การเกิดอุบัติภัยทางธรรมชาติในรอบปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ประเทศเฮติ ชิลี ภูเขาไฟระเบิดที่ประเทศไอซ์แลนด์ หรือย้อนกลับไปอีกก็คือการเกิดคลื่นยักษ์สึนามิโถมเข้าซัดชายฝั่งอันดามันประเทศไทย สร้างความเสียหายมากมายให้กับประเทศไทยและประเทศใกล้เคียง ความแปรปรวนของธรรมชาติดังกล่าวนี้ ดูเหมือนว่าจะทำให้อาชีพนักธรณีวิทยากลายไปเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นในสายตาของชาวโลก ในฐานะนักวิเคราะห์ คาดการณ์ เฝ้าระวังการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติได้
สำหรับประเทศไทยไทยในช่วงที่ผ่านมา อาชีพนักธรณีวิทยาดูจะไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควรจากเยาวชน เมื่อต้องเทียบกับอาชีพอื่นๆ อย่าง แพทย์ สถาปนิก วิศวกร ทั้งๆ ที่ประเทศไทยเองดูจะยังเป็นที่ขาดแคลนและเป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมาก ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะสังคมยังไม่มีความเข้าใจว่า หากเรียนด้านธรณีวิทยาจริง เมื่อจบมาแล้วจะทำงานด้านไหน ประกอบกับคนไทยส่วนมากยังยึดติดอยู่กับค่านิยมเดิมๆ ที่ว่า เมื่อมีลูกเรียนเก่งต้องมุ่งไปที่หมอหรือวิศวกรเท่านั้น
ในโอกาสได้มาเข้าร่วมค่ายธรณีวิทยา ที่ทางบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ร่วมมือกับภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) จัดขึ้นที่ มช. จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 14-17 พ.ค.ที่ผ่านมา จากวัตถุประสงค์หลักที่ว่า ต้องการเพิ่มจำนวนบุคลากรด้านธรณีวิทยาให้มีมากขึ้นในตลาดประเทศไทย การพัฒนาและส่งเสริม ตลอดจนความสำคัญของวิชาธรณีวิทยา รวมถึงต้องการผลักดันให้วิชาธรณีวิทยากลายเป็นอีกคณะหนึ่งที่นักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายสนใจเลือกเรียน
โดยค่ายแห่งนี้มีนักเรียนเข้าร่วมถึง 28 คน ซึ่งแต่ละคนได้ผ่านการคัดเลือกจากผู้สมัครกว่า 253 คน จาก 9 โรงเรียนชั้นนำของประเทศ ได้แก่ รร.เตรียมอุดมศึกษา, รร.เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ, รร.เสนวิทยาลัย, รร.มหิดลวิทยานุสรณ์, รร.ขอนแก่นวิทยาคม, รร.ชลราษฎรอำรุง จ.ชลบุรี, รร.บุญวาทย์วิทยาลัย จ.ลำปาง, รร.ยุพราชวิทยาลัย จ.เชียงใหม่ และรร.เบญจมราชูทิศ จ.นครศรีธรรมราช โดยคุณสมบัติเบื้องต้นกำหนดว่า จะต้องเป็นนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้น ม.5 สายวิทย์-คณิต รวมถึงต้องมีเกรดเฉลี่ย 3.00 ขึ้นไป ตัดสินด้วยการสัมภาษณ์ ความสนใจด้านธรณีวิทยา ความคิดสร้างสรรค์ ความช่างสังเกต และการทำงานเป็นทีม
