Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

หุ่นยนต์ไทย Who R U?


   จินตนาการสุดบรรเจิดที่โลดแล่นบนแผ่นฟิล์ม กับความคาดหวังว่าสักวันหนึ่งเราจะเสกให้เทคโนโลยีมีชีวิตจิตใจ และมีความสามารถเกินบรรยาย ทั้งหมดเคยเป็นความฝันอันสูงสุดของหมู่มวลมนุษยชาติ ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย ถึงวันนี้จินตนาการเหล่านั้นไม่ได้สูญเปล่า แต่กลับเป็นแรงบันดาลใจให้สมองและสองมือของเยาวชนไทยขับเคลื่อนรังสรรค์สิ่งที่เรียกว่า "หุ่นยนต์" จนกลายเป็นแชมป์โลกในด้านต่างๆ หลายด้านอย่างไม่น่าเชื่อ พร้อมกันนั้น สิ่งประดิษฐ์ทางเทคโนโลยีที่พวกเขาได้สร้างสรรค์ขึ้นมากำลังถูกต่อยอดไปใช้งานได้จริงในเร็วๆ นี้อีกด้วย
     ในโอกาสดีที่หุ่นยนต์ไทยหลากหลายสาขาจะไปแข่งขันป้องกันแชมป์โลกของตัวเองเร็วๆ นี้ เรามาทำความรู้จักกันดีกว่าว่าใครเป็นใคร ตัวไหนเป็นตัวไหน เพื่อจะแบ่งแรงเชียร์ส่วนหนึ่งจากเทศกาลฟุตบอลโลกไปช่วยเป็นกำลังให้เหล่านักศึกษาไทยคว้าชัยกลับมา!
     เริ่มต้นด้วยทีม Skuba จาก ม.เกษตรศาสตร์ ที่กวาดไปถึง 3 รางวัลในปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นแชมป์โลกหุ่นยนต์เตะฟุตบอลในรุ่น Small-Size League รางวัลเทคนิคยอดเยี่ยมและรางวัลเอกสารงานวิจัยยอดเยี่ยม ที่เตรียมไปป้องกันแชมป์ของตัวเอง ฝั่งของหุ่นยนต์กู้ภัย จะเป็นทีม BART LAB Rescue จาก ม.มหิดล แชมป์ประเทศไทยปี 2552 และ ทีม iRAP PRO ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ แชมป์ประเทศไทยปี 2551 และแชมป์โลกปี 2552 ที่ได้รับการสนับสนุนจากเอสซีจี (SCG) ก็เตรียมเป็นตัวแทนประเทศไทยไปป้องกับแชมป์โลกเป็นสมัยที่ 5 ในประเภทดังกล่าวด้วยเช่นกัน 
     โดยเยาวชนทั้งหมดจะเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมในงาน World Robo Cup ครั้งที่ 14 ที่ประเทศสิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 21-24 มิ.ย.2553 โดยมีผู้เข้าแข่งขันรวมทุกประเภท (หุ่นยนต์เตะฟุตบอล, หุ่นยนต์กู้ภัย, หุ่นยนต์ทำงานบ้าน และหุ่นยนต์ระดับเยาวชนอายุไม่เกิน 18 ปี) กว่า 3,000 คน จาก 40 ประเทศทั่วโลก
     แม้ว่าความสามารถในเรื่องการพัฒนาหุ่นยนต์ของเยาวชนไทยจะเก่งกาจจนติดอันดับเวทีโลกมาหลายปี แต่ก็เกิดความสงสัยขึ้นว่า ทำไมบุคคลมากคุณภาพเหล่านี้พอสำเร็จการศึกษาแล้ว พวกเขาหายไปไหนกันหมด ไม่ได้กลับมาพัฒนาต่อยอดหรือมอบองค์ความรู้ในเรื่องการพัฒนาหุ่นยนต์ให้กับรุ่นน้องหรือสังคม อันจะนำพาประเทศไทยให้มีเทคโนโลยีขั้นสูงเทียบชั้นกับสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น
     ในเรื่องนี้ อ.ปัญญา เหล่าอนันต์ธนา จากภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษาทีม Skuba เผยว่า ศักยภาพของเด็กไทยในเรื่องหุ่นยนต์ ณ ปัจจุบันถือว่าเข้าขั้นดี เนื่องจากมีองค์ความรู้ที่ได้รับถ่ายทอดมาจากรุ่นพี่ สิ่งเหล่านี้จึงทำให้เด็กไทยเราเก่ง เพียงแต่ข้อเสียของเด็กไทยคือ ยังไม่ค่อยสนใจทุ่มเทค้นคว้าเท่าที่ควร รวมทั้งถ้ามีแรงสนับสนุนที่ดีจะสามารถไปได้กว่าที่เป็นอยู่ปัจจุบัน ก็จะทำให้ความสามารถเด็กไทยก้าวไกลยิ่งขึ้น
