...เด็กไทยได้หลายเหรียญทองในการแข่งขันโอลิมปิกวิชาการโลก แต่ในขณะเดียวกันก็มีเด็กที่ติดคุกก่อนวัยอันควรเพิ่มขึ้นทุกปี
...มีนักเรียนชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 4 อ่านหนังสือไม่ออกและคิดเลขไม่เป็น
...สถิติของคุณแม่วัยรุ่นมีมากขึ้นจนแทบจะกลายเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในสังคมไทย
การปฏิรูปการศึกษาไทยผ่านมาหลายทศวรรษ ยิ่งปรับปรุงแก้ไขหลักสูตรและรูปแบบการเรียนการสอนมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีสถิติที่สะท้อนให้เห็นว่าการศึกษาไทยเกือบถึงทางตัน ยากต่อการพัฒนา ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า มีประชากรวัยแรงงานที่จบการศึกษาเพียงแค่ระดับประถมมากถึงร้อยละ 67.3 เนื่องจากในแต่ละปีจะมีเด็กที่หายไปจากระบบการศึกษากลายเป็นแรงงานไร้ฝีมือและขาดประสิทธิภาพ
ส่วนปัญหาพฤติกรรมเยาวชนพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในแต่ละปีมีเด็กวัยรุ่นท้องก่อนวัยอันควรมากถึงปีละ 120,000 คน และเด็กที่กระทำความผิดจนถูกดำเนินคดีปีละ 50,000 คน โดยเยาวชนไทยใช้เวลาอยู่กับสื่อที่เป็นโทรทัศน์ เกมคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต และโทรศัพท์ วันละไม่ต่ำกว่า 7 ชั่วโมง คิดเป็นประมาณร้อยละ 30 ของเวลาชีวิต มากกว่าการใช้เวลาอยู่ในโรงเรียน ซึ่งมีเพียง 8 ชั่วโมงต่อวัน 200 วันต่อปี หรือเพียงร้อยละ 18 ของเวลาตลอดทั้งปีเท่านั้น
คุณภาพการศึกษาไทยมีแนวโน้มต่ำลงเรื่อยๆ แม้ว่ารัฐบาลได้ทุ่มงบเพื่อการศึกษาสูงถึง 3 หมื่นล้านบาทต่อปี เมื่อเทียบกับงบประมาณของประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น นอร์เวย์ ไต้หวัน ญี่ปุ่น และเยอรมนี พบว่าไทยลงทุนสูงด้านการศึกษาสูงกว่าประเทศเหล่านี้ถึง 2.5 เท่า
ยิ่งไปกว่านั้น ข้อสรุปจากผลการทดสอบโครงการ PISA (Program for International Student Assessment) ที่วัดระดับความสามารถทางวิชาการ พบว่า เด็กไทยได้คะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าเด็กในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วทุกวิชา เมื่อเปรียบเทียบกับ 58 ประเทศทั่วโลก ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 41-46 และระบบการศึกษาไทยยังสอนให้เด็กเห็นถึงความสำคัญของการเรียนสายสามัญมากกว่าสายอาชีพ ซึ่งสวนทางกับความต้องการของตลาดแรงงาน โดยปัจจุบันตลาดแรงงานต้องการแรงงานระดับ ปวส. ปวช. และมัธยมศึกษา มีสูงถึง 82% ในขณะที่สถานศึกษาสามารถผลิตได้เพียง 13% เท่านั้น
ด้วยเหตุผลนี้จึงจำเป็นที่จะต้องค้นหาแนวคิดใหม่ในการปฏิรูปการศึกษาที่ต้องมีประสิทธิภาพยิ่งกว่าเดิม ซึ่งการปฏิรูปในครั้งนี้จะต้องเป็นประโยชน์ต่อเด็กและเยาวชนมากที่สุด เน้นการลงทุนน้อย แต่ได้ผลมาก พร้อมดำเนินงานแบบความร่วมมือเป็นเครือข่ายกับหน่วยงานหลากหลายรูปแบบ ทั้งภาครัฐและเอกชนไปจนถึงระดับชุมชนท้องถิ่น
ต้นแบบของหน่วยงานที่เป็นระบบจัดการใหม่ที่มีประสิทธิภาพนี้ ได้มีการดำเนินงานที่เห็นผลมาแล้วทั้งในและต่างประเทศ ได้แก่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กองทุนพัฒนาคุณภาพการศึกษา (Quality Education Fund -QEF) ของฮ่องกง และองค์การมหาชนเพื่อการศึกษาสื่อและวัฒนธรรม (Education Audiovisuals and Culture Executive Agency - EACEA) ของประชาคมยุโรป
ทั้งนี้ ฮ่องกงได้ตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา (Quality Education Fund) ขึ้นเพื่อใช้เป็นกลไกยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียน และประสบความสำเร็จอย่างสูง ทำให้ฮ่องกงติดอันดับ 1 ใน 3 ของประเทศที่เด็กมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงที่สุดในโลก กองทุนนี้ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ.1998 ตามข้อเสนอในรายงานของคณะกรรมการการศึกษา มีกองทุนประเดิมจำนวน 5,000 ล้านเหรียญฮ่องกง หรือราว 25,000 ล้านบาท และใช้เฉพาะดอกผลของกองทุนเพื่อสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียน ในแต่ละปีกองทุนได้ให้เงินสนับสนุนโครงการประมาณ 600 ล้านเหรียญฮ่องกง หรือราว 3,000 ล้านบาท
