้ำทุกสายจากข้างบนจะมารวมกันที่อ่าวไทย หากกลุ่มจังหวัดต้นน้ำทิ้งของเสีย สารพิษลงไป สารพิษต่างๆ ก็จะไหลรวมกันอยู่ที่ปลายน้ำ อย่างที่เราเห็นน้ำที่นี่ มองด้วยตาเปล่าก็จะเห็นได้ว่าสภาพน้ำนั้นขุ่น มีสารแขวนลอย มีตะกอนมาก "ผอ.ประลองกล่าวถึงวัตถุประสงค์ที่รับทำหน้าที่เป็นวิทยากรค่ายเยาวชนครั้งนี้ 
     ค่ายกิจกรรมในพื้นที่ปลายน้ำที่เด็กๆ เข้าร่วม นอกจากการเวิร์กช็อปในห้องอบรมแล้ว เด็กๆ จะต้องลงเรือ ดูสภาพน้ำในพื้นที่ ต.บางตะบูน จ.สมุทรสงคราม ซึ่งเป็นป่าชายเลน ด้วยการล่องเรือไปตามคลองอัมพวา เฉียดพื้นที่ปากอ่าว ซึ่งตรงนี้เด็กๆ จะได้เห็นสภาพป่าโกงกาง เห็นต้นโกงกาง ต้นตะบูน กุ้ง หอยปูปลา โดยเฉพาะปลาตีนที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน เพราะป่าเหล่านี้ไม่มีในภาคเหนือพื้นที่ต้นน้ำ การปลูกป่าชายเลน ซึ่งเด็กๆ จะได้เห็นสภาพน้ำทะเลที่ถือว่าเป็นพื้นที่ปลายน้ำว่ามีสภาพเป็นอย่างไร
     ไฮไลต์สำคัญก็คือ การล่องเรือดูหิ่งห้อย ซึ่งเป็นรายการที่พลาดไม่ได้ เด็กๆ ต้นน้ำจะได้เห็นแสงวิบวับๆ ของตัวหิ่งห้อยที่เกาะบนต้นลำพู
     น้องซีเกมส์ หรือ นายพิทักษ์พงษ์ จำหงส์ ผู้นำเยาวชนบ้านทาป่าเปา จ.ลำพูน กล่าวว่า ที่ตัดสินใจมาร่วมค่ายเยาวชนกล้ายิ้มอีกครั้งหนึ่ง ก็เพราะทางบ้านทราบข่าวจากพี่เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ว่า ทางกรมป่าไม้และบริษัทจะมีการจัดค่ายเยาวชนขึ้นอีกครั้ง ก็ดีใจ เพราะว่าจะได้มีโอกาสได้มารวมกับเพื่อนๆ และพี่ๆ กลุ่มที่เคยทำกิจกรรมอนุรักษ์ทรัพยากรด้วยกันอีกครั้งหนึ่ง มาคราวนี้จะได้มาเห็นว่าคนที่อยู่ภาคกลางมีวิถีชีวิตอย่างไร
     "ที่ผมชอบมากที่สุดคือ การล่องเรือในคลองอัมพวา เห็นหิ่งห้อย ที่ไม่ค่อยได้พบในภาคเหนือ นอกจากนี้ยังได้เห็นวิถีชีวิตคนริมน้ำว่าเขาอยู่กันยังไงครับ เราก็เลยรู้ว่าคนที่อยู่ปลายน้ำเขาใช้น้ำ อาบน้ำคลองกันจริงๆ ดังนั้น การรักษาต้นน้ำจึงเป็นเรื่องสำคัญมากครับสำหรับคนที่อยู่ปลายน้ำ" น้องเกมส์กล่าว ในฐานะที่เป็นเยาวชนกล้ายิ้มที่อยู่ต้นน้ำจังหวัดลำพูน คิดว่าสามารถลงมือทำอะไรได้บ้างที่ช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ น้องเกมส์บอกว่า คิดว่าเขาทำได้หลายอย่าง เช่น การไม่ทิ้งขยะลงในแม่น้ำ ถ้าคนที่อยู่ต้นน้ำไม่ทำสกปรก คนที่ปลายน้ำก็จะมีน้ำสะอาด เพราะเขาใช้น้ำอาบ ใช้น้ำกิน เขาจับปลา ตกกุ้งเป็นอาหาร หรือเอาไว้ขายจากแม่น้ำแม่กลองและลำคลอง และใช้แม่น้ำลำคลองเป็นเส้นทางหลักเดินทางด้วยเรือ
     นอกจากนั้น ก็คิดว่ายังสามารถกลับไปทำฝายชะลอน้ำให้มากขึ้น เพื่อให้คนที่ปลายน้ำมีน้ำใช้เพียงพอตลอดทั้งปี นอกจากนั้นยังช่วยรักษาความชุ่มชื้นของสภาพป่าชุมชน และชะลอการเกิดน้ำท่วมได้อีกด้วย อีกอย่างที่ทำได้คือ การกลับไปปลูกหญ้าแฝกจะช่วยทำให้ยึดหน้าดินไว้ได้ พอฝนตกดินก็จะไม่พังและไม่ถูกทำลาย ให้ไหลลงมาพื้นราบกับน้ำฝน
