11 วันแล้วที่ซากปรักหักพังดำเป็นตอตะโกของโรงหนังสยามและพื้นที่รอบๆ รวมถึงห้างยักษ์ยักษ์ใหญ่สุดเดิร์นอย่างเซ็นทรัลเวิลด์ ปรากฏแก่สายตาคนไทย แม้เปลวเพลิงจะมอดดับเหลือเพียงกลิ่นเหม็นไหม้ที่คละคลุ้งอยู่ในบริเวณรอบๆ ถึงกระนั้น กิจกรรมของพ่อค้าแม่ขายที่เริ่มเอาของมาตั้งวางขาย ผู้คนเริ่มออกมาช็อปปิ้ง จับจ่ายใช้สอยก็เริ่มคึกคัก ประหนึ่งว่า "ฮาราจูกุ" เมืองไทยกลับฟื้นคืนชีวิตอีกครั้งแล้ว
แม้วันนี้กิจกรรมรูปแบบเดิมๆ จะหวนกลับคืนมา แต่ "ความรู้สึก" ของผู้คนเล่า...จะกลับคืนมาเหมือนเดิมหรือไม่ ยังเป็นที่สงสัย
โดยเฉพาะความรู้สึกที่สูญเสียโรงหนังสยามนั้น ไม่ได้พรากแค่อาคารสถานที่เท่านั้น แต่ยัง "พราก" ความรู้สึกดีๆ ของวัยรุ่นและผู้คนอีกมากมายที่เคยเข้าไปดูหนัง นัดเพื่อน นัดแฟน กินข้าว ซื้อข้าวซื้อของในถิ่นโรงหนังสยามแห่งนี้ไปด้วย
ในอดีตโรงหนังสยามถือเป็นโรงหนังแห่งแรกที่ได้ถูกสร้างขึ้นบริเวณย่านสุดหรูที่เรียกว่า "สยามสแควร์" ในปี พ.ศ.2509 และเป็นโรงหนังที่ถือได้ว่ามีความทันสมัยที่สุดในประเทศในสมัยนั้น เพราะเป็นโรงหนังแห่งแรกและแห่งเดียวที่มีบันไดเลื่อน ในขณะที่โรงหนังอื่นๆ ยังไม่มี
เริ่มแรกมีจำนวนเก้าอี้นั่งชมภาพยนตร์เพียง 800 ที่นั่ง ค่าบัตรเข้าชมก็มีตั้งแต่ 10, 15 และสุงสุดที่ 30 บาท ส่วนหนังเรื่องแรกที่เข้าฉายคือ เรื่อง "รถถังประจัญบาน" (Battle of th Bulge)
โรงหนังสยามได้ทำหน้าที่ในฐานะโรงภาพยนตร์เป็นครั้งสุดท้าย โดยฉายหนังเรื่อง Iron Man 2 เป็นเรื่องสุดท้ายก่อนที่จะถูกเผาจนเหลือแต่ซากโครงอย่างที่เห็น
ในวันนี้...วัยรุ่นส่วนใหญ่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สุดแสนอาลัย "โรงหนังสยาม"
แต่การสูญเสียสถานที่รู้จัก ที่คุ้นเคย ไม่สามารถพราก...ความรู้สึกและความทรงจำดีๆ ที่มีต่อโรงหนังสยามไปได้...