อาชีพนักธรณีวิทยามีความสำคัญอย่างไร รศ.ดร.พิษณุ วงศ์พรชัย อาจารย์ประจำภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้ดูแลโครงการค่ายธรณีวิทยา อธิบายให้ฟังว่า หน้าที่หลักของนักธรณีวิทยาประกอบด้วย 1.การค้นหาแหล่งทรัพยากรเชื้อเพลิงและแหล่งแร่ 2.การดูแลเฝ้าระวังภัยพิบัติทางธรรมชาติ เพื่อเตรียมการป้องกันและแก้ไข และ 3.กำหนดทิศทางลักษณะแหล่งไฟฟ้าใต้ดิน ก่อนที่จะให้วิศวกรทำการออกแบบก่อสร้าง จะต้องให้นักธรณีวิทยาลงไปสำรวจสถานที่เสียก่อน
งานนักธรณีวิทยาจึงเป็นเหมือนกับอาชีพที่ต้องปิดทองหลังพระ แม้ว่าในด้านค่าตอบแทน และความเสี่ยงในอาชีพจะแทบไม่ได้แตกต่างกันเลยเมื่อเทียบกับอาชีพ แพทย์ หรือวิศวกร แต่ที่แตกต่างกันคงเป็นในเรื่องของค่านิยมเท่านั้น เพียงแต่คนไทยมักติดอยู่กับค่านิยมที่ต้องการให้ลูกเป็นหมอหรือพยาบาล ทั้งที่เด็กจบจากภาควิชาธรณีวิทยาไป สามารถไปทำงานในด้านๆ อื่นได้อย่าง การไปทำงานในแผนงานของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม งานด้านการขุดเจาะสำรวจและวิจัยน้ำมันกับทางบริษัทเอกชน หรือจะเป็นการออกไปทำงานเกี่ยวข้องกับเหมือนแร่ยังต่างประเทศ
"แต่ผมกลับคิดว่าอาชีพนักธรณีวิทยาเป็นอาชีพที่ให้อิสระทางความคิด รวมถึงเป็นอาชีพที่มีพื้นที่ในการทำงานที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นตามป่า ตามเขา ทำให้รู้สึกไม่จำเจ เพราะแต่ละพื้นที่ก็จะมีความแตกต่างกันไป และนักธรณีวิทยายังเป็นอาชีพเดียวที่ตอบได้ว่าใต้พื้นดินเขาเราเป็นอย่างไร สิ่งเหล่านี้เองเหมือนเป็นความท้าทายอันน่าสนุกสนานของอาชีพนักธรณีวิทยา" อ.พิษณุกล่าว
ส่วนค่ายธรณีวิทยา ที่ร่วมกับบริษัทเชฟรอนในครั้งนี้ อ.พิษณุกล่าวว่า เป็นเสมือนการเปิดโอกาสให้กับนักเรียนที่มีความสนใจด้านธรณีวิทยาได้สัมผัสกับประสบการณ์ในการทำงานที่เกี่ยวกับด้านธรณีวิทยา เนื่องจากที่ มช. มีบุคลากร อุปกรณ์ เครื่องมือ รวมถึงพื้นที่และสภาพภูมิประเทศที่เหมาะต่อการลงพื้นที่ฝึกภาคปฏิบัติ ซึ่งจะทำให้นักเรียนได้รับประสบการณ์ในการทำงานภายในระยะเวลาสั้นๆ ในเวลาเพียงแค่ 4 วัน การอบรมประกอบด้วยเนื้อหา 2 ส่วน คือ ส่วนแรก เป็นเรื่องการให้ความรู้และข้อมูลในการศึกษาเกี่ยวกับแร่และหิน ส่วนที่สองก็คือการศึกษาเกี่ยวกับแผนที่ภูมิประเทศ แผนที่ทางธรณีวิทยา ภาพถ่ายดาวเทียม การสำรวจธรณีวิทยา และการสำรวจธรณีฟิสิกส์ รวมถึงการลงมือปฏิบัติในภาคสนามเพื่อเก็บตัวอย่างหิน กำหนดตำแหน่งจุดเก็บตัวอย่างลงในแผนที่
