Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

"ไฟฟ้า"ส่องกลางใจ


  บางครั้งการที่เปลี่ยนแปลงสังคมนำไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นได้นั้น ต้องเริ่มปลูกฝังกันตั้งแต่ในระดับเยาว์วัย หากแต่ในสังคมไทยเรายังคมมีเด็กอีกมากที่ "ไม่มีโอกาส" ที่จะได้เรียนรู้ในสิ่งที่ตัวเองรัก ได้ใช้เวลาว่างที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่อาศัยอยู่ในแหล่งชุมชนแออัด ที่ยังคงติดอยู่กับสภาพสิ่งแวดล้อมที่เป็นด้านลบ ไม่ว่าจะเป็นยาเสพติด แอลกอฮอล์ การพนัน อินเทอร์เน็ต ซึ่งเด็กเหล่านี้ที่เติบโตมากับสภาวะแวดล้อมเช่นนี้ เมื่อโตไปเขาก็จะไม่สามารถหลุดจากกรอบวงจรชีวิตที่เขาเป็นอยู่ได้
     ด้วยแนวคิดที่ต้องการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ จึงได้เกิดโครงการ "ไฟฟ้า" ที่เป็นโครงการที่จัดขึ้นโดยธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TMB ด้วยวัตถุประสงค์ที่มุ่งหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงสร้างสรรค์ให้แก่เยาวชนที่อาศัยอยู่ในชุมชนที่มีรายได้น้อย ได้รู้จักการใช้เวลาว่างที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ นำไปสู่การปรับเปลี่ยนทัศนคติให้คิดในเชิงบวก เพื่อกลับไปพัฒนาตนเองและชุมชนอย่างยั่งยืน เนื่องจากเด็กเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่ผู้ปกครองอยู่ในลักษณะหาเช้ากินค่ำ บางครั้งจึงไม่ได้รับโอกาสที่ดีพอในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ในการเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ
     ปัจจุบัน TMB ได้เปิดตึก "ไฟฟ้า" ให้เป็นศูนย์การเรียนรู้กิจกรรมแห่งแรกบนถนนประดิพัทธ์ ซึ่งอยู่ใกล้เคียงแหล่งชุมชนต่างๆ ได้แก่ ชุมชนย่านประดิพัทธ์ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ บางโพ และโรงเรียนในพื้นที่โดยรอบ โดยโครงการ "ไฟฟ้า" จะเปิดโอกาสให้เยาวชนที่มีอายุ 12-17 ปี จากครอบครัวที่มีรายได้น้อย และอาศัยอยู่ในชุมชนหรือศึกษาอยู่ในโรงเรียนท้องถิ่น ได้มีโอกาสเข้ามาในคอร์สด้านวิชาการและกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ 8 กิจกรรม ในวันอังคาร-ศุกร์ หลังเลิกเรียน เวลา 17.00-19.00 น., และวันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.30 น. ได้แก่ กิจกรรมด้านศิลปะ ดนตรี การทำอาหาร ภาษาอังกฤษ คอมพิวเตอร์กราฟฟิก และศิลปะป้องกันตัว โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น