วิชิดา ฉวีวรรณากร หรือ "มะนาว" นักศึกษาคณะทันตแพทย์ปี 5 ม.ศรีนครินทรวิโรฒ พร้อมกับเพื่อนสาวอีกคน "มะเหมี่ยว" นักศึกษาคณะทันตแพทย์ปี 2 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า สยามสำหรับพวกเธอแล้ว คือแหล่งผ่อนคลายยามเลิกเรียน โดยเฉพาะมะเหมี่ยวที่มาเกือบทุกวัน เพราะคณะเรียนติดอยู่กับสยาม
วันนี้สยามบางส่วนถูกม็อบเสื้อแดงเผาเหลือแต่เถ้าถ่าน สิ่งที่ทั้งสองเสียดายมากที่สุดคงเป็นโรงหนังสยาม
"อึ้งนะพี่ เดือนกว่าๆ เองที่เราไม่ได้มาเที่ยวสยาม เพราะเหตุการณ์ชุมนุมรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ กลับมาอีกทีก็ไม่เหลืออะไรแล้ว อย่างโรงหนังสยามที่เป็นทางเลือกหนึ่งของคนที่ชอบดูหนังอินดี้ ซึ่งพวกเราก็แวะไปดูบ้างถ้าเรื่องไหนน่าสนใจ ก็ไม่มีให้เห็นอีกแล้วกับบรรยากาศเก่าๆ ที่คงความเก๋าไว้ตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ ทั้งคนเก็บตั๋วที่เป็นชายแก่ๆ ใส่ชุดยูนิฟอร์มแบบอนุรักษ์ หรือแม้แต่หนังดีมีคุณภาพ ก็อยากให้สยามกลับมาเป็นเหมือนเดิม แต่ก็รู้ว่าทำให้เหมือนเดิมได้ยาก" มะนาวทอดเสียงหดหู่ให้ฟัง
"มะเหมี่ยว" เสริมว่า แม้ว่าแถวอาร์ซีเอจะมีหนังอินดี้ฉายอยู่บ้าง แต่ความรู้สึกที่ได้ก็ไม่เหมือนกับมาที่โรงหนังสยาม เพราะโรงหนังแถวรัชดาฯ จะเป็นโมเดิร์น แถมยังเดินทางไกลและลำบากกว่า ทำให้คอหนังอินดี้อย่างพวกเราแย่ไปตามๆ กัน
อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝากให้ข้อคิดสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ไว้ด้วยว่า
"ใครก็ตามที่ทำให้สยามเป็นแบบนี้ ก็อยากให้มีความรับผิดชอบหน่อย คนเรามีสิทธิเท่าเทียมกัน แต่ควรใช้สิทธิในทางที่ถูก ไม่ใช่ไปรุกรานสิทธิของคนอื่น ทำให้คนอื่นเขาเดือนร้อน"
ไม่ใช่แค่สาวๆ ที่รักการช็อปปิ้งอย่างเดียวที่รู้สึกอาลัยแก่ถิ่นฮาราจูกุเมืองไทยอย่างสยาม นักเรียนหนุ่มชั้น ม.4 จากรั้วอัสสัมชัญ บางรัก "บูม" พงศกร สายน้ำทิพย์ ก็รู้สึกเสียดายที่สถานที่แห่งความทรงจำต้องถูกทำลายลง
หลังจากง่วนหาสถานที่เรียนพิเศษแห่งใหม่ โดยที่เรียนเดิมถูกไฟเผาไหม้จนวอดวาย เพราะตั้งอยู่บนโรงหนังสยาม บูมเผยความรู้สึกให้ฟังว่า ใจหายมากที่เห็นสยามเป็นอย่างทุกวันนี้ เพราะสำหรับตนแล้ว สยามเป็นสถานที่ที่สร้างมิตรภาพ ให้ความสุข ให้ความบันเทิง ในแบบที่เราหาไม่ได้จากครอบครัวหรือโรงเรียน นับว่าสยามเป็นสถานที่เติมเต็มให้กับชีวิต
"ผมกับเพื่อนๆ มาเดินเล่นเดินเที่ยวและเรียนพิเศษที่สยามเกือบทุกวัน พูดได้ว่าสยามมีประวัติศาสตร์ของตัวเอง และยังสร้างประวัติศาสตร์แห่งความทรงจำดีๆ ให้ผมกับเพื่อนๆ มาตลอด เมื่อเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้น มันก็ส่งผลกระทบต่อคนที่มาใช้บริการ วันนี้สยามถูกเผา แม้ว่าจะสร้างใหม่ขึ้นมา แต่มันก็ทดแทนบรรยากาศเก่าไม่ได้ แต่ก็เข้าใจว่าอนาคตต้องดำเนินต่อไป" บูมชี้แจง และกล่าวต่อว่า พื้นที่ส่วนหนึ่งของสยามเป็นของเยาวชน ก็อยากให้ผู้ที่มีอำนาจช่วยดูแลเรื่องความปลอดภัยด้วย และคนที่มาใช้พื้นที่แห่งนี้ทำอะไรก็แล้วแต่ อยากให้มีจิตสำนึก เพราะคือพื้นที่อันเป็นสัญลักษณ์สำคัญของกรุงเทพฯ ของประเทศไทย