ค่ายที่จัดขึ้น ณ บริเวณดอยคำ ล้วนอุดมไปด้วยตัวอย่างหินหลายประเภท เหมาะแก่การเรียนรู้ของเด็กๆ อย่างยิ่ง โดยนักเรียนที่มาเข้าค่ายจะได้รับอุปกรณ์ค้อนธรณี เข็มทิศ จีพีอาร์เอส แว่นขยาย กรดเกลือ และแว่นกันหินนิรภัย เพื่อนำไปใช้ในเรียนรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับในการแยกประเภทของหินจากคุณสมบัติทางกายภาพ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะรูปร่าง การตกกระทบเส้นประสาทเพื่อวิเคราะห์พื้นผิว หรือการหยอดกรดไฮโดรคลอริก ในการวิเคราะห์การทำปฏิกิริยากับหินที่มีสารแคลเซียมคาร์บอเนต เพื่อบันทึกตำแหน่งประเภทต่างๆ ของหินลงในแผนที่ด้วยตัวเอง ซึ่งเนื้อหาและหลักสูตรทั้งหมดนี้จะสามารถตอบโจทย์ให้กับนักเรียนได้ เพราะบางทีคนที่ชอบวิชานี้อยู่แล้วมีความชอบและสนใจเพิ่มมากขึ้น หรือบางคนอาจจะได้รู้ว่าจริงๆ แล้วไม่มีความถนัดและสนใจทางด้านธรณีวิทยา ก็จะมีส่วนช่วยในการตัดสินใจเลือกเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาได้
ด้านทางน้องๆ ที่มาร่วมในค่ายอย่าง น.ส.ฤดีมาศ พัฒนพงศานนท์ หรือ เชอร์รี่ จาก รร.เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ และ นายศิรสิทธิ์ สุชาติลิขิตวงศ์ หรือ ปราชญ์ จาก รร.เตรียมอุดมศึกษา เล่าว่า ความเข้าใจด้านธรณีวิทยาของตัวเองที่มีก่อนหน้านี้ เป็นเพียงแค่เนื้อหาเบื้องต้นจากแบบเรียนในชั้นมัธยมต้นเท่านั้น แต่การที่ได้มาเข้าค่ายธรณีวิทยาในครั้งนี้ ได้ความรู้ต่างๆ มากกว่าที่เรียนมา
"แต่ถ้าหากให้เลือกเรียนธรณีวิทยาต่อในระดับอุดมศึกษา คงต้องนำไปคิดดูต่ออีกในหลายๆ ปัจจัย เพราะอาชีพนี้ยังติดในเรื่องของค่านิยม ถ้าหากเลือกเรียนภาควิชานี้ขึ้นมาจริง พ่อแม่อาจจะไม่ชอบ แต่ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าคนอื่นๆ ยังไม่คุ้นเคยกับอาชีพนี้ และยังไม่รู้ว่าคนในอาชีพนี้เขาทำอะไรกัน" น้องปราชญ์กล่าว
ธีรนนท์ แท่นคำ หรือ โอปอ จาก รร.มหิดลวิทยานุสรณ์ บอกว่า ก่อนหน้านี้รู้เพียงแค่ว่าพวกนักธรณีวิทยาเป็นแค่พวกที่แค่ขุดหินดินแร่ ไม่คิดว่าจะออกมาเป็นในเชิงวิทยาศาสตร์ขนาดนี้ อย่างเช่นการดูชนิดของหิน แยกแยะประเภท การหาสารประกอบ การอ่านแผนที่ หรือการทำนายบริเวณโดยรอบที่ทำการสำรวจว่าก่อนหน้านี้ในอดีตเคยเป็นเช่นไรมาก่อน