      ภารไดย ธีระธาดา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ผู้เป็น "ต้นคิด" โครงการ "ไฟฟ้า" เปิดเผยถึงแนวคิดหลักของโครงการเพื่อสังคมนี้ว่า เด็กที่อาศัยอยู่ในชุมชนย่านที่เปิดโครงการ พ่อแม่ของพวกเขาต้องทำงานกันหนักมากเพื่อหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว เด็กเหล่านี้พอกลับจากโรงเรียนแล้วไม่มีพ่อแม่ หรือพี่เลี้ยงคอยดูแล พวกเขาก็จะไปเฮฮากับเพื่อน บางคนก็ไปคบเพื่อนไม่ดี สุดท้ายพอเขาโตขึ้น กรอบความคิดและการดำเนินชีวิตของพวกเขาก็จะติดอยู่ในวงจรชีวิตในชุมชนแบบที่พวกเขาเติบโตมา ดังนั้น จึงควรมีอะไรบางอย่างที่มาจุดประเด็นที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตของเด็กเหล่านี้
     "หลายคนสงสัยมักจะถามว่าทำไมโครงการนี้ถึงชื่อ "ไฟฟ้า" เกิดจากความรู้สึกแรกเมื่อผมเดินเข้าไปในชุมชน พื้นที่แคบมาก กลางคืนไม่ค่อยมีไฟ ไม่ค่อยสว่าง บางจุดรู้สึกว่าค่อนข้างอันตราย ทำให้เกิดคอนเซ็ปต์ว่า จุดไหนมีไฟฟ้า จุดนั้นเจริญ ดังนั้น ถ้าเรานำไฟฟ้าไปให้เขาก็จะสามารถพัฒนาพื้นที่ด้อย ไม่เจริญ ให้เจริญได้" ภารไดยกล่าว
     ผู้บริหารไฟแรงยังเล่าต่อว่า หลังจากเปิดโครงการใหม่ๆ เชิญชวนเด็กๆ ในชุมชนย่านใกล้ๆ กับตึกมาร่วมทำกิจกรรม ในวิชาสอนศิลปะสิ่งแรกที่ทางโครงการให้เด็กทำคือ ให้เด็กๆ วาดรูปบ้านในฝันของตัวเอง ปรากฏว่าเด็กๆ วาดรูปบ้านที่เป็นรูปร่างเป็น 4 เหลี่ยมเหมือนกันทั้งหมด     "พวกเราพอเห็นแล้วก็นั่งวิเคราะห์กันว่า รูปที่พวกน้องๆ เขาวาดมันสะท้อนให้เห็นถึงสังคมของเขา สิ่งแวดล้อมของเขา ที่จะมีอะไรเหมือนๆ กัน ไม่แตกต่างกัน ซึ่งเรารู้ว่าเขาอยู่ภายใต้สิ่งแวดล้อมรอบตัว อยู่ในสังคมที่มีปัญหาการติดเหล้า การเล่นอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นปัญหาสังคม ถ้าเราไม่ดึงเขามาจากวงจรวัฏจักรเดิมๆ ให้เขาได้พบเห็นสิ่งต่างๆ อะไรใหม่ๆ คือการทำกิจกรรม เขาก็จะไม่สามารถคิดหรือทำอะไรที่แตกต่างไปจากกรอบเดิมๆ ของครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นการเรียนหรือการทำอาชีพ ทำมาหากิน เขาก็จะทำเหมือนคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ มีสังคมแบบรุ่นพ่อรุ่นแม่ต่อไป"
     พร้อมกันนี้ ภารไดยยังชี้ให้เห็นภาพวาด 2 แบบที่เป็นผลงานของน้องๆ ที่เข้าร่วมกิจกรรม ภาพแรกเป็นภาพบ้านรูปทรง 4 เหลี่ยมที่น้องๆ วาดสมัยจากการเข้าร่วมโครงการใหม่ๆ แต่อีกภาพเป็นภาพวาดของน้องๆ กลุ่มเดิม แต่ภาพวาดได้เปลี่ยนแปลงไป แต่ละภาพมีความแตกต่างหลากหลาย ไม่ได้อยู่ในรูปแบบเดียวกันเหมือนตอนแรก
