Sunday X-Cite X-Cite Kidz Tabloid
Subscribe to Thaipost
JPEG || PDF
Download

สสส. ดึงเยาวชนร่วมพัฒนา “แม่กลองเมืองอาหารปลอดภัย”


       "เมืองแม่กลอง" หรือจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวในฐานะเมืองที่มีความโดดเด่นทั้งด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม อุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหารนานาชนิด เป็นแหล่งอาหารทะเลชั้นดี ผลไม้รสเลิศ และยังเป็นแหล่งผลิตน้ำตาลมะพร้าวชั้นดีที่สุดในประเทศ
     ด้วยกระแสการท่องเที่ยวที่ถาโถมเข้าสู่เมืองแม่กลองอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนรวมตัวกันเป็นเครือข่ายผู้ผลิตและผู้ประกอบการ 88 องค์กร ก่อตั้งเป็น "สมัชชาอาหารปลอดภัยสมุทรสงคราม" โดยมีเป้าหมายร่วมกันสร้างเมืองแม่กลองให้เป็นเมืองแห่งอาหารปลอดสารพิษ เพื่อชีวิตปลอดภัย โดยลด ละ เลิกการใช้สารเคมีในกระบวนการเพาะปลูก เพาะเลี้ยง แปรรูป และการประกอบอาหารปรุงสำเร็จทุกชนิด
     และเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนเชิงนโยบายด้านอาหารปลอดภัยในทุกระดับอย่างจริงจัง "แผนงานอาหารปลอดภัยสมุทรสงคราม" จึงเกิดขึ้นมา โดยการสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนให้จังหวัดสมุทรสงครามเป็นจังหวัดนำร่องในการพัฒนาคุณภาพอาหารให้มีความปลอดภัยอย่างครบวงจรและยั่งยืน
     นายอรุณ เกิดสวัสดิ์ ผู้จัดการแผนงานอาหารปลอดภัยสมุทรสงคราม เปิดเผยว่า เกษตรกรหลากหลายอาชีพมีความตื่นตัวในเรื่องของอาหารปลอดภัยมากขึ้น ประกอบกับธุรกิจด้านการท่องเที่ยวก็มีส่วนช่วยผลักดันภาคการเกษตรและภาคการผลิตให้ผลิตอาหารสู่ท้องตลาด โดยทุกคนล้วนมีเป้าหมายเดียวกันคือ "เมืองแม่กลองต้องเป็นเมืองอาหารปลอดสารพิษเพื่อทุกชีวิตปลอดภัย"
     "สิ่งที่เราขับเคลื่อนในเชิงนโยบายถือว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจ เมื่อองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นและส่วนราชการต่างๆ 36 หน่วยงาน เห็นการขับเคลื่อนของเกษตรกรผู้ผลิต ก็ตระหนักและให้ความสำคัญ โดยเซ็นสัญญาร่วมกับสมัชชาฯ ซึ่งมีเป้าหมายให้การจัดทำงบประมาณปี 2553-2554 นำเอาเรื่องความปลอดภัยของอาหารใส่เข้าไป ซึ่งขณะนี้ปรากฏอยู่ในแผนงบประมาณแล้ว" นายอรุณกล่าว
     นางติ๋ม ตันตระกูล ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มน้ำตาลปลอดสารพิษ 1 ใน 88 เครือข่ายฯ กล่าวถึงการกลับมาของอาชีพชาวสวนและการทำน้ำตาลมะพร้าวว่า เกิดจากการสนับสนุนของสมัชชาฯ ประกอบกับทางกลุ่มต้องการอนุรักษ์วิธีการทำน้ำตาลมะพร้าวแบบโบราณปลอดสารพิษและมีคุณภาพดีออกจำหน่าย