ส่วน พงศกร ภูริยล หรือ บอส ชั้น ม.4 จาก รร.สันติราชวิทยาลัย บอกว่า ปกติมักจะมาเดินเที่ยวย่านสยามเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นหลังเลิกเรียน หรือจะเป็นวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ สถานที่นี้โดยส่วนตัวแล้วจึงเป็นเหมือนสถานที่ที่ใช่ในการนัดพบปะสังสรรค์กันกับเพื่อนๆ มากกว่า แต่เมื่อกลับมาเห็นสยามอีกครั้ง เฉพาะอย่างยิ่งกับโรงหนังสยามในสภาพเช่นนี้แล้ว รู้สึกสะเทือนใจเป็นอย่างมาก จนพูดไม่ออก บรรยายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้เลย
"เหตุการณ์เพลิงไหม้ แม้จะทำให้โรงหนังสยามและห้างเซ็นทรัลเวิลด์ไม่สามารถกลับมาเหมือนเดิมได้อีก และทำให้รู้สึกคิดถึงและเสียดายเพียงใด แต่อยากให้คนทั่วไปหันกลับมามองโรงหนังสยามในแง่บวก รวมถึงก็ช่วยๆ กันกลับมาฟื้นฟูโรงหนังสยามและห้างเซ็นทรัลเวิลด์ให้กลับมามีสภาพที่สวยงาม น่าเดินเที่ยวตามเดิม และเมื่อพอมีสภาพดังเดิมแล้ว ทีนี้ก็ต้องหมั่นดูแลรักษาสถานที่นี้ไว้ให้ดี เพื่อที่เมื่อตอนที่มีครบถ้วนแล้วจะได้ไม่ต้องหายไปอีก" น้องบอสกล่าว
รัตน์ ปทุมวัฒน์ หรือ แก้ว นักเรียนชั้น ม.6 รร.เตรียมอุดมศึกษา ที่ได้รวมกลุ่มกับเพื่อนมาทำความสะอาดกับในย่านสยาม เมื่อวันที่ 23 พ.ค.ที่ผ่านมา ก็ได้พูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับโรงหนังสยามว่า แม้จะรู้สึกดีที่ได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในการเข้ามาช่วยฟื้นฟูบ้านเมือง แต่พอมาเห็นสถานที่แล้วก็รู้สึกเศร้าใจ ไม่คิดว่าผลพวงจากการทะเลาะกันของคนไทยจะทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นมา เพียงเพราะแค่การที่ไม่เข้าใจกัน จึงอยากให้คนไทยหันมาร่วมมือฟื้นฟูสังคมกันจากสิ่งเลวร้าย เพราะถ้าเราไม่เปิดใจเข้ามาทำ ประเทศไทยเราคงก้าวไปไหนไม่ได้
น้องอีกคน การะเกด นรเศรษฐาภรณ์ หรือ เกด ม.6 รร.เตรียมอุดมศึกษา อีกหนึ่งจิตอาสาที่ได้เข้ามาช่วยทำความสะอาดย่านสยาม ได้บอกว่า รู้สึกหดหู่ใจที่เห็นย่านสยามเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่โรงเรียนอยู่ใกล้ๆ บริเวณนี้ด้วย ทำให้รู้สึกผูกพันกับสถานที่แห่งนี้มากเป็นพิเศษ จากสถานที่ที่มาเดินเล่น นัดกันกับเพื่อน นั่งกินอาหาร หรือรอเรียนพิเศษ วันนี้มันเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
"การที่บางคนมองแค่ว่ารู้สึกเสียดายที่ย่านสยามเกิดเหตุเพลิงไหม้ เพียงเพราะเป็นแค่ที่ที่มีไว้ช็อปปิ้งของทั่วไปเท่านั้น แต่อยากให้รู้ว่ากับบางคนที่มีความผูกพันกับสถานที่นี้ มันมีอีกสิ่งหนึ่งที่น่าเสียดายมากไม่แพ้กันคือ ความทรงจำ เป็นความทรงจำที่ครั้งหนึ่งเคยมานั่ง มาเดิน มากินอะไรกันในสถานที่นี้ เพราะแม้ตึกจะสามารถสร้างใหม่ขึ้นมาทดแทนได้ แต่ความทรงจำไม่สามารถสร้างใหม่ได้" น้องเกดกล่าว
มาฟังอีกหนึ่งเสียงของ หนุ่ย หรือ ประลองยุทธ ผงงอย รายนี้ต้องบอกว่าเป็นวัยรุ่นตอนปลายวัย 25 ปี ที่มีความคุ้นเคยกับสยามมาตั้งแต่สมัยมัธยม จนปัจจุบันทำงานมาแล้ว 2 ปี ก็ยังใช้สยามเป็นสถานที่ผ่อนคลาย ทั้งดูหนังแนวๆ ไม่อิงกระแสตลาด ช็อปเสื้อผ้าหายากที่ร้านประจำ รวมถึงเป็นที่นัดชุมนุมเดอะแก๊งอย่างพร้อมหน้าด้วย หนุ่ยบอกว่า แวบแรกที่เห็นภาพสยามตอนโดนเผารู้สึกใจหายมาก เพราะส่วนตัวรู้สึกว่าสยามเป็นเหมือน Land mark หนึ่งในความทรงจำ