ในขณะที่งบประมาณเพื่อการศึกษาของฮ่องกงเฉลี่ยปีละประมาณ 53,500 ล้านเหรียญฮ่องกง คิดเป็นประมาณร้อยละ 1.1 ของงบประมาณด้านการศึกษา การสนับสนุนจาก QEF ที่โรงเรียนได้รับมักอยู่ในรูปแบบของการให้ทุนเพื่อจัดหาวัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือเพื่อใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอนสำหรับเด็ก และการจัดกิจกรรมพัฒนาครู โดยโรงเรียนและสถาบันจะต้องเป็นผู้เสนอความคิดว่าน่าจะทำอะไรอย่างไร เท่าไหร่ และจะสานต่อให้ยั่งยืนในโรงเรียน หรือขยายผลไปสู่โรงเรียนอื่นได้อย่างไร
การให้ทุนของ QEF จึงสามารถเปิดโอกาสให้เกิดความริเริ่มสร้างสรรค์ดีๆ จากโรงเรียนและนักการศึกษาในวงกว้างได้ และทำให้กองทุนและกระทรวงการศึกษาของฮ่องกงสามารถเลือกนำนวัตกรรมทางการศึกษาหรือรูปแบบที่ดีไปสานต่อขยายผลได้ โดยรูปแบบบริหารในลักษณะกองทุนที่สามารถเลือกให้ทุนกับเฉพาะกับโครงการดีๆ ยังทำให้ไม่ต้องลงทุนสูงในคราวเดียวเพื่อยกระดับคุณภาพโรงเรียนพร้อมกันทั้งประเทศ
ซึ่งรูปแบบดังกล่าวจึงเป็นที่มาของการจัดตั้ง สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.)
รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการได้เสนอให้มีการจัดตั้งสถาบันส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ผ่านการยกร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี คู่ขนานกับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน พ.ศ.... เพื่อให้องค์กรดังกล่าวสามารถดำเนินงานได้โดยทันที โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธานคนที่ 1 และ นพ.สุภกร บัวสาย เป็นผู้จัดการสำนักงาน
ส่วนงบการดำเนินงานเบื้องต้น ทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้จัดสรรงบประมาณการทำงานมาให้ สสค. 120 ล้านบาท หลังจากนี้ ทางกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ และกระทรวงที่เกี่ยวข้องจะให้ความร่วมมือสนับสนุนและให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนทั่วไป เพื่อดำเนินงานอีกประมาณ 400 ล้านบาท อย่างไรก็ดี เมื่อร่าง พ.ร.บ.ฯ ผ่านการพิจารณา สสค.จะใช้งบประมาณในการดำเนินงานต่อปีเพียงร้อยละ 0.5-1.0 ของงบประมาณทางด้านการศึกษา หรือประมาณ 1,900-3,800 ล้านบาท
ด้าน นพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการ สสค. กล่าวว่า ภารกิจหลักของ สสค.คือ การผลักดันแนวคิดใหม่ เน้นการเรียนรู้เพื่อนำใช้ในชีวิตจริง ไม่ใช่เน้นการเรียนที่แยกออกจากชีวิต และให้ทุกภาคส่วนทั้งครอบครัว ชุมชน สื่อ สถานศึกษา เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษามากยิ่งขึ้น โดยเป้าหมายที่สำคัญก็เพื่อพัฒนาให้เยาวชนสามารถค้นพบศักยภาพตามความถนัดของตนเอง มีทักษะและโอกาสพัฒนาตนเองไปสู่อาชีพที่เลือกได้
"การปฏิรูปการศึกษาขอย้ำว่าไม่ใช่ปฏิรูประบบการศึกษาทั้งหมด แต่หัวใจอยู่ที่การผลักดันแนวคิดใหม่ในเรื่องระบบการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับโครงสร้างด้านการศึกษาของราชการหรือสถานศึกษา คำว่าเรียนรู้ ไม่ได้จำกัดเฉพาะห้องสี่เหลี่ยม แต่การเรียนรู้มีอยู่รอบตัว จะเกิดที่บ้านหรือชุมชนก็ได้ ขอเพียงแค่นำไปปรับใช้กับวิถีชีวิตได้จริง" ผู้จัดการ สสค.กล่าว
นพ.สุภกรกล่าวด้วยว่า ในขณะนี้ทาง สสค.พร้อมจะทำงานขับเคลื่อนด้านการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม โดยแนวทางแรกที่สามารถทำได้ในตอนนี้เลยคือ ให้ความสนับสนุนโครงการส่งเสริมนวัตกรรมสร้างสรรค์การเรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชนในระดับมัธยมศึกษาผ่านงบประมาณ 40 ล้านบาท ซึ่งเปิดโอกาสให้ทุกโรงเรียนที่มีความสนใจสามารถส่งโครงการเข้ามาพิจารณาได้ในทันที
อย่างไรก็ดี การยกระดับการศึกษาในประเทศไทยคงไม่กลายเป็นฝันหวานที่ถูกวาดไว้บนกระดาษ หากทุกภาคส่วนช่วยกันผลักดันและนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง ความหวังในการยกระดับคุณภาพในครั้งนี้ ไม่ได้หมายถึงโครงสร้างหลักสูตรทางด้านการศึกษา แต่เป้าหมายสำคัญก็คือ การทำให้สังคมไทยกลายเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ในที่สุด.