     "เมื่อเทียบกับต่างชาติแล้ว ความสามารถเด็กไทยถือได้ว่าค่อนข้างดี เพียงแต่ไทยยังขาดความแปลกใหม่ และสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ด้านนวัตกรรม เป็นเหตุให้เด็กไทยเมื่อเรียนจบแล้วโดนซื้อตัวไปหมด ไม่ก็ไปทำงานที่ต่างประเทศกัน กลายเป็นไทยเสียเงินพัฒนาเด็กตอนเรียน แต่สุดท้ายต่างชาติชักจูงไปทำงาน ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะต่างประเทศมีสภาวะแวดล้อมและการให้การสนับสนุนมากกว่า ดูจากห้องทดลองญี่ปุ่น เขามีเครื่องไม้เครื่องมือครบครันต่างจากของไทยเรามาก"
     อ.ปัญญากล่าวต่อว่า โอกาสพัฒนาเทคโนโลยีด้านหุ่นยนต์ของประเทศไทยปัจจุบัน ถึงแม้จะมีทรัพยากรบุคคลพร้อม แต่ก็ยังขาดคนสนับสนุนอยู่ เช่น จากภาครัฐ อย่างหุ่นกู้ระเบิด ในเมื่อเด็กไทยประดิษฐ์ได้เองก็ควรจะให้การสนับสนุนซื้อไปใช้งานจริงทันที เพื่อที่จะได้มีการพัฒนานวัตกรรมด้านนั้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ถึงเวลาก็ใช้ของจากต่างประเทศ คนทำจะรู้สึกว่า พยายามแล้ว แต่ไม่มีคนซื้อแล้วเขาจะทำไปทำไม
     "อย่างทีม Skuba เอง ก็มีเค้าลางว่าจะเจอปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ นั่นก็คือการต่อองค์ความรู้ที่จะเป็นการที่ถ่ายองค์ความรู้ในการค้นคว้าทดลองของรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง แต่เด็กใหม่ที่กำลังจะเข้ามาจะต้องถูกองค์ความรู้ที่สะสมมากว่า 15 ปีของทีม Skuba อัดเข้าใส่หัวภายใน 2-3 ปี ประกอบกับระบบการศึกษาไทยต้องเรียนค่อนข้างเยอะหลายวิชาอยู่แล้ว นับว่าโหดมากทีเดียวสำหรับคนที่เข้ามารับช่วงต่อ ที่ทำได้ตอนนี้คือพยายามหาเด็กรุ่นใหม่เก่งๆ ที่จะเข้ามาเสริมทีม" อ.ปัญญากล่าว
     ขณะที่ ฉัตรชัย รัตนลาภ ผอ.อาวุโส ฝ่ายบริหารศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ หนึ่งในฝ่ายจัดการแข่งขันผู้ควบคุมดูแลเยาวชนในโครงการ Robot Design Contest 2010 หรือ RDC 2010 ที่จะคัดเลือกตัวแทน 5 คนไปร่วมแข่งขันสร้างหุ่นยนต์ระดับโลกในโครงการ IDC RoboCon 2010 ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน เล่าว่า เยาวชนที่เข้าแข่งขันในโครงการ RDC 2010 ถือว่าทำงานค่อนข้างเร็วเมื่อเทียบกับปีก่อน และเข้าใจหลักวิศวกรรมและการออกแบบได้อย่างดี โดยเด็กผู้หญิงที่มาเข้าร่วมโครงการนี้ก็ไม่ได้ทำงานด้อยกว่าเด็กผู้ชายเลย
     "จากที่ได้เห็นเด็กไทยถือได้ว่าเก่ง ไปแข่งที่ใดก็ได้อันดับ 1 หรืออันดับต้นๆ ติดมือมาเสมอ เพียงแต่บ้านเรายังไม่มีตลาดรองรับในการทำหุ่นยนต์ ความรู้ความต้องการที่ใช้ในการทดลองต่อยอดจึงน้อยลง ในอนาคตจึงหวังให้ในไทยสามารถสร้างตลาดตรงนี้ได้ ไม่เช่นนั้นเด็กที่จบมาก็จะออกไปเรียนต่อหรือเข้าวงการอุตสาหกรรมกันหมด" ฉัตรชัยกล่าว
