นับจากเหตุการณ์ 14 ตุลา. 2516 และ 6 ตุลา. 2519 เยาวชนไทย โดยเฉพาะนิสิตนักศึกษาได้รับเครดิตว่าเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการเมืองการปกครองของประเทศให้หลุดพ้นจากระบบเผด็จการ ไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยในทางปฏิบัติมากขึ้น ไม่ใช่เป็นประชาธิปไตยเพียงแค่แผ่นกระดาษ
วันเวลาผันผ่านมาถึงยุคสมัยปัจจุบัน ดูเหมือนว่าพลังนิสิตนักศึกษา เยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่จะมีส่วนร่วมทางการเมืองจะแผ่วเบาลงไปเรื่อยๆ จนมีคำพูดล้อเลียนว่าเด็กสมัยนี้ "ไม่รู้จัก 14 ตุลา. รู้จักแต่ 14 กุมภา.เท่านั้น" แม้จะเป็นคำเปรียบเปรยแบบขำๆ แต่มุมหนึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเยาวชนยุคสมัยนี้ไม่ใส่ใจปัญหาสังคม ไม่สนใจปัญหาการเมือง หมกมุ่นอยู่กับความฟุ้งเฟ้อ เห่อไล่ตามแฟชั่น ตามกระแสวัตถุนิยมเท่านั้น
และแล้วความความขัดแย้งทางการเมืองที่ปะทุขึ้นใน พ.ศ.2553 ซึ่งมีความเข้มข้นรุนแรงขนาดที่สามารถปลุกให้คนไทยทั้งประเทศ ที่ไม่ว่าจะเป็นคนในเมืองหรือชนบทหันมาตื่นตัวสนใจการเมืองกันอย่างถ้วนหน้า แม้จะเป็นแบบสีใครสีมัน ความตื่นตัวนี้ไม่ได้มีเฉพาะกลุ่มผู้ใหญ่เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงกลุ่มเด็กเยาวชนคนรุ่นใหม่อีกด้วย ที่พากันออกมาแสดงออกทั้งความคิดเห็นและการเคลื่อนไหวทางการเมือง ในจำนวนที่มากมายอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในรอบ 3 ทศวรรษ
เว็บไซต์ dek-d.com ที่ถือว่าเป็นเว็บของเด็กมัธยมโดยแท้ ได้มีการโพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอย่างคึกคักอย่างไม่เคยมีมาก่อน จนกระทั่งทางผู้บริหารเว็บไซต์แห่งนี้ต้องออกมาปิดพื้นการโพสต์ข้อความทางการเมือง โดย นายวโรรส โรจนะ เว็บมาสเตอร์ของเว็บไซต์เด็กดีดอตคอม ให้เห็นผลว่า ไม่อยากให้พื้นที่เว็บของตนเองกลายเป็นพื้นที่ทะเลาะเบาะแว้ง ความขัดแย้งทางการเมือง หรือโพสต์ข้อความโจมตีอีกฝั่งหนึ่ง
ทางออกของการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของกลุ่มเยาวชนหนุ่มสาวที่เห็นด้วยกับแนวทางคนเสื้อหลากสี จึงได้เฮโลไปที่โซเชียลมีเดียยอดฮิตอย่าง Facebook ซึ่งถือว่าเป็นเว็บกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานโดยแท้ ซึ่งในเฟซบุ๊กนี้ได้มีการก่อตั้งกลุ่มรณรงค์ในชื่อ "มั่นใจว่าคนไทยเกิน 1 ล้านต่อต้านการยุบสภา" ซึ่งล่าสุดมีคนร่วมกลุ่มยอดรวมพุ่งถึง 4 แสนคนแล้ว หลังจากรณรงค์มาประมาณ 2 สัปดาห์
ขณะเดียวกัน กลุ่มเยาวชนที่มีทั้งนักเรียนนักศึกษาเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มคนเสื้อหลากสี ที่ประกาศตัวว่าต้องการแสดงพลังเงียบเรียกร้องความสงบของบ้านเมือง ส่วนกิจกรรมชุมนุมแสดงความคิดเห็นก็เป็นสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และที่หอนาฬิกาของตลาดนัดสวนจตุจักร ลานพระบรมรูปทรงม้า และอาจจะมีสถานที่อื่นๆ อีกตามมา