"ผมรู้สึกผูกพันกับที่นี่มาก เพราะเป็นที่เรียนพิเศษตั้งแต่สมัย ม.ปลาย แม้จะเรียนจบและทำงานแล้วก็ยังต้องมาเดินเที่ยว ดูหนัง ฟังเพลงที่นี่ อย่างน้อยไม่ต่ำกว่าอาทิตย์ละ 2-3 วัน โดยเฉพาะโรงหนังสยามที่ถูกเผาไป พอไม่มีแล้วก็ไม่รู้จะไปหาหนังแนวๆ ที่ไม่ใช่หนังตลาดดูที่ไหน แม้ลิโด้ สกาล่ายังอยู่ แต่ในความรู้สึกคิดว่าทั้ง 3 โรงนี้มันควรจะอยู่ด้วยกันเหมือนเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของสยาม" หนุ่ยกล่าวพร้อมกับบอกว่า นอกจากนั้นตนยังรู้สึกห่วงใยพ่อค้าแม่ค้าที่เปิดร้านอยู่ที่นั่นด้วย เพราะส่วนใหญ่จะเป็นร้านประจำที่เคยๆ เห็นหน้า
เด็กสยามคนนี้ยังบอกด้วยว่า ถ้าเป็นไปได้ไม่อยากให้สร้างศูนย์การค้าขึ้นมาแทนที่โรงหนัง อยากให้ทำโรงหนังสยามกลับมาใหม่ อยากให้ทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิม แม้มันจะไม่ได้ 100% ก็ตาม
ขณะที่ นางสาวณฐวรรณ เปาอินทร์ หรือ น้ำ ที่เพิ่งก้าวพ้นรั้วโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน เข้าสู่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร้องโอดโอยทันทีที่ถามถึงสยามในความทรงจำ มากกว่าคำว่าเสียดาย น้ำบอกไม่รู้จะอธิบายเป็นคำพูดได้ยังไง โรงเรียนน้ำอยู่ใกล้สยาม หลังเลิกเรียนก็ไปเดินที่นั่น อ่านหนังสือก็ที่นั่น ทะเลาะกับเพื่อนก็ที่นั่น สนิทกับเพื่อนก็ที่นั่น สยามสำหรับน้ำไม่ใช่แค่ที่ช็อปปิ้งหรือเดินเที่ยวเล่นเท่านั้น แต่สยามเหมือนที่ที่น้ำและเพื่อนๆ เติมโตมาด้วยกัน
ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ขึ้นน้ำมีโอกาสแวะเวียนไปสยามแล้ว รู้สึกหดหู่ใจ ร้านที่เคยเลือกซื้อเสื้อผ้า ร้านที่เคยนั่งกินข้าวหายไปหลายร้าน รู้สึกสงสารคนที่โดนเผาร้าน แต่ก็เชื่อว่าทุกอย่างจะดีขึ้น หากมีโอกาสก็ยินดีจะกลับไปช่วยอุดหนุน และหากเป็นไปได้อยากให้สยามกลับมาเหมือนเดิม เพราะสยามแบบเดิมมันดีที่สุดแล้ว...
ด้าน น้องพิมพ์ หรือ นางสาวพิมพ์นิภา กังสนันท์ เฟรชชี่สดๆ ร้อนๆ จากนิเทศศาสตร์ รั้วจามจุรี บอกว่า ตนเป็นอีกคนที่เรียนได้ว่าเข้าขั้นเสพติดสยาม เห็นจากภาพข่าวแล้วเสียใจมากอย่าง หนึ่งคือมองว่าสยามเป็น Land mark ที่สำคัญเหมือนฉากในหนังเรื่องรักแห่งสยามที่มีความสวยงานในแบบฉบับของตัวเอง สยามเป็นที่ที่วัยรุ่นมาร่วมตัวกัน เป็นที่ที่สดใส เป็นบรรยากาศที่สดใสแบบวัยรุ่น
"หนูอยากให้สยามกลับมา ถ้าเหมือนเดิมได้ก็คงดี แต่มันคงไม่เหมือนเดิม สิ่งที่ถูกเผาไปคงไม่น่าเสียดายเท่ากับบรรยากาศและความรู้สึกของทุกคนที่ต้องสูญเสีย" น้องพิมพ์บอกในฐานะวัยรุ่นที่เสพติดสยามจนเหมือนเป็นบ้านหลังที่สอง และฝากทิ้งท้ายด้วยว่า ขอเอาใจช่วยเจ้าของร้านค้าทุกคนให้ลุกขึ้นสู่ได้อีกครั้ง.
///////////////////////
"หนูอยากให้สยามกลับมา ถ้าเหมือนเดิมได้ก็คงดี แต่มันคงไม่เหมือนเดิม สิ่งที่ถูกเผาไปคงไม่น่าเสียดายเท่ากับบรรยากาศและความรู้สึกของทุกคนที่ต้องสูญเสีย".