     "ถ้ากลับไปที่ป่าชุมชนแล้ว ในฐานะที่ผมเป็นผู้นำเยาวชนกล้ายิ้ม ก็จะกลับไปบอกเพื่อนๆ ว่าให้ช่วยกันรักษาน้ำ อย่าทิ้งขยะลงไปในแม่น้ำ และให้ช่วยกันปลูกต้นไม้ ดูแลป่าชุมชนของเรา เพราะคนที่อยู่ปลายน้ำมีชีวิตที่แตกต่างจากคนที่อยู่ต้นน้ำ การดูแลป่าไม้นอกจากจะทำให้เรามีทรัพยากร มีอาหารการกินแล้ว ยังเป็นการช่วยเหลือคนที่อยู่ปลายน้ำ ลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมที่ปลายน้ำได้อีกด้วย" น้องเกมส์ที่น่าจะเป็นความหวังในการรักษาสภาพแวดล้อมในอนาคตกล่าว
     คราวนี้ลองมาฟังความเห็นกลุ่มผู้นำเยาวชนกล้ายิ้ม ที่ร่วมกันจัดค่ายเยาวชนอนุรักษ์ธรรมชาติที่ป่าชุมชนสลวงนอก อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ซึ่งมีน้องอาร์ม-ด.ช.อนุชา ดาทอง, น้องชิด-นายอนุชิต แสงดาว, น้องลักษณ์-ด.ช.เกียรติศักดิ์ ใจแบง, น้องไอซ์ -ด.ช.กุชพรรณ ขวัญแก้ว และน้องทักษิณ-ด.ช.ทักษิณ ดุมเพชร บ้างว่ามีความคิดอย่างไรกับการเข้าร่วมกิจกรรม โดยเด็กๆ กลุ่มนี้เคยเข้าร่วมโครงการค่ายเยาวชนกล้ายิ้มที่เชียงใหม่เมื่อปีก่อน ที่น่าทึ่งไปกว่านี้ก็คือ เด็กๆ กลุ่มนี้กลับไปรวมกลุ่มกันจัดค่ายเยาวชนอีกครั้งที่ชุมชนของตัวเอง
     โดยจัดค่ายเยาวชนกิจกรรมป่าชุมชนที่เด็กๆ เหล่านี้จัดจำนวน 2 ครั้ง เมื่อต้นเดือนมีนาคมปีนี้ มีเพื่อนๆ และพี่ๆ ของเด็กๆ กลุ่มนี้เข้าร่วมกิจกรรม 18 คน ทั้งหมดอยู่ในชุมชนเดียวกัน และมีลุง พี่ ป้า น้า อา ที่เป็นกรรมการในป่าชุมชนเป็นวิทยากรอบรม และบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีฯ ได้สนับสนุนเรื่องเงินทุนการจัดค่าย
     "ผมคิดว่าป่าชุมชนของเรายังมีปัญหาอีกมาก เช่น การตัดไม้ทำลายป่า จึงอยากจัดกิจกรรมขึ้น และอีกอย่างอยากบอกกับคนที่อยู่ในชุมชนว่า ป่าชุมชนไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง ป่าชุมชนนี้เป็นของทุกคน ถ้าเกิดว่าป่าชุมชนของเราดี ทุกคนก็มีอาหาร มียา และสิ่งแวดล้อมก็ดี ทำให้ทุกอย่างอยู่สบาย เราก็ควรจะมาช่วยกันรักษาป่าชุมชน" น้องทักษิณกล่าว
     การมาค่ายเยาวชนกล้ายิ้มจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำครั้งนี้ได้อะไรกลับไป "น้องอาร์ม" เผยความในใจให้ฟังว่า จะกลับไปบอกเพื่อนๆ ว่าคนที่ปลายน้ำเขาอยู่กันอย่างไร และเห็นว่าที่จังหวัดสมุทรสงครามอากาศร้อนกว่าบ้านเรา และคนที่นี่เขาอยู่กันอย่างลำบาก เพราะเขาต้องพึ่งพาน้ำ อย่างน้ำกิน น้ำอาบ ถ้าหากว่าเราที่เป็นคนต้นน้ำไม่รักษาทรัพยากร ถ้าเราทิ้งขยะลงแม่น้ำ หรือว่าตัดไม่ทำลายป่า คนที่อยู่ปลายน้ำก็จะยิ่งลำบาก เพราะฉะนั้น พวกเราที่อยู่ต้นน้ำก็ต้องดูแลป่าชุมชนของเรา เพราะนอกจากสิ่งแวดล้อมบ้านเราจะดีแล้ว เรายังช่วยคนที่อยู่ปลายน้ำด้วย ซึ่งน้องอาร์มสัญญาว่าจะกลับไปรณรงค์กันอีก