เมื่อมีโอกาสจึงได้ลองเข้าไปถามไถ่ถึงสาเหตุที่ทำให้พวกเขาต้องออกมาเคลื่อนไหว และมุมมองทางออกของปัญหาการเมืองจากนักเรียนนักศึกษาในกลุ่มนี้กันดู
เริ่มจาก นายวัชญ์ดนัย เนตรทับทิม หรือ บิ๊ก ประธานสภาเครือข่ายนักศึกษาอิสระต่อต้านการยุบสภาและการปกป้องสถาบัน เล่าว่า ที่ออกมาร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองร่วมกับเสื้อหลากสี เพราะว่าพวกเราต้องการความสงบสุขกลับคืนมาสู่กรุงเทพฯ เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมที่เกินขอบเขตความเป็นประชาธิปไตย รวมทั้งไม่เห็นด้วยในกรณีที่มีนักศึกษาจากสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยขึ้นเวทีปราศรัยที่เวทีราชประสงค์ร่วมกลับกลุ่ม นปช. โดยไม่ได้มีการถามเสียงส่วนใหญ่ว่าสิ่งที่กลุ่มของนักศึกษาส่วนมากต้องการแท้จริงคืออะไร
"ทั้งนี้ ไม่ได้มีความคิดที่จะไปต่อต้านกลุ่มนักเรียนนักศึกษาที่จะออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งดูจะเป็นเรื่องที่ควรทำด้วยซ้ำไป หากเป็นการเข้าชุมนุมโดยสันติตามระบอบประชาธิปไตย เพียงแต่ปัจจุบันนี้นักศึกษากลับนิ่งเฉยและถูกกลืนกินไปกับกระแสสื่อทุนนิยม ทำให้นักศึกษาอ่อนแอเกินไป" วัชญ์ดนัยกล่าว
วัชญ์ดนัย ยังกล่าวต่อถึงทางออกของบ้านเมืองและมุมมองทางการเมืองด้วยว่า ไม่เห็นด้วยกับการที่คนเสื้อแดงออกมาเรียกร้องให้รีบยุบสภาภายใน 15 วัน หรือ 3 เดือน เพราะหากยุบสภาไปแล้วเลือกตั้งใหม่ ทางฝั่งพรรคเพื่อไทยชนะขึ้นมา เดี๋ยวกลุ่มคนเสื้อเหลืองก็จะกลับมาอีก สิ่งที่ควรทำคือการแก้กฎกติกาบ้านเมืองกันใหม่ และไม่ว่าฝ่ายไหนชนะการเลือกตั้ง ก็จะเป็นที่ยอมรับของคนทุกฝ่าย
"กรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดงออกมาเรียกร้องทางการเมืองอยู่ในขณะนี้ ต้องบอกก่อนเลยว่าทางเราไม่ได้เกลียดคุณทักษิณ ยังอยากที่จะให้เขากลับมาต่อสู้กันด้วยกฎหมายด้วยซ้ำไป แต่ที่ไม่เห็นด้วยกับแนวความคิดคนเสื้อแดง ถึงแม้ว่าพวกเขาจะอ้างว่าจงรักภักดีสถาบัน แต่ผมยังไม่เคยเห็นพวกเขาชุมนุมโดยถือรูปในหลวงแล้วร้องเพลงชาติ หรือเพลงสรรเสริญพระบารมี แต่ที่เห็นมีเพียงแต่รูปคุณทักษิณเท่านั้น" วัชญ์ดนัยกล่าว
ทาง "น้องนิว" หรือ รัชชานนท์ เกษมไชยพงษ์ ชั้น ม.5 จาก รร.เตรียมอุดมศึกษา บอกว่า การที่มีเด็กออกมาร่วมชุมนุมเหมือนเป็นการแสดงออกของคนรุ่นใหม่ เพราะพวกเราเองก็เป็นส่วนหนึ่งของประเทศเช่นเดียวกัน จึงมีสิทธิในการออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมืองเช่นนี้ และคิดว่าการออกมาเรียกร้องก็ต้องเป็นการเรียกร้องที่ถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตย ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน "ตอนนี้หนูและเพื่อนๆ ไม่สามารถเข้าไปเรียนพิเศษที่ย่านสยามได้ ยังอยากจะเห็นประเทศไทยเกิดความสงบสุข และมีความเข้าใจถึงความเป็นประชาธิปไตยมากกว่านี้ ไม่ใช่คิดว่าตัวเองมีสิทธิก็จะเรียกร้อง แต่กลับไปส่งกระทบกับชีวิตประจำวันของผู้อื่น" น้องนิวกล่าว