     "ทุกวันนี้น้ำตาลมะพร้าวของทางกลุ่มมีกำลังผลิตประมาณ 600 กก.ต่อวัน และจะขายแพงกว่าน้ำตาลที่ใส่สารกันบูด โดยขายส่งในราคากิโลกรัมละ 35 บาท ซึ่งขายหมดแทบทุกวัน เพราะผู้บริโภคเริ่มรู้จักที่จะเลือกน้ำตาลดีมาใช้ และรู้ว่าเราเป็นผู้ผลิตน้ำตาลที่ใช้วิธีการดั้งเดิมปลอดสารเคมี ทำให้ชาวสวนมะพร้าวมีรายได้ทุกวัน และเริ่มหันกลับมาทำน้ำตาลมะพร้าวกันมากขึ้น" นางติ๋มระบุ
     เช่นเดียวกันกับ นางสาวดวงเดือน เจียมศิริ ประธานกลุ่มขนมไทย กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรร่วมความคิดสามัคคี ที่หันมาผลิต "ขนมไทยอ่อนหวาน" ลดความหวานในน้ำตาล เพราะตระหนักถึงสุขภาพของผู้บริโภค เน้นใช้น้ำตาลมะพร้าวของชาวแม่กลอง ซึ่งเมื่อนำมาทำขนมจะให้รสชาติที่หวาน กลมกล่อม อร่อย และยังช่วยให้กลุ่มภาคีเครือข่ายมีอาชีพและรายได้อย่างสม่ำเสมอ
     "แรกๆ ที่ทำขนมให้หวานน้อยลงนั้น ทำไปแล้วก็ขายไม่ได้ เพราะคนส่วนใหญ่ยังติดรสหวานและไม่ยอมรับ แต่เมื่อได้อธิบายให้เข้าใจถึงข้อดีและข้อเสียของการบริโภคขนมที่หวานเกินไป ซึ่งส่งผลสุขภาพ ขนมที่ขายเป็นขนมไทยกินแล้วไร้พุง หวานน้อยไม่อ้วน ไม่มีอันตราย ลูกค้าก็เริ่มเข้าใจ ทำให้ทุกวันนี้ลูกค้าประจำทุกคนให้การยอมรับ และรับรู้ว่าขนมไทยของกลุ่มนั้นนอกจากจะอร่อยแล้วยังไม่มีผลเสียต่อสุขภาพ ทำให้ขายดีจนผลิตแทบไม่ทัน" ประธานกลุ่มขนมไทยระบุ
     "กลุ่มเพิ่มผลผลิตกุ้งแม่น้ำ" นำโดย นางนันทพร กลิ่มมาลี มีสมาชิกประกอบอาชีพเรือตกกุ้งกว่า 100 ลำ โดยเมื่อตกกุ้งที่มีไข่ก็จะนำมาพักไว้ในบ่อเพื่อให้กุ้งเขี่ยไข่ ก่อนปล่อยไข่และลูกกุ้งคืนสู่ธรรมชาติเพื่อขยายพันธุ์ ซึ่งแนวคิดในการอนุรักษ์กุ้งแม่น้ำนี้ได้จุดประกายให้จังหวัดสมุทรสงครามเกิดแนวทางในการปล่อยพันธุ์กุ้งเพื่อขยายพันธุ์ สร้างอาชีพให้คนในชุมชนเป็นประจำทุกปี ปีละนับสิบล้านตัว
     "การรวมกลุ่มทำให้ทุกคนมีรายได้จากการตกกุ้งไม่ต่ำกว่าวันละ 200 บาท คนพิการ เด็ก หรือคนชราก็สามารถลงหากุ้งเลี้ยงตนเองได้ นอกจากการปล่อยกุ้งแล้ว สมาชิกที่เป็นคนตกกุ้งก็ยังช่วยกันดูแลแม่น้ำด้วย ถ้าหากมีน้ำเน่าเสียก็แจ้งไปยังหน่วยราชการให้มาช่วยเหลือ อาชีพตกกุ้งปัจจุบันเรียกได้ว่าเป็นอาชีพหลักที่สร้างรายได้ให้กับคนแม่กลองได้เป็นอย่างดี" ประธานกลุ่มฯ กล่าว