     แน่นอนว่า กลุ่มเยาวชนกล้ายิ้มจากเชียงใหม่เป็นอีกรายที่หลงใหลการล่องเรือดูชีวิตชุมชนและหิ่งห้อยยามค่ำคืน โดย "น้องชิด" บอกเล่าความรู้สึกว่า ชอบการล่องเรือ ดูวิถีชีวิตของคนที่อยู่ริมน้ำ ทำให้รู้ว่าเขามีชีวิตไม่เหมือนเรา และต้องใช้น้ำเป็นสิ่งสำคัญในวิถีชีวิตด้วย และชอบที่ได้ลองปลูกป่าชาย คิดว่าสนุกกว่าปลูกป่าบ้านที่เชียงใหม่ ถ้าหากว่าคราวหน้ามีค่ายอีก อยากเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องใกล้ตัวแบบนี้ เรื่องน้ำ เรื่องต้นไม้ เรื่องอากาศและทรัพยากรต่างๆ อย่างตอนนี้ที่เชียงใหม่ บ้านผมก็มีปัญหาเรื่องอากาศ มีหมอกควันพิษ ซึ่งเป็นปัญหาใกล้ตัว ถ้าหากเราได้เรียนรู้เรื่องพวกนี้เพิ่มขึ้น เราก็น่าจะช่วยกันแก้ปัญหาได้มากขึ้น
     วันสุดท้ายของกิจกรรม "เยาวชนกล้ายิ้ม จากต้นน้ำสู่ปลายน้ำ" จำนวน 90 คน ได้ร่วมกันประกาศ "ปฏิญญากล้ายิ้ม" สมุทรสงคราม โดยมีใจความสำคัญรวม 5 ข้อ คือ 1.เราจะไม่ตัด ไม่ทำลายป่า 2.เราจะไม่ทิ้งขยะลงแม่น้ำลำคลอง 3.เราจะไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 4.เราจะปลูกต้นไม้เสริมทดแทนต้นไม้ที่ถูกตัดไป 5.เราจะช่วยกันเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและป่าชุมชนให้กับเพื่อน ได้ช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่สืบไป
     ลองฟังความเห็นจากวิทยากร ประลอง ดำรงค์ไทย ผอ.สำนักป่าชุมชน กล่าวยอมรับว่า มีความหนักใจพอสมควรในการเป็นวิทยากร ควบคุมเด็กๆ ที่มีอายุ 12-15 ปี ทั้ง 90 คน ถือว่าเป็นวัยซน วัยจุ๊กจิ๊ก และต้องสะกดให้เด็กเหล่านี้นิ่ง เพื่อรับฟังข้อมูลที่จะทำให้เกิดความเข้าใจ ในความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ต้นน้ำกับปลายน้ำว่ามีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร ซึ่งการบอกเล่ากับเด็กวัยนี้ต้องอาศัยลูกเล่น ลูกล่อ ลูกชนพอสมควรเลยทีเดียว คิดว่าถึงเด็กๆ จะซน แต่เชื่อว่าการเข้าค่ายกิจกรรมครั้งนี้จะส่งผลดีต่อเด็กๆ ในวันข้างหน้าอย่างแน่นอน
     "ผมเชื่อว่าเด็กๆ ในวัยนี้เป็นวัยทอง ถึงแม้เขาจะซน จะจุ๊กจิ๊ก แต่เขามีที่ว่างพอที่จะบรรจุสิ่งที่เราบอกลงไป และสิ่งเหล่านี้จะติดตัวเขาไปตลอด" ผอ.ประลองกล่าว
     ด้านบุญสม จันทร์อำรุง ผู้จัดการส่วนกิจกรรมสังคม บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้งฯ กล่าวว่า การลงค่ายกิจกรรมพื้นที่ปลายน้ำครั้งนี้ เราเน้นกระบวนการเรียนรู้ด้วยประสบการณ์จริง ผ่านสัมผัสทั้ง 6 ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น สัมผัส และใจ ซึ่งจะทำให้เด็กๆ เข้าใจง่ายและจดจำไปอีกนาน
     "บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีฯ ทำโครงการนี้โดยหวังว่า เราจะสามารถสร้างเยาวชนที่จะกลายมาเป็น "ผู้นำ" ชุมชนเมื่อเติบใหญ่ แทนที่ผู้นำรุ่นปัจจุบันที่จะต้องโรยราไปในวันหนึ่งข้างหน้า ซึ่งการทำโครงการมา 2 ปีนี่ เรามองเห็นแล้วว่าเด็กคนไหนมีแววที่จะเป็นผู้นำป่าชุมชนได้บ้าง แม้เราอาจจะได้แค่ 10-20% ของเด็กที่มาทำกิจกรรม แต่ก็นับว่าเป็นนิมิตหมายอันดีกับการรักษาสภาพป่าและสิ่งแวดล้อมของเรา" บุญสมกล่าว.



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์