     ฟาก ผศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ นายกสมาคมวิชาการหุ่นยนต์แห่งประเทศไทย ในฐานะผู้ผลักดันให้เกิดหุ่นยนต์กู้ภัยขึ้นในประเทศไทย กล่าวว่า วงการหุ่นยนต์ไทยมีพัฒนาการที่ดีและมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง ในการที่เยาวชนคิดค้นนวัตกรรมนำมาพัฒนาหุ่นยนต์ให้มีความพร้อม ทั้งรูปร่างที่หลากหลาก และประสิทธิภาพที่เพิ่มมากขึ้น เช่น การพัฒนาระบบเคลื่อนไหว การวาดแผนที่อัตโนมัติ การติดกล้องที่มีความละเอียดสูง และการใช้ระบบการสื่อสารแบบไร้สาย (Wireless LAN) ฯลฯ
     "ความสำเร็จที่ผ่านมา เยาวชนของเราเป็นผู้ยกระดับวงการหุ่นยนต์กู้ภัยของไทยให้ได้รับความสนใจและถูกจับตามองจากต่างชาติมากขึ้น จากที่ไม่เคยรู้จัก ณ วันนี้ เมื่อมีชื่อทีมไทยเข้าแข่งขันหุ่นยนต์กู้ภัย เขาก็จะให้ความสนใจมาดูมากขึ้น"
      ผศ.ดร.จักรกฤษณ์กล่าวต่อว่า สำหรับเวทีหุ่นยนต์กู้ภัยแล้ว เรามีฐานรองรับในการต่อยอดองค์ความรู้ โดยในโครงการยุทธศาสตร์หุ่นยนต์ตามแผนแม่บทหุ่นยนต์แห่งชาติ ทางสมาคมฯ กำลังสานต่อนำหุ่นยนต์ที่ชนะการแข่งขันมาพัฒนาร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งปลายปีนี้อาจได้เห็นหุ่นยนต์กู้ภัยต้นแบบตัวแรกของไทยที่สามารถนำมาใช้งานได้จริง ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยประหยัดงบในการนำเข้าเทคโนโลยีดังกล่าว จากตัวละกว่า 10 ล้านบาท ถ้าเราผลิตเองได้ก็เหลือเพียงตัวละล้านกว่าบาทเท่านั้น และยังลดดุลการนำเข้าได้มากถึง 50% ด้วย แถมถ้าเราศึกษาอย่างต่อเนื่องก็จะช่วยให้ต้นทุนในการวิจัยลดลงเรื่อยๆ อีกด้วย ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่ารัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องมากน้อยเพียงใดด้วย
     ฟังเสียงผู้ใหญ่ที่สะท้อนถึงความเก่งกาจของเยาวชนไทยแล้ว ลองมาฟังเสียงแห่งความมุ่งมั่นของเด็กไทยที่ยังมีความมุ่งมั่นหล่อเลี้ยงพลังอยู่
     ปิยเมษฐ์ วสุนทพิชัยกุล หรือ บึก นักศึกษาชั้นปีที่ 4 จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาคอมพิวเตอร์ ม.เกษตรฯ หัวหน้าทีม Skuba เล่าว่า การที่ชอบและสนใจมาทุ่มเททำหุ่นยนต์เตะฟุตบอลตรงนี้ แม้จะไม่มีผลอะไรกับเกรด แต่มันสามารถนำไปต่อยอดโครงงานหรือพวกงานวิจัยได้ เช่น การใช้กล้องตรวจวัสดุในโรงงาน การตรวจจับการขับรถฝ่าไฟแดง
     "ถ้าถามผมว่าจบมาแล้วจะไปทำงานอะไร ผมคงตอบได้ว่าคงอยากจะทำงานด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์ต่อ แต่ผมคงต้องไปเรียนต่อเพิ่มเติมที่ต่างประเทศเสียก่อน เพราะประเทศไทยตลาดด้านนี้ยังน้อย ผู้ประกอบการคนไทยก็ไม่ค่อยสนใจ อย่างสินค้าแบรนด์ต่างประเทศ บางทีก็เป็นคนไทยทำ แต่เขาปิดไม่บอกให้รู้ เพราะกลัวขายไม่ออก แต่ใครจะไปรู้ว่าเป็นคนไทยนี่ล่ะที่ทำขึ้นมา" บึกกล่าว