     นอกเหนือไปจากแกนนำภาคประชาชนทั้ง 88 องค์กรที่ร่วมกันขับเคลื่อนแผนงานอาหารปลอดภัยสมุทรสงครามแล้ว ความตื่นตัวในเรื่องของการเป็นผู้ผลิตอาหารปลอดภัย และผลสำเร็จที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมยังได้รับการถ่ายทอดออกไปสู่เยาวชนคนแม่กลองรุ่นใหม่ โดยส่วนหนึ่งเลือกที่จะเดินออกมาจากการเป็นแรงงานภาคอุตสาหกรรม หันกลับประกอบอาชีพพื้นฐานดั้งเดิมในท้องถิ่นของตนเอง เนื่องจากเป็นอาชีพอิสระ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความมั่นคง
     นางสาวนิสารัตน์ ทรัพย์ศิริ อายุ 21 ปี เล่าถึงสาเหตุที่ตัดสินใจไม่ไปทำงานในโรงงาน และหันกลับมาช่วยทางครอบครัวทำน้ำตาลมะพร้าวว่า เป็นการทำงานอยู่ที่บ้าน ไม่ต้องเสียค่ารถ ค่าเดินทาง ค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็ประหยัด และเป็นงานอิสระที่มีมีกฎหรือข้อบังคับมาคอยควบคุม ที่สำคัญอาชีพนี้ใช้เวลาทำงานเพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อวัน โดยจะเริ่มงานประมาณ 7 โมงเช้า ราวๆ บ่ายสองโมงก็เสร็จงาน
     "ทำน้ำตาลดีกว่าทำงานโรงงาน เพราะจะหยุดเมื่อไหร่ก็ได้ ทำงานถึงแค่บ่ายสองโมงงานก็เสร็จหมดแล้ว แถมอาชีพนี้ยังมีรายได้ทุกวัน และยังมีเวลาเหลือในตอนบ่ายไปทำงานอื่นๆ ได้อีก ปัจจุบันถือว่าเป็นอาชีพที่มั่นคง น้ำตาลดีขายได้ในราคาแพง และมีตลาดรองรับแน่นอน ทำให้เด็กรุ่นใหม่ๆ เริ่มสนใจอาชีพดั้งเดิมของปู่ ย่า ตา ยายกันมากขึ้น" นางสาวนิสารัตน์กล่าว
     เช่นเดียวกันกับ นายธเนศ มีมาก อายุ 17 ปี และ นายเกื้อกูล เต็มมูล อายุ 16 ปี ที่หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 แทนที่จะเลือกไปทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม แต่ทั้งคู่ตัดสินใจที่จะช่วยครอบครัวประกอบอาชีพทำน้ำตาลมะพร้าว เพราะเป็นอาชีพอิสระ ไม่ต้องอยู่ในระบบระเบียบต่างๆ ของโรงงาน เพียงต้องทำงานแข่งกับเวลาเพื่อมิให้น้ำตาลเน่าเสียเท่านั้น
     "ตอนนี้ชาวบ้านก็หันมาปลูกมะพร้าวเพื่อเก็บน้ำตาลกันมากขึ้น ดูจากน้ำตาลที่เก็บได้ในแต่ละวันที่เพิ่มขึ้นตลอด ส่วนหนึ่งเพราะน้ำตาลคุณภาพจะมีราคาแพง กำไรดี และเป็นอาชีพที่ค่อนข้างสบาย ตื่นเช้าหน่อย แต่บ่ายก็ได้พักแล้ว และมีเวลาไปทำกิจกรรมอื่นๆ ได้อีก" นายธเนศระบุ
     "อาชีพนี้รายได้ก็พออยู่ได้ ทำแล้วสบายใจ เพราะไม่มีแรงกดดันต่างๆ จากนายจ้าง เช่น การมาสาย ตอกบัตร และยังเลิกงานเร็วกว่าทำงานโรงงาน" นายเกื้อกูลกล่าว