"โอปอ" ก็เหมือน "ปราชญ์" ที่บอกว่ายังไม่แน่ใจว่าต่อไปจะเลือกเรียนธรณีวิทยาหรือไม่ แม้การที่ได้มาเข้าร่วมค่ายธรณีวิทยาจะได้ทั้งความประทับใจต่างๆ มากมาย และความรู้ที่เพิ่มขึ้น แต่ถ้าให้เลือกเรียนต่อในสาขานี้จริง คงต้องกลับมาวิเคราะห์กันต่ออีกครั้ง โดยเฉพาะการคิดว่าเป็นสิ่งที่ชื่นชอบจริงหรือไม่ เมื่อเปรียบเทียบกับตัวเลือกอื่นๆ ถึงแม้อาชีพนักธรณีวิทยาดูแล้วจะเป็นอาชีพที่มีความมั่นคงและมีโอกาสก้าวหน้าในหน้าที่การงานสูงก็ตามที
นายศุภกิจ บริบูรณ์วัฒน์ หรือ ซอฟ จาก รร.ขอนแก่นวิทยาคม กล่าวว่า การที่ได้มาเข้าค่ายธรณีวิทยาทำให้รู้หลากหลายสิ่งเกี่ยวกับธรณีวิทยา โดยก่อนหน้านี้ได้รับคำบอกเล่ามาบ้างเกี่ยวกับการทำงานของนักธรณีวิทยาจากเพื่อน ที่ว่านักธรณีวิทยาเป็นอาชีพที่มีความอิสรเสรี ได้ออกเดินทางไปสำรวจหินดินแร่ตามที่ต่างๆ ซึ่งตรงกับลักษณะนิสัยของตัวเองที่ชอบ แต่เมื่อพอได้ลองมาออกสำรวจจริงในภาคสนามจากทางค่ายก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้น ที่ได้ออกค้นหาวิเคราะห์หินและแร่ชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหินปูน ลามสโตน และโดยเฉพาะหินทราย ที่เมื่อสังเกตดูดีๆ แล้วจะพบว่าตัวหินมีลักษณะเป็นประกาย ทำให้ได้รู้ว่าบางที่แค่จุดหรือเศษเสี้ยวเล็กๆ มันก็มีความสำคัญมากกว่าที่เราคิด
"การที่ได้เรียนรู้เรื่องธรณีวิทยาทำให้ผมชื่นชอบในเรื่องของธรณีวิทยามากยิ่งขึ้นถึงขั้นที่ว่าจะผมอยู่กับมันทั้งวันก็ยังได้ รวมทั้งคิดว่าเมื่อเรียนจบ ม.6 ไป คงเลือกเรียนสาขานี้ในมหาวิทยาลัย ซึ่งก่อนที่มาเข้าค่ายยังรู้สึกสับสนอยู่ระหว่างธรณีวิทยากับทันตะ ประกอบกับคุณพ่ออยากให้ทำงานที่อยู่กับที่ไม่ต้องเดินทางไกล แต่ผมกลับชอบงานที่ต้องออกลุยๆ มากกว่า" น้องซอฟกล่าว
นายวงศธร เทียมรัตน์ หรือ เติร์ก, นายพีรพัฒน์ แซ่ลี้ หรือ นัด และนายตนุภัทร บุญเฉลิมวิเชียร หรือ ตั๋ง จาก รร.มหิดลวิทยานุสรณ์ เล่าว่า การที่ได้เรียนรู้และออกเดินสำรวจธรณีวิทยา ทำให้รู้ว่าการทำงานของนักธรณีวิทยาเป็นอย่างไร รวมถึงในเรื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการจำแนกประเภทของหิน การตีความของหิน และวิธีการสำรวจรอยเลื่อน ต่างจากในระดับ ม.ต้น แต่ถ้าให้เลือกเรียนต่อในสาขาธรณีวิทยาในตอนนี้ ยังไม่อยากที่จะรีบชี้ชัดตัดสินในอะไรลงไป เพราะถ้ารีบเลือกไปก่อนมันจะเหมือนเป็นการไปปิดกั้นกรอบความคิดของตัวเอง ทั้งที่จริงแล้วเวลาในช่วง ม.ปลายนี้เอง ควรจะเป็นช่วงที่มีความอิสระทางความคิดในการเลือกจะเรียนต่อกับสิ่งที่เราชอบจริงๆ แม้เด็กๆ อาจจะยังลังเลที่จะเลือกอาชีพเป็นนักธรณีวิทยาในอนาคต แต่เชื่อว่าประสบการณ์ที่เด็กๆ ได้รับในช่วง 4 วันของการเข้าค่ายแห่งนี้ น่าจะจุดประกายอะไรบางอย่างขึ้นในใจ.