     ด้านความพร้อม ทีม Skuba บึกเล่าให้ฟังว่า ตอนนี้ค่อนข้างมีความพร้อมอย่างมาก รวมไปถึงประสบการณ์ที่จะไปป้องกันแชมป์ที่ประเทศสิงคโปร์ ไม่ว่าจะเป็นแผนบุกทำประตู ความรวดเร็ว แม่นยำ และลูกสูตร ซึ่งถ้าเทียบกันแล้ว การพัฒนาตัวหุ่นยนต์ค่อนข้างจะอิ่มตัวแล้ว จะแพ้หรือชนะกันจึงต้องมาแข่งกันที่ตัวซอฟต์แวร์ในการบังคับหุ่นยนต์ เนื่องจากตอนแข่งหุ่นยนต์จะทำการแข่งกันโดยใช้ระบบอัตโนมัติ ปราศจากคนบังคับ โดยคู่ต่อสู้ที่พอทัดเทียมที่สุดคงจะเป็นคู่แข่งจากสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น จึงมั่นใจได้ว่าปีนี้จะสามารถป้องกันแชมป์ได้อย่างแน่นอน
     ด้าน ปรัชญา ชัยศิริลาภ หรือ เอ็ม นักศึกษาชั้นปี 2 คณะวิศวกรรมศาสตร์ จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สมาชิกในทีมชนะเลิศการแข่งขันขัน RDC 2010 บอกว่า สำหรับตนแล้ว การที่ได้ชนะเลิศ RDC 2010 แล้วได้ไปแข่งระดับนานาชาติที่ประเทศจีนในเดือนสิงหาคม ถือว่าเป็นเรื่องที่ภาคภูมิใจที่สุดในชีวิต เชื่อมั่นว่าความสามารถของเด็กไทยเทียบชั้นกับต่างชาติได้สบาย แต่ติดอุปสรรคตรงเรื่องภาษาเท่านั้น
     เอ็มยังชี้ให้เห็นด้วยว่า ส่วนตัวแล้วเป็นคนที่ชอบเรื่องเกี่ยวกับหุ่นยนต์มาตั้งแต่เด็ก ประกอบกับครอบครัวทำอาชีพช่างเหล็กอยู่แล้ว การที่ได้เห็นคุณพ่อและแม่ทำงานจึงทำให้เกิดแรงบันดาลใจนี้ขึ้นมา ซึ่งเมื่อเรียนจบยังคาดหวังอยากจะทำงานที่มีความเกี่ยวข้องกับการสร้างหุ่นยนต์อยู่ เพราะว่าคนที่ทำหุ่นยนต์เก่งๆ ตอนสมัยเรียน พอจบมาก็จะเห็นได้ว่าพวกเขาเข้าไปทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมกันหมด ความรู้ที่ได้มาก็จะแปรเปลี่ยนไปใช้เป็นการสร้างวิทยาการเครื่องจักรกล
     ด้านโฆษกประจำทีม iRAP_PRO บิ๊ก-อาทิตย์ ตระกูลธงชัย นักศึกษาปริญญาโท ปี 2 สาขาวิศวกรรมการผลิต คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจพ. กล่าวว่า หลังจากได้รับการสนับสนุนที่ดีจากเอสซีจี เรามีกำลังใจที่พัฒนาหุ่นยนต์กู้ภัยอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้เราปรับไซส์หุ่นให้มีขนาดเล็กลง แต่ใส่ความฉลาดเข้าไปมากขึ้น เพราะไม่ใช่แค่ความคาดหวังในการรักษาแชมป์โลก แต่ยังเป้าหมายที่ใหญ่กว่า ก็คือเรื่องการนำไปใช้งานได้จริง ซึ่งตนและเพื่อนๆ ในทีมอยากเห็นประเทศไทยที่กำลังพัฒนาก้าวไปสู่การเป็นประเทศเทคโนโลยีเทียบเท่ากับประเทศที่เจริญแล้ว
     "ทีเด็ด" ที่ "บิ๊ก" มั่นใจเกือบ 100% ว่าจะสามารถรักษาแชมป์ไว้ได้ก็คือ การวิเคราะห์จุดแข็ง-จุดอ่อนจากการแข่งขันที่ผ่านมา และนำมาพัฒนาหุ่นยนต์ให้มีสมรรถนะสูงสุด โดยในส่วนของหุ่นที่บังคับมือนั้นไม่มีปัญหา เพราะไทยทำเทคโนโลยีตรงนี้ได้ดีเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่เราก็ใส่ความสุดยอดเข้าไปเป็นซอฟต์แวร์ ที่จะช่วยให้หุ่นเดินกลับมาหาสัญญาณบังคับมือได้อัตโนมัติ ซึ่งจะทำให้เราไม่ต้องทิ้งหุ่นให้เสียเปล่าในการแข่งขัน ในส่วนของหุ่นอัตโนมัติ เพิ่มจุดเด่นเป็นแขนกลและเซ็นเซอร์จำนวนมาก ทำให้เกิดการคล่องตัวสูงในการเคลื่อนตัวได้อย่างอิสระ หมุนได้ 360 องศา และมีการคำนวณจุดศูนย์ถ่วงได้ดียิ่งขึ้น ฯลฯ ซึ่งเป็นจุดแข็งที่จะทำให้มีโอกาสคว้าแชมป์โลกได้อีกครั้ง.



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์