     นายปิยะพงษ์ โชติ หรือ "เบิร์ด" อายุ 18 ปี ที่ยึดอาชีพตกกุ้งเป็นอาชีพหลักเพื่อหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัว เล่าว่า เริ่มตกกุ้งเมื่อ 6 ปีที่แล้วตั้งแต่เรียนหนังสือ พอจบมัธยมต้นก็ออกมาช่วยงานที่บ้านซึ่งประกอบอาชีพรับเหมาก่อสร้าง แต่ด้วยใจรักในอาชีพตกกุ้ง จึงหันมายึดเป็นอาชีพอย่างจริงจัง เพราะสร้างรายได้เป็นอย่างดี ถึงแม้จะเป็นอาชีพที่ต้องอาศัยความอดทนและไม่ท้อ เพราะต้องใช้เวลาตลอดทั้งคืนอยู่ในเรือ ปัจจุบันนอกจากจะออกตกกุ้งทุกวันแล้ว ยังใช้เวลาว่างในตอนกลางวันไปเรียนที่ต่อศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนอำเภอบางคนที อยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
     "อาชีพนี้เป็นงานสบาย ไม่เหนื่อย แต่ต้องใจเย็นและอดทน เฝ้าและสังเกตดูสายเบ็ดว่ากุ้งเข้ามากินเหยื่อหรือยัง ส่วนมากจะออกเรือไปตกกุ้งตั้งแต่ 5 โมงเย็นไปจนกระทั่งเช้า โดยเฉลี่ยในแต่ละวันจะมีรายได้ประมาณ 200-500 บาท เคยได้มากที่สุดถึง 1,200 บาท อาชีพนี้ขยันมากก็ได้มาก ขยันน้อยหรือท้อก็ได้น้อย เป็นเจ้านายตัวเองวันไหนหยุดก็ไม่ได้ตังค์ เป็นอาชีพอิสระ ใช้แรงเป็นทุน ถ้าขยัน ไม่ท้อ ก็ไม่อด ซึ่งถ้าหากวันไหนตกได้กุ้งที่มีไข่ก็จะนำมาให้กับทางกลุ่มเพิ่มผลผลิตกุ้งแม่น้ำ เพื่อพักรอให้กุ้งเขี่ยไข่แล้วจึงปล่อยไข่คืนสู่แม่น้ำ เพื่ออนุรักษ์และขยายพันธุ์กุ้ง ซึ่งจะทำให้คนแม่กลองที่มีอาชีพตกกุ้งมีกุ้งให้ตกไปได้นานๆ และมีรายได้อย่างสม่ำเสมอ" พรานเบ็ดรุ่นเล็กกล่าว
     หลังจากการขับเคลื่อนของสมัชชาอาหารปลอดภัยสมุทรสงครามในการแสวงหาภาคีเครือข่ายร่วมสนับสนุน ทำให้แนวคิดในเรื่องของอาหารปลอดภัยได้ถูกขับเคลื่อนต่อโดยชาวแม่กลองทุกเพศวัยอย่างต่อเนื่อง เพราะการดำเนินงานได้เน้นไปที่การสร้างให้เกิดความตระหนัก จิตสำนึก และองค์ความรู้ในเรื่องของการผลิตอาหารที่ปลอดภัยให้เข้าไปอยู่ในวิถีชีวิตของชาวแม่กลองแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความยั่งยืนของโครงการคือ เรื่องของการตลาด
     "เมื่อผลิตอาหารปลอดภัยจากสารพิษแต่ขายไม่ได้ เขาก็ต้องหันกลับไปสู่วงจรการผลิตที่ไม่ปลอดภัย หากเราใช้การตลาดเป็นตัวนำอย่างน้ำตาลมะพร้าว ที่ปัจจุบันบันมีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 35-40 บาท ชาวสวนเขาก็จะมาเข้ากลุ่มเอง ดังนั้น ความยั่งยืนด้านอาหารปลอดภัยจะเกิดขึ้นได้ จึงต้องเริ่มจากการสร้างจิตสำนึก สร้างองค์ความรู้ในการผลิตอาหารปลอดภัย และภาครัฐเองต้องสนับสนุนในเรื่องของกลไกและสภาวะทางการตลาดที่เหมาะสม" นายอรุณกล่าวสรุป.



flag counters
ไฟร์ฟอกซ์ ปลอดภัย ฟรี Download Firefox  | RSS feeds  | ทันข่าว ทันเหตุการณ์