ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมและได้รับการเผยแพร่ผ่านสื่อทุกช่องทางอย่างต่อเนื่องในขณะนี้ เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนทุกกลุ่มต้องร่วมรับรู้ด้วยอย่างแน่นอน
สำหรับผู้ใหญ่ยังไม่น่าห่วง เพราะมีภูมิคุ้มกันที่มากกว่า เข้าใจโลกมากกว่า และสามารถหาคำอธิบายได้มากมายกว่า
คนที่น่าห่วงใยคือความรู้สึกของเด็ก เชื่อว่าเด็กหลายคนเมื่อเห็นภาพเหตุการณ์จากสื่อขณะที่ผู้ปกครองติดตามข่าวสารนั้น สิ่งแรกคือความหวาดกลัว และหากไม่รีบแก้ไขจะกลายเป็นปมฝังแน่นอยู่ในใจ
เคยอ่านหนังสือเรื่องรักลูกให้ถูกทางของท่านปัญญานันทภิกขุ ท่านพูดถึงการที่พ่อแม่ชอบหลอกลูกด้วยการเล่าเรื่องผีสางต่างๆ หรือข่มขวัญเด็กให้กลัวสิ่งนั้นสิ่งนี้เพื่อให้เด็กอยู่ในโอวาท ง่ายต่อการเลี้ยงดู โดยไม่ได้คิดถึงผลที่ตามมา ลักษณะแบบนี้คือการสร้างความหวาดกลัวให้กับเด็ก
ความหวาดกลัวนั้นเป็นสิ่งไม่ดี
แต่ความเกรงกลัวนั้นเป็นสิ่งที่ดี
พ่อแม่ต้องแยกแยะให้ออก และคอยสังเกตอาการของลูกให้ดีว่าเขาเกรงกลัวหรือหวาดกลัวกันแน่
อย่างกรณีเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นแบบนี้ เด็กๆ คงจะหวาดกลัวมากกว่า ท่านปัญญานันทภิกขุก็เมตตาให้แนวทางในการแก้ไขไว้อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าสาเหตุของความหวาดกลัวนั้นมาจากเรื่องใดก็ตาม
ประการแรกท่านบอกว่า อย่าพูดจากหลอกหลอนเด็กของท่านไม่ว่ากรณีใดๆ
สอง จงให้เหตุผลในเรื่องที่เด็กยังไม่เข้าใจให้เขาได้เข้าใจอย่างชัดเจน
สาม อย่าให้ลูกของท่านอยู่กับคนโง่ๆ ที่นำเรื่องเหลวไหลมาหลอกเด็ก
สี่ ถ้าลูกของท่านไปรับอะไรมา และทำให้เขาเกิดความขลาดกลัว จงพยายามล้างสมองเขาด้วยการพูดความจริงให้เขาฟัง
ห้า อย่าเบื่อหน่ายในการที่จะตอบปัญหาของเด็กที่ชอบถามจุกจิก
หก อย่าสนทนาเรื่องที่น่าหวาดเสียวให้เด็กของท่านได้ยิน
เจ็ด จงพยายามให้เขานอนหลับตามลำพัง เพื่อให้เขาได้ห่างจากผู้ใหญ่บ้างเมื่อเขาเติบโตพอสมควรแล้ว
แปด ภาพเขียนและวัตถุใดๆ ที่ทำให้เกิดความกลัวต้องพูดให้เด็กเข้าใจว่ามันคืออะไรกันแน่
แม้ว่าเรื่องราวของการเมืองและสังคมที่เกิดขึ้นอาจซับซ้อน ยากต่อการอธิบาย แต่เชื่อว่าพ่อแม่เองควรใส่ใจและไม่ควรละเลย
แต่ก่อนที่พ่อแม่จะอธิบายและสร้างความเข้าใจกับลูกได้นั้น พ่อแม่เองก็ต้องเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยจิตใจที่เป็นกลาง
เพราะถ้าอธิบายอย่างมีอคติ สิ่งนั้นก็จะถูกปลูกฝังลงไปในสมองของลูกด้วย สรุปว่าพ่อแม่เองก็ต้องทำความเข้าใจอย่างดีเสียก่อนจึงจะบอกเล่ากับลูกได้
พ่อแม่เป็นอย่างไร ลูกก็เป็นอย่างนั้น แบบแม่ปูกับลูกปูนั่นแหละ แม่เดินคดไปคดมาแล้วจะสอนลูกให้เดินตรงทางได้อย่างไร
คงต้องอาศัยคำสอนของท่านปัญญานันทภิกขุอีกเช่นกันมาปิดท้ายว่า
"...ครอบครัวหนึ่งมีบุตรหลายคน
เป็นบุตรที่ดีทั้งนั้น มีความประพฤติดี
เรียนหนังสือดี ได้ทำงานดีๆ เป็นปึกแผ่น
เป็นลูกที่นำแต่ความอบอุ่นใจมาให้พ่อแม่
ไม่เคยมีใครนำความเดือดร้อนใจมาให้เลย
สอบถามได้ความว่า
พ่อแม่เป็นคนเคร่งครัดในศาสนา
ถือศีลห้าเป็นประจำ
ไปวัดทุกวันพระ วันอุโบสถตั้งแต่หนุ่มๆ
สามีภรรยามีความรักใคร่กันดีมาก
ไม่เคยมีเรื่องยุ่งยากใจต่อกันเลย
เพราะพ่อแม่มีใจสงบ อยู่ในศีลในธรรม
ลูกที่เกิดมาจึงเป็นคนดี ว่านอนสอนง่ายทั้งนั้น
นี่คืออิทธิพลที่เกิดจาก
ความดีของพ่อแม่..."
ลูกจะพ้นจากความหวาดกลัวได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่ที่พ่อแม่เป็นสำคัญ.
…………………………………………