     "ภาพชุดที่ 2 นี้เป็นภาพที่วาดหลังจากน้องๆ ได้ผ่านการอบรมแล้ว จะเห็นได้ว่าแต่ละคนวาดรูปไม่เหมือนกัน แสดงให้เห็นว่าพวกเขาเริ่มมีความคิดที่แตกออกไปจากความคิดเดิมๆ เป็นการดึงจินตนาการของพวกเขาออกมา" ภารไดยอธิบาย
     สิ่งที่โครงการวาดหวังลึกลงไปกว่าการเป็น "ผู้ให้" ภารไดยเผยว่า ในวันนี้เด็กเหล่านี้เป็น "ผู้รับ" เพียงอย่างเดียว แต่ในอนาคตโครงการก็หวังว่าวันหนึ่งพวกเขาจะกลายเป็น "ผู้ให้" บ้าง
     "เราหวังว่ากิจกรรมที่สอนพวกเด็กๆ จะทำให้เขารู้จักการเป็นผู้ให้ โดยอาจให้กับสังคมหรือชุมชน เด็กๆ เหล่านี้ชดเชยด้วยการกลับไปนำสิ่งที่ได้เรียนรู้มาไปพัฒนาชุมชนของพวกเขาเอง ไม่ว่าจะเป็นการปลูกต้นไม้รอบๆ บ้าน การวาดรูปศิลปะตามทางเดิน หรือผนังในชุมชน เพื่อเป็นการกลับไปสร้างให้ชุมชนสว่างไสวได้โดยไม่ต้องรอหรือหวังพึ่งแต่รัฐบาลเพียงอย่างเดียว" ภารไดยกล่าว
     ทุกวันนี้มีเยาวชนย่านประดิพัทธ์และชุมชนใกล้เคียงเข้ามาลงทะเบียนเป็นสมาชิกเข้าร่วมกิจกรรมโครงการ "ไฟ้ฟ้า" กว่า 130 คน ขณะที่จำนวนอาสาสมัครที่สลับหมุนเวียนมาแบ่งปันให้ความรู้กับน้องๆ มีกว่า 400 คนที่นับว่าล้นเหลือ บางคนเป็นผู้เชี่ยวชาญจากอาชีพต่างๆ ที่เต็มใจสละเวลามาช่วยแบ่งปันความรู้ให้กับน้องๆ แต่ส่วนใหญ่อาสาสมัครที่เป็นเทรนเนอร์จะเป็นพนักงาน TMB ซึ่งจะนำทักษะส่วนตัวมาสอนให้กับน้องๆ
     "เป็นเรื่องแปลกที่กิจกรรมทักษะการเรียนรู้ยอดนิยมที่มีคนสนใจมากที่สุดอย่างเทควันโด คนที่มาเรียนส่วนมากกว่า 70% จะเป็นผู้หญิง และรองลงมาคือ กิจกรรมเรียนทำอาหาร ที่ส่วนมากกลับกลายเป็นเด็กผู้ชาย ทำให้รู้ได้ว่าสังคมไทยไม่ต้องยึดติดกรอบความคิดที่ว่าผู้ชายต้องเก่งต่อสู้ ผู้หญิงต้องทำอาหารเหมือนแต่ก่อน"
     "สำหรับการสอนเด็กๆ ไม่ว่าจะกิจกรรมการเรียนรู้ใด จะให้เขาผ่อนคลายด้วยการทำสมาธิวิปัสสนาเสียก่อน เพราะถ้ารู้จักการปัสสนาไม่ว่าพวกเขาไปที่ไหน พวกเขาก็จะมีสมาธิ จากนั้นจึงให้เขารู้จักการให้เกียรติพ่อแม่ สอนให้เขาภูมิใจในตัวเอง แล้วจึงพัฒนาไปสู่การทำงานร่วมกันกับผู้อื่น โดยจะเห็นได้ว่าการที่เราสอนเขา พูดคุยกับเขา ให้ความอบอุ่นเขา เด็กที่มาที่ไฟฟ้าเองแต่ละคนจะรู้สึกผูกพันและรักที่นี่ ทำให้พวกเขาก็จะคอยช่วยกันดูแลทำความสะอาด รักษาสถานที่ ราวกับเป็นบ้านหลังที่ 2 ของตัวเองโดยไม่มีใครไปบอกให้เขาทำ" ภารไดยกล่าว
     อนุพงษ์ สุขศรีวงศ์ พนักงานบริษัท ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ ผู้อาสาตัวเองมาเป็นครูสอนคอมพิวเตอร์กราฟฟิก เล่าว่า การที่ได้อาสาตัวเองมาทำงานตรงนี้ ถึงแม้จะฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย แต่สิ่งที่เราได้รับกลับมาก็คือด้านจิตใจ โดยหวังว่าโครงการนี้จะช่วยปลูกจิตสำนึก ความรู้ เพื่อพัฒนาให้เด็กๆ กลายไปเป็นคนดีของสังคมในอนาคต