รุ่งนภา บุญเพลิง หรือ แต๋ม นักศึกษาชั้นปี 3 จาก ม.หอการค้าไทย กล่าวว่า การที่ได้ออกมาเรียกร้องร่วมกับกลุ่มคนเสื้อหลากสีในครั้งนี้ ก็เพียงเพื่อเป็นการต่อต้านกลุ่มคนเสื้อแดง และเป็นการแสดงออกถึงพลังเงียบร่วมกับกลุ่มคนที่มีอุดมการณ์เดียวกันเท่านั้นเอง แต่คนเสื้อแดงกลับมองว่าที่พวกเราออกมาเรียกร้องไม่ใช่กลุ่มพลังเงียบอย่างแท้จริง หากแต่พวกเขายังมองว่าเราเป็นคนของกลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาขับเคลื่อนทางการเมืองอยู่ดี
ณัฐพงษ์ กล้าจริง หรือ น้องป๋า นิสิตชั้นปี 1 จาก ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง บอกว่า การออกมาร่วมกิจกรรมของเขาอาจจะเป็นเพียงแค่พลังเล็กๆ แต่ก็ถือได้ว่าเป็นพลังที่จะช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้นมาได้ เพียงแค่อยากเห็นเมืองไทยสงบเท่านั้นเอง ซึ่งในส่วนของวิธีการปัญหาความวุ่นวายในสังคมไทยเราในขณะนี้ให้กลับมาสงบดังเดิมได้ คืออยากให้มีการเพิ่มในด้านการให้การศึกษาที่ดีกับคนในทุกๆ ระดับชั้น เพราะว่าคนที่มีการศึกษาจะสามารถรู้ได้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร วิเคราะห์ได้ว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม ไม่ถูกคนอื่นชักจูงมาตามความเชื่อได้ง่ายๆ
กานต์ชนิต กมลลานนท์ หรือ แอร์ และ ฉัตรชนก ตรีสมบูรณสกุล หรือ มุก 2 นักศึกษาชั้นปี 4 จาก ม.เกษตรศาสตร์ กล่าวว่า การที่เห็นบ้านเมืองเกิดความวุ่นวายจากการกระทำของคนกลุ่มหนึ่ง จึงอยากออกมาแสดงความเห็นพร้อมกับคนไทยอีกมากมายที่ไม่เห็นด้วยกับพวกเขา เพราะเห็นได้ชัดอยู่แล้วว่าจุดมุ่งหมายสูงสุดของพวกเขาไม่ได้อยู่ที่การยุบสภา แต่มีสิ่งที่มากกว่านั้น สังเกตได้จากการที่พวกเขาออกมาพูดจาหมิ่นเบื้องสูงกัน
ด้าน "นนท์", "เซนติเมตร", "เจแปน", "ปุ๋ย" และ "แป้ง" กลุ่มนักศึกษาจากชั้นปี 3 จากคณะศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า สาเหตุที่ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองร่วมกับกลุ่มคนเสื้อหลากสี เพียงเพราะอยากให้คนไทยกลับมารักกัน อยากได้ห้างสรรพสินค้าย่านสยามที่มีไว้ให้ไปเดินเที่ยวเล่นกลับคืนมา รวมทั้งแสดงออกว่าไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมที่ไม่อยู่ในขอบเขตของกฎหมาย ทำให้ประเทศไทยกลายไปเป็นที่น่าอับอายในสายตาของชาวต่างชาติ ซึ่งถึงแม้ในครั้งนี้จะเป็นการมาเข้าร่วมชุมนุมเป็นครั้งแรก แต่ก็ได้เห็นสิ่งที่ดีๆ เกิดขึ้นที่นี่มากมาย อย่างเช่น คนที่นี่ก็จะมีมาช่วยกันเก็บขยะทำความสะอาดสถานที่ รวมถึงคนที่มาเข้าร่วมชุมนุมในที่แห่งนี้ ส่วนมากจะเป็นผู้ที่มีความรู้ ผิดกับทางฝั่งของคนเสื้อแดง
"วิธีแก้ปัญหาบ้านเมืองที่ดีที่สุดในตอนนี้ เห็นว่าควรเริ่มจากการแก้ไขปัญหาที่คาราคาซังกันอยู่ตอนนี้เสียก่อน แล้วจึงค่อยยุบสภา ไม่ใช่พอยุบไป อีกฝ่ายชนะขึ้นมา เสื้ออีกสีก็ออกมาอีก ทำให้เกิดเป็นวงจรอุบาทว์วนไปวนมาไม่สิ้นสุด และเสื้อเหลืองที่มีข่าวว่าจะออกมาชุมนุม ก็ไม่ควรออกมาแล้ว ถ้าอยากมาออกว่าไม่เห็นด้วย ก็ควรมาแสดงออกเป็นเสื้อหลากสีมากกว่า" น้องเจแปนกล่าว.