     "แต่ทั้งนี้ โครงการนี้จะประสบความสำเร็จได้ก็ต้องขึ้นอยู่กับตัวเด็กเองว่าพวกเขาใฝ่เรียนรู้มากแค่ไหน รวมทั้งผู้ให้ที่ต้องมีความพยายามและความจริงใจที่จะให้ ถ้ามี 2 อย่างนี้ควบคู่ไปในทิศทางเดียวกันก็จะประสบความสำเร็จได้" อนุพงษ์กล่าว
     อนุพงษ์ยังเล่าต่อถึงความรู้ด้านคอมพิวเตอร์และการออกแบบที่ถ่ายทอดให้เด็กๆ ที่จะเริ่มด้วยการฝึกใช้โปรแกรมพื้นฐาน ฝึกการออกแบบ การฝึกใช้เมาส์ในการลากเส้นวาดภาพแทนดินสอสี รวมทั้งการฝึกให้เด็กๆ รู้จักการคิดการออกแบบ การจัดวางองค์ประกอบ การออกแบบนามบัตร โลโก้ประจำตัว หรือแบบสกรีนเสื้อได้ด้วยตัวเอง แม้ตรงนี้บางคนจะเรียนรู้ได้เร็วบ้าง ช้าบ้าง แต่คนที่เรียนรู้ได้เร็วก็จะคอยช่วยเหลือเกื้อกูลคนที่ไปได้ช้ากว่าได้เป็นอย่างดี จากที่เห็นเด็กบางคนถือได้ว่ามีความสามารถมากในด้านนี้ เพียงแต่ยังไม่มีใครมองเห็น เพราะถ้าเด็กเหล่านี้มีคนที่คอยส่งเสริมอย่างจริงจัง ก็จะเป็นการนำพวกเขาไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้นกว่านี้ได้
     ไวภพ แซ่ปึง พ่อครัวมืออาชีพจากสมาคมพ่อครัวไทย ที่ร่วมเป็นอาสาสมัครมาสอนเด็กๆ ทำอาหาร กล่าวว่า ที่ตึก "ไฟฟ้า" มีความพร้อมมาก ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ เครื่องมือทำครัว หรือวัตถุดิบประกอบอาหารครบครันไม่แพ้ห้องครัวของโรงแรม สำหรับกิจกรรมที่สอนเด็กจะสอนให้เด็กสามารถนำความรู้ที่ได้กลับไปพลิกแพลงทำอาหารด้วยตัวเองที่บ้านได้ ด้วยเมนูที่มีวิธีการทำที่ไม่ยาก ราคาไม่แพง โดยอาหารที่เด็กๆ ทำกันขึ้นมาก็จะนำไปแบ่งกินกันกับเพื่อนๆ หรือในบางครั้งก็จะนำกลับบ้านไปให้พ่อแม่ได้รับประทานกัน โครงการนี้จึงเป็นเหมือนการสอนให้เด็กๆ ได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ดีกว่าให้เด็กไปหมกมุ่นอยู่กับสิ่งไม่ดี
     สิทธิพัฒน์ รัตนมงคล หรือ อาร์ม นักเรียนชั้น ป.6 รร.กลาโหมอุทิศ บอกว่า ความฝันของตัวเองเมื่อโตขึ้นอยากเป็นวิศวกรเก่งๆ สร้างยานพาหนะที่ล้ำยุค อย่างมอเตอร์ไซค์ หรือรถยนต์ที่บินได้เหมือนในภาพยนตร์ ซึ่งการที่ได้มาเรียนที่ "ไฟฟ้า" ก็ทำให้ได้ประสบการณ์มากยิ่งขึ้น ได้ทำอะไรที่อยากทำ อย่างเช่น ในส่วนของการเรียนคอมพิวเตอร์ แม้ใน รร.จะมีสอนอยู่แล้ว แต่ก็ยังอยากเก่งมากยิ่งขึ้นไปอีก เพื่อที่โตขึ้นไปจะได้กลายไปเป็นวิศวกรอย่างที่ฝันไว้ นอกจากนี้ยังได้เลือกเรียนการเต้น K-Pop Cover เนื่องจากอยากเต้นได้เหมือนศิลปินเกาหลีที่ชื่นชอบได้
     "ถ้าเป็นไปได้ผมอยากจะเรียนเพิ่มอีกหลายๆ อย่างไม่ว่าจะเรียนปลูกผัก ศิลปะวาดสีน้ำ ทำอาหาร เพราะการที่ผมเรียนเยอะจะทำให้ผมเป็นคนที่เก่ง ดูดี และเป็นที่ชื่นชอบของคนอื่น แต่ไม่ได้อยากรวย เพราะการที่ได้อยู่กับคุณแม่ อยู่แบบพอมีพอกิน แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว" อาร์มกล่าว
     บุษรินทร์ นิ่มนวล หรือ ลูกตาล นักเรียนชั้น ป.6 รร.วัดสร้อยทอง เล่าว่า ก่อนหน้านี้พอมีเวลาว่างทีไรได้แต่อยู่เฉย เพราะไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไร แต่บางครั้งก็ไม่ได้ต้องการอยู่กับบ้านมากนัก เนื่องจากละแวกบ้านค่อนข้างจะอึดอัดและเต็มไปด้วยเสียงอึกทึกคึกโครม จึงได้สมัครเข้ามาร่วมเรียนในโครงการ "ไฟฟ้า" เพราะมาเรียนแล้วก็ได้ทั้งความรู้ประสบการณ์ ซึ่งวิชาที่เลือกเรียนก็จะเป็นเทควันโดที่ได้ประโยชน์ทั้งออกกำลังกายและป้องกันตัว รวมทั้งการเรียนทำอาหาร
     พีรยุทธ พัฒนาสันต์ หรือ จ๊อบ นักเรียนชั้น ม.5 จาก รร.สุวรรณสุทธารามวิทยา เล่าว่า ทาง รร.ได้แนะนำมาให้ลองสมัครมาเข้าเรียนที่ "ไฟฟ้า" ที่สอนอะไรๆ ต่างๆ ให้เราฟรีแบบไม่คิดเงิน เหมือนเป็นการเปิดโอกาสให้คนที่ไม่มีเงินเรียนเพิ่มเติมได้มีโอกาสเรียนอะไรก็ได้แบบที่เขาชอบ ซึ่งพอได้มาเรียนแล้วก็พบว่าทั้งการทำอาหาร และการร้องเพลง อันเป็นความฝันทั้ง 2 อย่างของตัวเองพัฒนาขึ้นเป็นอย่างมาก ต่างจากเดิมที่ทำได้แค่ซ้อมอยู่บ้านด้วยตัวเองเท่านั้น
     ธิดาพร เชนส้ม หรือ วาว เรียนชั้น ม.5 จาก รร.สุวรรณสุทธารามวิทยา บอกว่า รู้สึกผูกพันกับสถานที่แห่งนี้ราวกับเป็นโรงเรียนแห่งที่ 2 เป็นสถานที่ที่ให้ทั้งเพื่อนใหม่ ความรู้ใหม่ๆ และได้นำเวลาว่างที่มีพัฒนาทักษะเพิ่มเติมอีกหลายด้าน โดยเฉพาะในเรื่องของการทำอาหารที่เป็นอาชีพในฝันของตัวเอง หลังจากที่ได้มาเรียนก็ได้เทคนิค เคล็ดลับเพิ่มเติมจากที่มีอยู่เป็นอย่างมาก รวมถึงถ้าเป็นไปได้ ในอนาคตยังอยากให้เปิดสอนภาษาเกาหลีเพิ่มเติมอีกด้วย เพื่อให้เข้ากับกระแสเพลงเกาหลีที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในขณะนี้
     ธนาคารทหารไทยยังมีแผนที่จะขยาย "โครงการไฟฟ้า" ออกไปตามจังหวัดต่างๆ โดยใช้สาขาของธนาคารเป็นศูนย์กลางในการทำกิจกรรมลักษณะเดียวกับการทำไฟฟ้าที่ถนนประดิพัทธ์ โดยหวังว่า "ไฟฟ้า" จะไม่ได้ส่องสว่างเฉพาะที่ชุมชนในกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่คนนอกเขตเมืองชุมชนใหญ่ หรือคนชายขอบก็ควรมีโอกาสได้รับแสงสว่างเช่นนี้บ้าง.



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์